ดรรชนีชี้ตาย : ความตาย

ดรรชนีชี้ตาย : ความตาย

โดย : อสิตา

ดรรชนีชี้ตาย โดย อสิตา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอกับเรื่องราวของหนุมานและพลยักษ์ที่เป็นคู่แค้นตลอดกาล…จะมีวันที่สองเผ่าพันธุ์จะญาติดีกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตัวละครจากวรรณคดีเหล่านั้นได้มาโลดแล่นอยู่ในโลกของมนุษย์ การสู้รบจะยังดำเนินต่อไป โดยมีเธอ…ผู้เป็นหัวใจของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ความตาย เป็นสีอะไร…

ท่านหรือใครๆ อีกหลายคนอาจตอบว่าสีดำ แต่อยากขอให้หลับตาลงตามข้าสักขณะหนึ่ง

ความตายเบื้องหลังเปลือกตาของเรา บางครั้งมันก็เป็นสีสันพร่าพรายยากจะแยกแยะ ข้าแลเห็น ย้อนไปในกาลเวลาของข้านั้น… เวลากลางวัน ความตายถูกโยกโยนไปพร้อมสำเภาที่ลอยเหนือผืนทะเลสะท้อนเปลวแดดระยิบ จวบกลางคืนที่ทุกอย่างสลัวใต้ท้องเรือยิ่งมืดมิด ความตายจึงค่อยๆ ปรากฏกาย ชะเง้อคอ กระดิกหนวดรับสัมผัส สูดจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นอาหารอันโอชะ ขยุ้มขนก้อนดำๆ เคลื่อนไหวรวดเร็ว บ้างจับกลุ่มตามกันเป็นพรวน บางขณะแยกจาก พุ่งปราดเปะปะ…แต่กลับสอดรับประสานกันอย่างเหลือเชื่อราวกับเป็นชีวิตเดียวด้วยสายใยอันมองไม่เห็น …จนกาลผ่านเนิ่นนาน คนจึงค่อยมอบสมัญญาให้ความตายสีดำระลอกนี้ว่า แบล็กเดธ

เถอะ เราจะยังมิด่วนสรุปสีของความตายเร็วไป

สำเภาทวนขึ้นจากทะเล ล่วงสู่เส้นเลือดใหญ่แห่งผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิโดยแบกความตายมาด้วย หลายครั้งในหน้าบันทึกของโลก…ความตายแจกจ่ายตัวมันเองให้ทุกผู้ทุกฐานะโดยไม่คิดเบี้ยอัฐ ทว่าหลายครา โดยเฉพาะอย่างยิ่งครานี้ มันแฝงมากับสิ่งที่เรียกว่าสินค้า เกิดการระบาดอย่างที่เรียกว่าห่าลง เมื่อมิได้ตระหนักว่ามันติดมากับอะไรบ้าง ชาวบ้านจึงเสมือนจ่ายเงินซื้อความตายโดยไม่รู้ตัว

 

พวกข้า พวกเรารู้เรื่องของความตายดี แต่เรามิใช่ฝั่งเดียวกับความตายดอก เรารั้งอยู่ที่นี่มาช้านานก่อนระลอกคลื่นสีดำจะมาเยือน แผ่นดินนี้มีหลายนาม ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เรียก แต่ข้าจักขานนามที่ท่านพอจะคุ้นชินอยู่บ้าง อาณาจักรละโว้…

ทุกกาลสมัยของเหล่ามนุษย์จักบังเกิดมีช่วงเวลาอันเรียกว่ายุคเข็ญ ที่แฝงในกายใจของเหล่าผู้กระหายเลือดนั้นคือจิตอสุรา ยักษ์ร้ายโลภโมโทสัน พวกมันจำแลงลงมาเหยียบโลกให้เกิดกลียุคโกลาหล เมื่อนั้นเทพเทวาจึงเมตตาแบ่งภาคอวตารลงมาปราบ พวกข้าก็เป็นแต่เพียงข้ารองบาทติดตามมา เพื่อเคลื่อนไหว…เป็นมือเท้าแทนท่าน

คือเหล่าวานร สมุนเอกแห่งองค์ราม!

เกิดเยี่ยงมนุษย์ อยู่เยี่ยงมนุษย์ มีเพียงความตายเท่านั้นที่แผกออกไป เรามิตกตายโดยง่าย

บางทีข้าคงจะตายยากไปเสียด้วยซ้ำ ถ้านับจากประวัติถูกมารดาถีบตกแคร่แต่แรกคลอด สองขวบปีถูกบิดาบังเกิดเกล้าไล่ตีจนลื่นบันไดตกใต้ถุน และทีเด็ด ถูกบิดาอีกนั่นแหละเตะตกเรือ…ตอนอายุห้าขวบ ทุกๆ ครั้งข้าไม่เคยมีน้ำตา อย่างมากก็จ้องมองขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มิได้โต้ตอบ ไม่ว่าจะถูกตบถูกตีเท่าไรก็รังแต่จะทำให้คนตบเจ็บมือไปเท่านั้น ครั้นใช้ตัวช่วยอย่างกระแสเจ้าพระยาหน้าน้ำหลากมากลืนชีวิต แม้สะบักสะบอมเพียงใดข้าก็ไม่ตาย

‘มึงมันเด็กปีศาจ’

ข้าแสยะยิ้มยิงฟันตอบ รู้ว่าตนหาใช่คนธรรมดา ทั้งเคยคิดว่าเพราะไม่เหมือนคนพวกนี้จึงไม่มีน้ำตา ตลอดเวลายังมองภาพพ่อขี้เมากระทืบแม่ได้ด้วยสีหน้าเฉยชาสนิท

จนวันที่พระผู้เป็นเจ้าชีวิตผ่านทางมา ท่านเมตตาซื้อตัวข้ามาเสียจากบ้านนั้น ทำนบน้ำตาที่อั้นไว้พลันทลายเหมือนเขื่อนแตก ข้าร้องไห้โหยหวนเสียยกใหญ่ และยังคงร้องเมื่อกุลีกุจอวิ่งต้อยๆ ตามเงาร่างของท่านออกมาจากบ้าน ไม่มีแม้แต่เสี้ยวที่จะคิดเหลียวหันกลับ จากนั้นมาข้าก็ไม่เคยกลับไป ไม่สิ ข้ามิได้จดจำหรืออยากถามไถ่ถึงที่มาอันเลือนรางของตนด้วยซ้ำเมื่อเติบใหญ่ เหมือนยามเมื่อตอนจากมาก็ไม่ได้หอบอะไรติดมือมาแม้สักอย่างเดียว มีเพียงเศษความทรงจำ…

พ่อแม่สร้างกายเนื้อ คุรุผู้อุ้มชูต่างหากเป็นผู้เสริมแต่ง สร้างกายวิญญาณขึ้นมาด้วยสีสันให้เป็นตัวเราเช่นทุกวันนี้

ท่านบ่นว่าข้ากินจุ แถมกินเข้าไปเท่าไรก็ยังตัวเล็ก แต่ข้าคงต้องอวด ตัวข้านี้ว่านอนสอนง่ายกว่าลิงตัวอื่นดอกหนา…นอกจากบุญคุณข้าวแดงแกงร้อน ท่านยังมอบวิชา เมตตาสอนข้าและเหล่าสหายที่เก็บมาชุบเลี้ยงจนเติบกล้าเป็นยอดฝีมือ วานร ทหารเอกล้วนถูกคัดเลือกมาจากสัญญาเก่า กำลังกายเราต่างจากมนุษย์ ทว่าแม้มีฤทธิ์ แต่ฤทธีนั้นหากยิ่งใช้มากเกินขีดจำกัดชีวีก็จะยิ่งถูกบั่นให้สั้นลง เสมือนนี่คือกติกาของโลกมนุษย์ที่กดคุมเราไว้ ไม่ให้ทั้งยักษ์แลลิงสำแดงเดชพลุ่งพล่านจนเกิดเป็นหายนะล้างโลก เราเรียนรู้จะพึ่งมือตีนตนเองให้มากที่สุด ไม่ว่าอย่างไร ยังมีอักขระศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจารลงบนผิวกาย คือพรเทพประทานประสานอำนาจแห่งพุทธานุภาพ

ทั้งเพลาเกิดและเสื่อมแห่งอารยธรรม หลายอาณาจักร ตั้งอยู่ ดับไป ทุกการรบสำคัญทัพเรามีส่วนช่วยพยุงสิ่งซึ่งเรียกว่าความดีงามให้คงอยู่ ยามใดปรากฏคชสารเชือกลึกลับเข้าช่วยต่อตี ยามนั้นร่วมด้วยขุนศึกพิทักษ์ขาช้างและเหล่ากองทะลวงฟันไวราวลมกรด วานรปีนป่ายใช้ทุกส่วนของร่างต่างอาวุธ เกรี้ยวกราด ดั่งคมศรแล่นจากแล่งขององค์พระนารายณ์ ครั้นทีเผลอก็ฉวยจังหวะชุลมุนหนีหายจากสนามรบราวกับหมู่เรานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา สืบไม่รู้ที่มาและที่ไป เราปิดทองหลังพระ!

ปราบอสุรา นั่นแหละคือหน้าที่แห่งผองเรา ทว่าบางขณะก็กลับเลือกถอยมาซุ่มมองอยู่นอกวง เคลื่อนไหวเงียบเชียบเป็นเพียงผู้เฝ้าดู …ดังเช่นครานี้ คงมิมีศึกใหญ่หลวงใดในกาลอันใกล้ มีเพียงความตายสีดำที่กำลังจะถาโถมกวาดทำลายบ้าคลั่ง นำไปสู่การเริ่มต้นของชีวิตใหม่ องค์รามมิมีดำริจะแทรกแซง…องค์ท่านตระหนักรู้ ทุกความดับเป็นจุดเริ่มของการเกิดเสมอ แค่เฝ้าดูและปล่อยให้มันเป็นไป

 

ณ เกาะเมืองขนาดใหญ่ ดินดอนอันเกิดแต่แม่น้ำผลักตะกอนมาทับถมพอกพูนเป็นแผ่นดิน

พลพรรคเราได้เคลื่อนมารั้งอยู่ยังที่แห่งนี้ตามสดับคำดำรัสแห่งองค์เจ้าชีวิต…ความตายจะผลักชุมชนมนุษย์ให้ค่อยๆ เคลื่อนไหวมารวมตัว ก่อเป็นอาณาจักรใหม่อันยิ่งใหญ่ทรงนามอโยธยาศรีรามเทพนคร เมืองท่าอันผุดขึ้นในทำเลทองอย่างอัศจรรย์ราวบุตรรักของพระสมุทรแลพระแม่ธรณี ช่างสวยงามเสมือนภาพกำเนิดของห้วงจักรวาล ดั่งดอกไม้หลากรูปทรงสีสันสยายกลีบออกแช่มช้า

ข้างแท่นขององค์รามแลพระอนุชาผู้ผูกพันรักใคร่ …ข้าคุกเข่า น้อมรับสัมผัสอันปรานีเมื่อฝ่ามือทาชาดแดงยื่นลงมาลูบศีรษะอย่างเอื้อเอ็นดูในน้ำพระทัย ทั้งโหยหาที่จะคลอแข้งเคล้าขา ทั้งเจียมตัว ด้วยรู้ดีตนมิใช่ลิงตัวโปรดของท่านดอก ท่านว่าข้าดื้อนัก ทั้งยามโตมานี้ไม่บ่อยที่ข้าได้ชิดใกล้เบื้องบาทจึงออกจะขัดเขินอยู่บ้าง หากมองจากสายตาผู้คนคงดูเป็นภาพประหลาด… แท้จริงแล้วภายในกายมนุษย์โตเต็มวัยนี้คือวานรซึ่งยังละอ่อน ข้าซบแก้มลงกับฝ่ามือมหาบุรุษผู้นั่งสูงกว่า เกลือกใบหน้าเข้าหาทั้งน้ำตาไหลซึมหางตาอย่างแสนจงรัก นี่คืออาการปกติของเหล่าวานรซึ่งถูกเก็บมาชุบเลี้ยงใต้ร่มพระเมตตา หากแต่จะมีตัวใดตื้นตันถึงขนาดข้าหรือไม่ ข้าหาได้ใส่ใจ รู้เพียงใจเทิดทูนท่านอย่างเอ่อล้น

บรรยากาศช่วงนั้นสงบ เมื่อพวกเรากำลังซุ่มมองจุดเริ่มต้นแห่งมหาอาณาจักรอย่างใจเย็น ดุจบิดามารดรผู้รอถนอมกล่อมบุตรที่กำลังจะส่งเสียงร้องยามแรกตกฟาก นี่แค่เริ่มเท่านั้น ยังต้องรอให้เติบใหญ่ ล้มลุกคลุกคลานอีกหลายครั้ง ผ่านการเคี่ยวกรำจากมือขย้ำปองร้ายอีกหลายหน

…การศึกกรุงลงกา อะไรต่อมิอะไรที่เล่าขานล้วนผ่านมานานมากแล้ว ไม่ใช่เรื่องในภพชาตินี้ อันที่จริงมันเป็นเรื่องราวของผู้ใด เคยมีตัวตนกันอยู่จริงหรือไม่ก็ยังสงสัย เพราะตัวข้าเองจำเรื่องเก่าในชาติก่อนมิได้

แต่เพราะท่านบอกว่าข้าเป็นใครบางคน ข้าจึงเป็น พวกพ้องมอบนามของวานรตัวนั้นมาข้าจึงรับไว้ สวมใส่เข้ากับตัว กลืนกลายเป็นเสมือนภูษาซึ่งแนบเนียนสนิทเข้ากับตัวตนของข้าอย่างแยกออกจากกันแทบมิได้ จนเริ่มเชื่อว่าทุกอย่างคือความจริง ข้ารู้ดี สรรพสิ่งมักเกิดขึ้นซ้ำๆ ตามรอยเดิม

เราล้วนก่อเหตุ ทั้งรับผลซ้ำซากในหนทางที่เราเคยชิน…กงเกวียนกำเกวียน

พวกเราเพียงกลับมาเพื่อสานต่อตำนานบทเก่าให้ลื่นไหลต่อเนื่องด้วยเรื่องราวบทใหม่

ข้ายังอ่อนเดียงสาจึงมิรู้ชัดถึงสีสันของความตาย ทว่าเกิดมาครั้งนี้ ที่ได้เรียนรู้ เขียวคือสีของป่าไม้…สีเดียวกับเครื่องทรงท่านผู้เป็นเจ้าชีวิต ยามรบข้ามีเพื่อนร่วมเลือด…ความฮึกเหิมสลักลึกลงกลางใจเป็นสีแดงฉาน ข้ามีรัก…ความรู้สึกเหลืองลออผลิบาน เหมือนกลีบดอกโสนต้องแสงของยามอุษาระยิบระยับอยู่กลางใจ แม้รักนั้นต้องซ่อนเก็บ ด้วยเป็นรักต้องห้ามเกินจะเผย

ยามราศึก เราถือเคียวเกี่ยวข้าวเยี่ยงชาวนาไร่ เราทำนาหว่าน ข้าวที่เลือกปลูกนี้สามารถทะลึ่งใบขึ้นพ้นน้ำได้ทันเวลาน้ำมา ชั่วขณะที่ฝ่าเท้าจมลงในโคลนเลนนุ่มกลางนา ความละมุนละไมนั้นซ่านซึมดื่มลึกเข้าสู่ใจข้าด้วย ข้าหลับตา รู้สึกถึงดิน น้ำ แลลมฟ้าซึ่งพัดมาโอบประคองกาย บอกให้รู้ว่าเราคือคนของแผ่นดิน เราอิ่มได้ด้วยสรรพสิ่งอันกำเนิดจากมาตุภูมินี้ สมควรยิ่งที่จักพลีกายรักษาไว้ให้พ้นการรุกรานใดๆ โดยจำเพาะ…จากฝ่าเท้าอสุราถ่อยที่กราดมาเหยียบขยี้ เปลี่ยนแผ่นดินทองให้กลายเป็นสมรภูมิเพลิงลุกไหม้

ต้องมีอำนาจ จึงจักสามารถค้ำยันอำนาจอีกขั้วมิให้กล้ำกราย …ตลอดมา พระผู้เป็นเจ้าชีวิตที่ดูเหมือนไม่แก่และไม่มีวันตายมักผันตนเข้าร่วมวงศ์วานกษัตริย์ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องสมพระเกียรติแห่งองค์เทวะ

ในวาระสำคัญทัพอสุราย่ำกรีธามาจากเมืองม่านหงสาวดี หากฝั่งเรามีองค์รามเป็นขวัญกำลังใจแล้ว พวกมันก็มีจอมมุนี ฤๅษีโคบุตร! ร่างชรานั้นไหล่ตั้งหลังตึงไม่เคยคู้ค่อม อันไม้เท้ามีไว้เพียงเพื่อชี้สั่งเหล่าอสุราปลายแถว ผมเผ้าหนวดเคราสีเทาอ่อนประกายเงินเหยียดตรงสลวยเปี่ยมราศี สายตาทอแววคมกล้าเยี่ยงบุรุษฉกาจวาดขอบตาไว้คมกริบ แม้วางตัวต่ำกว่าผู้นำอสูร เบื้องหลังกลับคอยชักเชิด เป็นประหนึ่งปู่ฤๅษีทรงอาวุโสที่พวกมันกราบไหว้ เป็นผู้กุมกล่องดวงใจกษัตริย์ยักษ์ในกาลก่อน ฤๅษีชั่วแค้นสาหัส ยามวานรเผือกสหายเราลวงเอาดวงใจนั้นมาขยี้แหลก ทำเอาศิษย์รักมันคลายจากความไม่ตายเป็นตกตายสิ้นชื่อ จากนั้นมาจึงประกาศกร้าว…ขอจองล้างพยาบาทพงศ์วานร

ตัวข้าเป็นทหารกล้า ยืนหยัดอยู่ฝั่งพระเอก ถูกส่งเข้าร่วมศึกเพื่อผดุงไว้ซึ่งคุณธรรม ใช้ความเฉลียวฉลาดว่องไวเข้าต่อตีเหล่ายักษ์โฉดตาแดงฉาน มือมันแกว่งตะบองหวดทีเดียวขาช้างยังทรุดพับดังกรอบ ปากมันกัดกระชากแขนขาคนร่วมแผ่นดินเรา ดื่มเลือด กลืนเนื้อ ขยอกกินทั้งเป็น หักคอทหารด้วยมือเปล่า ไม่มีศิลาใดจารึกถึงเรื่องนี้ เพราะมนุษย์ผู้ได้พบเห็นความคลั่งระดับที่ว่าล้วนไม่รอดชีวิต

แต่วานรเช่นข้าเห็นแล้วเลือดเดือด! แทบทุกคราจึงวิ่งนำไปก่อนใคร ชิงโผนทะยานเหยียบ ปีนขึ้นเงื้อง่าพระขรรค์ตวัดตัดคออสุราที่ว่าร้ายอย่างห้าวหาญ ห้อมหน้าล้อมหลังด้วยสหายที่ไว้ใจ จึงไม่เคยคิดว่าความตายจะมาเยือนถึงตัวเร็วนัก

ข้าปลอดภัย เป็นสุขพร้อมบริบูรณ์อยู่ใต้สายเนตรและร่มโพธิ์แห่งเมตตาของท่านเจ้าชีวิต

กระทั่ง…วันที่โลกทั้งใบที่เคยรู้จักได้พังภินท์ลง

 

ช้างทรง หนึ่งประดับมรกตแก้วของพระพี่ยา

อีกหนึ่งของพระอนุชาทรงอลงกรณ์…ล้วนแล้วด้วยทองประกายสุกสะพรั่ง

บัดนี้ ช้างต้นเชือกทองที่ตามมานั้นบนหลังกลับว่างเปล่าด้วยองค์น้องมามีอันเป็นไป! พระยาช้างเธอเศร้าโศกคลุ้มคลั่ง ใช้งวงจับงาเสยเหล่าวานรเคราะห์ร้ายจนต้องช่วยกันหาผ้ามาพันปิดสองเนตร กระนั้นน้ำตาก็ยังตกจากเนตรคชสารผู้ภักดีจนผ้าเปียกชุ่ม อัสสุชลยังไหลลงเป็นทาง จากที่ส่งเสียงอยู่แปร๋นๆ โหยหวนชวนสลดสังเวช ตอนนี้ดูจะสิ้นฤทธิ์ลงแล้ว

อาการของพระน้องยาผู้ถูกศรปักอกตกหลังช้างนับว่าเป็นตายเท่ากันไร้หนทางแก้ไข

มีผู้ทรยศในหมู่เรา! มันคือคนผู้ใด หรือวานรตัวใด ข้าไม่รู้ รู้แค่ชั่วขณะวิปโยคข้ามิได้อยู่ด้วย รู้แค่วานรทรงพลังกร้าวแกร่งพอจะลงมือเช่นนั้นมีไม่กี่ตัว ทั้งหลักฐานเท็จที่ถูกยัดใส่สองมือ… ที่สุด ความผิดอันมิได้ก่อตกมาถึงตัวข้าราวสายฟ้าฟาด

ข้ากราบงกๆ สั่นเทาไปทั้งกาย ไม่กลัว ทว่าเสียอกเสียใจนัก ปากพร่ำบอกท่านว่าไม่ใช่ข้า หมอบคลานคร่ำครวญทั้งร้องไห้กับชายภูษาของพระผู้เป็นเจ้าชีวิต

สุดท้ายยังไม่รู้ว่าตนมายืนหน้าแห้งสดับเสียงลมอยู่ที่ตรงนี้ได้อย่างไร…

เหม่อมองวรองค์สง่าเคลื่อนถัดลงตรงๆ ข้างหน้าเศียรช้าง ไถลผ่านงวงคชสารแช่มช้า…ดุจมายาภาพเหนือมนุษย์ ท่านย่างเหยียบงาขาวเผือกโพลนซึ่งส่งร่างระหงขึ้นถึงปะรำแท่นยกสูงใต้ร่มโพธิ์ต้นมหึมา สายเนตรทอดปรายมาพาให้หนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ สายตาเช่นนั้นจากองค์รามข้าไม่เคยคุ้นแม้เพียงนิด ท่านยังดูผ่องพักตร์เป็นหนุ่มละอ่อนลออองค์ ผมยาวเกล้ารวบตึงขึ้นเป็นมวยสูงมุ่นโตประดับคาดเกี้ยวทองแบบเรียบ คล้ายวันตัดสินโทษนี้มิมีแก่ใจใดๆ นัก เครื่องทรงท่านเปลี่ยนลักษณะไปเล็กน้อยจากเมื่อแรกที่เราพากันมาอยู่ยังกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ผ่านมากว่าสองร้อยปีแล้วท่านยังแต่งกายอย่างต้นวงศ์ เปลือยท่อนบน คาดรั้งเครื่องทอง ท่อนล่างเป็นผ้านุ่งออกจะยาวลวดลายอันประณีตแสดงชัดถึงฐานันดร

วันนี้ความตายในสายตาข้าคล้ายเป็นสีเขียว

ท่านยังทรงฉลองด้วยสีปีกแมลงทับสีโปรด ทว่า ท่านมิได้โปรดข้าอีกต่อไป…

เห็นแล้วใจผวา ยามท่านยกคันศรในมือเล็งต่ำลงมา ‘ศรอัคนิวาต’ ข้าหลับตาแน่น…ทันใด เสียงลูกศรพุ่งแหวกอากาศมาตกยังลานเบื้องหน้าข้า เชื้อเพลิงถ่านหินติดไฟลุกพรึ่บ เปลวเต้นระบำยังสูงเพียงมิถึงเข่า แลแลบแต้มรัศมีข้นเขียวราวกับไฟกรด

เบื้องหน้า… พระผู้เป็นบดีทอดตามองข้า เย็นชาเสมือนมิรู้จัก

เบื้องหลัง… สหายวานรซุบซิบ บ้างโห่ฮาป่า เหมือนส่งเสียงขับไล่ข้าไปตาย

ไม่มีใครเชื่อข้า ข้าขบฟัน เจ็บปวดยิ่งกว่าครั้งที่เคยโดนน้ำมืออสุรารุมกระทำเอาปางตายในสนามรบ แต่ทุกอย่างรอบกายเสมือนค่อยๆ ไกลห่างออกไป เหลือเพียงความเงียบ กับกองไฟมนตร์และถ่านร้อนสุกแดงที่อยู่ใกล้ ฤๅสีสันของไฟนี้เอง…คือสีที่แท้ของความตาย นานๆ ครั้ง เสียงแตกปะทุ  กับสะเก็ดความร้อนที่กระเด็นมาต้องกายเท่านั้นทำให้รับรู้ได้ว่าเป็นของจริง… ข้าทอดตาอย่างวิงวอนไปยังท่านอีกครั้ง ถึงห่างเพียงใดยังแลชัดเจนในทุกเส้นสายแห่งความไร้อารมณ์ ไร้เมตตา มีเพียงขอบเนตรแดงช้ำบ่งถึงความอาวรณ์ต่อพระอนุชาผู้ลมหายใจรวยรินลงทุกขณะ มิใช่ต่อชีวิตต่ำต้อยของข้าเลยแม้สักน้อย อนิจจา

“ข้า…มิเคยอาจเอื้อม คิดก่อการลอบทำร้ายพระน้องยาจนเจ็บตกหลังช้าง ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าชีวิต…” ข้าต้องหลุบตาลง ด้วยตอนนี้นัยน์ตาเริ่มแลไม่ชัดด้วยอัสสุชลที่เอ่อขึ้นกบ สุ้มเสียงคล้ายจะเหือดหาย ในคอข้าแห้งเป็นผง ความตายยังไม่น่าหวาดผวาเท่ายามเหล่าคนที่รักหันหลังให้ นอกจากท่านแล้ว…ยังสหายรักที่เคยกิน เคยนอน เคยแบ่งปันลมหายใจร่วมกัน ข้าคอตก อ้าปากดื่มกลืนเอาควันแสบร้อนเข้าไปในอก คางสั่นจนฟันกระทบกันกึ่กๆ “ขอพระ…ทรงโปรด…เมตตา” สิ้นคำที่ล่วงพ้นคอจึงฝืนเงยมอง คราวนี้เห็นโอษฐ์งามเฉียบขยับเอ่ยเบา ทว่ากรีดแทง

“แล้วลักษมัณเล่า น้องเราอุทธรณ์ขอความเมตตา ขอชีวิตตนให้คืนกลับจากอาการตรีทูตชวนเวทนาเช่นนั้นได้หรือไม่ …เถอะ อัคคีมิผลาญผู้บริสุทธิ์ แต่หากเจ้าผิด…ก็จงมอดม้วยไปในคำตัดสินแห่งพระเพลิง”

มือเดียวกับที่เคยลูบศิระนี้ยกขึ้นประทานพร ก่อนท่านจะผินไปประทับลงยังแท่น

ท่านประทานอำนวยพรแด่ทาสผู้นี้ หรือประทานความตายมาให้ข้ากันแน่ ทำได้เพียงยกสองกรประนมรับ ก้มหน้ากลั้นหัวเราะขื่นเจือสะอื้นไร้เสียง น้ำมูกน้ำตาหยดย้อยเข้าปาก พวกท่านให้ครอบครัว ให้ความรัก แล้วมายื้อพรากทุกอย่างไปจากอกข้าเหมือนควักหัวใจ เช่นนี้ สู้มิเคยได้ลิ้มรสนั้นเสียแต่แรกยังดีกว่า

ไฟโหมกระพือ คล้ายท้าทายให้ก้าวย่างสู่ความตาย อย่างช้าๆ ข้าเริ่มก้าวลุยเพลิงนั้น รู้สึกว่าเหงื่อตกผ่านลำคอ…ไหลผ่านอกซึ่งวาบรอยสักน้ำมันเป็นอักขระขอมหวัดสะบัดปลาย

อ่านได้ว่า หะทะยัง นิรันตะระ

ดวงใจนิรันดร์! หัวใจของข้าคือความกล้าหาญ!

เจ็บหรือ… ร้อนหรือ… ก็นับว่าปวดแสบบ้าง ด้วยสมาธิจิตแตกซ่านเนื้ออารมณ์ด่างพร้อยไม่นิ่ง ทว่าก็ไม่กระไรนักเพราะข้าไม่มีความผิด หากผิดแล้วแม้หนังเหนียวเพียงไรก็ไม่อาจทานทนอยู่ได้ เป็นต้องด่าวดิ้นหกล้มจมไฟมนตร์ แต่ความร้อนจากภายนอกยังสามารถส่งเข้ามาผลาญใจข้าจนไม่มีชิ้นดี ความเชื่อ ความศรัทธาล้วนระเหิดระเหยหายไปทีละอณูในแต่ละย่างก้าว จนหมด จนสิ้น ตัวข้าที่ผ่านไฟนี้ไป…แม้ไม่ตายก็คงแทบไม่เหลือความหมายใดอีก

ข้าไม่ได้ก้มมองไฟดอก ข้าไม่เงยมองท่านด้วย เพียงมองตรง ทระนง เบิ่งตาไปยังเป้าหมายเบื้องหน้า เห็นเพียงใบแห้งของโพธิ์าเผือกร่วงลงมาตามแรงลม สะเก็ดเพลิงและม่านควันยิ่งขับให้มันดูสว่างโพลนซีดขาว ก่อนจะมอดไหม้เป็นเถ้าไปต่อหน้า

เมื่อไรมิรู้ได้ ข้าก้าวพ้นกองเพลิงออกมายืนหอบต่อหน้าท่าน ด้วยภักดีจนเคยชิน แม้มิรู้กายรู้ใจยังขยับยิ้มยิงฟันใสซื่อ ราวจะอวดหลักฐานแห่งความบริสุทธิ์

ไฉนสีหน้าท่านยังเคร่งขรึมคลางแคลง หรือคงเป็นข้าเองที่ดูโง่เง่ายิ่งนักในสายตาที่มองต่ำลงมาของท่าน

“…บริสุทธิ์? ”

คำถามจากโอษฐ์กดหัวข้าให้ก้มงุดลงไปใหม่ ข้ารักภักดีต่อท่านยิ่ง อยากออกปากสัญญา ต่อแต่นี้ข้าจะไม่กินเปลืองอีก จะนอนให้น้อยลง จะทำงานเป็นสองเท่า สามเท่า! จากที่เคยขยันขันแข็งอยู่แล้ว แต่วันเหล่านั้นฤๅจะหวนมา…แสนสมเพชตนเองนัก ต่อให้ผ่านร้อยกองไฟ ลงท่านสิ้นความไว้ใจเสียแล้วคงมิอาจมองข้าเป็นคนเดิมได้

ร่างข้าสั่นเทา สีหน้ายังยิ้มค้างเหมือนหน้ากากที่มิอาจแสดงเป็นอื่น อย่างไรก็ต้องประนมมือน้อมเศียรไหว้คารวะในความยุติธรรมแห่งพระอัคนีเทพผู้เมตตาให้ก้าวพ้นไฟครหา

ที่สุด…สวรรค์เมตตาให้ข้ารอด ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป!

ฉัวะะะ

ตาข้าเบิกโพลง ชาไปทั้งกาย ใครบางคนฟันข้าจากเบื้องหลัง ปลายศาสตรายังกราดไปสะกิดผ้าประเจียดรัดต้นแขนที่แสนหวงแหนขาดหลุดคลายขมวด …ยามถูกสะบั้นเกราะอาคมป้องกายข้าเจ็บปวดสาหัสแต่ไม่ถึงตาย จึงทรงร่างโงนเงนมิได้ล้มลง ยังทันเห็นสีหน้าสะอึกตะลึงพรึงเพริดของเจ้าชีวิตที่หยัดพรวดขึ้นทั้งองค์

ท่านคงเสียใจ เสียดายข้ารับใช้เช่นข้าแล้วสิเล่า

ในห้วงความอาดูร เสี้ยวหนึ่งนึกกระดิกหางยินดีเยี่ยงสุนัขรับใช้ตัวเก่าแสนภักดี อีกเสี้ยวใจป่นละเอียดเมื่อตรึกถึงความเป็นไปได้ว่าใครกันเป็นผู้ลงมือ ศาสตราที่แทงฟันข้าเข้าเห็นจะมีเพียงคมอาวุธในมือของคนผู้เดียว ใช่สหายที่บอกว่าจะคอยระวังหลังให้ข้าเสมอหรือไม่ …น้ำตาข้าไหล ทั้งที่ยังพอมีแรงแต่ก็เลือกจะไม่หันกลับไป ข้ากลัวจะต้องเห็นความจริง เห็นหน้าคนลงมือ… จึงฝืนแข็งใจมองเพียงโพธิ์ต้นนั้น ชั่วขณะสงัดงัน ใบโพธิ์โยนระลอกไหวประโลมจิตใจ ทั้งมันและข้าต่างยืนหยัดไม่ยอมล้มดุจเดียวกัน

ทว่า เวลาของมหาพฤกษ์คือแสนนาน ส่วนของข้าคือชั่วขณะเพียงพริบตา

ฉึก

อาวุธทิ่มแทงซ้ำลงตัดขั้วหัวใจถือเป็นเด็ดขาด เจ็บ…ถึงแก่นวิญญาณ ถึงตอนนี้ร่างข้ามีแต่ต้องร่วงลงไม่ทรงอยู่ได้ เหมือนใบไม้ปลิดกระเด็นจากขั้ว

‘ทูลกระหม่อมแก้วของลิงดำเอ๋ย ยามมิมีข้าแล้ว วานรสักกี่ตัวเล่าจะช่วยท่านปราบอสุราเป็นสามารถ ตัวใดจักมีกำลังฤทธิ์กำลังใจเทียมข้า ยากนัก! ’

ตาทั้งสองของข้ายังลืมค้างด้วยมีห่วง ทว่าในมโนจิต กลับเห็นเพียงโพธิ์เผือกต้นนั้นที่ติดตา เปลวไฟสว่างและควันย้อมมันให้ดูขาวพร่าง

ข้าแน่ใจแล้ว

ความตาย…

ขาวโพลน เช่นนี้เอง…



Don`t copy text!