จากแดกู…สู่หัวใจ บทที่ 31 : เขาเป็นพี่น้องกัน!!

จากแดกู…สู่หัวใจ บทที่ 31 : เขาเป็นพี่น้องกัน!!

โดย : เนียรปาตี

จากแดกู…สู่หัวใจ ไพรัชนิยาย จาก เนียรปาตี ที่จะทำให้คุณหลงรัก ‘แดกู’ เมืองเล็กๆ ในประเทศเกาหลีที่มอบประสบการณ์อันแสนอบอุ่นให้กับ นัด เบียร์ พี่เม่น นักศึกษาไทยที่เดินทางมาเพื่อเรียนต่อ แต่เมื่อแดกูไม่ใช่โซลหรือปูซาน ที่นี่จะเป็นอย่างไร ร่วมซึมซับเรื่องราวของนิยายออนไลน์เรื่องนี้ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 31 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ยองฮวาพานัดซ้อนมอเตอร์ไซค์ฝ่าลมหนาวมาจนถึงห้างฮยอนแด ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ในเกาหลีไม่แพ้กับห้างล็อตเต้ หรือห้างชินเซเก ที่นักเที่ยวขาช้อปชาวไทยจะรู้จักมากกว่า จริง ๆ แล้วห้างฮยอนแดนี้ ถ้าออกเสียงแบบไทย ๆ แล้ว ก็จะคุ้นหูขึ้นมาทันที เพราะมันออกเสียงว่า ‘ฮุนได’

เรื่องการออกเสียงภาษาเกาหลีแบบไทย ๆ นี้ ทั้งพี่เม่นและเบียร์เคยทำชาวเกาหลีขมวดคิ้วไม่เข้าใจมามากแล้ว อย่างเช่น กรุงโซล ที่เราเรียงจนติดปากและรู้ว่าคือเมืองหลวงของเกาหลี แต่คนที่ไม่รู้จักโซล ต้องออกเสียง ซอ-อุล ถึงจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร

อีกคำหนึ่งคือ ซัมซุง คนเกาหลีไม่รู้จักอีกเหมือนกัน ต้องออกเสียงว่า ซัม-ซอง ถึงจะเข้าใจ

ห้างฮยอนแดนี้ อันที่จริงนัดก็เคยเฉียดไปเฉียดมาหลายครั้ง เมื่อนั่งรถไฟมาลงที่สถานพันวอลดังแล้วขึ้นไปย่านดงซองโน อันเป็นย่านช้อปปิ้งและสถานบันเทิง แต่หากขยับมาออกอีกทางหนึ่ง ก็ตรงเข้าสู่ห้างฮยอนแดเลย อีกเกือบชั่วโมงจะถึงเวลาเปิดไฟต้นคริสต์มาส ยองฮวาจึงชวนไปเดินเล่นข้างในห้างก่อน

นัดตื่นตาตื่นใจกับความโอ่อ่าภายใน เดินดูร้านค้าแต่ละชั้นที่จัดอย่างสวยงามจนเพลิน ถูกใจที่สุดก็คงเป็นในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะโซนผักผลไม้ที่เต็มไปด้วยไม้ผลเมืองร้อน ปลูกไม่ได้ในเกาหลี เช่น กล้วยหอม มะม่วง ลิ้นจี่ หรือแม้แต่ทุเรียน ก็มีขาย แต่อย่าพูดถึงราคาเลย ลำพังแค่กล้วยหอมที่อยู่ไทยกินทิ้งกินขว้าง พอมาถึงเกาหลีราคาขึ้นไปที่ลูกละ 30 บาท ก็ไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่ ซ้ำยังติดยี่ห้อ Hyundai ซึ่งในหัวคิดว่ามันคือบริษัทรถเพียงอย่างเดียว กิน ๆ ไปจะกัดถูกมอเตอร์เข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้

คิดแล้วก็หัวเราะกับตัวเอง จนยองฮวาประหลาดใจ

“เธอขำอะไรหรือ นารี”

“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร” หล่อนปฏิเสธ “เมื่อไหร่จะถึงเวลาเปิดไฟสักทีล่ะ ชักจะเมื่อยขา”

แล้วนัดก็เพิ่งสังเกตอีกอย่างว่า ในห้างสรรพสินค้าเกาหลีไม่มีที่นั่งพักระหว่างทางเดิน หากจะนั่ง ต้องเข้าไปใช้บริการร้านใดร้านหนึ่งเท่านั้น

“เราลงไปนั่งคอยด้านล่างกันเถอะ อีกไม่นานก็ถึงเวลาแล้ว”

ท้องฟ้ามืดสนิท และลมหนาวยังคงพัดกรีดผิวหน้า ยองฮวาเห็นนัดสั่นกึกแต่พยายามต่อสู้กับความหนาวด้วยตัวเอง ไม่ปริปากออกมา จึงปลดผ้าพันคอที่ใส่อยู่ส่งให้นัด

ผ้าพันคอสีน้ำเงินสลับขาวผืนใหญ่พับครึ่งตามขวาง พันซ้อนลงมาบนผ้าพันคอผืนบางของนัด หล่อนไม่ขัดขืน เพราะมันหนาวเกินต้านทานจริง ๆ ยองฮวายังสุภาพพอที่จะไม่จับปลายผ้าพันคอยัดลงไปที่อกเสื้อ ปล่อยให้หญิงสาวทำด้วยตนเอง

ชั่วขณะนั้นเองที่นัดเห็นว่า ชายผ้าพันคอนั้นมีตรามหาวิทยาลัยที่หล่อนกำลังเรียนที่ออฮักตังอยู่ตอนนี้

“เอ๊ะ! นี่ผ้าพันคอของมหา’ลัยนี่นา เธอไม่ได้เรียนที่นี่ หยิบของใครมาใส่”

“ของพี่ชายฉันเอง แต่นารีไม่ต้องกังวลน่า ใช้ไปเถอะ”

นัดอยากจะถอดคืน แต่เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นเสียก่อน หล่อนจึงชะงักอยู่แค่นั้น บรรยากาศความครึกครื้นเข้ามาแทนที่ ขบวนพาเหรดเล็ก ๆ เดินเข้ามาแล้วก็แปรแถวล้อมต้นคริสต์มาสสูงใหญ่เท่ากับตึกหลายชั้นที่ยังทึบทะมึน

ขั้นตอนทางพิธีการยังพอมีบ้าง แต่ก็ไม่มากจนเบื่อหรือชวนง่วงไปเสียก่อน แล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย ผู้ดำเนินรายการชวนให้นับถอยหลัง

ห้า…สี่…สาม…สอง…หนึ่ง…

พลุดวงหนึ่งพุ่งจากพื้นขึ้นไปแตกบนท้องฟ้า ประกายไฟที่ร่วงลงมาทำให้ไฟประดับต้นคริสต์มาสส่องสว่าง ในปีนี้พิเศษตรงที่ไฟประดับหลักเป็นรูปหัวใจ ค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ช้าบ้างเร็วบ้าง ประกอบเพลงชุดคริสต์มาสที่มีทั้งสนุกสนานครึกครื้นและผ่อนคลายชวนรื่นรมย์

ราวดินฟ้าอากาศเป็นใจ หิมะบาง ๆ โปรยลงมา ช่วยสร้างบรรยากาศของช่วงเวลาคริสต์มาสให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“นารีชอบไหม?”

“สวยมากเลย ฉันไม่เคยเห็นต้นคริสต์มาสที่ไหนใหญ่และสวยเท่านี้มาก่อน”

“ถ้าไปอยู่โซล นารีก็เห็นที่ใหญ่กว่านี้อยู่ดี ฉันจึงอยากชวนนารีมาดูต้นคริสต์มาสที่นี่ ไว้คิดถึงช่วงเวลาที่อยู่แดกู ช่วงที่เราได้อยู่ด้วยกัน”

นัดออกจะเขิน ๆ รู้ละว่ายองฮวากำลังส่งคำหวานให้หล่อน แต่เรื่องอะไรหล่อนจะตอบไปเลี่ยน ๆ สุดท้ายจึงบอกเพียง

“แหวะ”

ยองฮวาก็หัวเราะก๊ากออกมา

“โธ่! นารี ฉันอุตส่าห์บิ้ลด์ตั้งนาน” แล้วก็เปลี่ยนเรื่องถาม “ปีใหม่นี้นารีมีโปรแกรมยังไงบ้าง อยากได้อะไรจากไทยไหม?”

“ไม่มีโปรแกรมที่ไหนหรอก คงนอนอยู่ที่ห้อง ไม่ออกไปไหนมั้ง ว่าแต่ เธอจะไปพัทยาวันไหน”

“สัปดาห์หน้า แต่วันมะรืนฉันกับเพื่อนจะไปเที่ยวปูซานกันก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยออกจากปูซานไปไทย กลับมาอีกทีก็หลังปีใหม่เลย”

นัดไล่เรียงวันคร่าว ๆ ก็ว่า

“เกือบเดือนเลยนะ”

“ที่จะไม่ได้เจอกันนะเหรอ” ยองฮวารีบขานรับ

“บ้า! ฉันไม่ได้คิดอย่างนั้นซะหน่อย”

“เอาเป็นว่า ถ้าฉันกลับมาแดกูแล้ว ฉันจะติดต่อเธอคนแรกเลย ระหว่างที่ฉันอยู่ไทย ถ้านารีนึกออกแล้วว่าอยากได้อะไรก็บอกฉัน จะหิ้วมาให้”

นัดกล่าวขอบใจ ยองฮวาชวนไปนั่งร้านกาแฟต่อ แต่นัดปฏิเสธเพราะตอนนี้มือไม้ชาไปหมดแล้วด้วยความหนาว อีกอย่างพรุ่งนี้ยังมีเรียน ไม่อยากนอนดึกตื่นสาย จึงให้ยองฮวากลับไปส่งที่บ้าน ชายหนุ่มก็ไม่รบเร้าอย่างใดอีก

 

อาทิตย์สุดท้ายก่อนปีใหม่ นัดเห็นเพื่อนแต่ละคนทยอยร่ำลากันกลับบ้านหรือประเทศของตนบ้าง เพราะกว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดก็มีเวลาพอสมควรสำหรับเดินทางพักผ่อนได้เต็มที่

ยองฮวาไปก่อนคนแรก แต่ส่งภาพเที่ยวไทยกับเพื่อนมารัว ๆ ทั้งภาพนอนดูดมะพร้าวน้ำหอมริมชายหาด ภาพปลาทอดน้ำปลา แป๊ะซะปลาช่อน ที่ชวนให้หล่อนน้ำลายสอด้วยความอยากกินอาหารรสชาติจัดจ้านแบบไทย ๆ

คนต่อมาคือพี่เม่น ที่ไม่ได้กลับไทย แต่ไปฝรั่งเศส

สมัยเรียนนัดเคยคิดหลายครั้งว่า บรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายเอาเวลาที่ไหนไปทำงานอื่นนอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน อันได้แก่ งานสอน ตรวจการบ้าน ประชุม ฯลฯ มาถึงก่อนเวลาเรียน กลับบ้านหลังนักเรียนหรือนักศึกษากลับ กลางคืนยังต้องเตรียมการสอนอีก เมื่อได้มาเจอกับพี่เม่น ก็เห็นว่าเรียน 9 โมงเช้า เลิก 4 โมงเย็นเหมือนกัน ไหนจะการบ้าน ไหนจะปาร์ตี้สารพัน แค่นี้ก็ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว

นัดจึงงงเมื่อพี่เม่นบอกอย่างภูมิใจในตัวเองว่า

“งานวิจัยของพี่ได้ตอบรับให้ร่วมสัมมนาที่ฝรั่งเศส พี่ก็เลยกะจะไปเคาท์ดาวน์ที่นู่นเลย”

“ไปฝรั่งเศสแล้วอย่าลืมหนุ่มเกาหลีนะคะพี่เม่น ถึงทางนี้จะดูจืด ๆ แต่ก็เป็นคนดีน๊า” เบียร์เย้า พี่เม่นก็แกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าฉันอยากกินก็จะกิน ใครจะทำไม

“ว่าแต่คนอื่น พี่เบียร์อีกคนแหละ ทิ้งน้อง” นัดตัดพ้อ มองเบียร์เรียงเครื่องสำอางหลากชนิดหลายยี่ห้อลงกล่อง

“ฉันทำมาหากิน แกเห็นมะ ไม่ใช่กลับบ้านพร่ำเพรื่อซะหน่อย”

เบียร์แย้ง หาความชอบธรรมให้ตัวเอง

อาชีพเสริมของเบียร์คือรับซื้อสินค้าจากเกาหลีส่งไปที่ไทย หรือที่เรียกกันชินปากว่า ‘พรีออเดอร์’ นั่นแหละ แรก ๆ หล่อนทำเล่น ๆ ส่งให้กันในหมู่พี่น้อง ต่อมาจึงค่อยขยายมาที่เพื่อนของพี่ เพื่อนของน้อง แล้วก็ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนเห็นช่องทางทำมาหากิน

อาจเป็นเพราะเบียร์เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ บ้านของหล่อนเป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าแบบฟาสต์แฟชั่น พี่สาวของหล่อนแม้จะไม่อินกับกิจการของทางบ้าน จึงมุ่งมั่นเรียนหมอ แต่ก็เป็นคุณหมอสายแฟชั่น ช่วยสร้างฐานลูกค้าให้หล่อนได้ทางหนึ่ง น้องสาวอีกคนยังเป็นนักศึกษานิเทศศาสตร์ ซึ่งเทรนด์เกาหลีกำลังมาขนาดนี้ สินค้าเกาหลีจึงเป็นที่นิยมอยู่ไม่น้อย

แต่พี่เม่นเคยให้ความเห็นว่า ส่วนหนึ่งที่มีคนพรีออเดอร์ผ่านเบียร์เยอะ ก็เพราะตัวของเบียร์เอง แต่ละรูปที่เบียร์ถ่ายลงอินสตาแกรมมีคนกดไลค์มากมาย ตอนที่เราสนิทกันมากจนเปิดอกพูดจากันได้ทุกเรื่อง พี่เม่นก็สารภาพว่า

“ตอนเจอเบียร์ครั้งแรก ยังคิดว่าใช่คนเดียวกันกับใน IG ไหม”

“ไม่ตรงปกเหรอคะ?” นัดแกล้งถามเย้า ๆ ไปอย่างนั้น

“เปล่าหรอก แต่ว่าเบียร์ไม่ใช่คนสวย ไม่ใช่คนน่ารัก แต่ใน IG ดูน่ารัก น่ามอง”

“พี่จะว่าหนูใช้แอพแต่งเยอะว่างั้น” เบียร์รุกไล่

“เปล่า ๆ ถ้าเป็นภาษาตากล้องเขาเรียกว่า หน้าแบบนี้กล้องรัก คือแบบ ถ่ายรูปขึ้น อะไรประมาณนั้น”

นัดมองเบียร์จัดของลงกระเป๋าเดินทางอย่างเศร้าระคนอิจฉา หล่อนต้องอยู่คนเดียวจริง ๆ หรือนี่ ตั้งสิบวันแน่ะ

“พี่เบียร์กลับมาเร็ว ๆ นะ” นัดอ้อน วันที่เบียร์จะออกเดินทาง

“ไม่ต้องมาทำซึ้ง แกกลัวอดตายเพราะไม่มีคนทำกับข้าวให้แกกินใช่ไหมล่ะ”

“มันก็นิดนึงอ่ะ แต่เหงามากกว่า”

“เหงาก็ออกไปเดินเล่นค่ะ ดูของ ดูคน หัดทำกับข้าวก็ได้ แต่ทำความสะอาดครัวก่อนที่ฉันจะกลับมานะ ถ้าฉันเห็นครัวเละละก็ จากนี้ไปทำกินของใครของมัน”

“คงไม่เละหรอก…”

“เพราะแกจะไม่ทำใช่มะ” เบียร์ย้อนแล้วอดสอนไม่ได้ “นัดเอ๊ย หัดอยู่คนเดียวมั่ง พวกฉันไม่ได้อยู่กับแกไปตลอดหรอกนะ อย่าคิดว่าเข้าโซลแล้วเดี๋ยวก็เจอเพื่อนใหม่ ถ้าเจอแล้วมันไม่ดี เข้ากันไม่ได้ แกก็ต้องปลีกมาอยู่ตัวคนเดียวอยู่ดี”

นัดไม่เถียงอีก หยิบเสื้อคลุมมาสวมและผ้าพันคอสีน้ำเงินสลับขาวมาพันที่คออย่างไม่ได้คิดอะไร นั่งรถไปส่งเบียร์ถึงสถานีดงแดกู เพราะเบียร์ต้องนั่งรถไฟไปที่โซลก่อนแล้วจึงไปขึ้นเครื่องบินที่สถานีอินชอน อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องอุดอู้อยู่ในห้องคนเดียว

แต่ขากลับ นัดก็นั่งรถไฟกลับคนเดียวอยู่ดี

 

มื้อเย็นวันนี้นัดตั้งใจว่าจะกินในร้าน แต่ร้านอาหารก็ปิดไปมากแล้ว บางร้านที่ยังเปิดอยู่ ถ้าไม่เสิร์ฟจานขนาดใหญ่ก็เป็นอาหารที่หล่อนไม่อยากกิน ท้องก็เริ่มร้องขึ้นมาน้อย ๆ เสียงทักทายดังขึ้นมาจากข้างหลัง เหลียวมองไปก็เห็นจักรยานคันหนึ่งพุ่งเข้ามาจอดข้างตัว

“คูยุนไปที่ไหนมาเหรอ?”

“ฉันออกมาซื้อส้ม” พยักหน้าไปทางถุงสีดำที่แขวนอยู่กับแฮนด์รถ “นารีล่ะ?”

“เพิ่งไปส่งพี่เบียร์ขึ้นรถที่ดงแดกูมา กำลังหาอะไรกิน แต่ก็ไม่รู้จะกินอะไร”

คูยุนเสนอชื่ออาหารสองสามอย่างหล่อนก็ส่ายหน้า จนรู้สึกว่าคนถามก็คงท้อกับหล่อนเหมือนกัน จึงบอกไปว่า

“ไม่รู้จะกินอะไรก็คงต้มรามยอนกิน” หันมาถามคูยุนที่ลงมาจูงจักรยานเดินเคียงกันไปช้า ๆ

“คูยุนล่ะ กินอะไรมาหรือยัง?”

“ยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยง พอนารีถามขึ้นมาก็ชักหิว”

“ถ้าอย่างนั้น ไปกินรามยอนที่ห้องฉันไหม วันนี้ฉันอยู่คนเดียว” นัดชวนออกไปอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่คูยุนสะดุดกึก หน้าแดงขึ้นมาน้อย ๆ

“นารี…” เสียงของเขากดต่ำลง แสดงความจริงจังของเรื่องที่ถาม “รู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา?”

“พูดอะไร…” นัดถามกลับเสียงดังขึ้น “ก็ฉันชวนคูยุนไปกินรามยอนที่ห้องฉัน”

เห็นสาว ๆ ที่เดินผ่านมาแอบหัวเราะคิกคัก คูยุนหน้าแดงจัดขึ้นมาถึงใบหู นัดจึงรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว

ครั้นรู้ตัวหล่อนก็หน้าแดงขึ้นด้วยความอาย เพราะสำนวนวัยรุ่นเกาหลี ถ้าผู้หญิงชวนผู้ชายไปกินรามยอนที่ห้อง ก็หมายความว่าชวนไปทำเรื่องอย่างว่านั่นละ

“เปล่านะ คือ ฉันหมายความว่า ไปกินรามยอนที่ห้อง เอ๊ย ไม่ใช่ ไปกินที่ห้อง…โอ๊ย ไม่ใช่อีก” นัดรีบแก้ตัวจนลิ้นพันกันไปหมด คูยุนก็บอกให้หล่อนสงบสติอารมณ์เพราะเข้าใจแล้วว่าหล่อนไม่มีเจตนาชวนเขาไปเพราะเรื่องอย่างว่าจริง ๆ

นัดรู้สึกหน้าร้อนตัวร้อนไปหมด มาถึงห้อง คูยุนก็พิงจักรยานไว้ที่ผนังด้านหนึ่ง เปิดประตูแง้มไว้ครึ่งบาน ให้คนมองเห็นข้างใน

“เขาจะได้รู้ว่าฉันกับนารีไม่ได้ทำอะไรผิดศีลธรรมกัน นารีจะได้ไม่เสียหาย”

“ขอบใจนะ”

แต่เพราะเปิดประตูค้างไว้ ลมหนาวจึงเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้ แม้ในห้องจะมีพื้นอุ่นที่เรียว่า ‘อน-ดล’ ซึ่งเป็นการทำความร้อนจากพื้นบ้านให้ห้องอบอุ่นก็ตาม นัดถอดผ้าพันคอแล้วจึงรู้สึกว่าเย็นคอวาบ คูยุนก็สังเกตเห็นพอดี

“ถ้าหนาว นารีพันไว้อย่างเดิมก็ได้ หน้าหนาว อย่าเปิดคอให้โล่ง เดี๋ยวจะไม่สบาย”

นัดทำตาม พันผ้าพันคอกลับ แถมยังบอกว่า

“ผ้าพันคอของมหา’ลัยเรานี่อุ่นดีจริง ๆ สงสัยต้องซื้อไว้สักผืน”

คูยุนไม่ถามกลับทำนองว่า อ้าว…ผ้าผืนนี้ไม่ใช่ของนารีหรอกหรือ แล้วได้มาจากไหนล่ะ เพราะเขาจำได้ตั้งแต่แรกว่า ผ้าพันคอผืนนั้นเป็นของเขา แต่ที่เขาไม่แน่ใจก็คือ นารีเห็นชื่อของเขาปักอยู่ที่ชายผ้าหรือไม่

ชุดต่าง ๆ ของนักเรียนเกาหลีก็เหมือนกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั่วโลก คือมีเสื้อรุ่น เสื้อทีม เสื้อกันหนาว และอะไรอีกสารพัดที่บอกว่าสังกัดอยู่กลุ่มไหน มองไปก็จะเห็นเหมือน ๆ กัน แต่มุมเล็ก ๆ เช่น ปลายแขนเสื้อ บ่า หรือชายผ้าพันคอ จะปักชื่อเจ้าของไว้

ผ้าพันคอสีน้ำเงินสลับขาวนี้ ชายด้านหนึ่งปักตรามหาวิทยาลัย ส่วนปลายอีกด้านปักชื่อเจ้าของ…คูยุน

 

นัดพยายามจะต้มบะหมี่ให้ตัวเองและเลี้ยงแขกในฐานะเจ้าของบ้านที่ดี แต่คูยุนเห็นท่าทีแล้วคิดว่าน่าจะไม่รอดเท่าไหร่ เขาจึงลุกขึ้นไปช่วย สำรวจดูของในตู้เย็น และอุปกรณ์เครื่องครัวที่มี เห็นหม้อต้มชาบูใบย่อม จึงเสนอว่า

“ทำบูเดจิเก ไหมล่ะ”

“เอาสิ” นัดตกลงตามข้อเสนอ ไม่ว่าจะทำอะไรหล่อนก็กินได้ทั้งนั้น

คูยุนทำบูเดจิเก (부대찌개) หรือบะหมี่ต้ม ใส่เครื่องสารพัดอย่างเท่าที่อยากกินลงไปด้วยความคล่องแคล่ว แล้วตักซอสโคชูจังหยอดลงบนก้อนบะหมี่เป็นอันเสร็จการเตรียม ยกมาวางที่กลางห้อง นัดผลักเตียงขึ้นไปพิงกับผนัง เพื่อให้มีพื้นที่กว้างขึ้นสำหรับกินบะหมี่ บะหมี่เพียงห่อเดียว แต่ใส่เครื่องครบครันในหม้อ ก็เพียงพอสำหรับสองคน นัดส่งถ้วยใบเล็กและตะเกียบให้คูยุน คีบลงถ้วยตนเองก่อนส่งเข้าปาก

กินไปพออยู่ท้อง ความเร็วในการคีบบะหมี่จากหม้อก็ลดลง

“นารีจำได้ไหมว่า มื้อแรกที่เรากินด้วยกันที่แดกู ถ้าไม่นับบิงซูตอนบ่าย ก็คือบูเดจิเกนี่ละ”

“จำไม่ค่อยได้แล้ว” นัดสารภาพตามตรง “แต่คูยุนจำแม่นเชียว”

“ฉันอยากจะบอกว่า ฉันจำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับนารี”

นัดยิ้มเขิน ตอบกลับได้เพียง “ขอบใจนะ”

แปลกเหมือนกันที่หล่อนรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยย้อนหรือเล่นหัวกับคูยุนเหมือนยองฮวา ถ้าเป็นรายนั้นหล่อนจะตอบกลับด้วยถ้อยคำสำนวนชวนเถียงกันไปเรื่อย ๆ

“คนเกาหลีส่วนใหญ่กลับบ้านกันช่วงปีใหม่ คูยุนไม่กลับบ้านเหรอ”

“กลับสิ ฉันจะไปวันมะรืนนี้” นิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วจึงถามออกไปว่า “นารีไปเที่ยวบ้านฉันไหมล่ะ เผื่อจะดีกว่านั่งเบื่ออยู่คนเดียว”

นัดคิดอยู่ครู่หนึ่งก็โอนเอนตาม ทั้งที่คูยุนมิได้รบเร้า ตอบเขาไปว่า

“อือ ไปสิ”

สั้น ๆ เพียงแค่นี้ คูยุนก็จูงจักรยานกลับที่พักด้วยหัวใจพองโตและอบอุ่น

 

ในวันนัดหมาย คูยุนก็มาหานักที่ห้องพักพร้อมด้วยกระเป๋าใบเล็กสะพายหลังมา ของนัดก็เช่นกัน เพราะเดินทางแค่สองสามวัน ไม่ต้องพกอะไรมาก นอกจากอุปกรณ์กันหนาวเท่านั้น นั่งรถเมล์ไปที่สถานีดงแดกูแล้วก็ต่อรถไปที่กวางจู บ้านเกิดของคูยุน

มารดาของคูยุนรู้ว่าลูกชายจะกลับบ้านช่วงปีใหม่ก็ดีใจ ยิ่งเมื่อคูยุนบอกว่าจะพาเพื่อนไปเที่ยวบ้านด้วย ซักไซ้จนได้ความว่าเป็นผู้หญิง มารดาของคูยุนก็ทึกทักเอาเองในใจว่า นี่คงเป็นคนรัก หรือ ยอจาชินกู ของบุตรชาย ถึงขั้นพามาที่บ้านด้วยนี้นับว่าสาวน้อยคนนี้ต้องเป็นคนพิเศษมาก มารดาของคูยุนจึงตั้งตาคอย

ครั้นเห็นหน้าบุตรชายสะพายเป้เข้ามาก็ดีใจ และประหลาดใจเมื่อเห็นหน้านวลใสที่ตามมาข้างหลัง

“อ้าว…หนูคนนี้”

“อาจุมม่า…”

ความคิดของนัดทำงานรวดเร็วในยามนี้ แม้ว่าอากาศรอบด้านจะหนาวเหน็บจนชาไปหมดทั้งตัว

“อาจุมม่า…แม่ของยองฮวา ใช่ไหมคะ?”

“ใช่จ้ะ แล้วก็เป็นแม่ของคูยุนด้วย”

นัดหันไปมองคูยุน เห็นเขาหน้าเฉยอยู่ แต่เหมือนจะขบกรามน้อย ๆ คล้ายข่มอะไรบางอย่างอยู่ภายใน อุปทานหรืออย่างไรไม่รู้ ที่นัดรู้สึกว่าเขายังไม่อยากพูดเรื่องนี้ในตอนนี้

“เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ ข้างนอกนี้อากาศหนาว” คูยุนตัดบทด้วยการเชิญเข้าไปในบ้าน นัดก็ยิ่งมั่นใจว่าเขารู้เรื่องนี้มาก่อนนานแล้ว

“นั่งพัก นอนพักสักหน่อยก่อนเถอะ อีกพักใหญ่ ๆ กว่าจะถึงเวลากินข้าว” แม่ของคูยุนถาม “หรือว่าหิวแล้ว”

“ยังค่ะ พักก่อนสักหน่อยก็ดีค่ะ”

คูยุนส่งนัดเข้าที่พักแล้วก็ปลีกตัวเองออกไปช่วยมารดา ทำให้นัดไม่สามารถซักถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจหล่อนได้ วางกระเป๋านั่งพักอยู่นิ่ง ๆ ก็รู้สึกว่าความหนาวค่อย ๆ คลายไป ภายในบ้านอบอุ่นจนต้องถอดเสื้อกันหนาวออกไปชั้นหนึ่ง

บ้านของคูยุนยังเป็นบ้านแบบเกาหลีโบราณ แบ่งพื้นที่ใช้งานด้วยฉากกั้น ประตู หรือผนังบาง ๆ ส่วนพื้นนั้นเป็นระบบทำความร้อนจากใต้ดินที่เรียกว่า อน-ดล (온돌) ซึ่งความร้อนจะแผ่กระจายจากพื้นห้องขึ้นมา ต่างจากฮีตเตอร์ของฝั่งตะวันตกที่แผ่กระจายความร้อนออกจากตัวเครื่อง

ภายในห้องที่นัดนั่งอยู่ไม่ค่อยมีเครื่องเรือนอะไรมากนัก ของประดับผนังมีหน้ากากไม้ที่คงซื้อมาจากอันดง และภาพขาว-ดำ รูปหนึ่งแขวนอยู่ นัดลุกไปยืนดูก็เห็นว่าเป็นเด็กชายสองคนกอดคอกันหัวเราะ ถ้าเด็กชายทั้งคู่โตมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ใบหน้านั้นก็คือคูยุนกับยองฮวานั่นเอง

ทำไมเราไม่เคยสังเกตมาก่อน ว่าสองนี้หน้าคล้าย ๆ กัน

นัดถามตัวเอง แล้วคำของพี่ฝ้ายก็แล่นขึ้นมาว่า คนเกาหลีก็หน้าตาเหมือน ๆ กันนั่นแหละ

ร่างกายปรับตัวกับความอุ่นจนร้อน นัดจึงปลดผ้าพันคอสีน้ำเงินที่รอบคอออก อะไรสักอย่างดลใจให้นึกถึงตอนที่คูยุนมาพบหล่อนเมื่อเช้า เขามองหล่อนทั่วตัว แต่คล้ายจะมุ่งไปที่ผ้าพันคอเป็นพิเศษ นัดเชื่อว่าตัวเองมองไม่ผิด ที่เห็นว่าเขายิ้มเมื่อมองผ้าพันคอผืนนั้น

โดยอัตโนมัติ เพราะหล่อนสงสัยอยู่แล้วว่า ยองฮวาจะมีผ้าพันคอของมหาวิทยาลัยที่หล่อนเรียนได้อย่างไร จับชายด้านหนึ่งขึ้นมาดู แล้วเป็นดังที่หล่อนคิดจริง ๆ ปลายผ้าพันคออีกด้านปักชื่อเจ้าของไว้ว่า…คูยุน

แสดงว่าเขารู้ว่าหล่อนคบหากับยองฮวาตั้งแต่เห็นผ้าพันคอผืนนี้

หรือว่ารู้มาก่อนหน้านั้นนานแล้ว

คิดมาถึงตรงนี้นัดก็บอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกอย่างไร แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เข้มข้นพลุ่งขึ้นมาก็คือ หล่อนโกรธเขา ที่เขาทำเหมือนหล่อนเป็นเด็กไม่รู้เดียงสา หรือแปลง่าย ๆ ว่าโง่นั่นละ

 

นัดมองกระเป๋าที่ยังไม่ได้รื้อ ดูนาฬิกา คิดอยู่ว่าถ้ากลับแดกูตอนนี้จะได้ไหมนะ

เอาจริงในใจหล่อนก็ไม่กล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น เคยหลงทางมาไม่รู้เท่าไหร่ อย่าว่าแต่ไปแดกูเลย แค่ออกจากบ้านนี้ไปที่สถานีขนส่ง หล่อนก็ไปไม่ถูกแล้ว ค่าที่ไม่เคยจดจำเส้นทางอะไรเลย

คูยุนเดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยถาดไม้ วางลงตรงหน้านัด

“แม่ทำจินมันดูให้กินรองท้องก่อน กลัวนารีจะหิว”

นัดสะบัดค้อน หล่อนยังฉุนที่คูยุนปิดบังเรื่องของตนเองและยองฮวา มองว่าเขารู้ว่าหล่อนโกรธ จึงเอาเกี๊ยวทอดมางอนง้อ แต่ปากหนักไม่บอกว่าตัวเองกำลังง้อ อ้างแม่มาบังหน้า

“ฉันยังไม่หิว อยากจะคุยกับเธอมากกว่า”

“อย่าเพิ่งเลย เราอยู่ที่นี่อีกสองวัน นารียังมีเวลาถามฉันอีกมาก” คูยุนนิ่งไปนิดหนึ่ง “หรือบางที นารีอาจเข้าใจโดยที่ไม่ต้องถามฉันเลยสักคำก็ได้”

คูยุนลุกออกไปเป็นการตัดบท นัดยิ่งรู้สึกว่าเขาบ่ายเบี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้กับหล่อน

ไม่รู้จะทำอย่างไรดี นัดก็ควักโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์เล่าเรื่องนี้ในกรุ๊ปไลน์

พี่เบียร์ตอบมาว่า…เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไงวะ ทำไมโลกมันแคบอย่างนี้ ครั้งนี้แกต้องเลือกจริง ๆ แล้วว่ะ นัด อย่ามาทำจับปลาสองมือ รักพี่เสียดายน้อง สุดท้ายก็ชวด ไม่เหลือใครสักคน

ส่วนพี่เม่นตอบกลับมาว่า…รู้กันสักที พี่นี่คันปากอยากบอกวันละล้านรอบ

พี่เม่นรู้เรื่องนี้เหรอคะ…นัดถามตอบกลับไป

แต่ไม่มีคำตอบมาจากพี่เม่นอีกหลายวัน

Don`t copy text!