บีเกิลสื่อรัก บทที่ 1 : เกลียด!

บีเกิลสื่อรัก บทที่ 1 : เกลียด!

โดย : ดาริยา

บีเกิลสื่อรัก นวนิยายแนวโรแมนติกคอมเมดี้ โดย ดาริยา จบลงแล้ว ผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกให้เพื่อนนักอ่านชาวอ่านเอาได้ทดลองอ่าน หากอยากอ่านฉบับเต็มครบทุกตอน ซื้อ บีเกิลสื่อรัก ฉบับ E-Book ได้ที่ >> https://bit.ly/3akx3IU

**************************

– 1 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ความมืดในคืนแรมที่ครอบคลุมไปทั่วยิ่งทำให้รถเก๋งสีดำซึ่งจอดอยู่ข้างพุ่มไม้ไม่เป็นที่สะดุดตาใคร หญิงสาวร่างบอบบางกำลังจะผลักบานประตูรถออกไป แต่กลับเกิดอาการชะงักเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ธรรมดา และไม่ควรมีใครรู้ว่าสัตวแพทย์สาวอย่างเธอริอ่านมาทำอะไรล่อแหลมสุ่มเสี่ยงในโรงแรมม่านรูด จึงรีบถอดเสื้อกาวน์ที่สวมทับเดรสลายดอกไม้ยาวเสมอเข่าออกไป

“แกทำถูกแล้วนังหวาน ขืนใครมาเห็นสาวใส่เสื้อกาวน์ขาวเข้าโรงแรมนี่ มีหวังคนเอาไปลือกันทั้งบางแน่” หัสดีหรือดี๊ดีลงจากรถแล้วก้มลงสำรวจความเนี้ยบของเสื้อผ้าที่สวมอยู่ นิ้วเรียวที่กรีดจัดเสื้อเชิ้ตสีกลีบบัวให้เรียบกริบนั้นงอนอ่อนยิ่งกว่านิ้วสาวๆ เขาต่อด้วยการสำรวจสะโพกตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจกรถด้านคนขับเพื่อความมั่นใจ

“สวยพอแล้วมั้งแก สวยเกินหน้าฉันไปเยอะแล้วด้วย”

หวานใจส่งค้อนให้เพื่อนรักชาวเหนือที่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยประถม นอกจากเรียนโรงเรียนเดียวกันมาตลอดแล้ว โชคชะตายังพัดพาให้สอบติดได้มาเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันในกรุงเทพฯ แถมต่อด้วยได้งานทำในเมืองกรุงเหมือนกันอีกต่างหาก เธอเฝ้ามองพัฒนาการทางบุคลิกภาพแบบก้าวกระโดดจากชายเป็นหญิงของหัสดีด้วยความทึ่งสุดขีด พร้อมกันนั้นก็ยอมรับในตัวตนของเพื่อนมาตลอด ทำให้ทั้งคู่ผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองทุกคราวที่เจอกัน

“ว่าแต่แกชัวร์ใช่มั้ยว่าอีตาสารวัตรชีกอนัดกิ๊กมาที่นี่น่ะ” สจ๊วตใจหญิงถามย้ำเป็นครั้งที่ห้า นับตั้งแต่ขับรถออกมาด้วยกัน

“ชัวร์สิ บังเอิญเพื่อนของกิ๊กสารวัตรเป็นเด็กขายของในเซเว่นที่ปากสว่างที่สุด แล้วก็บังเอิ๊ญมารู้จักฉันพอดีอีก นางเลยหลุดปากเล่ายาว”

ความจริงแล้วหวานใจเคยเชื่อว่าความบังเอิญขนาดนี้มีแค่ในนิยาย แต่เมื่อมันมาเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเหลือเชื่อ เธอจึงคิดว่านี่คือคำสั่งจากสวรรค์ที่อยากให้เธอได้ช่วยนิอรเพื่อนรัก

หวานใจผู้เป็นลูกค้าเหนียวแน่นของร้านสะดวกซื้อแถวบ้านถึงขั้นพูดได้ว่าไปทุกวันจนสนิทกับเด็กในร้านเลยทีเดียว เธอยังจำคำพูดของเด็กสาวที่ประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ของร้านเมื่อตอนเช้าตรู่ซึ่งมีลูกค้าเพียงเธอคนเดียวได้ทุกคำ

‘พี่หวานรับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั้ยคะ’

‘แอ๋วถามพี่ทุกครั้งแล้วพี่เคยรับมั้ย บอกแล้วไงว่าพี่ไม่ชอบกินทั้งขนมจีบทั้งซาลาเปา’ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะทำให้คนฟังรู้ว่าลูกค้าไม่ได้โกรธ แค่หยอกกลับเท่านั้น

‘โทษทีค่ะพี่ แอ๋วติดปากน่ะ ทนฟังหน่อยนะพี่นะ’ เด็กสาวในชุดเสื้อลายทางสีเขียวสลับขาวยิ้มกว้างตามด้วยการเหลียวมองรอบกาย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นจึงเริ่มเอ่ย ‘พูดก็พูดเถอะ โชคดีที่พี่หวานมาซื้อของ หนูกำลังอยากบอกใครสักคนก่อนจะอกแตกตายอยู่พอดี’

‘ขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้างั้นเล่ามาเถอะ วันนี้วันอาทิตย์พี่ว่างๆ คุยได้อีกพักหนึ่งเลยละ’ แม้จะไม่ใช่ขาเมาท์แต่เห็นท่าทางกระตือรือร้นอยากเล่าของแอ๋วแล้วสัตวแพทย์สาวก็จำต้องสละเวลาสักนิด

‘พี่จำพิกุลเพื่อนหนูได้มั้ย ที่อยู่เซเว่นด้วยกันเนี่ย’

‘อ๋อ พิกุล คนที่สวยเด่นที่สุดในร้านนี้ จำได้สิ’ หวานใจนึกภาพพนักงานสาวร่างเล็กผิวขาวลออ ใบหน้าสวยใสถูกทาแป้งและปัดแก้มจนนวลเนียนเกินหน้าผู้ร่วมงานคนอื่นไปหลายขุม

‘นั่นแหละพี่ มันลาออกไปแล้วนะ มันกล้าบ้าบิ่นมาก’

หวานใจไม่เข้าใจว่าการลาออกจากงานในร้านสะดวกซื้อจะเป็นความกล้าบ้าบิ่นตรงไหน

‘พิกุลไปหลงคารมลุงตำรวจคนนึงอะค่ะ เขามาจีบอยู่นาน ในที่สุดถึงขั้นบอกว่าถ้ายอมนอนด้วยแค่ครั้งเดียว จะได้มอเตอร์ไซค์คันนึง พี่ว่ามันเป็นไปได้เหรอคะ’

หวานใจถึงกับอึ้ง ได้แต่ระอาใจกับพฤติกรรมของคนสมัยนี้ที่ช่างทำได้ลง เด็กสาวนั่นอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบก็โดนลวงล่อเข้าให้แล้ว

‘ระวังโดนหลอกนะ’ เธออดใจไม่ไหวจึงต้องเตือนออกไป

‘หนูก็เตือนพิกุลแบบนั้นแหละค่ะ เพราะเห็นๆ อยู่ว่าลุงนั่นไม่ได้จะเอาจริง เขาบอกตั้งแต่ต้นเลยว่าเป็นแค่เมียเก็บอะค่ะ แต่เพื่อนมันเชื่อหนูซะที่ไหน คนงกก็แบบนี้แหละ อีกอย่าง เห็นใสๆ แบบนั้นความจริงแล้วพิกุลมีแฟนมาเยอะ จะบอกว่าช่ำชองก็ได้ หนูเลยปล่อยไป เห็นมันว่าอยากทดลองว่าจะจริงมั้ย คืนนี้สามทุ่มนัดกันไปโรงแรมม่านรูดเชียวนะคะ’ เด็กสาวเอ่ยชื่อโรงแรมม่านรูดชื่อดัง อยู่ห่างจากร้านนี้ไปไม่ไกลนัก

‘เฮ้ย! ขนาดนั้นเลยเหรอ’

‘ใช่ค่ะ เห็นลุงตำรวจนั่นบอกว่าถ้าถูกใจจะมีคราวต่อไป แล้วรางวัลก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจจะให้เป็นเงินเดือนมากกว่าที่ได้จากทำงานเซเว่นอีกต่างหาก แถมในที่สุดยังมีสิทธิ์ได้เป็นเมียน้อยออกหน้าออกตา’

นี่หวานใจฟังไม่ผิดใช่ไหม…เมียน้อยออกหน้าออกตาได้ด้วยหรือ โลกมันช่างวุ่นวาย กลับตาลปัตรไปหมดแล้ว

สัตวแพทย์สาวชักไม่อยากฟังเรื่องอัปมงคลหูต่อจึงรีบจ่ายเงิน แต่แล้วด้วยความว่างจัด ไร้เงาลูกค้า แอ๋วจึงถึงขั้นรั้งเธอไว้พร้อมแอบเปิดโทรศัพท์มือถือให้ดูหน้าตำรวจชีกอคนนั้น หวานใจไม่ได้อยากดูเลย แต่พอเห็นใบหน้าของคนในภาพชัดๆ เข้าเท่านั้นหญิงสาวถึงกับตะโกนลั่นร้าน

‘เฮ้ย! ไม่นะ!’

‘อะไรเหรอคะพี่’

‘เอ่อ…ไม่มีอะไร แน่ใจใช่มั้ยว่าเปิดให้ดูถูกคน’

‘แน่ยิ่งกว่าแน่อีก ลุงคนนี้แหละค่ะ เขาว่าเป็นถึงสารวัตร ว่าแต่สารวัตรนี่ใหญ่ไหมคะ’

‘พี่ไม่รู้ เอาเป็นว่าพี่ไปก่อนนะ’

ตัดบทแล้วหวานใจก็เผ่นแน่บออกจากร้านสะดวกซื้อ พอเข้าไปนั่งในรถก็ลนลานเปิดภาพในไลน์ที่นิอรเพื่อนเธอเคยส่งมาอวดหลายต่อหลายภาพ แม้สารวัตรคนนั้นจะเป็นแฟนเพื่อน ไปจนถึงขั้นใกล้จะแต่งงานกัน แต่เขาไม่เคยโผล่มาทำความรู้จักอย่างเป็นทางการกับเพื่อนของว่าที่เจ้าสาวเลยสักครั้ง หวานใจได้ดูภาพชัดๆ ก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่แล้ว สารวัตรที่แอ๋วพูดถึงคือคนเดียวกับสารวัตรว่าที่เจ้าบ่าวของนิอร!

และด้วยความที่ไม่อยากทำร้ายหัวใจเพื่อนซึ่งช่วงที่ผ่านมาวันๆ เอาแต่นั่งเลือกชุดแต่งงานกับของชำร่วย หวานใจจึงตัดสินใจยังไม่บอกนิอร แต่วิ่งเข้าไปซบอกหัสดีสจ๊วตผู้แสนฉลาดหลักแหลมแทน ด้วยการโทรศัพท์ไปจิกตัวมาคุยด่วน ทันทีที่เจอหน้ากันในร้านกาแฟตามนัด หวานใจก็ใส่ทันที

‘แย่แล้วนังดี๊ดี เราจะยอมให้อรแต่งงานกับคนสารเลวไม่ได้เด็ดขาด อีตาสารวัตรนั่นหัวงูมาก แกต้องช่วยฉันนะ ฉันรักอร สงสารมันอะ’ ว่าแล้วหวานใจก็พรั่งพรูทุกคำที่คุยกับเด็กแอ๋วในเซเว่นให้หัสดีฟัง น่าแปลกที่คราวนี้เพื่อนชายใจหญิงดูมีสติมากกว่าเธอหลายเท่า เขาฟังแล้วคิดตาม ก่อนถามเสียงเป็นงานเป็นการ

‘เดี๋ยวนะ ก่อนที่เราจะดำเนินการบุกตะลุย แกแน่ใจใช่มั้ยว่าไอ้หัวงูนั่นคือสารวัตรของอรจริงๆ’

‘แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยละดี๊ดี’

‘ฉันสังหรณ์ใจไว้ไม่มีผิดเลย อีตานั่นเจอกับยัยอรแค่สี่เดือนก็ขอแต่งงาน มันสายฟ้าแลบไปปะวะ ฉันแอบหมั่นไส้อีตาสารวัตรล่องหนนี่มานานแล้ว ทำตัวเหมือนนินจา แกจำได้มั้ยว่าเขาชอบหลบๆ เลี่ยงๆ ไม่ยอมเจอพวกเราสักที มีครั้งนึงนัดเจอกันที่ร้านอาหารเป็นดิบดี ยัยอรตั้งใจจะแนะนำให้รู้จักกันไว้ แต่พี่แกดันหายหัวไป ไม่ยอมมาเฉยเลย แถมโทร. มาอ้างกับอรว่าติดงานราชการด่วน ฉันเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นละ เป็นเพราะระแวง กลัวพวกเรารู้ทันจนดูออกว่าเจ้าชู้ขนาดไหนนี่เอง’

‘สงสารอรอะแก อรเป็นคนใสซื่อสุดๆ แล้วก็กำลังหลงอีตาสารวัตรนั่นจนไม่ลืมหูลืมตา เราต้องช่วยกันสืบให้แน่ เอาหลักฐานไปยืนยันให้ได้นะดี๊ดี นี่เหลือเวลาอีกเดือนเดียวก่อนที่อรจะแต่งงาน เราต้องจับให้มั่นคั้นให้เดี้ยงนะแก’

‘แน่นอนย่ะ ฉันละเกลียดจริง ไอ้พวกผู้ชายเจ้าชู้เนี่ย แกรู้ใช่มั้ยว่าที่ฉันใฝ่ฝันอยากเป็นผู้หญิงก็เพราะตั้งแต่เด็กฉันฝังใจเกลียดผู้ชายเนี่ยแหละ โดยเฉพาะผู้ชายเจ้าชู้อย่างพ่อ ที่โผไปหาเมียเอ๊าะๆ ทิ้งให้แม่เลี้ยงฉันคนเดียวเหนื่อยแทบตาย ฉันก็เลยสนิทกับแม่ แล้วก็เปลี่ยนมาทำตัวเป็นเพศแม่ซะเลย เดินสวยๆ ให้ผู้ชายสายเดียวกันจ้องตาเป็นมันไปวันๆ สนุกกว่าเยอะ’

หวานใจบีบมือเพื่อนแสดงความเข้าอกเข้าใจ ก่อนเข้าเรื่องต่อ

‘แกว่าเอาไงดี กับเรื่องสารวัตรนอกใจยัยอรเนี่ย ต้องรีบแล้วนะ ฉันไม่อยากให้เพื่อนเลยเถิดถึงขั้นแต่งงานไปกับอีตาชีกอนั่น ตกนรกทั้งชาติแน่ นี่แหละน้า เค้าว่าไม่มีตำรวจคนไหนไม่เจ้าชู้ ฉันชักจะเชื่อแล้วสิ’

‘อย่าเพิ่งไปตราหน้าทุกคนอย่างงั้นสิหวาน เอาเป็นว่าเรามาช่วยกันสืบ เริ่มวางแผนด่วนกันเลยดีกว่า’

และจากการพูดคุยจนได้ข้อสรุปกันเมื่อตอนเที่ยง หวานใจกับหัสดีจึงต้องมาดักรอที่ลานจอดหน้าโรงแรมม่านรูดยามค่ำคืนเช่นนี้ โชคดีว่ารูปลักษณ์ภายนอกมองคร่าวๆ หัสดีก็กำยำล่ำสูงคล้ายผู้ชายแท้อยู่เหมือนกัน ทำให้ไม่ต้องกลัวอันตรายจนเกินไป

“ฉันว่าเราเข้าไปนั่งรอในรถเถอะ ขืนลงมายืนรอแบบนี้จะเป็นจุดเด่นซะเปล่าๆ” หัสดีแนะ

“เออจริงด้วยเนอะ ฉันก็มัวแต่ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกแล้วเนี่ย รอในรถกันดีกว่า ปลอดภัยด้วย”

ใกล้สามทุ่มแล้ว สองคนแอบซุ่มรออยู่ในรถเก๋งสีดำของหัสดีที่จอดหลบใกล้พุ่มไม้ใหญ่พอเป็นที่กำบังไม่ให้เด่นเกินไป คอยสังเกตรถที่แล่นเข้าไปใช้บริการของโรงแรมเป็นระยะ แต่ก็ยังไม่ใช่รถของเป้าหมายเสียที

“นี่คู่รักมาใช้บริการม่านรูดกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย” หัสดีเปรย

“ฉันเดาว่าค่าบริการต้องถูกมาก โดยเฉพาะที่นี่ ลูกค้าเยอะกว่าที่คิดเนอะ”

“ว่าแต่แกจำรถสารวัตรนั่นได้แน่นะ”

“ได้สิ แกอย่าลืมนะดี๊ดี ว่าถึงแกไม่เคยเจอสารวัตรนั่น แต่ฉันเคยเจอแว้บๆ อยู่หนนึง วันนั้นสารวัตรไปหาอรที่บ้าน ฉันเอานิยายไปให้อรยืมพอดี กำลังกลับออกมาเลยเดินสวนกัน แต่ว่าฉันได้เห็นรถอีตานั่นที่จอดหน้าบ้านอรแบบชัดๆ เลยละ”

“อืม งั้นแกก็ดูละกันว่าเข้ามารึยัง ถ้าใช่แล้วบอกฉันด้วย”

รออีกครู่เดียวก็มีรถเก๋งหรูคันโตถูกขับเข้ามาช้าๆ โชคดีที่ฟิล์มกรองแสงไม่เข้มนักประกอบกับการเคลื่อนผ่านไฟสปอร์ตไลต์ที่สาดส่องถนน ทำให้พอมองเห็นใบหน้าคนขับอย่างชัดเจน

“คันนี้แหละดี๊ดี ใช่แน่” หวานใจรีบสะกิดบอกเพื่อน เธอจำได้ดีนอกจากเพราะสีและยี่ห้อยังเพราะเลขทะเบียนรถที่สวยจนสะดุดตาและจำง่ายมาก

“สารวัตรของนังอรจริงๆ ด้วย! เหมือนรูปที่แกให้ดูตะกี้เลย” หัสดีโพล่งออกมา นึกเดือดปุดๆ แทนเพื่อนเมื่อเห็นหนุ่มใหญ่กับเด็กสาวคลอเคลียกันราวกับจะรอเวลาให้พ้นม่านโรงแรมเข้าไปไม่ไหว

“เดี๋ยวฉันจะเก็บภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” หวานใจคว้าโทรศัพท์พร้อมบอกอย่างมุ่งมั่น

“เออๆ ถ่ายทะเบียนรถไว้ด้วยสิแก”

แต่ภาพที่เก็บได้ยังไม่มากเท่าที่หวัง เพราะแค่รถขับเข้าไป พนักงานก็รีบรูดม่านปิดทันที

“รอตอนออกมาดีมั้ย เผื่อมีช็อตเด็ดๆ” หัสดีหันไปถาม

“ก็ได้ ไหนๆ มาแล้ว ต้องเก็บภาพให้มากที่สุด ถ้าเราไปพูดแบบไม่มีหลักฐานก็ดูจะปรักปรำว่าที่เจ้าบ่าวเกินไป ฉันอยากให้อรตาสว่างสักที”

สองคนนั่งรอในรถ จู่ๆ หวานใจก็เอ่ยขึ้นมา

“แกว่าต้องใช้เวลานานมั้ยอะ กว่าจะเสร็จ” ถามแล้วคนถามก็หน้าแดงเสียเอง

“ฉันจะรู้มั้ยล่ะ ฉันไม่เคยมีสัมพันธ์ทางเพศแบบหญิง-ชาย เดาไม่ถูกเว่ย”

“งั้นก็รอๆ ไปเถอะเนอะ”

ใครจะเชื่อว่าอีกแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ม่านสีเขียวเข้มก็ถูกเปิดออก ทันได้เห็นเป้าหมายทั้งคู่ประคองกันออกมาโดยปากประกบกันแน่นตลอดเวลา หวานใจกับหัสดีจึงรีบช่วยกันเก็บภาพทั้งแบบคลิปวีดิโอและภาพนิ่ง

“บัดสีบัดเถลิง เหมือนพ่อกับลูกเลยอะ อ๊าย! ดูสิ อีเด็กเวรนั่นใส่เสื้อสั้นเต่อแถมคอลึกจนนมโผล่เลย กระโปรงก็ถลกขึ้นมาซะสูง อุจาดสุด โอ๊ย! ถ้ายังไม่พอจะรีบออกมาทำไม เค้าคิดค่าโรงแรมเป็นนาทีหรือไงวะ” หัสดีตะโกนลั่นรถ

“ฉันว่าเพราะต้องทำเวลาต่างหากล่ะ เผลอๆ ออกจากโรงแรมแล้วก็ต้องรีบไปหาอรเพื่อช่วยเตรียมการแต่งงาน” หวานใจจินตนาการคาดเดาไปไกลด้วยความหงุดหงิด “อาจจะใช้มุกอ้างว่างานยุ่งเลยมาช้า เฮ้อ! สันดานผู้ชาย เลวระยำ!” หญิงสาวสบถลั่น เจ็บแค้นแทนเพื่อนจนบอกไม่ถูก จากที่รู้สึกลบนิดๆ กับตำรวจ บัดนี้กลายเป็นลบสุดกู่ไปเลย

“ฉันจะไม่ว่าอะไรเลยนะถ้าสารวัตรคนนี้เป็นแค่แฟนของยัยอร แต่นี่…จะแต่งงานกันเดือนหน้าแล้ว ไม่ไหวจะเคลียร์ แต่นังดี๊ดีคนนี้ขอสัญญาจะเอาให้เคลียร์เลย เพื่อนเราต้องไม่ตกนรก” หัสดีกำหมัดแน่น ทั้งโกรธทั้งแค้นแทนเพื่อน

“หลักฐานแค่นี้ฉันว่าพอเพียงแล้ว อรคงเชื่อและคิดได้แหละ ว่าสรุปไอ้ข่าวลือที่มาเข้าหูบ่อยๆ ว่าสารวัตรเจ้าชู้มากน่ะ มันจริงยิ่งกว่าจริง” สัตวแพทย์สาวเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าเมื่อรถของสารวัตรแล่นออกจากโรงแรมม่านรูดไปแล้ว ปากยังเอ่ยต่อ “สงสารอรเหมือนกันเนอะ” เสียงรำพึงอ่อนระโหย หมดแรงกับเรื่องที่ได้เห็นกับตา

“ยิ่งสงสารยิ่งต้องรีบไปโพนทะนาให้นังอรรู้ด่วนเลย ไปกันเดี๋ยวนี้แหละนังหวาน” สจ๊วตใจสาวบอกอย่างมุ่งมั่น

งานนี้เพื่อนเขาต้องไม่โดนหลอกให้ไปลงนรก!

ดวงตาเปี่ยมไปด้วยน้ำใสๆ ของเพื่อนทำให้ทั้งหวานใจและหัสดีใจหาย หากยังต้องย้ำกับตัวเองว่าทำถูกแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องบอกให้นิอรรู้ตัวไว้ เรื่องหลังจากนี้คงต้องให้ว่าที่เจ้าสาวตัดสินใจเอง

“ขอบใจพวกแกมากนะ ที่อุตส่าห์ไปซุ่มถ่ายเก็บหลักฐานไว้ได้ เดี๋ยวแกช่วยส่งมาเข้าไลน์ฉันหน่อย ฉันต้องเก็บไว้ให้ดี มันสำคัญมากที่ฉันจะใช้ในการปฏิเสธพี่เขา” เสียงนิอรสั่นเครือมือเรียวยื่นโทรศัพท์มือถือส่งคืนให้หวานใจ น้ำใสๆ ออกมาคลอดวงตา

“เออ รีบปฏิเสธเลยนะอร ฉันขอร้องละ แกห้ามใจอ่อนนะ เนี่ย สรุปแล้วฉันว่าที่อีตาสารวัตรหัวงูมาแต่งงานกับแกก็เพราะหวังเรื่องเงินล้วนๆ เลย”

เป็นที่รู้กันว่านิอรคือลูกสาวมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย กิจการค้าเพชรพลอยของตระกูลเจริญรุ่งเรืองโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ

“ฉันไม่คิดเลยว่าเขาจะทำกับฉันได้ ปากก็บอกว่ารักฉันคนเดียว รักมาก แล้วเป็นไง” นิอรไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้ เธอถึงกับปล่อยโฮ ถอนสะอื้นอย่างไม่อายใคร “เป็นเพราะฉันเห็นเขาในเครื่องแบบแล้วน่านับถือ เขาพูดดี ดูจริงใจกับฉันมาตลอด ฉันมันโง่เอง”

“ไม่เอาน่าอร ความรักบางทีก็ทำให้เรามองข้ามบางอย่างไปได้เหมือนกัน” หวานใจปลอบ ส่วนหัสดีนั้นพยักพเยิดแสดงอาการเห็นด้วย มือของเพื่อนทั้งสองลูบลงบนแผ่นหลังนิอรเพื่อปลอบขวัญคนหัวใจสลาย

“ฉันขอโทษนะ ที่ไม่เคยเชื่อพวกแกเลย”

ใช่ นิอรไม่เคยเปิดใจรับฟัง ทั้งที่ก่อนหน้าจะไปได้หลักฐานในโรงแรมม่านรูดนั้น ทั้งหวานใจและหัสดีรู้สึกถึงกลิ่นแปลกๆ ของว่าที่เจ้าบ่าวจนถึงขั้นไปหาข้อมูลคร่าวๆ จากคนรอบตัวสารวัตร สองคนเคยกระทั่งบุกไปสังเกตการณ์ถึงสถานีตำรวจ เห็นอาการก้อร่อก้อติกกับสาวๆ ในนั้น แล้วตอนพักกลางวันสารวัตรยังมีสาวหน้าใสใจกล้าสวมชุดสั้นจู๋มารับไปกินข้าวด้วยกันอีก แต่พอกลับมาเล่าให้นิอรฟัง เธอกลับโกรธที่เพื่อนไปวุ่นวายถึงที่ทำงานว่าที่สามีเธอ หลังเหตุการณ์วันนั้นหัสดีกับหวานใจจึงเริ่มทำใจ ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา แต่แล้วโชคชะตานี่เองที่ทำให้ได้หลักฐานชิ้นสำคัญมาให้นิอรดูในวันนี้

“อีกอย่างนึง ฉันอยากขอโทษพวกแกเรื่องที่ตั้งแต่สารวัตรเริ่มเข้ามาจีบ ฉันก็ห่างจากพวกแกไปเลย สารวัตรอ้างว่าไม่ค่อยชอบคุยกับผู้หญิง”

“หืย! ไอ้หน้าหม้อเอ๊ย! ไม่ชอบคุย แต่ชอบทำอย่างอื่นละซี้” สจ๊วตปากจัดเผลอสบถลั่นบ้าน

“แล้วตกลงแกจะทำไงดีล่ะอร แกต้องรีบคิด รีบจัดการนะ” หวานใจถาม น้ำเสียงจริงจังของเพื่อนทำให้นิอรขมวดคิ้ว ครุ่นคิดครู่ใหญ่จึงบอก

“เดี๋ยวรอให้คุณพ่อคุณแม่กลับมาจากสวิสฉันต้องคุยกับท่านตรงๆ ว่าฉันจะไม่ยอมแต่งงานกับสารวัตรเด็ดขาด” แววตาของคนพูดแฝงความทุกข์ตรมและกังวลอย่างหนัก “ที่กลัวก็คือการต้องบากหน้าไปแจ้งแขกทุกคนที่ฉันแจกการ์ดไปแล้วว่าฉันจะยกเลิกการแต่งงานนี่แหละ ฉันอายจริงๆ นะพวกแก” คราวนี้นิอรปล่อยโฮ หวานใจรีบคว้าร่างบอบบางไปกอดไว้แล้วบอกเพื่อน

“อย่าคิดมากนะ ถ้าแกกลัวและอาย ฉันจะไปเป็นเพื่อนเอง ฉันพร้อมช่วยพูดให้ทุกคนเข้าใจ แกจะไม่ต้องเผชิญเรื่องร้ายๆ นี่คนเดียวหรอกอร”

“อืมใช่ ถ้าฉันไม่ติดบิน ฉันก็จะไปกับแกอีกแรง เรามีวิธีอธิบายให้ญาติๆ ที่รับการ์ดเชิญไปแล้วเข้าใจได้หรอกน่าอร”

“ขอบใจพวกแกมากนะ ฉันยังไม่รู้จะผ่านทุกอย่างไปได้ยังไงถ้าไม่มีพวกแกอยู่ข้างๆ” เงียบไปครู่ใหญ่นิอรจึงบอกต่อ “มาคิดดู พอเสร็จเรื่องแล้วฉันอาจจะไปหลบอยู่อังกฤษกับญาติที่โน่นสักพัก ลองเปิดโลกใหม่ หาอะไรที่น่าสนใจทำ ไม่แน่ฉันอาจจะเรียนต่อปริญญาโทไปเลยก็ได้”

“ดีๆ แกคิดถูกแล้วละอร ชีวิตมันต้องก้าวต่อไปเว่ย อย่าให้ผู้ชายคนเดียวมาทำให้แกล้มและทุกข์ระทมตลอดไป พวกเราเข้าใจนะ ว่าที่ผ่านมาแกโดนร่ายมนตร์หว่านเสน่ห์ไว้เยอะ แต่ก็หวังว่าแกจะทำใจได้ไวๆ เนอะ เลวร้ายแค่ไหนมันก็ต้องผ่านไปตามกาลเวลาแหละแก เลิกนิสัยคิดมากแล้วก็ขี้กังวลไปซะ” หัสดีตบบ่านิอร

นั่นเป็นสิ่งที่เพื่อนสนิททั้งสองคนเป็นห่วง เพราะนิสัยของนิอรที่ค่อนข้างพูดน้อยและอ่อนไหว ทั้งสองจึงหวังว่าเพื่อนจะผ่านพ้นเหตุการณ์ถูกทำร้ายจิตใจครั้งนี้ไปด้วยดี

 

แต่ใครจะคิดว่าอีกเพียงแค่หกเดือนต่อมาหลังจากนิอรล้มเลิกการแต่งงานแล้วบินไปอังกฤษ ทั้งหวานใจและหัสดีก็ได้รับข่าวที่ทำให้แทบล้มทั้งยืน

นิอรฆ่าตัวตาย!

การสูญเสียเพื่อนรักครั้งนี้ทำให้หวานใจทั้งตกใจเสียใจจนช็อกไปชั่วขณะ หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยความโกรธแค้นทั้งที่ไม่เคยเป็นคนแบบนี้

นายตำรวจมักมากในกามคนหนึ่งทำให้เพื่อนเธอตาย ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเป็นเช่นนั้น และแล้วสิ่งที่ตามมาในหัวและฝังอยู่ในใจของสัตวแพทย์สาวก็คือ

เกลียดตำรวจ…เกลียดที่สุด!

 

Don`t copy text!