ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 4 : ความบังเอิญ ไม่มีจริง

ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 4 : ความบังเอิญ ไม่มีจริง

โดย : อสิตา

ดรรชนีชี้ตาย โดย อสิตา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอกับเรื่องราวของหนุมานและพลยักษ์ที่เป็นคู่แค้นตลอดกาล…จะมีวันที่สองเผ่าพันธุ์จะญาติดีกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตัวละครจากวรรณคดีเหล่านั้นได้มาโลดแล่นอยู่ในโลกของมนุษย์ การสู้รบจะยังดำเนินต่อไป โดยมีเธอ…ผู้เป็นหัวใจของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน

ฉันชื่อนิลแก้ว…จำไม่ได้ว่าเคยแนะนำตัวไปก่อนนี้แล้วหรือยัง

ก็ตั้งแต่ฟื้นมาจากการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ความทรงจำเก่าๆ ของฉันค่อนข้างสับสน แต่เอาเถอะ รู้สึกเหมือนเพิ่งได้เกิดใหม่เมื่อไม่กี่วันนี้เอง อย่าถือสาที่อาจหลงเลือนไปบ้าง คิดเสียว่านี่คือการแนะนำอย่างเป็นทางการอีกสักครั้งก็แล้วกัน

แผลหายเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ แต่รู้สึกหน่วงๆ มาจากข้างใน คล้ายไม่ชินกับการลุกเดินหรือหยิบจับอะไร ระหว่างนั้นฉันจึงย้ายไปอยู่คอนโดของพิมพ์ฝัน แม่คนนี้มีทั้งคอนโดทั้งบ้านให้เลือกอยู่ตามใจชอบ เจ้าตัวคอยช่วยดูแลฉันแทนพยาบาล ทั้งเช็ดตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำ …อย่าว่าแต่ข้าว อาหารเสริมอย่างกล้วยนิ่มๆ ใช้ช้อนตักใส่ปากให้ก็ยังมี ราวกับว่าฉันเป็นเด็กอ่อนซึ่งต้องถูกประคบประหงม เอ่อ แต่มันก็อร่อยดีจนอดไม่ได้ ต้องร้องขออีกบ่อยๆ

“ชอบใช่ไหมล่ะ” คนผมฟูถามยิ้มๆ

“เลี้ยงเหมือนลูกเลยนะ” ฉันเอื้อมมือไปสะกิดดุมเสื้อเพื่อน ก่อนแกล้งทำอ้อแอ้ “หิวนม แม่ต๋าาาา”

“ฮื้อ! ซน”

ฝ่ายนั้นตีมือทะลึ่งของฉันดังเพียะ

“ซนสิ ก็คนเกิดปีลิงนี่นา” เรื่องนี้ยังไม่ลืมหรอก…มันติดอยู่ในหัว ส่วนเพื่อนคนตรงหน้านี้เกิดปีแพะ แก่กว่าฉันหนึ่งปีเพราะเรียนช้ากว่ากัน

“นมแม่ไม่ให้กิน กินน้ำนี่ไป”

แก้วถูกยัดใส่มือ หลอดดูดถูกยัดใส่ปาก ก่อนพี่เลี้ยงจำเป็นจะลุกไปเปิดหน้าต่างปล่อยให้ลมยามค่ำโชยชายเข้ามา พอจัดแจงให้ฉันแปรงฟันเสร็จสรรพพิมพ์ฝันก็พาตัวเองขึ้นมานอนเบียดราวจะเห่กล่อม

“หนาวพระพายพัดเชย” คนโอ๋เด็กฮัมเพลงเบาบางในคอ

ฉันรู้สึกเหมือนไม่เคยได้ยินเพื่อนร้องเพลงให้ฟังมาก่อนเลย จริงๆ ด้วย นี่เป็นครั้งแรก “มีคนเคยบอกมั่งไหมว่าเสียงเธอเป็นยังไง”

“เป็นไง”

“เห่ย…” ฉันอุบอิบ หัวเราะเอิ๊กเมื่อถูกยีหัวเข้าให้ “ถ้าอยากจะกล่อมละก็ เล่านิทานสิ”

“ลมเย็นๆ พระพาย อืม เอาเรื่องนางสวาหะแล้วกัน”

แล้วฉันก็ได้ฟังนิทานเรื่องเก่า… นางสวาหะเป็นลูกสาวพระฤๅษี ครั้นพ่อไม่อยู่บ้าน แม่จึงเป็นชู้กับพระอินทร์และพระอาทิตย์จนมีน้องชายที่นางไม่ได้ต้องการออกมาให้สองคน

วันหนึ่งพ่อพาทั้งสามไปอาบน้ำ มือจูงลูกสาว นางบ่นน้อยใจว่าทีลูกตัวเองให้เดิน ลูกคนอื่นละอุ้มบ้าง ให้ขี่หลังไปบ้าง พระฤๅษีจึงอธิษฐานเสี่ยงทายว่าถ้าใครเป็นลูกแท้ๆ ขอให้ว่ายน้ำกลับมาหา ก่อนโยนทั้งสามลงไปกลางน้ำ มีเพียงนางสวาหะว่ายกลับมาได้ ส่วนลูกชู้สองคนกลายเป็นลิงหนีเข้าป่าไป

พ่อสาปแม่ แม่แค้นใจจึงสาปส่งลูกสาวให้ไปยืนตีนเดียวเหนี่ยวกิ่งไม้อ้าปากกินลมอยู่ จนกว่าจะมีบุตรเป็นทหารของพระนารายณ์ พระอิศวรจึงบัญชาให้พระพายใช้ลมนำพาอาวุธวิเศษสามอย่างไปซัดเข้าปากนางให้ท้อง ทั้งคทาเพชรอันกลายเป็นกระดูกสันหลัง ตรีเพชรสุรกานต์เป็นร่างกายแขนขาและเป็นอาวุธที่ชักออกมาจากอกเมื่อใดก็ได้ จักรแก้วเป็นศีรษะ

นั่นจึงเป็นกำเนิดแห่งวานรเผือกผู้เหาะออกมาจากปากแม่ โผนขึ้นหาวเป็นดาวเป็นเดือนเหนือฟากฟ้า สวมกุณฑลหรือตุ้มหูเพชร ขนขาวผ่องทั้งกายาเป็นเพชรเรืองรอง สำแดงเดชสี่เศียรแปดกร ทั้งได้รับพรว่าเมื่อตายลงแล้วลมพัดมาคราใดก็จักฟื้นคืน

เรื่องที่เด็กแทบทุกคนต่างก็เคยเรียนเมื่อครั้งยังเด็ก อืม…แต่ฉันรู้สึกว่ายังมีอะไรที่มากกว่านั้น ยามได้ยินคำกล่าวถึงทหารกล้าขององค์ราม ภาพที่จินตนาการตามไปมันทำให้นึกถึงแผ่นหลังขาวๆ ของใครบางคน ฉันได้แต่ก้าวตามหลังคนผู้นั้นไปเสมอ ชายตัวขาวนั่นน่าจะเก่งกล้าไม่แพ้หนุมานในนิทานที่ได้ฟังก่อนจะเคลิ้มหลับ

แน่ละ ฉันรู้จักเขาดีกว่าใคร…

 

ตอนที่ยังป่วยเดิมทีฉันไว้ผมยาว ไม่มากไม่มายหรอก เพราะใช้ชีวิตวนเวียนในห้องสี่เหลี่ยมมีอะไรให้ทำไม่เยอะเลยมีเวลาพอจะดูแลเส้นผมของตัวเองได้ แต่พอถึงคราวจะได้ทิ้งห้องแคบๆ ออกไปสู่โลกกว้างฉันก็รู้สึกว่าคงมีอย่างอื่นให้ทำอีกถมไป จึงตัดสินใจเข้าร้านหั่นผมจนสั้น แต่ก็นะ อุตส่าห์เหลือหางเต่ากระจุกย่อมทิ้งไว้ท้ายทอยเพื่อเป็นที่ระลึกถึงตัวตนก่อนหน้านี้

หลังการผ่าตัดซึ่งถือเป็นของขวัญวันเกิดครบเบญจเพส ฉันไม่ได้เริ่มจากหางานทำอย่างที่พ่อหวัง แต่กลับใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโดยมีสปอนเซอร์เป็นพิมพ์ฝันซึ่งว่างงานพอดีเราจึงเก็บกระเป๋าท่องเที่ยวไปพร้อมกัน เกรงใจก็เกรงใจอยู่หรอก แต่ยัยนั่นเป็นคนร้องอยากไปนั่นไปนี่แล้วโอดครวญว่าไม่มีเพื่อนคนไหนว่างไปด้วย ค่าเดินทางที่ออกให้ก่อนหากฉันอยากใช้คืนก็ค่อยผ่อนใช้ทีหลัง…

แหม ก็คนมันอยากอยู่แล้ว “ไปก็ไป” ฉันไม่ต้องคิดนาน เมื่อคนเราเคยอยู่ใกล้กับความตาย รอดมาได้จึงรู้ซึ้งว่าเวลาชีวิตมีค่าแค่ไหน ความอยากผจญภัยมันซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่ากับการที่พักหลังมานี้ฉันชอบฝันเห็นเปลวไฟ แม้จะร้อนจนแสบหน้าแต่กลับเดินลุยเข้าไปหน้าตาเฉย แน่ไหมล่ะ!

หลังจากนั้น…ฉันได้ไปทุกที่ที่อยากไป ด้วยปีกของตัวเองข้างหนึ่งอีกข้างเป็นของพิมพ์ฝัน ไปดูแสงเหนือ แบกเป้เข้าป่าลึกพากันไปนอนกระท่อมไม้ซุง จนถึงดูลิงญี่ปุ่นจับกลุ่มแช่บ่อน้ำร้อน

“เกลียดชะมัด เจ้าพวกลิง”

ฉันทำปากจู๋ เงยมองเพื่อนที่ตัวสูงกว่าอย่างเคืองๆ “ทำไมอะ น่ารักออกกกก ทำไม……..”

แม่คนใจร้ายนั่นไม่ตอบ เพียงหัวเราะหึๆ แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง

เหมือนชีพจรลงเท้า ไม่นานจากนั้นเราสองคนย้ายไปนอนอาบผิวบนหาดบาหลี ตั้งใจจะให้มันออกมาเป็นสีน้ำผึ้งเนียนสวย แต่ดันสำเร็จแค่ฉันคนเดียว ผิวซีดๆ อมโรคเปลี่ยนเป็นสุขภาพดี นี่สิสปอร์ตเกิร์ลอย่างที่ส่องกระจกแล้วอยากจะเห็นทุกวัน ครั้นหันไปมอง…ข้างลูกคุณหนู พิมพ์ฝันกลับขาวมากจนแดดเอาไม่ลง อย่างมากสุดก็เรื่อๆ ตัวแดงเป็นกุ้งไปเท่านั้น

ให้ตาย…ฉันแอบหลงใหลเมื่อไล่สายตาไปตามเรือนร่างของเพื่อนผู้สูงยาวเข่าดีอย่างกับนางแบบ แถมยังดูแข็งแรงเหมือนม้าแม่พันธุ์ อกอวบขาวผ่อง ดูหยุ่นคล้ายก้อนเยลลี่และเนียนนุ่มเหมือนคัสตาร์ดจนอยากจิ้มเล่น ถ้าไม่กลัวโดนโขกด้วยขาหน้าแถมดีดซ้ำด้วยขาหลังของนางม้าพยศตัวนี้ ในใจพยายามสรรหาคำบรรยายชมโฉมโนมพรรณไปตามประสา ต้องแข็งแรงสิ ก็แม่คนนี้แต่ก่อนเป็นนักบัลเล่ต์ไปแข่งต่างประเทศมาแล้วด้วยซ้ำ ตอนนั้นตัวออกจะบาง แต่ช่วงที่ห่างกันไปกลับมาอีกทีก็กลายเป็นนักกายภาพบำบัดที่เมืองไทย หรือควรเรียกว่าเป็นนักกายภาพกิตติมศักดิ์ให้คุณหญิงคุณนายไฮโซไฮซ้อจะเหมาะกว่า แถมพ่วงการทำตัวเหมือนลูกเหมือนหลาน พาชิมพาช็อป พิมพ์ฝันจึงรวยพอประมาณได้ด้วยลำแข้ง ต่อยอดจากพื้นเพครอบครัวใหญ่ซึ่งรวยมากอยู่แล้ว

ฉันไม่เคยอิจฉา แต่ชมชอบที่จะมองเพื่อนอย่างจริงจัง ถึงได้ใช้คำว่าหลง

ลองก้มมามองตัวเอง หุ่นกะทัดรัดนี่ก็ไม่ได้ด้อยหรอก ออกจะเซ็กซี่สมตัว แต่ไม่รู้ว่ายัยฝันมองแล้วจะหลงใหลบ้างหรือเปล่าเพราะฝ่ายนั้นมักชมว่าฉันสวยหลบใน ชอบจับแต่งเนื้อแต่งตัวให้ความสวยฉายชัดออกมาอวดชาวโลก

“…หัดสวยไว้ก่อน พร้อมไว้เสมอ เธอจะได้มีความรักกับหนุ่มหล่อคนแรกที่เจอไง”

คนพูดอ้อมมาข้างหลังฉันที่นั่งอยู่บนโซฟา มือวางบนไหล่ บีบๆ นวดๆ จนฉันชักเคลิ้มราวกับถูกสะกด “เหอะ ขอเลือกหน่อยไม่ได้เหรอ” แหม ฉันก็ไม่ได้อยากจะลองมีแฟนอะไรขนาดนั้น พิมพ์ฝันชอบย้ำแบบนี้บ่อยเสียจริง จนฉันเริ่มอยากจะรู้ขึ้นมาแล้ว ว่าถ้าได้ลองมีความรักมันจะรู้สึกแบบไหน “ฉันอยากพิจารณาใบสมัครจากหนุ่มหล่อสักสิบราย”

“ไม่ได้ เสียเวลา เจอปุ๊บได้กันปั๊บนี่แหละดี… สักวันจะพาออกงาน”

“ก็ไม่รู้วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่อะนะ” ฉันยักไหล่กวนๆ

“เถอะน่า ไม่นานเกินรอ”

เกือบปี หลังจากท่องเที่ยวไปๆ กลับๆ จนเหนื่อย…เรากลับมาลงจอดสนิทที่ไทยกันในที่สุด ไม่มีแผนจะไปไหนต่ออีกแล้ว จังหวะนี้เองที่ฉันเริ่มคิดหางานและร่อนใบสมัคร เคลียร์เรื่องต่างๆ ที่หมกเม็ดไว้ตั้งแต่ตอนก่อนออกเดินทาง ทำอะไรทั้งวันจนหัวถึงหมอนได้ก็หลับปุ๋ย คืนหนึ่งฉันนอนอยู่ดีๆ ท่ามกลางความรู้สึกราวกับมีบางสิ่งกดทับบนเปลือกตา คลับคล้ายว่าได้ยินเสียงเดิมนั้นอีกครั้ง เสียงที่เมื่อตื่นขึ้นฉันเป็นต้องหลงลืมมันไปจนหมด

เสียงของชายสลับหญิง สูงๆ ต่ำๆ หรือจะเป็นผู้ชายผู้หญิงกำลังคุยกันก็ไม่แน่ใจนัก

‘…ยังไม่ตื่นเต็มที่สินะ’

ไม่ตื่นแน่ละ ก็เห็นชัดๆ คนกำลังหลับอยู่นี่หว่า… ฉันพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด อยากลุกมาปาหมอนขับไล่เจ้าของเสียงพูดกวนใจไปไกลๆ ไม่แค่นั้น ฉันยังรู้สึกจั๊กจี้ คล้ายมีอะไรมาเขี่ยแผ่วผิวที่หน้าผาก ตรงกลางหว่างคิ้ว

‘ลงสะกดเอาไว้แน่นหนาแบบนี้ปลอดภัย มันคงไม่รู้เร็วนักว่าที่แท้แล้วเธอเป็นตัวอะไร กว่าจะรู้ก็ผูกพัน’

เสียงชายสลับหญิงนั้นยังพูดต่อ

‘อืม ส่งไปอยู่ข้างตัวหมอนั่น ทั้งๆ ที่นิลแก้วยังไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนี้ จะหาเรื่องใส่ตัว เล่นอะไรแผลงๆ จนเป็นอันตรายหรือเปล่า’

‘เอาเถอะ…ก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันได้กลิ่นวานรแต่แรก มันฆ่าเธอแน่…’

‘นั่นสิ ยักษ์ร้ายตนนั้นน่ะเกลียดลิงอย่างกับอะไรดี’

 

ผลจากการไปนอนอาบแดดอยู่นานหลายวัน ผิวของฉันถูกบ่มอาบจนได้ที่ แถมถูกพาไปขัดสปาฟรีจนเนียนสวยปานจะหยดราวน้ำผึ้งรวงเดือนห้า บ่ายวันหนึ่งพิมพ์ฝันก็พาฉันไปแต่งหน้าฟูลคอร์สราคาเกินหมื่น ร้านของคนรู้จักอีกนั่นแหละ ฉันมองซ้ายมองขวาผ่านกระจกเงา เห็นภาพเพื่อนซึ่งอยู่ข้างหลังเอาชุดสีนั้นสีนี้เข้าฉากมาเทียบ แล้วก็ส่ายหน้าจนผมฟูฟ่องกระจายไหวๆ จะบอกว่าสง่าเหมือนแผงคอสิงโตหรือหูหมาพูเดิ้ลขนยาวดีนะ

“อย่าเดินวนไปเวียนมานักสิ เวียนหัว”

“ตัวเองก็อย่ายุกยิกนักสิ เดี๋ยวเขียนตาไม่สวยนะ”

ฉันฉีกยิ้มแหยให้ช่างแต่งหน้าซึ่งทั้งกายเขาล้วนแล้วไปด้วยสีชมพูตั้งแต่ปลายเล็บมือจรดปลายเล็บเท้า เป็นรุ่นพี่ผู้ชายที่ออกไปทางตุ้งติ้งของพิมพ์ฝัน ดูออกจะเอ็นดูฉันอยู่มากเพราะเจอกันทีไรฉันก็อ้อน แต่เวลาเข้าเรื่องสวยๆ งามๆ เมื่อไหร่ละก็ พี่แกจริงจังจนเหมือนเป็นคนละคนทุกที ฉันยิ้มประจบ ไปๆ มาๆ ก็ทำเอาเจ๊อีกคนที่กำลังจะเข้ามาช่วยเติมปากต้องจุๆ ให้นิ่งไว้ ก็นะ แต่เดิมไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว พอขยับตัวได้ตามใจฉันก็พลิกขั้วกลายเป็นไฮเปอร์ไปเลยทีเดียว

สุดท้ายพิมพ์ฝันก็คว้าชุดเหลืองอ่อนสดใสมาเข้าฉาก พร้อมพยักหน้า จ้องตาฉันผ่านกระจก “สวย…วันนี้เธอได้มีคนมาตกหลุมแน่ แม่นกน้อย”

“อย่าเพ้อเจ้อ” ฉันหัวเราะจนเกือบจะถูกมือแต่งหน้าบ่นเข้าอีก

“เชื่อเถอะน่า งานนี้หนุ่มในฝันต้องมา…”

 

พิมพ์ฝันอ้างว่าลากฉันมางานแต่งงานเป็นเพื่อน พอถึงเวลาฝ่ายนั้นกลับทอดทิ้งกันหน้าตาเฉยหายไปในฝูงคนมหาศาล ไม่ยอมรับโทรศัพท์อีกแน่ะ แปลก หรืออาจไม่ได้ยินเพราะมัวเมาท์ ยังไม่ทันจะตามเจอหูฉันพลันกระดิก ได้ยินคนที่เฉียดมาใกล้ๆ เปรยว่าโรงแรมนี้ดาดฟ้าแต่งเป็นสวนป่าออกจะสวย แต่งานข้างล่างก็งามมากจนเขาไม่อยากขึ้นไปชมสวน

เพียงเท่านั้นฉันก็ได้เป้าหมายใหม่ ก็คนมันชอบเที่ยว ชอบธรรมชาติ มาอยู่ในเมืองแถมเป็นที่คนมากแบบนี้หายใจหายคอไม่ค่อยออกเอาเลย

ไม่คาดว่าฉากบนดาดฟ้าแบบป่าดงที่ดูเหนือจริงนั้นฉันจะได้พบชายในฝันเข้า เขาอาจจะมองฉันเป็นเจ้าหญิงก็ได้ ถ้าไม่บังเอิญมาเจอตอนกำลังถกกระโปรงคร่อมอยู่ต้นไม้แบบนี้น่ะนะ อืม ผู้ชายไหล่กว้างตัวสูงในชุดสูทขาวสว่างทั้งตัว ผมเสยเรียบ มาดเนี้ยบกริบ ผิวเผือกมีออร่าสุดๆ …

หัวใจดวงใหม่ของฉันพลันเต้นแรงผิดจังหวะไปอีกครั้ง เมื่อสบสายตาแข็งกร้าวบาดลึกหลังเลนส์แว่นสีชา

ถึงแม้ภายในใจที่โลดแรงอยากร้องเจี๊ยกอย่างลิงโลด แต่ภายนอกฉันยังรักษาอาการได้ดี…

 

แต่ก่อนเตชะมักเข้าสังคมเท่าที่จำเป็น

…ก็แค่แต่ก่อน ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว

เรื่องร้ายแรงผ่านมาครบปี มันเปลี่ยนเขาไปจนสิ้น ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นหมอคนเดิมคนนั้นเพื่อสังคมหรือเพื่อมนุษย์หน้าไหนอีก ทั้งเขาและมันคิดเห็นตรงกัน ‘มีชีวิตอยู่เพื่อเป้าหมายอย่างใหม่’

คืนนี้เขาทิ้งใจไว้ที่บ้าน พาร่างมายังงานแต่งงานของคนรู้จักห่างๆ แต่มีผลประโยชน์ …ตึกหรูนี้อยู่ริมเจ้าพระยา ด้วยนึกอยากจะมองจากมุมสูงที่สุดเขาจึงพาตัวเองขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นดาดฟ้า พบสวนจัดไว้เป็นป่าอย่างมีศิลป์ ต้นไม้ใหญ่แต่ไม่ใหญ่เกินไปนักถูกนำขึ้นมาอย่างไรก็ไม่รู้ได้ คงจะเป็นด้วยความพยายามอันน่านับถือและทุนรอนไม่อั้น เขาเดินมือไพล่หลัง คอเชิดหลังตรงตามปกติ เตร่เข้าไปลึกในสุมทุมพุ่มไม้เพราะเหตุผลอย่างเดียวคือเสียงที่ลอยมาตามลม

ขลุ่ยรึ คล้ายมาก… แต่ฟังให้ดีๆ เหมือนกับเสียงใบไม้เอามาจรดปากเป่าเสียมากกว่า ทำไมเขาถึงรู้? ก็เพราะเคยได้ยินอย่างไรล่ะ

‘บ้านใด หรือใครจะเอ็นดู รับรองอุ้มชู เลี้ยงดูให้หลับนอน

นกขมิ้น เหลืองอ่อน… ค่ำไหน นอนนั่น’

ต้นมะขามทรงราวกับไม้ดัดถูกปล่อยให้ยื่นล้ำออกไปจากดาดฟ้าอย่างจงใจ บนกิ่งก้านของมัน…ร่างหนึ่งเห็นเหลืองๆ เป็นเงาตะคุ่ม ก็เธอนั่นแหละนกขมิ้น จากท่าทาง รู้สึกว่ากำลังเป่าอะไรในมืออยู่จริงๆ เตชะเคยดูคลิปคนเป่าใบไม้เป็นเพลง แต่ไม่ใช่จะฟังเป็นทำนองเพราะพริ้งเลียนเสียงขลุ่ยได้ขนาดนี้ ท่าทางจะเป็นปรมาจารย์ มีความคุ้นเคยกับใบไม้ใบหญ้าระดับนี้ไม่รู้ว่าคนป่าหรือคนเมือง

แต่สภาพ…

เจ้าของร่างนั้นพาตัวเองขึ้นไปนั่งห้อยขาอย่างทโมนทั้งที่ใส่กระโปรงฟูๆ ข้างหน้าสั้นข้างหลังยาว แถมพอเลิกบรรเลงเพลงจากลมหายใจยังขยับกายยักย้ายด้วยลีลาหมิ่นเหม่เต็มทน ถ้าตกลงไปไม่ใช่แค่ตกต้นไม้แต่เป็นตกตึกเลยทีเดียว คิดสั้นรึไงถึงเอาตัวเองไปแขวนไว้แบบนั้น… อยากฆ่าตัวตายก็ไม่น่าจะลงทุนหาทำเลตายอลังการปานนี้ แถมในชุดเหลืองระยิบวิบวับ เหินบินลงไปคงสวยน่าดูชม

ชายหนุ่มหัวเราะหึคำหนึ่ง

โดยแทบไม่รู้ตัว เตชะกำลังก้าวเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นซึ่งเป็นสิ่งที่ปกติแล้วเขาไม่ทำ ครั้นพอได้ระยะก็เอ่ยโพล่งขึ้น ลืมนึกว่าอีกฝ่ายอาจสะดุ้งจนร่วงตกต้นไม้ก็เป็นได้

“หล่นลงไปจากตรงนี้อาจเป็นข่าวหน้าหนึ่ง…จะดีเหรอ วันมงคลของคนอื่น” เขาแค่ถาม ถามยิ้มๆ ด้วยซ้ำ ไม่ได้ห้าม

อีกฝ่ายร้องโอ๊ะยามเอี้ยวหน้ามามอง หัวเราะคิกออกมา ก่อนบิดกายเหวี่ยงขาคร่อมกิ่งมะขามในท่าขี่ม้าเพื่อให้คุยตอบเขาได้สะดวก

“เปล่านี่ แค่มานั่งเล่น กินลม ชมวิว ดูแม่น้ำจากตรงนี้ก็สวยดี”

“นั่งเล่นบ้าอะไร เดี๋ยวก็ร่วงลงไปหรอก” เขากอดอกตำหนิเหมือนผู้ใหญ่ดุเด็ก

นอกจากเสียงที่ออกจะหวานเจื้อยแจ้ว แสงยังส่องให้เห็นทรงผมสมัยนิยมที่น่าจะเรียกว่ากะลาครอบอย่างเกาหลี เข้ารูปกับศีรษะทุยสวย  อีกฝ่ายซึ่งนั่งคร่อมกิ่งมะขามยังผินกลับไปมองวิวเจ้าพระยาเป็นระยะ สลับกับเหล่มาทางเขา ทำให้เห็นหางเต่าไว้ยาวลงมาราวกับหางของเจ้าจ๋อที่ซุกซน น่ากระตุกเล่นเสียนี่กระไร

เขาเหม็นกลิ่นลิง ชิงชังมันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด แต่เท่าที่สัมผัสได้ เธอน่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ท่าทางเหมือนลิงเท่านั้น ก็ยังพออภัย… ชายหนุ่มก้าวเข้าไปอีก ใช้กำลังแขนเหนี่ยวร่างไม่กี่จังหวะก็กลายเป็นขึ้นไปนั่งชมวิวอย่างหมิ่นเหม่เคียงแม่สาวแปลกหน้าเสียอย่างนั้น

“อ้าวคุณ อยากตายคู่รึไง ตัวออกจะใหญ่ เดี๋ยวกิ่งหักพอดี”

“ลองจับดูแล้วไม้นี่เหนียวพอ ฉันนั่งด้วยได้ แม่น้ำตรงนี้สวย แบ่งๆ กันดู”

มองไป เส้นสายเจ้าพระยาสะท้อนรับแสงจันทร์เหมือนงูเกล็ดเงินประกายทอง ประกายที่ว่าก็มาจากพื้นที่ชายฝั่งซึ่งมีไฟพริบพราวหนาตาเป็นพิเศษ เหมือนงูเรืองแสงตัวนี้ทอดกายยาวลับไปยังทิศที่ต้นสายหลั่งไหลมา…จากอโยธยา ดินแดนไร้พ่าย

กำลังดูวิวเพลินๆ คนที่ทำตัวเป็นลิงค่างน่าหวาดเสียวอยู่ก่อนกลับเหวี่ยงตัวพรึ่บหนีลงไป ไม่เท่านั้นยังออกท่าเขย่าต้นไม้เสียยกใหญ่

“ลงมาเดี๋ยวนี้นะ เร็วๆ เลย ขืนคุณตกไปตายฉันก็บาปแย่ ลงมานี่เลย! ”

วุ่นวาย เขายอมพาตัวเองลงไปจนได้ เตชะกอดอกเหล่มองจ้องตาดำๆ ที่เห็นแวววาวในเงามืด เพิ่งได้มองชัดๆ ในวินาทีนั้น และไม่รู้เพราะเหตุใด บางสิ่งในดวงตาคู่ตรงหน้าทำให้รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นปลาบเข้าสู่สมอง…เจาะลึกถึงกลางดวงใจ

“…เหมือนเด็กเลย กี่ขวบแล้วเนี่ย” เขาซ่อนสีหน้า แม้เปรยออกไปเช่นนั้น ทว่าในใจกำลังเร่งสำรวจความรู้สึกของตัวเอง

“แหะๆ พรุ่งนี้ก็ยี่สิบหกถ้วนๆ แต่ถ้านับจากที่เกิดใหม่ก็ขวบเดียวเอง”

เกิดใหม่อะไรกัน แม่คนนี้เด็กกว่าเขาแค่ปีเดียว ที่ทำให้ฟังแล้วสะอึกไม่ใช่ตัวเลขอายุ แต่เป็นวันที่ พรุ่งนี้คือวันเกิดของป้าเขาพอดิบพอดี ถ้าป้ายังมีชีวิตอยู่ เขากำลังสงสัย ตนคงจะมีดวงชะตาต้องกับคนที่เกิดวันนี้เป็นพิเศษ จึงได้มาพบปะพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่ปกติไม่คิดจะหยุดเสวนาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มนุษย์กระจอกงอกง่อยผู้ไม่อาจเป็นสะพานไปสู่สิ่งที่หมายมาด แต่คิดอีกที การที่เธอมาอยู่ต่อหน้าเขามันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือจะ…ต้องระวัง

การที่มันผู้ใดบังอาจมองเตชะ กำแหงเดช คนนี้เป็นเหยื่อดูจะเป็นเรื่องผิดมหันต์ เขาถนัดแต่ล่า นับตั้งแต่วันที่ต้องสูญเสียเป็นต้นมาเขาก็ตั้งใจจะสยบทุกความอวดดีลงด้วยมือนี้ เพียงแค่คิดมือขวาก็เผลอกำแน่น รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เต้นเร่าตรงปลายดรรชนี

ขณะนั้นเอง จู่ๆ เสียงซึ่งดังขัดจังหวะความคิดดีที่กำลังแปรเป็นร้าย กลับเป็น…

โครก ครากกกกก

เสียงกระเพาะหลั่งน้ำย่อยจำนวนมหาศาลดังมาจากร่างเล็กตรงหน้า เหมือนน้ำป่าไหลหลากที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น ทำให้ยิ่งไหลแรงเป็นพิเศษ “แน่ใจนะว่าท้องร้อง ฟังเหมือนโตรกธารพิโรธ” เขาว่าด้วยศัพท์แสงอย่างคนปากจัด ไม่วายค่อนไปทางแนววิชาการ

“แหะๆ …ทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเลย พอดีฉันตกงาน”

ในใจนั้นหญิงสาวกำลังคิด เธอเองไปไหนมาไหนกับพิมพ์ฝันก็จริง แต่พออยู่บ้านก็ต้องประหยัดแม้กระทั่งมาม่า เพราะจะให้เพื่อนออกให้ตลอดก็ไม่ได้ กลัวต้องใช้หนี้ยันแก่ วันนี้กะจะมากินให้เต็มที่เพื่อนตัวดีดันหายต๋อม หิวก็หิวอยู่หรอก แต่ไม่รู้ทำไมลืมหิวขึ้นมาติดลมอยู่บนนี้คนเดียว เหมือนมีอะไรดลใจ… แต่มันก็ดีสุดๆ ไปเลย เพราะดูเหมือนจะพบหนุ่มหล่อคนแรกที่ทำให้หัวใจหวั่นไหวอย่างที่เพื่อนอวยพรเรียบร้อยแล้ว

เขาตัดผมสั้น ข้างหน้าตั้งขึ้นไปค่อนข้างสูงอย่างเป็นธรรมชาติจนเหมือนมันตั้งได้เองอย่างนั้นแต่อ้อนแต่ออก ผมดูดำจัด จอนผมเขียวครึ้มตัดกับผิวเห็นเป็นแนวค่อนข้างยาวลงมาทำให้ดูยิ่งเซ็กซี่ รับกับไรเคราและกรามแข็งแรง คางหยักบุ๋มน้อยๆ แว่นตาสีชาใสทำให้ดูคงแก่เรียน ทว่าไม่อาจข่มดวงตาเรียวสองชั้นหลบในลึกจนดูดุ คมเฉียบ คล้ายหนุ่มหน้าเฉี่ยวที่มีเชื้อจีนปนฝรั่ง คิ้วเขาหนา แต่เพราะสะบัดปลายขึ้นแบบนั้นเลยไม่เทอะทะ ตัวขาวจั๊วะแบบที่เธอชอบ ก็เพราะตนผิวสองสีออกไปทางน้ำผึ้ง เพียงแค่ถูกแดดก็พร้อมจะคล้ำลง เลยคิดมาตลอดว่าอยากมีลูกขาวๆ กว่าตัวเองให้ดูแปลกตาน่ารักไปอีกแบบ ดังนั้นก็ต้องเริ่มจาก…พ่อของลูก

มายืนใกล้กันแบบนี้กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพงนั้นกล่อมให้เธอเคลิ้ม นิลแก้วไม่รู้หรอกว่าหนุ่มๆ สาวๆ เขาหิวอะไรกันยังไง เธอแค่เงยมองเขาที่ตัวสูงใหญ่ไหล่กว้างจนน้ำลายแทบหยดเพราะมัวเหม่อและจินตนาการไปไกล

“หิวเหรอ น้ำลายจะยืดแล้วนั่น” ชายหนุ่มพึมพำ ปลายเสียงมีแววเยาะ

“หิว… กินยักษ์ได้ทั้งตัวเลย” ตอบราวละเมอ

แม่คนตรงหน้าช่างเผลอหลุดคำนั้นออกมาได้ ทั้งที่คงไม่รู้แน่ๆ ว่าเขาเป็นอะไร เจ้ามนุษย์ตัวจ้อยนี่ มันน่านัก ริจะกินยักษ์ ยังเร็วไปร้อยปี เตชะไม่ได้แปลกใจเรื่องแม่สาวที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกินสามารถมาร่วมงานหรูขนาดนี้ได้ คนเราฉากหน้าต่างกับฉากหลังมีถมไป นี่อาจไม่ใช่วานร แต่ถ้ามีคนส่งมาจริง…เขาจะเปลี่ยนเธอให้เป็นเบี้ยมนุษย์ที่มีประโยชน์ ใช้เกมสวนกลับย้อนรอยพวกมันให้สาสม

แม้คันหัวใจเป็นอย่างมากแต่ก็ให้นึกอยากจะเล่นด้วย แถมยิ่งได้เห็นแม่นกขมิ้นขนอ่อนสีเหลืองท่าทีเหมือนลูกเจี๊ยบหิวโซแสนจะน่ากลั่นแกล้งเช่นนี้ ทำให้นึกสนุกอย่างไม่เคยมาก่อน

“ลงไปสวาปามแข่งกัน ถ้าเธอชนะฉันจะให้งานทำ เงินเดือนเยอะมาก บอกเลย”

เขาไม่ทำดีกับใครเปล่าๆ แผนของเตชะก็คือ…ตั้งใจจะเปลี่ยนลูกเจี๊ยบตุหรัดตุเหร่เป็นลูกไก่ในกำมือ!

 

ปกติแล้วยามพิมพ์ฝันหนีบเพื่อนไปไหนต่อไหนก็ไม่เคยทอดทิ้งไว้กลางทาง แต่คราวนี้หญิงสาวจงใจ ตั้งแต่นิลแก้วหรือเจ้านิลของเธอได้เกิดใหม่ เธอพาฝ่ายนั้นออกโบยบินมีความสุขทุกวัน นานเพียงพอที่จะลองให้หัดบินเองบ้าง เหมือนความตั้งใจจะประสบผล พิมพ์ฝันเห็นร่างกะทัดรัดในชุดสีเหลืองสดใสโบยบินเคียงคู่กับร่างสูงสง่าในชุดขาวโดดเด่นเหนือใคร เธอรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของชายคนนั้นดี แม้ไม่เคยได้เข้าไปชวนเสวนาด้วยตัวเอง

ปล่อยไว้แบบนี้ดีสุดๆ ในที่สุดแผนหาแฟนให้เพื่อนก็เริ่มมีหวัง คิดเช่นนั้นจึงส่งข้อความหานิลแก้วทันที

งานเข้ากะทันหัน ขอโทษที่ต้องทิ้งเธอไว้ในงาน ไว้จะเลี้ยงข้าวไถ่โทษ

เดี๋ยวโทร.เรียกคนขับรถฉันได้ที่เบอร์นี้นะ…………ให้เขาพาไปส่ง

แต่ถ้าอยากให้หนุ่มหล่อสักคนไปส่งบ้านก็ตามสบาย 🙂

พิมพ์ฝันผิวปากอย่างอารมณ์ดี เร่งปลีกตัวจากทำเลที่กำลังแอบดูเพื่อน …คืนนี้เธออยู่นานพอแล้ว ชิ่งกลับบ้านดีกว่า สละคนขับรถให้เพื่อนไปแบบนี้เดี๋ยวค่อยเรียกรถเอาหน้าโรงแรมแล้วกัน ระหว่างกำลังเดินอยู่ สายตาช่างสังเกตของหญิงสาวพลันซอกซอนไปยังหลืบที่ค่อนข้างจะลับตาคน เห็นร่างสูงที่คุ้นเคยเข้าก็พลันชะงัก

หน้าคมเจ้าเล่ห์ ผิวแทนสวย ผมรากไทรกัดสีจนซีดอ่อนเหมือนฝรั่งออกจะสะดุดตามากอยู่ ความดูดีในระดับหายากเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ตอนนี้เจ้าตัวจะกลายเป็นเป็นดาราดังระดับพระเอก บวกกับบุคลิกเป็นตัวของตัวเอง ยียวน โดดเด่นไม่เหมือนใคร เรียกว่าอินดี้ถูกใจคนยุคใหม่ ยิ่งทำให้มีงานเรียงแถวมาให้เลือกหัวกระไดไม่แห้ง

…พิมพ์ฝันสูดหายใจเข้าลึกในอก ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว!

ที่ถูกดันไปชิดกำแพงคือร่างอรชรของสาวงาม ไม่เท่านั้นชายหนุ่มยังเอาแขนข้างหนึ่งเท้ากำแพง ก้มลงไปคุยจนชิด แต่มองดูดีๆ แล้วยัยคนนี้เป็นดาราสวยจัดจ้านที่มีข่าวฉาวประจำ เฮอะ อยากจะมีข่าวแย่ๆ ไปกับเจ้าหล่อนด้วยหรือยังไง

หญิงสาวกำกระเป๋าถืออย่างค่อนข้างหงุดหงิด ก่อนเดินเข้าไป เรียกให้เจ้าตัวสะดุ้งด้วยเสียงที่ปั้นแต่งขึ้นเพื่อป่วนสถานการณ์

“สวัสดีรอบดึกค่ะ คุณพันพักตร์” แกล้งเรียกเสียเต็มยศด้วยเสียงสองที่แสนจะเป็นกันเองและออดอ้อน ก่อนเปลี่ยนคำเรียกขาน “พันช์คะ มามัวเสียเวลาอยู่นี่เอง นัดไว้ว่าจะกลับกันตอนสามทุ่มไมใช่เหรอ…มาเถอะค่ะ”

ดาราสาวหันมานิ่วหน้าไม่พอใจกับคำที่ได้ยิน ทั้งมองเธอกับมองชายหนุ่มสลับกัน ที่สุดก็ส่งเสียงเชอะแล้วผลุนผลันจากไปอย่างทนไม่ได้ นัยหนึ่งคงคาดว่าเขาจะตามง้อ

ชายหนุ่มถอนใจยิ้มๆ ยืดตัวตรงขึ้น สองมือล้วงกระเป๋า ไม่ได้สนใจเรียกรั้งคนซึ่งสะบัดสะบิ้งหนีไป แต่กลับหัวเราะร่วน “พี่สาวที่หวงน้องชายหนักแบบนี้ ถ้าผมขึ้นคานจะรับผิดชอบไหม”

เขามาส่งยิ้มดีใจที่ได้เจอมากกว่าจะไม่พอใจที่ถูกแกล้ง ส่วนพิมพ์ฝันเท้าสะเอว ยิ้มใจร้าย

“ไม่น่าขึ้นคานหรอก กลัวจะแต่งแล้วหย่าแต่งแล้วหย่าสักห้าหกครั้ง สงสารคุณพ่อคุณแม่… เอ้า ว่าแต่คืนนี้จะกลับบ้านด้วยกันหรือไปนอนคอนโด” แน่นอนว่าไม่ได้นัดกันไว้ตามบทที่พูดออกไปส่งเดชเมื่อครู่

ทั้งคู่หยุดเดิน หญิงสาวมองตาก็รู้ว่าคนตัวสูงโย่งอยากกลับด้วยกัน

ก็เป็นแบบนั้นทุกที เขาอยากใช้เวลาทุกนาทีร่วมกับเธอ และเธอเองก็…

ณ ลานจอดกว้างที่เริ่มจะโล่งขึ้นเพราะคนทยอยกลับ ไฟสว่างไสวสาดลงจับรถมัสแตงค์สีแดงตัดแถบดำหน้าตาไม่คุ้นเคย แต่เห็นแล้วรู้ได้ในทันทีว่ามันเป็นของ…

“เปลี่ยนรถอีกแล้ว น่าลอง”

“หึ” พันพักตร์โยนกุญแจรีโมทสีสดที่ดูเปรี้ยวพอๆ กับตัวรถให้ มองพี่สาวรับไว้ได้อย่างแม่นยำ

กับพี่ไม่แท้คนนี้ ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง เขาผิวคล้ำ พี่สาวขาวเป็นหยวก ตัวเขาคิดอะไรก็พุ่งไปทำเลย ส่วนพี่เป็นพวกยิ้มๆ ซุ่มวางแผน รอคอย นิ่งสงบลึกซึ้ง ต่างกันเหมือนไฟกับน้ำ

ทว่าตั้งแต่เด็กมาแล้ว พี่ฝันขออะไรเขาก็เป็นฝ่ายต้องยอม…ก็ใจมันอยากยอม

“หืม พันช์เปิดข่าวเหรอเนี่ยเวลาขับรถ”

ช่องคุยข่าวที่เปิดทิ้งไว้นั้นกำลังถกถึงข่าวคนตายอย่างหาสาเหตุไม่พบในช่วงนี้ ทั้งพาลเอาไปโยงกับข่าวเมื่อปีก่อนที่มีคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง หลายศพ หัวใจถูกควักหายไป…

“ซีอุยกินหัวใจ เฮอะ” พันพักตร์ถอนใจ

“พี่จะบอกอะไรให้นะ ซีอุยที่แท้ก็อาจเป็นแค่แพะ เพราะเป็นจีนมาอยู่ไทย จะแก้ต่างเรียกร้องยุติธรรมอะไรให้ตัวเองก็คงยาก”

“จ้าๆ ก็แค่เปรยตามที่ชินปากน่ะ แต่ผมก็ยังว่า ทำหรือไม่ได้ทำก็ไม่ควรเอาร่างไปตั้งโชว์ในตู้กระจก ยังดีที่ไม่นานมานี้มีคนเอาเขาออกมาฌาปนกิจไปเรียบร้อยแล้ว”

“คนเรามักทำกับคนด้วยกันเหมือนไม่ใช่คนเสมอแหละ คดีหัวใจนี่ก็อะไรไม่รู้…ฆาตกรโรคจิตแหง”

น้ำเสียงบ่งบอกว่าแม่สาวคนพูดไม่ได้กลัวหรือหวั่นไหว แค่ไม่อยากฟังต่อ แล้วสาวเจ้าซึ่งขับรถไปพลางก็แอบเสียบมือถือเชื่อมผสานเข้ากับรถ ส่งให้ดนตรีเปล่าค่อยๆ ดังขึ้นรอบทิศทาง เส้นสายเครื่องดนตรีไทยประยุกต์อย่างทันสมัย ท่วงทำนองกล่อมอารยธรรมก่อความรู้สึกสงบ พาให้บรรยากาศเยือกเย็นลงคล้ายดนตรีที่เล่นในสปาชั้นสูง

จากตึกหรูริมเจ้าพระยา… เธอขับรถที่ไม่คุ้นมือ พาเขาทะยานสู่ถนนพร่างไฟราตรีอย่างมั่นใจไม่มีสะดุด แสงไฟไล้รูปหน้าแย้มยิ้มทระนงอยู่ในทีของพิมพ์ฝัน ดุจประติมากรรมชิ้นเอกของศิลปินระดับโลก พันพักตร์มองเพลินจนลืมหน้าลืมตาของสาวอื่นที่ตนคุยอยู่ไปหมดทุกคน

“คืนนี้พี่รับช่อดอกไม้ได้”

“อ้อ เหรอ…” คนฟังครางรับรู้เหมือนละเมอ เลิกคิ้วขึ้นในความมืด

รับได้แล้วยังไงครับ พี่สาวครับ… คนไม่เคยมีแฟนชั่วนาตาปีอย่างพี่ฝันจอมเฟี้ยวคนนี้น่ะรึจะมีใครเอาอยู่ แถมยังเลือกมาก คงต้องรออีกสัก…สิบปีเป็นอย่างเร็ว หรือไม่ก็แขวนรอไปจนแก่ รับช่อดอกไม้ได้ก็ไม่ได้แต่งอยู่ดี ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายขอ…

“พันช์ เดือนหน้าพี่จะแต่งงาน”

ทั้งแสง สี และเสียงที่กำลังไหลลื่นหลั่งรินคล้ายถูกทำให้แตกกระจายไป ณ บัดนั้น คนฟังคล้ายจะหูดับ ไม่รับรู้ว่าเธอพูดอะไรต่อ มีเพียงชื่อของเจ้าบ่าวที่ใครๆ ก็รู้จักแล่นเข้าถึงเนื้อในสมอง ทำเอาพันพักตร์ต้องขบกราม

“พี่ จะ…แต่งกับตาแก่แบบนั้น ได้ไง?! ” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก แหบพร่า

“พูดเกินไป เขาเพิ่งสี่สิบสามเอง เรากำหนดวันแต่งงานไว้แล้ว ก็แค่ยังไม่ได้บอกใคร”

ชายหนุ่มผิวเข้มนั่งเงียบกริบไปตลอดทางโดยไม่พูดอะไรอีก นับเป็นเรื่องผิดวิสัยของเขา แต่คล้ายว่าเจ้าตัวหญิงสาวผู้ก่อให้เกิดความเงียบนี้จะคาดเดาได้อยู่แล้ว

ถึงบ้านเรียบร้อยพิมพ์ฝันก็โยนกุญแจคืนให้น้องชายไม่แท้ของตนรับไว้หมับ เขามองเธอเดินนำเข้าบ้าน ได้ยินเสียงผิวปากเยือกเย็นยวนอารมณ์ให้ยิ่งเดือด พันพักตร์เร่งสาวเท้าตาม จนไปถึงช่วงพักของบันไดที่แยกออกเป็นสองทางซ้ายขวานั่นแหละ เขาจึงยุดแขนเรียวแข็งแรงตามประสาคนที่ฝึกร่างกายมาดีของพิมพ์ฝันเอาไว้

“ผมไม่ให้พี่แต่งงาน” ชายหนุ่มกระซิบ ดึงเจ้าของร่างเพรียวสมส่วนให้เข้าใกล้ตนยิ่งขึ้น

“ถึงคุณพ่อคุณแม่จะไม่อยู่บ้านก็ควรระวังการกระทำด้วย” หญิงสาวดุยิ้มๆ “คุณอัศก็เป็นเพื่อนของครอบครัวเรามานาน แต่งกับเขาก็ไม่เห็นจะแปลก”

“แต่เขาเป็นเพื่อนคุณพ่อ! ”

ว่าที่เจ้าสาวถอนใจ “…หันไปดูนี่สิ”

จู่ๆ พิมพ์ฝันก็ชี้รูปวาดสีเขียวหม่นปนน้ำตาลดำเฟรมมหึมาที่เสมือนกลายเป็นฉากหลังของชั้นพักกลางบันได เป็นช้างสองเชือกประจันหน้าแทบจะเอาหน้าผากโหม่งชนกัน องค์ประกอบโทนสีกระจาย พร่าพรายคล้ายภาพลวงตา

“จำได้ไหมว่า…”

“รูปที่คุณอัศของพี่ให้พ่อผมเป็นของขวัญวันเกิด สักสิบปีก่อนเห็นจะได้…แล้วไง”

“ลองมองมันดีๆ แล้วจะเข้าใจว่าเขามีอิทธิพลกับครอบครัวเราขนาดไหน ตั้งใจมองดูสักที”

พิมพ์ฝันค่อยๆ พลิกแขนจนหลุดมือไปได้อย่างที่พันพักตร์แทบไม่รู้ตัวเพราะมัวสงสัยกับคำพูดนั้น จนอีกฝ่ายเดินขึ้นปีกฝั่งห้องตนไปแล้ว เขาจึงยอมแยกขึ้นมาทางฝั่งของตัวเองบ้าง

บ้านหลังนี้เก่า ภายในจึงเป็นรูปแบบค่อนข้างโบราณ ก็โอ่โถงสมเกียรติของพ่อที่เคยเป็นอธิบดีกรมและแม่ซึ่งมาจากตระกูลผู้ดีจัด ระหว่างเดินไปตามระเบียงโถงยาวชั้นสองเขาไม่วายหันมองรูปนั้นอีกครั้ง

ทศคีรีวัน ทศคีรีธร ภาพตั้งชื่อตามแฝดยักษ์มีจมูกเป็นงวง ลูกของทศกัณฐ์กับนางช้าง ถูกยกให้ไปอยู่เป็นลูกเลี้ยงของสหายพญายักษ์ตนนั้น อัศกรรณมาราสูรผู้ครองอีกเมือง…

เป็นภาพที่ล้อกับชื่อของคนมอบให้จนน่าหมั่นไส้ แต่เท่าที่เห็นก็เป็นแค่ช้างสองเชือกหน้าผากชนกัน งาโง้งชี้ต่ำ งวงขมวดเข้าจรดปากล่างจนแทบเป็นวงกลม น้ำหนักสองข้างเกือบเท่ากัน ดูเป็นภาพสมมาตร  ห้อมล้อมด้วยจุดสีปะทะกระจายพร่าง ลวงตาด้วยมิติตามประสาศิลปินผู้ชอบซ่อนความในภาพวาด

…จะให้มองลงไปลึกขนาดไหน เขาเองก็ไม่ได้สนใจแวดวงศิลปะ จำชื่อคนวาดที่ว่ามีชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศไม่ได้แล้ว แต่เท่าที่ได้ยินเพื่อนคุณพ่อเปรยถึงราคาประเมินของมันน่าจะอยู่ที่สิบล้านเป็นอย่างเบาะๆ

แม้หันจากมาแล้ว แต่คราวนี้ภาพวาดยังคงติดอยู่ในสมองและสองตา

ทำไมจึงรู้สึกว่า…มันคล้ายรูปหัวกะโหลกตีลังกากลับหัว แถมมีเขี้ยวโง้งเหมือนยักษ์ผีสิงอย่างไรพิกล!

 

ในทัศนะของนิลแก้ว การสวาปามให้มากกว่าคนตัวสูงไหล่กว้างหุ่นแน่นปึ้กนี่ดูจะเป็นไปไม่ได้ หนุ่มแว่นหน้าขรึมเองก็เหมือนรู้ผลลัพธ์ดีอยู่แล้ว แต่กล้าท้าเธอก็กล้าสู้ขาดใจ! ยังดีที่พกยาช่วยย่อยติดตัวเป็นปกติไว้ใช้ต่อกรกับอาหารบุฟเฟ่ต์ทั้งหลายที่จะเข้ามาอยู่ในท้อง…

ระหว่างนั้นกลับพบข้อความจากพิมพ์ฝันส่งมา อ่านแล้วได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แม่นั่นแอบดูสินะ ทำเป็นหนีกลับก่อนแต่ข้อความลงท้ายเหมือนจะเล่นเกมจับคู่ให้เธอกับหนุ่มแว่นหน้าขาวคนนี้เสร็จสรรพ ยอมรับว่าเธอเองมีอาการคล้ายจะปิ๊งเขาแต่แรกพบ แต่เขาดูจะไม่ได้หวั่นไหวตามไปด้วย คล้ายแกล้งเล่นเห็นเป็นสนุก สายตาและน้ำเสียงที่เขาใช้กับเธอ ฟังแล้วเหมือนกำลังหยอกลูกหมาลูกแมวเล่นอย่างไรอย่างนั้น

แต่ถึงเธอจะกินไม่ชนะ ฝ่ายนั้นก็ยังยื่นนามบัตรมาตรงหน้า เป็นอันว่าตกลงรับเธอไปทำงานด้วย คงเล็งเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจริงจนแทบจะเป็นดันทุรังผ่านลีลาการกิน

“กลับไปนอนย่อยซะ ไว้ฟื้นเมื่อไหร่ก็ติดต่อมา”

แน่ะ เขาไม่ได้อาสาไปส่งเธอด้วยซ้ำ ไม่รับผิดชอบ… นิลแก้วจึงอุ้มท้องอุ้ยอ้ายขึ้นรถที่พิมพ์ฝันทิ้งไว้ให้มุ่งกลับบ้านพ่อซึ่งเธอขอกลับมาอยู่จนกว่าจะได้งาน

ขาไป ไปอย่างเจ้าหญิงเอวคอดกิ่วหิวโซ พุงโย้ลากสังขารกลับอย่างชูชกมันเป็นอย่างนี้เอง แต่แล้วยาช่วยย่อยหลายเม็ดก็ออกฤทธิ์ หลังจากล้างเครื่องสำอางและอาบน้ำเสร็จสรรพจนเอี่ยมจึงพอเข้านอนได้ ซ้อนหมอนให้สูงสองชั้น ไม่ให้อะไรๆ มันไหลย้อนออกมาทางปากก็แค่นั้น

ไฟโคมดับลงแล้ว ไฟถนนนอกบ้านยังสาดมาพอให้สามารถหยิบนามบัตรที่หัวเตียงมาดู ยังใช้ของแบบนี้อยู่อีก พ่อคนโบราณ

นายแพทย์เตชะ กำแหงเดช

เขาว่าเขาเคยเป็นหมอ แต่ตอนนี้กำลังเริ่มทำกิจการอย่างอื่น ทำอะไรกันนะ…ไม่รู้ว่าตานี่จะจ้างเธอไปทำงานแบบไหน ประหลาด แถมไม่ถามด้วยซ้ำว่าทำอะไรเป็นบ้าง เมื่อฝ่ายนั้นบอกตัวเลขเงินเดือนเธอเองก็พลันหัวอ่อนนิ่มหยุ่นเหมือนวุ้นมะพร้าวไปในบัดดล ซ่อนแอบความคลางแคลงและความไม่เชื่องเอาไว้แต่ภายใน เขาจะแค่สงสารหรือว่าถูกชะตาถึงอยากให้ไปทำงานด้วยก็ไม่รู้สินะ

นิลแก้วซุกหน้ากับหมอนข้าง ยังร้อนฉ่าตรงหน้าผากซึ่งถูกเตชะเอานิ้วชี้จิ้มเล่นก่อนจากกัน

‘ชื่ออะไรน่ะเรา’

ตอนนั้นใจยังลิงโลดที่เขาถาม นึกว่าจะไม่อยากรู้เสียแล้ว

พอย้อนคิด ไม่ใช่แค่หน้าผากที่วูบวาบไม่หาย แก้มก็ร้อนผ่าวๆ ยามจินตนาการถึงดวงตาดุ เฉี่ยว คิ้วเข้มรกสะบัดปลาย เขาดูเหมือนยักษ์ เป็นครั้งแรกที่ใจเต้นแรงกับใครสักคน ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยมีความรักเลย ถ้าจะปลงใจรักใครทั้งทีก็ไม่อยากจะเจ็บปวดชอกช้ำหรือว่าผิดหวัง ไม่ว่าอย่างไร ในแง่หนึ่งมันคล้ายกับความรู้สึกตกใจ…อย่างกับว่าเคยพบเขามาก่อน แววตานั้นสั่นสะเทือนเข้ามาถึงในอกเธอ คล้ายเป็นความตระหนกยามเมื่อได้พบเขาอีกครั้ง แต่จะเคยเจอเขาที่ไหนกันล่ะ คนแบบนี้ถ้าเคยเห็นรับรองไม่มีทางลืมได้

เธอกลัว…แต่ตัวตนของเขากลับมีแรงดึงดูดแกมบังคับที่ทำเอาขัดขืนไม่ได้

นอนพลิกไปพลิกมาอยู่นานก็ชักเคลิ้ม ช่วงหลังมานี้มักจะฝันถึงเปลวไฟ แม้ร้อนแต่ตัวเธอเองก็ยังดันทุรังเดินเข้าไปหาไฟนั้นหน้าตาเฉย… ชอบฝันคล้ายๆ อย่างนี้มาตั้งแต่ผ่าตัดจนลุกมาแข็งแกร่งอย่างทโมน เที่ยววิ่งไปไหนมาไหนได้เหมือนคนอื่นเขา แต่คราวนี้ฝันกลับเย็นฉ่ำด้วยสายลมที่พัดมาเย็นรื่น ตัวเธอสวมใส่ชุดดำเหมือนอย่างเคย…นั่งทอดอารมณ์อยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา กับแม่น้ำสายนี้ ทำไมนะ เหมือนทุกอย่างเริ่มต้นที่นี่ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่ครั้งโบราณนานนมมาแล้ว

รู้สึกถึงความทรงจำของใครบางคน แล้วก็เธอจมดิ่งลงไป สวมบทบาทตัวตนนั้นอย่างแนบเนียน

 

ใครๆ เรียกข้าว่าเจ้าลิงดำ แทบไม่มีที่เรียกชื่อนิลพัท

ดำ…ก็ไม่เลวนักหรอก แต่ไหนแต่ไรมาข้าชอบสีนี้ มันเป็นสีที่ช่วยปกปิด กลบเกลื่อนทุกอย่าง จิตใต้สำนึกยังแอบหวังอีกด้วย หัวโขนนี้ที่สวมใส่ จะช่วยบดบังตัวตนที่เก็บซ่อนไว้เบื้องลึก ที่สุด…ของที่สุด

ส่วนเจ้า ลิงขาว เป็นวานรตัวสำคัญที่ติดอยู่ในความทรงจำของข้า

เมื่อตอนเด็กข้าถูกรับเข้ามาไว้ใต้ใบบุญขององค์ราม ลิงขาวก็มีบทบาทอยู่ก่อนนานแล้วจนข้านึกอิจฉา วันแรกที่ข้าเหยียบเท้าเข้ามาในค่ายเจ้านั่นไม่อยู่ ถูกช่วงใช้ไปทำกิจธุระสำคัญทั้งที่อายุอานามก็ไม่มากมายนัก แน่ละ วานรตัวโปรด หนุมานหรือวายุบุตร สุดแต่ใครจะอยากเรียกขาน เปล่า…พวกเราไม่ได้เกิดมามีชื่อเช่นนี้หรอก แต่เป็นองค์รามที่ทรงเรียกขานเหล่าวานรของท่านเสียด้วยชื่อใหม่ ตัวตนสมมุติ อาจเป็นด้วยความรับรู้ที่ติดมาแต่เก่าก่อนของท่านเอง หรือเพียงให้เหมาะสมกับพวกเราแต่ละคนก็สุดแล้วแต่

ฉายาของเจ้ามีมากนัก โดดเด่นตั้งแต่กำเนิดมามีเส้นผมสีขาวดังเช่นคนเผือก ทว่าผิวพรรณขาวผ่องไม่มีกระ หน้าตาคมคายเหมือนอย่างคนปกติ ขนตาสีน้ำตาลอ่อนจาง ดวงตาก็เช่นกัน คิ้วเรียวได้รูปโค้งน้อยๆ อย่างอารมณ์ดีอยู่เสมอ ยามเข้าวัยแรกรุ่นเช่นนี้ก็ยิ่งหล่อเหลา ร่างสูงเพรียวติดจะไปทางผอมแต่ก็ดูสง่างามแข็งแรงจนข้านึกอิจฉา

ข้อจำกัดด้านร่างกายที่เก็บซ่อนไว้คือปมในใจข้า ภาพติดตาคือภาพพ่อประเคนมือเท้าใส่แม่ แต่แทนที่จะเกลียดบุรุษ ข้ากลับเกลียดความรู้สึกอย่างสตรีที่อ่อนแอในตัวเอง ข้าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมากนัก แต่กับสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นต่อหน้า ข้าไม่เคยยื่นมือเข้าไปช่วยแม่… เพราะทั้งพ่อและแม่ล้วนชิงชังเด็กแปลกอย่างข้าไม่ต่างกัน

ครานี้ข้าจึงหวังจะได้รับความโปรดปรานจากองค์ราม เจ้าชีวิตผู้เป็นยิ่งกว่าบิดา ในเพลานั้นข้าที่ไม่รักตัวเองมากพอเปรยว่าอยากจะเกิดมาเป็นชายด้วยซ้ำ ดังนั้น ตั้งแต่ก่อนจะพาข้าเข้าไปอยู่รวมกับสมัครพรรคพวก ท่านจึงช่วยหาวิธีพรางความเป็นอิสตรีของข้าเอาไว้จากทุกผู้…

“ผ้าประเจียดนี้หากสวมใส่ไว้กับตัวจะกลับเพศ…หญิงเป็นชาย …ชายเป็นหญิง เป็นของมีคุณอันวิเศษหาที่ไหนมิได้อีก รักษาไว้ให้จงดี”

นอกจากนั้นท่านยังมอบพรเป็นรอยอักขระเหนือดวงใจข้า หะทะยัง นิรันตะระ ข้าไม่ใคร่เข้าใจนักหรอก ดวงใจนิรันดร์…อาจเป็นคำอวยชัยให้หัวใจในอกนี้สดชื่นเหิมหาญมิมีวันโรยรา …ไม่ว่าอย่างไร ท่านไม่เคยยืนอยู่ฝั่งข้าอย่างแท้จริง แม้ทราบว่าข้าเก่งกล้าสามารถ กายใจนี้คือสัตว์ป่าปราดเปรียวลำพองยิ่ง จนเป็นผู้เดียวที่สามารถพอจะต่อกรเจ้าตัวขาวได้สูสี ทว่าสำนึกเลือนรางบอกข้า หากมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจนถึงแตกหัก ข้าก็มิใช่วานรที่องค์รามจะเลือกอุ้มชูไว้ใกล้กาย

เมื่อแรกๆ ความรู้สึกที่เด็กใหม่อย่างข้ามีต่อลิงขาวนั่นจึงแทบเป็นริษยาชิงชัง

จนถึงโอกาสที่ได้เห็นน้ำใจกัน มีวันร่วมเป็น คืนร่วมตาย  เขานี่แหละช่วยระวังหลังให้ข้า ข้าถึงรู้ซึ้งและได้แต่ยอมรับ …ข้ามีเจ้าคอยระวังหลังให้ก็จริง แต่ในอีกแง่ อย่างไรข้าก็เป็นฝ่ายเดินตามหลังขาวๆ นั้นอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ จะยอมนับถือเป็นพี่เป็นเพื่อนก็ได้

ในวาระอันน่าประทับใจนั้น เราสาบานเป็นเพื่อนร่วมตายที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่

“ไม่ทรยศ” ข้าว่า…

“ไม่มีวันหักหลังกัน” เจ้าตัวขาวขานรับ

“ใครผิดคำสาบานขอให้ไม่ตายดี…” เราเอ่ยคำพร้อมกัน

ข้าหาได้พอใจจะเป็นแค่เพื่อน… เมื่อไรไม่รู้ที่ดวงตาคู่นี้มองแต่เพียงเขา ถึงตัวตนของข้าจะผ่านการปลอมแปลงปิดบังสิ่งใดๆ มามาก แต่ความรู้สึกนี้เท่านั้นที่เป็นของจริง เรารบเคียงบ่า ปฏิบัติภารกิจเดนตายแบบไหล่ชนไหล่ ข้าหวั่นไหว วาบหวามในใจอยู่ฝ่ายเดียวยามมองเสี้ยวหน้าขาวเกลี้ยงเกลาเปี่ยมด้วยพลังนั้น บอกเขาไปสิว่าแท้จริงแล้วเราเป็นสตรี อยากอยู่เคียงข้าง เป็นหนึ่งน้องนางเดียวในใจ เป็นครั้งแรกที่ข้าอยากเผยความจริงแห่งตัวตนนี้ หากเราใจตรงกัน เป็นไปได้ไหมว่าข้าจะได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นอย่างที่ข้าไม่เคยมี เจ้าลิงดำตัวนี้จะได้อยู่เคียงเจ้าลิงขาวตัวนั้นตลอดไป

ข้านั่งอยู่ริมลำน้ำ หยิบใบไม้ใบหนึ่งมาจดจ้อง ก่อนจะยกมันเข้าใกล้ริมฝีปาก ไม่คาด ใครคนหนึ่งตบหัวข้าหนึ่งป้าบเบาะๆ อย่างสัพยอก

“นี่ถึงขั้นจะเขมือบใบไม้ละหรือ กินไม่เลือกจริงๆ ”

“ใครว่า ข้าจะเป่าเป็นเพลงหรอก” ข้าขู่ฮื่อในคออย่างเคืองๆ

แล้วอีกฝ่ายก็นั่งปุลงมาพิงต้นไม้ต้นเดียวกัน ฟังข้าหัดเปล่าเพลงเลียนเสียงขลุ่ยที่มักแว่วมาตามลำน้ำ

“เหมือนเสียงผายลม”

“อยากถูกเตะตกน้ำรึ! ” ข้าโวย

“เจ้านี่มันลามปาม! ”

เราลงมือลงไม้กันเอะอะจนหมาด่างที่พี่ชมพูพานเก็บมาเลี้ยงเห่าขรม มันวิ่งเข้ามาวุ่นวายรอบๆ กระดิกหางพัวพันอยากร่วมวงเล่นด้วย

หมาบ้านกับลิงป่านั้นไม่ถูกกันเท่าไหร่ แต่เจ้าตัวนี้นับว่าเข้ากับพวกเราได้ดีอยู่ ให้กินข้าวเหลือหรือผลหมากรากไม้อะไรมันก็กิน พูดถึงพี่ชมพูเจ้าของหมา ข้าพลอยได้สนิทสนมกับเขาเพราะรายนี้โตมากับเจ้าตัวขาว เขาเป็นที่ปรึกษาที่ดีและน่านับถือกว่ากันมาก ที่สำคัญ…เขาค่อนข้างจะอยู่ตรงกลางระหว่างเพศหญิงและชาย บอกไม่ถูกว่าอย่างไหนแน่ ดังนั้นข้าจึงชอบเข้าไปอ้อน ก็แน่ละ ในทัพมนุษย์วานรชายล้วนนี้ไม่มีผู้หญิง ยังมีหนุ่มน้อยนุ่มนิ่มอีกคนที่อ่อนอายุกว่าข้า เกสรทมาลา เจ้าตัวหอม เราสามตัวหรือจะเรียกว่าสามคนจึงกลายเป็นพวกที่มักจับกลุ่มกันคุยเรื่องละเอียดอ่อน

พี่ชมพูพานซึ่งอายุมากสุดจริตจะก้านเหมือนสาวเปรียว รอบจัด รู้เท่าทันพวกผู้ชาย ใช้ฝีปากคมกริบคอยปกป้องน้องๆ ออกหน้าแทนอยู่เสมอทั้งยังให้ความอบอุ่นยิ่งกว่าแม่ ข้าเป็นตัวที่อยู่ตรงกลาง ห้าวเป้ง แต่ก็อ่อนไหวและคิดมาก ช่างคิดช่างวางแผน คนอื่นมักชมว่าข้าฉลาดและเก่ง ทำให้ข้าออกจะโอ่อยู่ไม่น้อย คอยไล่เตะต่อยพวกบ้าที่ชอบแกล้งเอาของเหม็นมาแหย่เจ้าเกสร เรื่องนี้ยอมไม่ได้เด็ดขาด เพราะข้าอยากให้เกสรทมาลาผู้น่ารักคงความหอมของมันอยู่เช่นนั้นชั่วนาตาปี

เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านเวลายาวนานเป็นสิบเป็นร้อยปี กิน นอน เล่น ปฏิบัติภารกิจ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ว่างก็ร้องรำทำเพลง ร่ำสุรา นั่นเป็นคืนวันอันแสนสุขสงบเป็นพิเศษ

นี่เป็นสัญญาณก่อนพายุแรงจะโหมมา

เราต้องออกเดินทางจากถิ่นขึ้นไปสอดแนมทางด่านหัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นการเร่งด่วน เหล่าอสุราได้ยกทัพผ่านหนทางนั้น อ้างว่าไม่พอใจที่ไม่ได้รับช้างเผือกสำคัญตามที่พวกมันเรียกร้อง ก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อแสดงแสนยานุภาพเหนือแผ่นดินทองของผองเรา องค์รามตรัสว่าหลังจากนี้หากทั้งวานรแลมนุษย์ฝั่งเราไม่ตั้งรับให้ดีอาจลุกลามเป็นภัยใหญ่ถึงขั้นเสียกรุง ด้วยบุเรงนองกษัตริย์มนุษย์แห่งเมืองม่านผู้นั้นทรงบุญญาธิการไม่ธรรมดา จึงมีอสุราฤทธิ์สูงส่งที่แบ่งภาคลงมายอมตนเป็นแม่ทัพใหญ่ให้ถึงหลายตนด้วยกัน ยักษ์ร้ายเหล่านี้คะเนว่าอยู่มาหลายร้อยปี เรียกว่าระดับเขี้ยวลากดิน หากมิพึงใจในตัวผู้นำแล้วไซร้ก็จะไม่รั้งอยู่รองรับคำสั่งใด

สำหรับเราวานร เกสรทมาลายังเยาว์อายุกว่าใครทั้งหมด ดูภายนอกเหมือนเด็กมนุษย์อายุสักสิบสี่ ยังซื่อบริสุทธิ์ ไม่เคยทำงานยาก ด้วยว่ามันจมูกไวเป็นพิเศษครานี้เราจึงพาเจ้าตัวเหลืองละไมใจละมุนนี้มาด้วย หมายให้ดมกลิ่นพวกอสุราระดับสูงที่พรางตัวเก่งจนเราอาจหลงคิดไปว่ามันคือมนุษย์

ไม่วาย พวกผู้ชายปากมากยังแกล้งล้อว่าให้หมาด่างทำหน้าที่ดมก็พอแล้ว แกว่งปากจนสุดท้ายโดนข้าอัดจนน่วม เกสรน้อยแสนดียังเข้ามาห้ามเป็นที่ครื้นเครง ตกดึกก็เข้ามานอนขดอยู่ไม่ห่างข้างกองไฟ ข้าหันไปช่วยปัดเป่ายุงรำคาญให้น้อง แต่แล้ว…ท่อนขาของใครคนหนึ่งยังเหวี่ยงป้าบมาพาดก่ายขาอ่อนของข้า

เจ้าตัวขาว หนุมานชาญสมร ขุนกระบี่วายุบุตร ข้าทวนชื่อเจ้าไล่เรียงไปพลางนับหนึ่งถึงสิบในใจไปพลาง

ฝ่ายนั้นไม่ยอมเอาขาออก เพียงส่งเสียงละเมองึมงำแล้วก็ขยำอะไรแกร่กๆ คล้ายเกาพุงตัวเอง ข้านึกสงสารเพราะเขามักถูกองค์รามใช้งานหนักกว่าใคร จึงยอมนิ่งอยู่เช่นนั้นทั้งที่หน้าแดงไปถึงไหนๆ ที่อีกฟากของกองไฟ พี่ชมพูซึ่งยังไม่หลับหรี่ตามองมายังข้าอย่างพินิจ ข้ายกมือไม้ขึ้นขยี้จมูกแก้เก้อ ทำเอาพี่หัวเราะไม่มีเสียง ก่อนจะยอมพลิกตัวไปอีกทางด้วยรู้ว่าข้ากำลังเขินจัด

รู้แล้วสินะ ว่าความรู้สึกที่ข้ามีต่อเพื่อนของเขาเป็นเช่นไร

ข้าทั้งอยากแทรกแผ่นดินหนีทั้งใจชื้นขึ้นเล็กน้อยในขณะเดียวกัน ยังดีที่เป็นพี่ชมพู พี่เขาเข้าใจข้าเสมอ ถ้าเป็นสายตาของคนอื่นที่มารู้มาเห็นข้าคงแทบมีชีวิตต่อไปไม่ได้

 

เราแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่ม บ้างตามไปช่วยถึงสมรภูมิรบ แต่คราวนี้กลุ่มข้าแยกออกมาสำรวจตามรอยเส้นทางเดินทัพของพวกมัน ข้าจึงได้เห็น…นาข้าวซึ่งชาวเราช่วยกันปลูกถูกเหยียบวินาศแหลกลาญ เจ้าวานรตัวหอมพรางกลิ่นของตนไว้จนสนิท เวลานี้เจ้าด่างเองก็ไม่เห่าเลย มันแสนรู้ เมื่อกระสาถึงอันตรายจึงทำหน้าที่อย่างเงียบกริบ กลิ่นอสุราทำให้มันตัวสั่น พวกนี้ฉลาดนัก เวลาต้องการผลลัพธ์ซึ่งเรียกว่าความกลัว มันจะปลดปล่อยอำนาจออกมาให้ศัตรูสัมผัสรู้ได้เต็มที่ แค่อายของพญายักษ์ตนสำคัญยังทำให้พวกวานรใจเสาะเข่าทรุดขับถ่ายเรี่ยราดได้แม้ไม่เห็นตัว ครั้นยามใดไม่อยากทิ้งร่องรอยให้ตามต่อก็จักกลบเกลื่อนกลิ่นอายนั้นเสียสิ้นราวกับอันตรธานตนหายไปเฉยๆ ในอากาศ กลิ่นของพวกมันไม่เหม็นและก็ไม่หอม บอกไม่ถูก แต่ละตนไม่เหมือนกันก็จริง ทว่าล้วนเป็นกลิ่นของอันตราย

เพราะพี่ชมพูพานที่ใจเย็นกว่าอยากช่วยสอนน้องน้อยมือใหม่อย่างเกสรทมาลาข้าจึงได้จับคู่กับเจ้าตัวขาว แม้เราจะทะเลาะกันบ่อยแต่เวลาเป็นการเป็นงานก็มักเข้าขากันได้ยอดเยี่ยม ขณะท่องสุมทุมพุ่มไม้ไปด้วยกัน ข้านึกยินดีว่าในเวลาร้ายๆ ก็ยังมีชั่วขณะดีๆ แทรกปนอยู่ เสี้ยวหน้าขาวคมคายนั้นคล้ายไม่มีหนวดเคราแต่สักเส้น หรือถึงมีมันก็เป็นแต่เพียงขนอ่อนสีขาวกลืนไปกับผิวของเขา ข้านึกอยากให้เขาหันมามองข้าอย่างเพ่งพิศเช่นนี้บ้าง แต่มันจะดีหรือ…ใครๆ ก็รู้ วายุบุตรเจ้าชู้ยิ่งนัก ทั้งลมเพลมพัดยิ่งกว่าสายลม

วันนั้นเราใช้คาถากำบังกายเล็ดลอดเข้าไปดักฟังการสนทนาของนายกองอสุรากันสองคน ครั้นเข้าไปคุดคู้อยู่ใต้ถุนห้างที่มันสร้างขึ้นมาชั่วคราวจึงค่อยคลายคาถา แอบซุ่มเงียบกริบ ได้รู้ว่าค่ำวันมะรืนจะมีบุคคลสำคัญตามมาสมทบกับทัพกษัตริย์แห่งหงสาวดีที่ล่วงไปแล้ว

นี่ยังจะมากันอีกหรือ เพียงเท่านี้แผ่นดินทองก็ลุกเป็นไฟไล่เรียงมาเป็นเทือก และคงจะลามต่อไปถึงอยุธยาอย่างช่วยไม่ได้

นายกองที่เริ่มเมาแล้วใช้คำลับเรียกขานบุคคลที่กำลังจะมาว่า พระฤๅษี แม่ทัพสีม่วง แม่ทัพสีขาว โดยมิยอมออกชื่อ ด้วยความที่มีอายุยืนนานเป็นร้อยปี จึงเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์เหนือขึ้นไปกว่าแม่ทัพนายกองมนุษย์ จักปรากฏกายออกมาเพลามีเรื่องใหญ่หลวงจริงๆ เท่านั้น …ข้าลอบไม่ชอบใจอยู่หน่อยๆ กับรายหลังสุด ก็เรื่องอะไรจะมาขาวๆ ซ้ำกับคนของข้าเล่า ทั้งที่น้ำหน้าอย่างพวกมันไม่มีทางเก่งสู้หนุมานได้ แต่ครั้นหันไปมองคนของข้า เจ้านั่นกลับไม่ได้รู้สึกรู้สา แค่กำลังล้วงหยิบคุ้ยหาอะไรที่เตรียมมากินอย่างน่าละอาย นี่เลิกระวังตัวโดยสิ้นเชิงละหรือ…

ท้องข้าส่งเสียงครางประท้วงเบาๆ อย่างน่าอายยิ่งกว่า ดีว่าพวกยักษ์ข้างบนไม่ได้ยิน ทว่าลิงขาวหันขวับมามองอย่างตำหนิ ทำจุปากแบบไม่มีเสียง ข้างอนจัดจึงหันไปกอดอกคุดคู้อีกทาง เรื่องท้องหิวมันห้ามได้รึ

ไม่ทันไร…มือขาวๆ ก็ยื่นมัดใบตองมาตรงหน้าข้าอย่างง้องอน ในนั้นเป็นข้าวเหนียวไส้กล้วย

ข้ายังปั้นปึ่งหันไปเลิกคิ้ว ชี้มือชี้ไม้ถามเป็นภาษาใบ้ที่พอจะเดาได้ไม่ยาก ‘คนมาเป็นคู่ ทำไมขนมมีห่อเดียว’

เจ้าของขนมขมวดคิ้ว ส่ายหน้าระอาทำนองว่า ‘กินๆ ไปเถอะน่า’

ไม่เท่านั้นยังยัดเยียดป้อนให้ถึงปาก ข้าปิดปากแน่น เจ้านี่ตั้งใจจะเตรียมมากินคนเดียวในทีแรก แต่สุดท้ายก็มาเสียสละให้ข้า แต่ขนมถูไถกับปากข้าแล้วอย่างนี้ จะให้เขาเอากลับไปกินก็คง…

ข้ากลั้นใจ งับมันเข้าไปครึ่งหนึ่ง แล้วดันมือคืนให้เขากินส่วนที่เหลือ

‘เจ้ามันตัวกินมาก ครึ่งเดียวคงไม่อิ่ม’ คนใจดีกะทันหันยังพยายามสื่อสาร แต่ครั้นเห็นข้าทำท่าจะคลานหนีเขาจึงรั้งโจงกระเบนข้าไว้ ยอมส่งขนมเข้าปากเคี้ยวกลืนเองในที่สุด

คืนนั้น เพราะพิรุธในใจทำให้ข้าหนีมานอนเสียห่างตัวต้นเหตุ แต่พี่ชมพูพานทักว่าข้าเป็นไข้หรือไรแก้มจึงมีสีระเรื่อ

ข้าไม่สนใจ แกล้งทำเป็นหลับไปแล้ว และคืนนั้นข้าก็นอนหลับฝันดี

แต่ความรู้สึกดีๆ ก็สิ้นสุดแค่ในฝัน เรื่องมาเกิดเอาตอนเราไปซุ่มดักยิงอสุรา ข้าที่อยู่บนต้นไม้ไกลออกมามากมายนึกอยากลองเชิงศรตนดูสักครา เหยื่อรายแรกนี้มาคนเดียว ถึงพลาดก็มิใช่เรื่องใหญ่ ตามเก็บมันได้ง่ายๆ

ข้าเหนี่ยวคันศรในระยะบ้าบิ่นเป็นไปไม่ได้นั้นแล้วปล่อยลูกศรพุ่งออกไป

พลาดเป้า… เหยื่อรู้ตัวและตื่นหนี!

เสียงชึคำหนึ่งคล้ายดูแคลนดังจากปากวายุบุตร เขาชิงทะยานออกหน้า ไม่หยุดฟังข้าแม้สักครึ่งคำ

“อย่ายุ่ง! ข้าจัดการเอง” ข้าเสียหน้า รีบพุ่งออกไปไม่รอช้า

เจ้านั่นไม่ได้เลือกพุ่งไปทางอสุราที่กำลังหนี อันดับแรกที่เขาทำคือถลันไปดึงศรของข้าซึ่งปักคาต้นไม้ จังหวะนั้นข้ากำลังจะถึงตัวเหยื่ออยู่แล้ว ทว่า เจ้าตัวขาวยังพุ่งมากระแทกข้าเซพ้นทาง ข้าโกรธ ยื้อกระชากผ้าคาดเอวด้านหลังของไอ้ตัวอวดดีไว้จึงโดนมันฟันศอกใส่เต็มๆ บ้องหู นี่ไม่ใช่การวางมวยกันครั้งแรก เราสู้กันพลางมุ่งตามติดเหยื่อที่ตื่นหนีไปพลาง ในชั่วขณะที่กำลังมุ่งมั่นเอาชนะกันลิงขาวตัวดีกลับส่งเสียงหัวเราะคล้ายขบขัน แต่ข้าไม่ขำด้วย เพราะฉุนเฉียวจนขาดสติข้าจึงพลาด ถูกเหวี่ยงตัวลอยไปกระแทกตอหิน ท้ายทอยโขกแตก รู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลเปรอะลงมา… พวกเราล้วนหนังเหนียวกว่ามนุษย์ แต่สหายชั่วเหวี่ยงข้าด้วยกำลังฤทธิ์ หาใช่เพียงแรงกายธรรมดา จากนั้นคนลงมือก็ไม่ได้หยุดใส่ใจ ชิงโผนไปเกาะบ่าอสุราเคราะห์ร้าย ศรในกำมือแทงฉวกเข้าเบ้าตาของมัน พรวดเดียวล้มลงแน่นิ่ง

“ถ้าอยากยิง ก็ยิงให้โดนตรงนี้” คนพูดเท้าสะเอว เอาตีนเหยียบร่างไร้ชีวิตของศัตรูพลางยกมุมปากยิ้ม น้ำเสียงมีแววสอนสั่งยั่วเย้ย

เจ้านี่ชอบแกล้งยวนอารมณ์คนเป็นที่หนึ่ง แต่คราวนี้มันทำให้ข้าหงุดหงิดทั้งเสียหน้าเป็นอย่างมาก รู้ดีอยู่แล้วแม้ไม่อยากจะยอมรับ เจ้าตัวขาวเก่งกว่าข้าอย่างเทียบกันไม่ได้ ลงว่าเอาจริงขึ้นมา

“รู้… เจ้าเก่ง! งั้นเราก็แยกย้ายกันไป เจ้าอยู่คุมเหนือรอแม่ทัพมะเขือม่วงบ้าบอคอแตกนั่นไปตัวเดียวแล้วกัน”

“แน่ใจนะว่ากำลังหมายถึงแม่ทัพเกราะม่วงที่ลือกันว่าไม่มีวันตาย”

“ชื่ออะไรก็ช่างหัวมันปะไร” ข้าพาลจัด รู้สึกเจ็บแสบแผลแตกที่เลือดยังไหลอยู่หลังหัว

“นั่นจะไปไหน! ”

“เหม็นหน้าเจ้า จะลงใต้ไปดักอีกตน ทางใครทางมัน อย่ามากวนใจ! ”

ยามพุ่งร่างจากมาข้าอดรู้สึกแย่ไม่ได้ที่ทำตัวหุนหันพลันแล่นอย่างเด็ก ทั้งที่องค์รามเคยเตือนว่าอย่าได้ตีกันอย่างไร้สติเหมือนคราวจองถนน (1)ข้ามไปกรุงลงกา ข้าก็จำไม่ได้ว่าตนเคยทำอะไรอย่างนั้น มันคงเป็นเรื่องเมื่อปางหลัง แต่นี่เราก็ยังกัดกันเองไม่เลิกรา แถมพี่ชมพูก็ห้ามทัพไว้ล่วงหน้าแล้วแท้ๆ เพราะนัดแนะกับพี่เขาไว้ว่าแยกกันปฏิบัติภารกิจแล้วจึงค่อยกลับไปเจอกัน ดังนั้นข้าคงได้ฉายเดี่ยวอย่างนี้หลายวันอย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งเจ็บทั้งน้อยใจ ไม่อยากจะสนใจลิงตัวขาวแต่ใจดำนั่นอีก… เอาเหอะ ข้าก็มีวิธีของข้า

เริ่มจากเลียบเคียงเข้าใกล้เขตหมู่บ้านทิศใต้ของป่า ทัพของพระเจ้าหงสาตีกวาดกำแพงเพชร สุโขทัย ศรีสัชนาลัย ล่วงเลยลงไปจวนถึงเมืองพระพิษณุโลกแล้ว ส่วนแม่ทัพลับแห่งมยันมา (2)ยุรยาตรตามมาเสริมทัพทีหลัง วันก่อนได้พากันไปดักฟังจนรู้มาว่ามันจะเลือกใช้ทางลัดตัดผ่านป่านี้ที่ทุรกันดารกว่าทางของทัพหลวง ด้วยความสามารถบวกกับความคล่องตัวยามเดินทางลำพัง นี่จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับเรา มารอลอบสังหาร… ได้ยินว่าแม้แต่อสุราด้วยกันเองยังหวั่นกลัวแม่ทัพจนหัวหด จะสักแค่ไหนกันเชียว

ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้าลิงตัวขาวยังคงเป็นกึ่งรักกึ่งชังยามเจ้านั่นทำตัวน่าโมโห แต่วันนี้หนักไปข้างชัง… พอได้แยกออกมาอยู่เงียบๆ ตัวคนเดียวแบบนี้ข้าก็รู้สึกเป็นอิสระ ครั้นไม่มีสายตาจับผิดของสหายมองมาข้าก็ไม่จำเป็นต้องพรางตัวด้วยการทาหน้าทาตามอมแมมสกปรก ข้ามีวิธีของข้า ที่ทำได้เฉพาะตัวข้าคนเดียว…

ข้าฉวยเอาเสื้อผ้าของสตรีชาวบ้านมาได้ชุดหนึ่ง เป็นผ้านุ่งโจงกับผืนสไบ หลบเข้าหามุมลับตาหลังพุ่มไม้ เริ่มต้นเปลือยร่าง…ก่อนจะเลื่อนมือไปสัมผัสม้วนผ้าประเจียดซึ่งขมวดเกลียวรัดพันไว้ตรงต้นแขนขวาอยู่ตลอด ยังคงเป็นความลับแต่เด็กมาจนวันนี้ นี่คือของวิเศษอันช่วยอำพรางโฉมแท้จริงของข้าเอาไว้ ให้ผู้อื่นมองมาคราไรก็เห็นข้าในสภาพบุรุษ!

ข้าไม่ชอบให้ใครแตะตัวโดยไม่จำเป็น ไม่ลงอาบน้ำพร้อมผู้ใด หวงแหนความเป็นส่วนตัวจนถูกสหายค่อนว่าทำตัวลึกลับ มีความลับ ก็นั่นคือความหมายของสีดำที่ข้าชอบสวมใส่มิใช่หรือ คนปากเสียบางคนก็ค่อนขอดว่าข้าเรื่องมากไม่สิ้นสุด

เจ้าไม่เคยรู้เลย นานมาแล้วข้าเคยได้พบเจ้ายามตนเองอยู่ในร่างสตรีเช่นนี้อย่างบังเอิญที่สุด วันนั้นข้าไม่ทันระวัง ไม่คาดคิดว่าจะเจอเจ้าที่งานวัดท้ายตลาด สบตากันอยู่ครู่ใหญ่… น่าน้อยใจ เจ้าจำไม่ได้สักนิดว่านี่เป็นข้า

ข้าคงไม่มีวันได้ออกเรือน แต่อย่างน้อยข้าก็ได้อยู่กับคนที่ตัวเองชอบ… ดีกันบ้าง กัดกันบ้าง

ทุกวันข้าได้แต่สงสัย ถ้าวายุบุตรได้เห็นข้าในสภาพเป็นสตรีเต็มกายเช่นนี้จะว่าอย่างไร

ข้าเอื้อมขึ้นปลดพวงผมซึ่งขมวดเกล้าเป็นมวยหรือมัดจุกไว้เสมอตามนิยมของเหล่าวานร มีแต่เจ้าตัวขาวนอกคอกนั่นที่ชอบปล่อยผมขาวเงินปลายอ่อนช้อยราวเส้นไหมรุ่ยร่ายเสมอไหล่ราวตั้งใจจะอวดความแตกต่าง ข้าใช้ผมดำขลับที่ทิ้งตัวลงมาปิดบังรอยเลือดกรังและแผลแตกตรงท้ายทอย มือด้านเพราะจับอาวุธ ทั้งถือเคียวเกี่ยวข้าว ถือเสียมขุดดินจนชินชาค่อยๆ ระไล้ไปตามผิวกายเนียนละเอียดส่วนที่โดนแดดโลมเป็นประจำจนกลายเป็นสีน้ำผึ้ง ผิวใต้ร่มผ้าดูจะสว่างแล้วก็นุ่มขึ้นด้วย อกตึงตูมได้รูป สิ่งเหล่านี้ล้วนยืนยันว่าข้าเป็นหญิง บางทีข้าคงไม่เกลียดมันมากเท่าตอนเด็กๆ แล้ว พักหลังจึงจินตนาการอยู่เสมอว่าอยากสารภาพความจริงออกไป

เมื่อข้าปรากฏกายต่อหน้าผู้คน สายตาที่จ้องมาทำให้ยิ่งแน่ใจว่าตนเองก็เป็นสตรีงามน่ามอง ข้าใช้ความกะล่อนชวนชาวบ้านที่เจอเสวนา หลอกถามไปถามมาจนได้ชื่อคนไร้ญาติที่เพิ่งตายลงมาอย่างบังเอิญ จากนั้นก็เพียงนำไปอ้างต่อกับผู้อื่นว่าเดินทางข้ามหมู่บ้านมาตามหาญาติคนนี้โดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ตายลงแล้ว เท่านี้ก็สามารถสืบความเรื่องต่างๆ ได้มากมาย มีคนใจดีสงสาร ออกปากชวนให้กินข้าวกินปลาให้ที่พักนอนค้างตามสบายอีกต่างหาก

ข้ากำลังรอปลาตัวใหญ่ ตอนไปซุ่มดักฟัง เนื้อความที่จำได้แม่นยำ แม่ทัพสีขาว…เป้าหมายของข้าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้แล้ว ดังนั้นคืนนี้จะขอนอนเอาแรงให้เต็มอิ่ม

ขณะทำตัวไม่มีพิษมีภัยเตร่ดูอะไรไปเรื่อย ข้าพบเข้ากับกล้วยเล็บมือนางซึ่งไม่มีเจ้าของ หรืออีกนัยหนึ่ง…เจ้าของเครือกล้วยที่สุกอร่ามน่ากินนั้นไม่ได้อยู่แถวนี้ มองซ้ายมองขวา อดไม่ได้ที่จะดอดเข้าไปปลิดรัวๆ อย่างหิวโหยผสมอยาก ดีหน่อยที่เจอกล้วยชนิดนี้ ข้าชอบมากกว่ารสแบบกล้วยตานี แถมไม่ต้องกลัวมีผีขี้หวงออกมาอบรมมารยาทอีกที่มาขโมยลูก ก็แน่ละ ตอนนี้ข้าอยู่ในร่างสาวงามมีเลือดเนื้อแน่นหยุ่นจนพวกนางต้องอิจฉา เฮอะ ทียามผูกผ้าประเจียดเปลี่ยนเป็นหนุ่มน้อยหน้ามนยังลวงตาพวกนางตานีได้ รายไหนรายนั้นมีแต่ออกมากวักมือชวนหยอยๆ เรียกมากินกล้วย จะปลิดจะดึง จะทึ้งแรงแค่ไหนก็ไม่บ่นสักคำ

ระหว่างกำลังสาละวนเก็บเปลือกกล้วยโยนเข้ารกเข้าพงกลบเกลื่อนหลักฐาน ขนหลังคอก็ลุกซู่ ครั้นหันไป พระธุดงค์วัยยังไม่มากรูปหนึ่งยืนสงบอยู่ด้วยท่าทีคล้ายว่าอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว

ข้าอ้าปากค้าง ถ้าตนอยู่ในร่างชายที่คุ้นชินก็คงสนทนาได้คล่องปาก แต่พอเปลี่ยนกลับเป็นผู้หญิง พอตกใจหน่อยก็คลำหาเสียงตัวเองไม่เจอเอาง่ายๆ คิดคำแทนตัวไม่ออก เมื่อแน่ใจว่าตรงหน้าเป็นนักบวชมนุษย์จิตผ่องใสรูปหนึ่ง ไม่ใช่ยักษ์มารอะไรที่ไหน ข้าจึงนั่งลงประนมมือ ฉีกยิ้มแห้งๆ ค่าที่โดนจับได้ตอนกำลังลักทรัพย์ของผู้อื่น

“โยมสีกา…ระวังตัวไว้หน่อยเถิด”

อะไรหว่า แค่กล้วยถึงกับขู่กันเลย หรือนี่จะเป็นกล้วยที่โยมแม่ท่านปลูกไว้ ทว่า สิ่งที่ได้ยินต่อจากนั้น กลับเป็น…

“หน้าตาหมองราศี ดูว่ากำลังจะมีเคราะห์”

แล้วพระรูปนั้นก็พยักหน้า เลี่ยงจากไปด้วยอาการสงบ ข้ายกมือเลอะยางกล้วยข้างหนึ่งขึ้นเกาหัว อีกข้างจับหน้าตัวเองแปะๆ นี่หมองแล้วหรือ… หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในหมู่บ้านยังมองกันออกครึ่กๆ ไป หรือว่า ก่อนสิ้นศึกครานี้จะพลาดท่าเสียทีให้อสุราจับฟาดคอหัก

เอาเถอะ ข้าจะระวัง

 

ตกเย็นข้ากินข้าวปลาอาหารที่ชาวบ้านขนมาเลี้ยงจนอิ่ม เดินไปล้างมือชมทิวทัศน์ยังริมน้ำ อ้ายพวกเด็กเหลือขอเล่นงัดเอาขี้เลนมาปาใส่กัน บ้างวิ่งมาหลบหลังข้า พัวพันชุลมุน

…ข้อดี ข้ามันมีเสน่ห์ต่อผู้พบเห็นไม่ว่าจะเด็กผู้ใหญ่ เข้าไหนก็เข้าได้ อยู่วันเดียวรู้จักไปทั่วเหมือนอยู่มาทั้งเดือน

…แต่ข้อเสีย ไม่ต้องบอกก็รู้ เพราะแบบนั้นข้าก็เลยพลอยเลอะโคลนเลนไปด้วยทั้งตัว

คืนเดือนเสี้ยว ไม่ถึงกับมืดมิดสนิท ข้าขอยืมผ้าสำหรับผลัดอาบน้ำ ย่องออกมายังคลองน้ำใสสายเดียวกับเมื่อตอนเย็น ด้วยความเร็วอย่างลิงป่า ข้ามุ่งไปหาทำเลที่มีพญาไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ ต้นตะเคียนทอง ยามมืดค่ำรับรองว่าไม่มีใครกล้าผ่านมาทางโค้งลำคลองที่รกเรื้อทั้งลือกันว่าน่ากลัวนี้ เหมาะนักที่วานรเจ้าเล่ห์สักตัวจะแอบลงสรงสนาน พงหญ้าแออัดหนาตา หิ่งห้อยหลายตัวโฉบผ่าน ก่อนจะรอยเรี่ยลื่นไหลไปเหนือผิวน้ำ …น่ากลัวที่ใดกันเล่า ออกจะเป็นภาพชวนฝัน น้ำใสเหมือนกระจกสะท้อนเงาจันทรา

ข้าโยนผ้าผ่อนทิ้ง โดดตูมลงไปในน้ำอย่างไม่รักษากิริยากันละ น้ำเย็นใสไหลเอื่อยช่วยให้สดชื่น แหวกว่ายอยู่ครู่ใหญ่ ดื่มกลืนน้ำหวานๆ ลงคอหลายอึก น้ำแต่ละที่ล้วนมีรสชาติไม่เหมือนกัน ที่นี่มีรสหวานเจืออยู่น้อยๆ แถมยังหอมกลิ่นจางๆ ของดอกพิกุลที่ร่วงไหลมาจากตลิ่งไม่ห่างออกไปนัก

ข้าพาตัวเองมานั่งครวญเพลงในคอหงุงหงิงเอามือช้อนดอกไม้ลอยน้ำเล่น โดยนั่งบนลำต้นของไม้ที่โค่นลงมาจมน้ำอยู่ครึ่งๆ ใกล้โคนตะเคียนใหญ่ ยังอ้อยอิ่งไม่อยากขึ้น ใบไม้สดที่บังเอิญปลิดจากขั้วลอยผ่านมา เห็นเหมาะมือข้าจึงหยิบมาถือไว้

แรกๆ เพลงของข้าก็เป็นเสียงพิลึกกึกกือเช่นที่ถูกเจ้าตัวขาวใจหยาบค่อนว่า ทว่าไม่นานเสียงที่ออกมาก็ทำให้ผู้คนทึ่งได้ เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เก่งกาจเหนือคนธรรมดา ลงตั้งใจทำอะไรแล้วผลลัพธ์ย่อมออกมาเป็นเลิศ ถึงอย่างนั้นเทียบกับวานรด้วยกันข้าก็นับว่ามีพรสวรรค์กว่าอยู่นิดหน่อยน่ะนะ ข้าคิดอย่างปลื้มปริ่มขณะเป่าเพลงใบไม้คลอสายลมเบาๆ เบาพอให้ชาวบ้านไม่ลือกันไปว่ามีท่วงทำนองประหลาดดังมาจากโค้งน้ำยามค่ำมืด ผิวกายยังเปียกหยดเกาะพราวยิ่งทำให้เย็นสบาย

ข้าจากบ้านเดินทางขึ้นมาทางเหนือไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกเหงา คิดถึงบรรยากาศคุ้นเคย ลมรำเพยริมเจ้าพระยา คิดถึงฝูงวานรที่เป็นดั่งครอบครัว เสียงเพลงราวจะเชื่อมประสานวันเวลาทั้งชีวิตของข้าเข้าด้วยกัน และข้าก็เห็นภาพของเขา

เจ้าบ้านั่นจะง้อข้าหรือไม่ ถึงคราวนี้ข้าเป็นฝ่ายใจร้อน แต่นิสัยชอบหักหน้าชาวบ้านแบบนั้นข้าไม่ชอบใจเลย แถมคราวนี้ยังอัดข้าจนได้แผลแตกเลือดอาบ ก็เป็นวิถีลูกผู้ชาย ยามประลองกำลังเราไม่เคยยั้งมือ ปกติแล้วเวลาเราสองคนผิดใจกัน ใครนะที่เป็นฝ่ายง้อก่อน… อ้อ ดูเหมือนจะไม่มี แต่ละฝ่ายมักแกล้งทำเฉยปล่อยให้ค่อยๆ กลับมาดีกันไปเองตามสถานการณ์ หึ แต่นับเอาจริงๆ เจ้าตัวขาวเป็นฝ่ายง้อข้าอยู่กลายๆ อย่างไรข้าก็เป็นน้องที่ต้องดูแล ดูอย่างตอนสละแบ่งข้าวเหนียวกล้วยให้ข้าที่ท้องหิวเมื่อวาน พอคิดถึงเรื่องนี้ใจข้าก็อ่อนลง ยิ่งประจวบกับน้ำเย็นๆ สายลม และแสงจันทร์

ข้าแน่ใจ…ถ้าเขาปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าข้าตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะยอมง้อเจ้านั่นก่อนสักครั้ง ข้าอาจกล้าพอจะสารภาพถึงตัวตนของข้า รวมทั้งบอกความในใจ ทุกสิ่ง อย่างที่ใจรู้สึก…

จ๋อมมม

สุ้มเสียงเคลื่อนไหวคมกริบระมัดระวังนั้นไม่มีทางเป็นใครอื่น นอกจากเจ้า

ใบหน้าพลันร้อนซู่ หลายครั้งเราสื่อจิตถึงกันได้ราวกับใจถึงใจ เพียงแค่คิดว่าอยากพบ  อยากให้มาหา อยากบอกความรู้สึกจากใจออกไป เพียงเท่านั้นก็มาจริงๆ

“ตัวขาว! ตามข้ามาสินะ” อาศัยเสียงนำไปก่อนทั้งที่ไม่ยอมหันกลับไป หูได้ยินคนข้างหลังหัวเราะห้าวๆ ในคอคำหนึ่ง

ข้าหน้าแดงก่ำ ก้มหน้ากอดร่างท่อนบนเปลือยเปล่าของตัวเองที่โผล่พ้นน้ำเพราะยังนั่งอยู่กับซากไม้ปริ่มน้ำ

ข้าตัดสินใจแล้ว…

คิดดังนั้นจึงค่อยๆ หยัดกายอรชรขึ้น แสงจันทร์เลือนรางคงจะเพียงพอให้เขาได้เห็นร่างของข้า ความจริงอันอ่อนไหวที่ข้าซุกซ่อนเอาไว้ไม่ให้ใครรู้มาตลอดชีวิต โดยเฉพาะกับคนผู้นี้…

บุรุษที่เบื้องหลังก้าวลุยน้ำลงมาใกล้ข้ายิ่งขึ้น อย่างช้าๆ คล้ายว่าเจ้าตัวกำลังกลั้นหายใจ ตะลึงลาน เงียบงัน ไร้ซึ่งวาจา

“นึกแล้วว่าเจ้าต้องมา…” ข้าหัวเราะเบาหวิว ตื่นเต้นจนมือเท้าเย็นแต่ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด “เจ้าได้เห็นความลับของข้าหมดแล้ว” ข้าพูดเสียงสั่นน้อยๆ น้ำตาไหลลงมาเมื่อไรไม่รู้ได้ อาจเพราะทั้งโล่งอกที่ความจริงเปิดเผย ทั้งหวั่นกลัว แต่ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ข้าก็คงไม่กล้าอีกแล้ว เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องไปให้สุด

ข้ากัดริมฝีปาก สูดหายใจเข้าแรง… แต่ไหนแต่ไรมาในสนามรบข้าบ้าบิ่นจนเป็นที่ร่ำลือ ไม่มีสมรภูมิใดที่ใจดวงนี้จะไม่กล้า ตอนนี้รวมทั้งสมรภูมิรัก!

ด้วยบรรยากาศอันแสนจะเป็นใจของที่นี่ ณ ขณะนี้ ข้าจึงโพล่งออกไป

“อยากกอดข้าหรือเปล่า…” เหตุไรเสียงของคนกล้าจึงดังเพียงกระซิบเท่านี้เล่า หนักใจตนเองนัก

ชั่วขณะที่ใจเต้น ข้าได้ยินเสียงเขาหายใจแรงยามเคลื่อนเข้ามาประชิดแผ่นหลังเปลือยเปล่าของข้า มือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นปิดตาข้าไว้หลวมๆ อีกมือรุมร้อนวางแผ่วลงบนลาดไหล่ ไล้ลงไปช้าๆ ตามต้นแขน เขี่ยเลยไปจนตลอดเอวคอดและสะโพกแน่นตึงที่สั่นสะท้านวาบหวิวในสัมผัส ก่อนที่แขนข้างนั้นจะสอดมารัดเอวข้าไว้ เจ้าตัวก้มลงหาซอกคอข้า แตะลิ้มชิมรสหยดน้ำที่ยังหมาดชื้น แล้วเขาก็คลายมือที่ปิดตาออก ข้าทันได้เห็นแขนขาวจัดเอื้อมกระหวัดรวบรัดตัวข้าเข้าไปไว้ในอก

ดวงตาของข้าเบิกกว้าง แม้ความขาวจะปานกัน ทว่าความกำยำที่เห็นในพริบตา นี่ไม่ใช่เจ้า!

ข้าถูกจับตัวหมุนหันกลับไป เผชิญหน้ากับ…บุรุษผมดำ ไม่ใช่คนผมขาวอย่างที่ข้าหวัง!

เขารวบผมทั้งมุ่นไปมัดเกล้าไว้เป็นขยุ้มที่หลังศีรษะด้านซ้ายเพียงข้างเดียว ที่เห็นเด่นชัดคือตุ้มหูทองคำขนาดใหญ่ใส่ไว้เป็นตุ้มทั้งสองข้าง ชะรอยคงมิใช่ชาวโยเดีย มาดของเขาองอาจสูงส่ง หน้าตางดงามต่างจากมนุษย์เดินดิน ดุดัน ขรึมชา แต่ตรงแววตาเต้นระยับและมุมปากแฝงรอยยิ้ม ข้าได้มองแค่แวบเดียวเท่านั้น ก่อนริมฝีปากของคนแปลกหน้าจะอุกอาจแนบสนิทลงมา จุมพิต เร่าร้อนเหมือนไฟ อ่อนไหวเหมือนสายน้ำซึ่งล้อมกายอยู่ ข้าอยากกรีดร้องแต่อำนาจกดดันอันมหาศาลทำให้ทั้งกายแข็งทื่อ อกหนั่นแน่นของเขาเปลือยเปล่าพอๆ กันกับข้า ท่อนล่างนั้นเล่าไม่ทันจะมอง และไม่นึกอยากมองด้วย

เขายกข้าจนเท้าลอยพ้นพื้น ดุนดันร่างข้าขึ้นฝั่งจนหลังไปชนพญาไม้สูงใหญ่ที่หยั่งรากริมน้ำ จูบพัวพันจนข้าแทบไม่ได้หายใจ ชั่วขณะนั้นข้าสัมผัสได้ถึงปลายเขี้ยวแหลมๆ ของฝ่ายตรงข้าม ชายร้ายกาจนี้ไม่ใช่มนุษย์ วานรพอจะมีเขี้ยวอยู่บ้าง แต่ไม่เด่นชัดอย่าง…อสุรา ข้าตระหนกยิ่ง พยายามดันอกแข็งๆ นั้นให้ออกห่าง เหมือนดันหินผา กลับถูกตอบแทนด้วยการถูกมือไม้ร้อนรุ่มเลื่อนมากอบกุมอกกะทัดรัดนุ่มหยุ่น เคล้าช้าๆ อย่างย่ามใจ ข้าส่งเสียงอู้อี้ฮึดฮัด บุรุษผู้ทำการหยาบทรามกลับหัวเราะในคอแผ่วต่ำ จนข้าเริ่มครางหงิงๆ คล้ายสะอื้นไห้ นั่นแหละ เขาจึงชะงักการรุกรานในบัดดลแต่ยังไม่ยอมเอาใบหน้าห่างออกไป

พริบตา ข้าเหวี่ยงหมัดล้มช้างซัดเข้าที่กระโดงคางแข็งแรงได้รูปนั้นสุดแรง

เจ็บมือ…

คนสามหาวแยกเขี้ยวหัวเราะเสียงดัง มือหยาบกระด้างแตะคางข้าเพียงแผ่วให้เงยขึ้นรับแสงจันทร์อ่อนบาง ข้ากะพริบตาฉ่ำน้ำอย่างเซ่อๆ สะบัดมือไปมาป้อยๆ งงงันกับมือที่ยังชาวูบวาบ ต้องมีอำนาจเพียงไหนกันถึงได้หนังหนาเพียงนี้ แถมข้ายังไม่ได้กลิ่นอสุราจากตัวเขาเลยนอกจากเขี้ยวที่สัมผัสได้ผ่านจูบ… หางตาข้ายังแลเห็นหิ่งห้อยน่าโมโหหลายตัวลอยอ้อยอิ่งผ่านไปอย่างไม่เดือดร้อน จากลมหายใจของเขา จากแววตามาดร้ายอย่างผู้ชนะนั้นบ่งบอก อสุราตนนี้กำลังพึงใจอย่างยิ่งยวด!

“เจ้า…ถูกใจข้านัก”

ข้าได้สติชัดแจ้งในตอนนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่ทัพอสูรสีขาว อำนาจกดดันที่แผ่ออกมาจนข้าแทบขยับตัวไม่ได้ มันทำให้รู้ได้ในทันทีว่าไม้แข็งจะใช้ไม่ได้ผล ซ้ำร้ายอาจถูกขืนใจ… ข้ากัดริมฝีปากแรงๆ หลับตาปี๋ยามผิวแก้มถูกมือระคายนั้นดึงเล่น นี่คงจะเป็นเคราะห์ที่พระธุดงค์ว่า

แต่เอาเถิด ที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวเมื่อครู่จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างเสียเปล่า! ข้าจำเป็นต้องเล่นละครล่อแหลมฉากนี้ต่อเนื่องไปจนถึงที่สุด เผื่อว่าอาจได้กำไร

“ท่านเป็นใครถึงมารังแกกันเช่นนี้” ข้าครางเสียงออดอ่อยเบาหวิว ขนลุกยามฝ่ายนั้นก้มมากระซิบชิดริมหู

“ข้าก็แค่…ยักษ์ตนหนึ่งที่ผ่านมาพบวานรสาวเปลี่ยวเหงาตัวนี้เข้า”

พูดจบยังมีหน้ามาขบเม้มใบหูให้ข้ายิ่งได้อาย ถ้าตอนนี้ได้พระขรรค์สักเล่ม ข้าจะ… ไม่ ควรจะใช้ปัญญาเป็นอาวุธ ด้วยมนตร์พรางกายที่ถูกสอนสั่งมาอย่างดี เขาไม่น่าได้กลิ่นวานรของข้าได้เลย

“กำลังสงสัยว่าข้ารู้ได้เช่นไรว่าเจ้าเป็นลิงสินะ หึ ข้าบังเอิญได้กลิ่นเลือดที่หยดอยู่บนยอดหญ้า ลองชิมดูจึงรู้ว่าเป็นเลือดของวานรไม่ธรรมดาตัวหนึ่ง เลือดมันหอมนัก ข้าจึงตามรอยมา…ตั้งใจจะหักคอจิ้มน้ำพริกกินเสีย ไม่นึกว่าจะพบของหวาน ดีเหมือนกัน จะได้เก็บไว้ค่อยๆ กินระหว่างทาง”

ท้ายเสียงเหมือนข่มขู่ให้กลัว ข้าสะดุ้ง ผงะถอยไปจนแผ่นหลังเบียดเสียดกับต้นไม้ยิ่งขึ้น

อ้ายแม่ทัพตัวเผือกนี่ ไหนว่าจะมาพรุ่งนี้อย่างไรล่ะ!

ข้าที่จนมุมไม่มีทางถอยอีกจึงต้องเบือนหน้าหนียามเขาขยับตามเข้ามาใกล้ ฝ่ายนั้นหัวเราะหึคำหนึ่ง เอื้อมมารั้งหลังศีรษะกึ่งท้ายทอยของข้า หมายจะให้หันสบตา ฝ่ามือกระด้างจึงสัมผัสถูกแผลที่ยังเจ็บไม่หาย ข้าสูดปากครางเบาๆ เจ้าของมือเลิกคิ้วน้อยๆ

“ใครทำร้ายเจ้า ขอเพียงบอกมา ข้าจะจัดการมันให้”

“เรื่องของข้า”

ยักษ์ร้ายจุปาก ย้ายมือมาลูบผมข้าเพียงแผ่วอย่างแสนสงสาร สัมผัสอ่อนโยน ขัดการกระทำเมื่อแรกของเขายิ่งนัก “…แล้วตะกี้ร้องไห้หาใคร คงไม่ใช่ไอ้คนที่ทำเจ้าเจ็บดอกนะ” เสียงถามนิ่งๆ ทว่าสัมผัสได้ถึงกระแสความรู้สึกว่าผู้พูดกำลังจดจ่อ รอฟัง

“นั่นก็เรื่องของข้า” ข้ายิ่งอายเมื่อถูกจี้ใจดำ

“ไปกับข้า ข้าสัญญาจะไม่ทำให้น้ำตาเจ้าตกแม้สักหยดเดียว”

ข้าหันไป ตะลึงมองเจ้าของคำพูดที่ยกมุมปากคล้ายจะยิ้ม เห็นเขี้ยวคมวาวอยู่รำไร “ไปไหน”

“ไปอยู่เป็นอนุ…”

ข้าคิดสะระตะ หลับตา ส่ายหน้าแล้วหัวเราะขื่น อีกแล้ว ไอ้พวกเจ้าชู้ ชะรอยคงมีเมียเป็นพรวนรออยู่ที่บ้าน ไอ้พวกผู้ชายหน้าขาวทระนงตนว่าหล่อเหลา ไม่ว่ายักษ์ว่าลิงล้วนมักมาก…

ข้าคลี่ยิ้ม มองเข้าไปในดวงตาดำจัดนั้นอย่างยั่วยวน “แน่จริงก็ให้เป็นหลวงสิ ถึงจะยอมไป”

พูดจบ ข้าเห็นอสุราร้ายเผยอปากน้อยๆ คล้ายงันกับวาจาที่ได้ยิน แน่ละ นี่มันไม่ควรเป็นบทพูดของหญิงสาวที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เลยสักนิด เขาอ้าปากแหงนหน้าหัวเราะดังอย่างไม่สนว่าใครจะมาได้ยิน ก่อนจะจุมพิตข้าแรงๆ เพียงวูบ เรียกว่าเอาปากชนปากมากกว่า

“เจ้าชื่อไร นางลิงป่า

“นิล” ไม่จำเป็นต้องบอก แต่ในเมื่อบทของข้าไหลไปถึงขั้นจะขอตบแต่งเป็นเมียก็ต้องพูดออกไปสักชื่อ ข้าขี้เกียจคิดชื่อใหม่

“ชะรอยจะไม่ใช่ลิงธรรมดา คงจะเป็นทหารกล้าแห่งองค์รามจึงได้อำพรางตัวเก่ง แต่เก่งเท่าไรก็ไม่พ้นสายตาข้า เชื่อได้อย่างไรว่าเจ้าพร้อมจะทรยศพวกพ้องแล้วไปด้วยกัน”

ข้าฟังแล้วอดโมโหไม่ได้จึงยิ้มยียวน แทบจะลืมจุดประสงค์ที่หมายล่อลวงยักษ์ร้ายตรงหน้า “ไปนอนเป็นหอกข้างแคร่แล้วค่อยทรยศท่านแม่ทัพอสุราไม่ดีกว่าหรือ” คนฟังแย้มยิ้ม อวดปลายเขี้ยวแหลมๆ ชวนมองจนข้าไม่อยากเชื่อว่านี่ไม่ใช่เทวดา เพิ่มเติมมาก็คือกระแสดุดันและทรงอำนาจจนชวนขวัญหนี

“เกิดมาเพิ่งเคยเจอสตรีวาจาอย่างนี้ เถอะ กล้าขอก็กล้าให้! ที่บ้านเมืองข้าคงประหลาดใจกันยกใหญ่ เพราะอันที่จริงข้ายังมิมีเมียแต่สักคน…”

“ไม่น่าจะจริง” ข้าเอ่ยเสียงหยัน

“นางบำเรอไม่นับเป็นเมีย ข้าไม่ชอบเลี้ยงใครไว้ใกล้ตัวให้รำคาญใจ สตรีพูดมาก”

“ข้าน่าจะพูดมาก แถมปากจัดกว่านางพวกนั้นยี่สิบคนรวมกัน”

“ฟังเจ้าพูดสนุกดี…”

 มือเรียวขาวยื่นมาเขี่ยปอยผมตรงจอนหูข้าเล่น ก่อนเจ้าของมือจะตาตกลง มองอักขระเล่นหางงดงามที่เหนือทรวงอกข้า แน่ละ มันเตะตาไม่น้อย นี่คือพรซึ่งองค์รามมอบเป็นของขวัญแด่เราทุกคนแตกต่างกันไปตามพื้นชะตา ปลายนิ้วแสนบังอาจเลื่อนมาเขี่ยจุดสำคัญเหนือดวงใจข้าผะแผ่ว ยามเอ่ยอ่านข้อความซึ่งตราติดอยู่

“ดวงใจนิรันดร์ เป็นเช่นใดกัน แปลว่าจะมอบมันให้คนหนึ่งคนเดียวไปตลอดกาลเช่นนั้นฤๅ”

บุรุษบ้าผู้นี้ คิดเองเออเองเก่งเป็นที่สุด

“ดวงใจน้อยๆ ของเจ้า ขอให้ข้าได้หรือไม่”

ข้าแสร้งทำหน้าม่อย ทอดถอน “อยู่ในทัพพระรามก็อย่างที่เห็น เป็นสตรี ใช้ชีวิตลำบากยิ่งกว่าอะไร ไม่ค่อยได้รับความยุติธรรม ถูกรังแกจนเจ็บตัวก็บ่อย ไปกับท่านแม่ทัพน่าสนุกกว่า แต่สกุลอันสูงส่งของท่านคงไม่ยอมให้แต่งวานรต่างพันธุ์เป็นเมียกระมัง ถึงหนีตามท่านไปไม่แคล้วข้าคงต้องถูกคนทางนั้นกดขี่เอาอีก อยู่ไหนก็น่าสงสารตลอด ชีวิตข้าน่ะ” ข้าดักคอ ทำเบ้หน้า กระเง้ากระงอดพอเป็นพิธี แอบระบายปมในใจออกมาปนเปกับคำลวงเหล่านั้น

“ไม่ให้ใครรังแกเจ้าดอก… ข้าเป็นนาย สิ่งไรต้องการ สิ่งนั่นย่อมได้”

“นายรึ… แต่ตอนนี้ข้าเห็นพญายักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ยอมก้มหัวลดตัวมารับใช้พระเจ้ากรุงหงสาวดี”

“ผิดแล้ว! ถ้าเผื่อว่าไม่รู้ กษัตริย์ถิ่นเราแต่เดิมมาภายในกายเนื้ออย่างมนุษย์ยังเป็นอสุรา แลพวกข้าก็มีชีวิตมาตั้งแต่เนิ่นนานปานนั้น เราก็แค่เป็นทัพเสริมเร้นลับ ทำหน้าที่อันสมควรนี้ต่อไป”

ข้าต้องรู้สิ… ยังมีกษัตริย์ยักษ์องค์สำคัญของมยันมาถูกลวงเอากล่องดวงใจมาขยี้ จนอสุราตนนั้นแปรจากความไม่ตายเป็นสามารถตกตายได้ คนลงมือจะใครที่ไหน ก็เจ้าตัวขาวตัวดีของข้านี่เอง

“ถึงกษัตริย์ใหม่จะเป็นมนุษย์แท้ๆ แต่คือมนุษย์ที่มีหัวใจยิ่งใหญ่ต้องใจเรานัก พวกเราก็แค่ช่วยหนุนดวง ชายผู้นี้พิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ใช่แค่หนึ่งในตองอู แต่เป็นผู้ชนะถึงสิบทิศ… เราแค่ช่วยให้เขาได้สิ่งที่ตามชะตากรรมสมควรจะได้ หึ ที่จริงพวกลิงเจ้าก็ลงมาช่วยเหลือผู้นำดินแดนนี้ที่อ่อนแอ ทว่ากลับยอมตัวเป็นผู้รับใช้ อสุรากับวานรจึงคล้ายกันในแง่หนึ่ง แม้อีกแง่จะต่างกันสุดขั้ว” เจ้าของคำพูดหยักยิ้มมุมปาก

“อ้างมาได้ ชะตากรรมๆๆ นั่นมันกรรมของเขา… ส่วนท่านลงมือช่วยพรากบ้านเผาเมืองผู้อื่น เช่นนี้ไม่กลัวกรรมจะตามมาทวงถึงตัวท่านเองบ้างรึ ระวังต้องเกิดมาจรจัดไร้บ้าน อย่าหาว่าไม่เตือน”

“กรรมคงยังวิ่งตามข้าไม่ค่อยทันกระมัง ข้าเพียงทำสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เพียงมองตรงแล้วมุ่งไป อนาคตก็ให้เป็นเรื่องของอนาคต”

“ก็มักจะพูดกันอย่างนี้ แต่เวลาต้องรับผลของมันกลับคร่ำครวญ”

“เจ้าคงสอนลูกๆ เราได้ดี น่าสนุกที่จะเอากลับไปผลิตลูกครึ่งยักษ์ลิงน่ารักๆ ลองดูก่อน…ข้าชอบอะไรไม่เหมือนผู้อื่นเสียด้วยซี ถ้าปากร้ายกับผัวนักก็จับล่ามไว้แล้วจูบให้หยุดพูดมากท่าจะดี… เจ้าเสนอมาเองว่าจะเป็นเมียหลวง ข้าก็แค่สนอง จักเอาตัวกลับถิ่น ตบแต่งให้นั่งหน้าวอกคอยบีบนวดอยู่ข้างแท่น ถือเป็นคำมั่น พอใจหรือยัง”

ข้าอ้าปากค้าง เจ้าตัวแกล้งโมเมเอาเสียอย่างนั้น กับแค่คำพูดยียวนสวนไปของข้า ยังลากไปเป็นว่าข้าเป็นฝ่ายเสนอขอเป็นเมีย ยักษ์พรรค์นี้ช่างหนังหนา…หน้าด้านเหลือประมาณ

ตั้งแต่เมื่อครู่แล้วที่เขายอมปล่อยร่างข้าจากอ้อมแขน ถอยออกไปกอดอกอธิบายด้วยเสียงเหมือนกำลังสั่งสอนเด็กแรกรู้ความ ข้าแอบโล่งใจ อย่างน้อยท่อนล่างของยักษ์ขาวก็ยังมีผ้าโสร่งบางๆ สำหรับผลัดอาบน้ำพันไว้

เรื่องราวมาถึงตรงที่ คล้ายๆ ข้าเสนอตัวไปเป็นเมียยักษ์…และยักษ์ใจกว้างก็ดันตกปากรับคำ ถึงยักษ์ขาวจะเอาประโยชน์เข้าตัวก็ยังนับว่ามีความเป็นอารยชนกว่าฉุดคร่าอยู่บ้าง เจอไม้นี้ข้าจะเดินเกมต่อแบบไหนดี ยอมไปด้วยอย่างไรก็เสี่ยงกับการถูกปลุกปล้ำเอากลางทาง ตอนนี้เขาก็ห่างออกไปแล้ว หรือว่า จะหนี…

“เอ่อ ขอสวมผ้าผ่อนก่อนค่อยเจรจากันต่อจะได้ไหม” พูดพลางแสร้งเอียงอาย

สายตาคมกริบตวัดไปทางผ้านุ่งของข้า ฮ่า หลงเล่ห์ลิงแล้วสิ กับอีแค่เสื้อผ้า ไว้ไปหาเอาดาบหน้าก็ได้ …ข้าพุ่งหนีไปยังทิศตรงข้ามกับสายตายักษ์ไวยิ่งกว่าลิงลม แต่ไม่ทัน ถูกเขาคว้าเอวหมับฉวยอุ้มขึ้นทั้งตัว

“จะไปไหน… ก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้วยังไง! ” อสุราเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะร่วนในคอ

มือนั้นแตะต้องข้าอย่างถือสิทธิ์ ข้าหน้าเห่อแดง ดิ้นสะบัด งับได้ใบหูของเขาเข้าก็กัดเสียเต็มคำ! ยักษ์ร้ายสบถ ข้าได้ที พุ่งร่างวูบหนีขึ้นไปบนต้นไม้ ส่งเสียงกร้าวลงไปอย่างติติง

“ในเมื่อจะให้เป็นเมียก็ควรตบแต่งให้ถูกต้อง อย่าได้ลวนลามกระทำเรื่องผิดผี”

เจ้าของร่างสูงใหญ่มือหนึ่งกุมหูที่คงจะได้เลือด แต่ปากยังยิ้มคล้ายขันปนฉิว สองมือใหญ่วางทาบลำต้น เงยแหงนขึ้นพูดกับข้าที่รีบไต่ทิ้งระยะขึ้นไปซ่อนตัวเสียสูงลิบ

“คิดว่ายักษ์ปีนต้นไม้ไม่เป็นหรือ ข้าหักมันคามือแล้วค่อยจับตัวเจ้ายังได้ แต่เอาเถอะ แบบนี้ก็สนุกดี…ข้าไม่ชอบอะไรที่ง่ายเกินไป เอาเป็นว่าเราทำสัญญากันแล้ว และข้าจะไม่ยอมให้ใครรังแกเจ้า ไม่ให้เจ้าร้องไห้เหมือนกับลิงบางตัวที่เจ้าเพ้อถึง ข้าจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บ อยู่กับข้าจะไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว”

ข้ากลั้นหายใจ เผลอแตะแผลตรงท้ายทอยตนเองแผ่วๆ ถูกคำพูดนั้นแล่นเข้าแทงใจดำอย่างประหลาด

เจ้าลิงตัวขาวนั่น… ถึงไม่นับรวมเวลาทะเลาะที่ต่างฝ่ายต่างผิด เรื่องอื่นเจ้านั่นก็ทำเอาข้าเสียน้ำตามามากมายหลายครั้งจริงๆ โดยเฉพาะความมากรักหลายใจ พอใจก็คว้าสตรีรายทางต่อหน้าข้า หมดใจก็ทิ้งขว้าง เห็นเช่นนั้นยิ่งทำให้ไม่กล้าสารภาพ เพราะเขาคงไม่คิดจะหยุดที่ใคร…

แต่ท่านแม่ทัพเอย ต่อให้ท่านไม่ใช่ยักษ์ข้าก็มีคนที่รักปักใจแล้ว…ข้าเลือกเองที่จะมีน้ำตา

เขาตามขึ้นมาจริงๆ ไม่เท่านั้นยังฉวยทั้งสไบทั้งผ้านุ่งติดมาใช้มันห่มคลุมกายให้ข้า ข้ามองเขา เราอยู่ด้วยกันบนคาคบไม้ใหญ่ ยินเสียงลำธารไหลระริกอยู่ไกลๆ เบื้องล่าง ที่เบื้องบนนี้แสงจันทร์เลือนรางและแสงดาวจับต้องใบหน้าดุดันของอสูรร้ายผู้กำลังทำสิ่งอ่อนโยน

แต่ข้ายังไม่ลืม แม้ดูทีคงไม่อาจล้มเขาได้ด้วยตัวเอง ทว่าหน้าที่ของข้าคือลวงแม่ทัพศัตรูผู้นี้ไปสู่ความตาย

“ขอเวลาสักสิบวันได้หรือไม่ ข้ามีสิ่งค้างคาต้องทำ ท่านจงปล่อยข้าไป จากนั้นเราค่อยกลับมาพบกันที่นี่ในคืนเพ็ญ”

ข้ายังไม่คาดว่าเขาจะยอมตกลง เพียงทำเสียงขึงขังจริงจังนำร่องหยั่งเชิงไปเท่านั้น แต่ยักษ์ร้ายกลับจ้องตาข้านิ่งๆ …ดูจากสีหน้า นั่นไม่ใช่การหลงกล อสุราตนนี้กำลังคิดจะเล่นสนุกเหมือนแมวตะปบหนู ปล่อยให้วิ่งพล่านหนีก่อนจะจับกลับมาใหม่ บังเอิญเขายังไม่รู้ซึ้ง ข้าที่ทำตาดำๆ อยู่ตรงหน้านี้เป็นลิงร้ายไม่ใช่หนู…แล้วจะต้องเสียใจทีหลังแน่

“คืนจันทร์เต็มดวงคราวนี้ ตามศาสตร์โหรานับเป็นฤกษ์วิวาห์ผูกวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง มันจะผูกพันเราทั้งคู่ไว้อย่างแน่นเหนียว ร่วมแบ่งปันพลัง รับรู้ถึงกระแสจิตของอีกฝ่ายหากตั้งใจอธิษฐานจิตถึงกัน ถือเป็นการแบ่งปันชีวิตกันครึ่งต่อครึ่ง เหมาะนักที่เราจะร่วมหอเสพสัมพันธ์ เลือกได้ดีนัก…เอาสิเจ้านิลน้อย”

ตายละวา ข้าหาได้รู้เรื่องเช่นนั้นไม่ ถ้าข้ากลับมาในคืนนั้นจะเอาตัวรอดจากบ่วงสวาทของอสุราคลั่งรักตนนี้ท่าไหน ไม่ได้การ… ขณะที่ข้าวุ่นวายใจ พญายักษ์ยังหน้าทน

“ข้าจะกลับมาตามนัด อีกสิบวันให้หลังจงหอบผ้ามารอที่นี่ หาไม่ข้าจะตามไปฉุด จำกลิ่นกายของเจ้าได้ชัดนัก กลิ่นตัวหอมๆ นี้ข้ามิมีวันลืม… แต่เพื่อการณ์นั้นเราต้องทำสัญญากัน”

คำที่เหมือนพูดเล่นหยอกเอินกับเด็กช่างไม่เข้ากับคนพูดเอาเสียเลย ข้ากลั้นใจ รู้ว่านี่จะต้องไม่ใช่เพียงสัญญาลมปาก พญายักษ์ขาวกำลังจะเรียกร้องสัญญามนตรา เป็นหลักประกันที่จะผูกกายใจของข้าเอาไว้กับตัวเขา แม้ขึ้นชื่อว่าขาวเหมือนกันกับชายที่ข้ารัก แต่ให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง วายุบุตรนั้นคือความขาวเผือดเจือจาง บางคราวรื่นรมย์โชยเฉื่อยลอยชายดังภาพลวงตา แต่บางครั้งกลับกรีดแทงเช่นสายลมคมกริบ ทว่าชายตรงหน้าดูเป็นความจริงยิ่งนัก เลือดเนื้อและลมหายใจของเขางดงาม หนักแน่น เหมือนภูผาหินขาวตัดหุบเหวดำเข้มลึกเกินหยั่ง ดวงตาดำเหลือบสีเหล็กกล้านั้นกำลังดึงดูดข้าให้ตกลงไปสู่ก้นบึ้งแห่งอนธการ

“เจ้าต้องทำสัญญาว่าจะมาอยู่เคียงกายข้า…อยู่เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

ข้าสะดุ้งเฮือกจากภวังค์ แสร้งหลบตาคล้ายเอียงอายทั้งลอบกลืนน้ำลาย รู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายถึงสัญญาเลือดที่จะเป็นดั่งยาสั่ง ทั้งบงการและทำลายวิญญาณข้าได้จากภายใน หากผิดคำพูด ทว่าหากผู้ร่ายมนตร์ได้สิ้นชีวิตลงเมื่อใดฝ่ายข้าก็คงเป็นอิสระ ทางรอดยังมี…

“ได้สิ อสุรา…”

“นามข้า สหัสเดชะ” เอ่ยเน้นหนักในทุกคำ คล้ายจะตรอกตรึงให้ฟังแล้วไม่อาจลืม

คนพูดยังอยู่ในสภาพเดิม คือมีเพียงผืนโสร่งติดกาย แต่ยามนี้ข้าได้นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว ทั้งร่างที่เปียกปอนเพราะน้ำในธารเริ่มแห้งหมาดด้วยลมรำเพย เมฆซึ่งเกลี่ยอยู่เต็มฟ้าเริ่มเลือนลาไป ปลดปล่อยดวงดาวหลังม่านให้แย้มพรายฉายแสงระยิบระยับ

แม่ทัพอสูรสีขาวนามสหัสเดชะขบปลายนิ้วของเขาเองจนได้เลือด ก่อนจะใช้มือข้างนั้นเอื้อมมาจับมือเล็กของข้าไปจรดเข้ากับริมปาก ค่อยๆ ลงเขี้ยว ขณะที่ตาประสานตา แม้ข้าจะเจ็บจี๊ดแต่กลับจ้องเขาไม่วางราวถูกสะกด ใจในอกเต้นแรง ตื่นตูมยิ่งกว่ายามเมื่อสูญเสียจุมพิตแรกให้เขาไป แม้เชื่อมั่นว่าวายุบุตรจะทำลายพันธนาการร้ายนี้ลงเพื่อข้าได้ในภายหลัง แต่บางอย่างข้างในร้องบอก

เมื่อยอมรับสิ่งนี้แล้วชะตากรรมของข้าจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

สั่งสัญญา ที่ข้าคิดจะทรยศตั้งแต่ยังไม่ได้ทำ

และเขาก็รู้ รู้ทั้งรู้แต่ยังคงตั้งใจเล่นเกมแมวจับหนูนี้กับข้า

เพราะคิดว่าตนจะชนะ คล้ายเชื่อว่าตนมิมีวันตาย…

ดาวจ้องมองลงมายังสองเราที่ผิดแผกแตกต่างกันเหลือเกิน ฟ้าและดินเป็นพยาน สายลมเป็นตัวเชื่อมประสาน ยามเมื่อฝ่ามือเล็กของข้านาบผสานแช่มช้าเข้าหามือใหญ่ เลือดของอสุราและวานรได้ไหลรินผสมปนเป การกระทำอุบาทว์ ข้าควรรังเกียจ! แต่นี่…กลับก่อความรู้สึกเสียวซ่านจบปวดแปลบแสบร้อน คล้ายเลือดเขานั้นไหลทวนครรลองเข้ามาในมือข้า จากนี้ไปสิ่งนี้จะผูกพันให้ข้ารู้สึกถึงตัวตนของเขาในตัวข้าเอง คือบังคับสัญญาเพรียกหา เป็นหลักประกันว่าตัวข้าจะต้องกลับมาตามที่ได้รับปาก

ยามพญายักษ์กระซิบสั่งด้วยถ้อยมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ ข้าได้แต่งงงันเสมือนตกอยู่ในห้วงฝัน เมื่อมือคล้ายถูกดูดให้แนบสนิทกับมือของสหัสเดชะ ราวกับจะไม่สามารถแยกจากกันได้ตลอดกาล ข้าหายใจถี่แรง เหมือนกำลังถูกดึงให้ตกลงไปสู่ดวงตาดำมืดเหมือนห้วงจักรวาลระยิบแสงดาว แต่ที่สุด ข้าก็สามารถกระชากถอนมือตัวเองกลับมากุมไว้แนบอก จ้องตาเขาอย่างตระหนก ในขณะที่อีกฝ่ายค่อยๆ แยกเขี้ยว เผยยิ้มสาสมใจ

รอยยิ้ม…ช่างน่ารังเกียจนัก ใจข้าเต้นตึกตักยามมองอสุราดุร้ายรูปงามเฉียบตรงหน้า ไม่ได้การ จะยอมให้ความรู้สึกอันตรายนี้ดำเนินต่อไปไม่ได้ มีแต่ต้องรีบจบมันลงเสีย กำจัดตัวปัญหาทิ้ง

เถอะ ยักษ์ร้าย!! ยิ้มได้ยิ้มไป คงมีชีวิตอยู่ให้ยิ้มผยองเช่นนี้อีกไม่นาน!

แต่ในขณะที่ข้าคิดคำร้อนร้าย เขากลับพูดคำดีๆ เรียกบรรยากาศแปลกๆ ที่เรียกไม่ถูกว่าคืออะไรให้กลับคืนมา

“จงรับแหวนวงนี้ไป ถือว่าเป็นของแทนใจ ก่อนพี่จะได้กอดเจ้าในคืนเพ็ญ”

ฟังแล้วให้กระดากกับคำหวานที่แล่นเข้าหู ไม่นึกอยากสบสายตาแรงร้อนของคนที่กล้าเอ่ยมันได้อย่างหน้าด้านหน้าทน ครั้นก้มมองสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ก็รู้ชัด มันมีความหมายยิ่ง… แหวนทองวงหนาหนัก ลงยาขาว ด้วยวิธีใดสักวิธีให้เส้นสายริ้วรอบเรือนแหวนเกิดภาพสลักลึกสีขาว ปรากฏเป็นลายกระหนกรอบปากยักษ์และเขี้ยวอสุรา แหวนแทนตัวของแม่ทัพสีขาว สหัสเดชะ!

 

ทว่า…

เมื่อข้าได้กลับไปพบพรรคพวก กลับมีเรื่องใหญ่กว่านั้นรอคอยอยู่ จนข้าแทบลืมสิ้นถึงแผนเจ้าเล่ห์ที่กะการณ์ไว้ พี่ชมพูพานโผเข้ามากอดข้า ข้ากอดตอบ ร่างเพรียวของพี่สั่นเทาในอ้อมแขน

“เกสรล่ะพี่ น้องเราไปไหน” ข้าถามอึกอัก รู้สึกถึงเค้าลางไม่ดีได้อย่างชัดแจ้ง

“เจ้าตัวหอม…ตายแล้ว”

ข้าตะลึง หูดับไปในนาทีนั้น รู้สึกได้ถึงคำว่านรกมีจริง ในอายุขัยสองร้อยกว่าปีได้เคยเห็นลิงตายมาแล้วนักต่อนัก แต่ไม่ใช่ตัวที่ข้ารักใคร่สนิทสนมเป็นพิเศษ นี่เป็นครั้งแรก

เรามารู้ภายหลังก็เมื่อสาย แม่ทัพเกราะม่วงที่ทราบชัดแล้วว่าคืออัศกรรณมาราสูรมิได้มาตามหนทางที่สืบรู้มาล่วงหน้า ไม่ใช่ทางที่เจ้าลิงขาวดักรอ แต่ดันไปโผล่ในหนทางของพี่ชมพูพานและเกสรทมาลาอย่างบังเอิญที่สุด เริ่มด้วยจับเจ้าหมาด่างฉีกเป็นชิ้นๆ แล้วทิ้งร่างไว้ให้ดูแทนคำขู่ พี่ชมพูพานมากประสบการณ์จึงไหวตัวทัน ครั้นกระสาถึงอันตรายรีบพาน้องทิ้งระยะห่างออกมา แต่เกสรน้อยไม่คิดเช่นนั้น ด้วยเสียอกเสียใจที่หมาคู่ใจพี่ชายต้องมาตายจึงวางแผนจะย้อนไปเป่ายาพิษใส่มาราสูร

เรื่องน่าสลดก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้…

เมื่อเจ้าตัวขาวตามมาสมทบ เราไม่ได้เผาศพให้เอิกเกริกเพราะจะเป็นการบอกตำแหน่งตนเองแก่ศัตรู จึงทำได้เพียงฝังเกสรทมาลาพร้อมกับดอกโสนที่เจ้าน้องเล็กตัวนี้ชอบ ดอกไม้สีเหลืองนี้ชอบน้ำ จึงขึ้นมากที่บ้านเกิดของเราซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมบ่อย

“มันไปแล้วสินะ ลงไปรวมกับทัพใหญ่ของกษัตริย์และพระฤๅษีของมัน คราวนี้ตัวใหญ่มาเองทั้งนั้น เป็นฤๅษีโคบุตรปู่ฤๅษี หาใช่พวกลิ่วล้อ… ข้าคิดไม่ออกแล้วว่าควรทำเช่นไรต่อ กลับไปบอกองค์รามหรือว่าน้องเราตาย” เจ้าตัวขาวพูดยืดยาวด้วยสีหน้าว่างเปล่า

เป็นข้าที่ก้าวเข้าไปใช้สองมือประกบใบหน้าเขา เขย่าให้ได้สติ จ้องลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น

“ดึงสติกลับมาบัดเดี๋ยวนี้ วายุบุตร! ยังมีแม่ทัพอีกคนอยู่รอให้เจ้าไปฆ่า ไปเอาชีวิตแม่ทัพสีขาว สหัสเดชะ!! …อย่าให้มันมีโอกาสได้ตั้งตัว”

“เรื่องนั้นคงไม่อาจทำได้ง่ายอย่างเจ้าว่า” เขาเริ่มนิ่งขึ้น แต่ยังคลางแคลง

“ทำได้สิ ข้ารู้ว่ามันจะปรากฏตัวที่ไหน เมื่อไหร่… ฟังนะ ข้ามีแผน”

ยามแบแหวนที่กำไว้ออกไปให้สหายได้ยลมือข้าติดจะสั่นเล็กน้อย หวังว่าเขาคงไม่ทันสังเกต

“ของเช่นนี้ ไปเอามันมาจากแม่ทัพอสุราได้อย่างไร”

“เถอะน่า ไม่ได้ขโมยก็แล้วกัน… มีมันแล้วก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เจ้าจงแกล้งปลอมเป็นข้า”

“เวทเช่นนั้นใช้ลวงตาได้ไม่นาน”

“เจ้าทำได้ คืนเพ็ญ จันทรเทพจะยิ่งมอบพลังแก่สมุนแห่งองค์ราม”

ข้าไม่ได้ขยายความมากมายนัก เพียงปั้นเรื่องว่าตนได้ใช้ฤทธิ์แปลงเป็นสตรีชั่วคราวทั้งใช้จริตมารยาล่อลวง ด้วยมนตร์แปลงโฉมบางบท วานรที่แก่กล้าก็อาจทำเช่นนี้ได้ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แตกต่างจากอำนาจของผ้าประเจียดที่ทำให้กายข้าดูเป็นชายอย่างถาวร เมื่อถอดออกจึงค่อยเผยเพศสตรีที่กำบังไว้

ไม่ว่าอย่างไร เรื่องที่ข้าเล่าไม่มีสถานการณ์จริงหลายฉากที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ไม่มีรายละเอียดลงลึกถึงความหวั่นไหวใกล้ชิด

ข้าจะเสียสติบอกกล่าวเรื่องเช่นนั้นต่อชายที่ใฝ่ใจรักได้ละหรือ…

 

มิใช่พวกนายกองอสุราจากเมืองม่านเอ่ยหลอกล่อเราให้เข้าใจผิดดอก แต่พวกมันเองก็ไม่ได้รู้ซึ้งในน้ำใจมาราสูรผู้เจ้าเล่ห์เจ้ากลเลือกมาตามทางที่ไม่ได้บอกกล่าวผู้ใด ส่วนสหัสเดชะที่มาถึงก่อนกำหนดก็มิใช่แผน ด้วยอุปนิสัยเร็ว และแรง ครั้นปะหน้าศัตรูก็กล้าชนตรง ดุดัน หาใช่เพราะโง่เง่า แต่เพราะเชื่อมั่นในตนเองขึ้นขีดสุดว่าไม่มีวันพ่าย

เลือดในกายข้าเริ่มร้อนระอุเมื่อใกล้ถึงคืนเพ็ญที่นัดพบอสูรร้าย ฝ่ายนั้นเองก็คงหวนมารอพบกันตามสัญญา หารู้ไม่ ข้าจักฉีกสัญญานั้นเป็นชิ้นๆ ให้แหลกกระจาย ข้าก็แค่ต้องพยายามกดมันไว้ สะกดกลั้นความรู้สึกพลุ่งพล่านในกายใจ ยังจำได้ถึงมือขวาของเขาที่ประกบเข้ากับมือซ้ายของข้า แต่ยามเลือดเข้าตาข้าไม่อยากย้อนคิดถึงแม้เศษเสี้ยวของรอยยิ้มไร้ค่า! เวลานี้คิดเพียงอยากให้แม่ทัพยักษ์ชั่วช้าสักตนตกตาย

อสุราเอย ที่เจ้าจะได้เจอไม่ใช่ข้าดอก แต่เป็นความตายสีขาว

อย่าเกลียดแค้นข้าเลย ทั้งหมดก็เพื่อใช้หนี้แค้นให้เหล่าวานรเรา

ชดเชยให้ชีวิตของน้องรักที่ข้าต้องเสียไป…

 

…แล้วเขาก็ตายจริงๆ

ข้ารู้สึก สายสัญญายึดโยงถึงกันได้ขาดหายไปอย่างเฉียบพลัน ไม่มีอยู่แล้ว มนตราสั่งสัญญาเลือดอะไร ไม่มีทั้งนั้น ว่างเปล่า …ครั้นเมื่อเจ้าตัวขาวกลับมายืนยัน ข้าเองไม่ได้รู้สึกยินดีที่งานเราสำเร็จอย่างที่คิด ยังกลับชาด้านไปทั้งใจ

“ตายแล้วหรือ…” ก็สมควรอยู่หรอก

ชีวิตนี้สายไปแล้ว แต่สำหรับชีวิตหน้า บางทีอสุราตนนั้นอาจมีการเรียนรู้ขึ้นมาบ้าง

แต่ทำไมน้ำตาจึงตกในไหลอยู่ในอก ควรหรือที่จะต้องเสียใจ

ข้าเองเป็นผู้ตั้งใจหยิบยื่นความตายให้ยักษ์ตนนั้น

วายุบุตรไหวไหล่ นิ่วหน้าเล็กน้อยคล้ายมีอาการบาดเจ็บภายในที่ไม่ต้องการจะแสดงออก  “ดูเหมือนข้าใช้วิธีขี้ขลาดไปสักหน่อย ไว้ถ้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟัง… แต่จิตอาฆาตก่อนตายของมันแรงมาก หึ ทำกระไรได้ อยากหลงกลเรา อยากโง่เอง” เอ่ยอย่างมิได้เคารพกริ่งเกรงผู้วายชีวาแม้นสักน้อย

เป็นข้าที่สังหรณ์กังวลถึงลางร้ายที่จะย้อนมา เสียงลึกลับกระซิบบอก ยังไม่ใช่ในวันอันใกล้นี้หรอก แต่กงกรรมจะหมุนย้อนมาเสมอ  ยักษ์นั่นตายเพราะข้า พญายักษ์บ้าบิ่นผู้งดงามและแสนจะบังอาจ สัมผัสเร่าร้อนที่ลงท้ายด้วยอ่อนโยนนั้นมีแต่เขาคนเดียวทิ้งรอยไว้ มันคงตราติดตัวข้าไปชั่วชีวิตอย่างไม่อาจลบเลือน ก็ทั้งที่เจ้าของเลือดที่เข้ามาไหลเวียนในกายข้าได้จากไปแล้ว แต่ข้ายังประหวัดนึกถึงดวงตาคู่นั้นไม่คลาย ทั้งรู้สึกผิด ทั้งติดค้าง

แต่ใจข้าไม่ได้อยู่ที่เขา รักของข้าอยู่กับเจ้าของฉายาลูกพระพาย ด้วยความเร็วยิ่งกว่าผู้ใด เขาได้ฉกชิงหัวใจดวงนี้ไปนานแล้วและไม่เคยนำมาคืน

ความรักจะเกิดเมื่อเรารู้สึกสนุก ตื่นเต้น ลืมหายใจ ใจเต้นเพราะคนคนหนึ่ง

เช่นนั้นหรือ? ข้าเห็นเขาสนุก เริงใจยิ่ง แต่ไม่รู้จะมีสักครั้งที่เรียกได้ว่ารักหรือเปล่า เขาคงใจเต้นเพราะสตรีหลายนาง …การกระทำของวายุบุตรตอกย้ำชัดเจน ทุกครา วายุยังโลดแล่น แปรผัน ดุจสายลมที่ซัดกระหน่ำเข้าปะทะทุกสิ่ง บางเวลาเหมือนลมรวยรินให้รื่นอุรา แต่โดยธรรมชาติ ลมไม่เคยอยู่กับที่… เขาไม่รักใครเท่าตัวเอง จำนวนสตรีดาษดื่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ชายที่ข้าหมายมองมีเมียชั่วคราวนับไม่ถ้วน มีลูก…ที่บางคนเขาเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนเกิดมาบนโลก เป็นลูกที่พ่อไม่ได้ต้องการ เหมือนอย่างตัวข้า… แล้วจะให้อ้าปากบอกความจริงออกไปได้เช่นไร ข้าก็คงเป็นได้ไม่ต่างจากสตรีน่าเวทนาเหล่านั้น ไม่สิ เขาอาจหัวเราะเยาะด้วยซ้ำ ทั้งตอกหน้าว่าไม่มีทางคิดเกินเลยกับสหาย

บางคราข้าก็ละอายนักกับความคิดไม่ซื่อในใจ บวกลบแล้วยังไม่อาจยอมสูญเสียตำแหน่งเพื่อนร่วมสาบานที่แสนสำคัญ อย่างน้อยก็ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ถูกทิ้งขว้างไว้ข้างหลังเหมือนดอกไม้ริมทาง คงไม่กล้าตัดสินใจสารภาพเหมือนที่พูดออกมากับชายผิดฝาผิดตัวอย่างคืนนั้นอีก ข้าจำต้องอยู่ข้างเจ้าลิงขาวในสถานะสหายไปจนวันตาย

แต่ก็ชินแล้วกระมัง ไม่ถึงกับทุกข์ทนอะไรเช่นนั้นหรอก ถ้าคบกันประสาบุรุษต่อบุรุษ ลิงขาวของข้าก็นับว่ามีน้ำใจที่ดีต่อเพื่อนฝูง แม้ถกเถียงงัดข้อกันประจำแต่ข้ายังอุตส่าห์คิดเอาว่าข้าเป็นที่เอ็นดูของเขากว่าใครๆ ข้าเชื่อแบบนั้น

อย่างน้อยก็เชื่อ จนถึงชั่วขณะที่ถูกคมตรีศูล…ตรีเพชร…ฟันและแทงซ้ำเข้าอย่างจัง

สงครามช้างเผือก เราแบ่งกำลังไปรบพัวพันหลายจุด พระลักษมัณน้องยาแห่งองค์รามต้องศรตกหลังช้างอาการปางตาย จากภาพสมมุติเทพ ดูเหมือนที่จริงท่านเองก็ตายได้ ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดที่พยาบาทข้า หลักฐานว่าข้าผิดได้ถูกสร้างขึ้น กับช่วงเวลาประจวบเหมาะบ่งชี้ว่าข้าทำ ร่องรอยก็เหมือนน้ำมือข้า เหล่านี้ล้วนไร้คำอธิบายที่ข้าจะสามารถคิดออก บางทีพวกยักษ์คงจะแค้น อยากให้เราประหัตประหารผิดใจกันเอง

และมันทำสำเร็จ…

คราวเคราะห์ที่พระธุดงค์เตือนนั้นไม่ใช่การได้พบเจอกับแม่ทัพสีขาวอย่างที่ข้าเข้าใจ ตรงข้าม นั่นคือคราวเคราะห์ร้ายของฝ่ายเขาต่างหาก ส่วนคราวเคราะห์ของข้าเองก็ตามมาติดๆ ราวกรรมสนอง …ความตายมาถึงตัวข้าโดยมิทันตั้งตัว

หลังลุยเพลิงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ยามเมื่อผ้าประเจียดที่ต้นแขนพลอยหลุดออกด้วยคมศาสตราจากน้ำมือสหาย กายข้าพลันกลับเป็นสตรีทันที ก่อนจะถูกแทงซ้ำจนร่อแร่ใกล้สิ้นใจ ข้าล้มลง ตาเบิกค้าง หูดับ ภาพดับจนมองไม่เห็นหน้าเขา…เห็นเพียงความตายสีขาวโพลน แต่กลับรู้สึกถึงสัมผัสเก้กังที่จับต้องผิวกาย เขาคงรู้แล้วว่าข้าซ่อนความลับอย่างไหนเอาไว้ตลอดมา แต่ความรักของข้าเล่า?

ข้าพยายามขยับปาก…อยากบอกสิ่งติดค้างในใจ ทว่าที่ออกมาก็มีเพียงฟองเลือด เพื่อนรักคงไม่มีวันได้รู้ ถ้อยคำไร้เสียงหล่นร่วงจมหายไปกับกองเลือดของข้าในบัดนั้นจนสิ้น

รู้สึกได้ว่าเขากำลังพูดบางอย่าง ทว่าหูข้าก็ไม่ได้ยินเสียแล้ว อาจกำลังพร่ำทูลอธิบายต่อองค์รามเรื่องที่ต้องปลิดชีวิตข้า หรือกำลังบอกข้าถึงเหตุผลร้ายกาจที่ส่งให้ต้องทำถึงขนาดเข้ามาแทงข้างหลัง ไม่เป็นไรหรอก ข้าโกรธ ข้าอึ้ง ตะลึงงันก็จริง แต่หักลบกับรักใหญ่หลวงในใจแล้วก็อโหสิให้ได้อยู่ องค์รามเองก็คงอภัย แต่ไหนแต่ไรเจ้าก็เป็นลูกรักผู้แสนภักดี ทำการใดล้วนคิดถึงประโยชน์แห่งนายตนเป็นหลักใหญ่

เพียงแต่การผิดคำสาบานที่จะไม่ทรยศข้า เรื่องนี้คงติดตัวเจ้าไป ข้าอยากจะเอ่ยอะไรสักสิ่งเพื่อช่วยบรรเทาลบล้าง แต่ว่าข้าพูดไม่ได้เสียแล้วนี่ เจ้าเองที่ทำให้ข้าพูดไม่ได้

ก่อนตายข้าไม่ได้สงสารตัวเอง ข้าสงสาร หนุมาน วายุบุตร

สหายรักสหายแค้นของนิลพัท… ตลอดกาล…

 

พี่สาวของพันพักตร์จะแต่งงาน พี่สาวไม่แท้ที่เกิดปีเดียวกันด้วยซ้ำ…อายุมากกว่าเขาแค่สองสามเดือน จะไปแต่งกับนายอัศ คนไม่น่าไว้ใจที่อายุไม่ใช่น้อยๆ เรียกว่าห่างเป็นคนละรุ่น แอบไปสนิทสนมกันตั้งแต่ตอนไหน เขาไม่ยักรู้

เก้าโมงเช้า ชายหนุ่มจำต้องงัดตัวเองให้ลุกจากที่นอน วันนี้มีคิวถ่ายละคร เขาถอดเสื้อ กางเกง โยนทิ้งทีละชิ้นตั้งแต่ก่อนจะก้าวเข้าสู่ห้องน้ำ มองผ่านกระจก พื้นที่ใต้ร่มผ้าของตนมีแต่ลอยสักลายพร้อยไปทั้งตัว! ด้วยความที่คนดูชอบบุคลิกค่อนข้างจะแบดบอยของเขา สิ่งนี้จึงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรับงาน เพราะมีแต่บทที่ดูจะสร้างมาเพื่อเขาเข้าคิวมาเสนอให้ถึงที่

ร่องรอยล้วนแล้วไปด้วยลายไทยหายาก อย่างที่ตลอดทั้งชีวิตครูสักจะสักให้คนเพียงคนเดียว เขาค่อยๆ ไต่ระดับไปทีละตัวทีละตนจนได้รับลายสุดท้ายอันถือเป็นที่สุดมาครอง มีกระทั่งลายที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ด้วยสรรพวิชา ที่ไม่อาจหาได้ที่ไหน การโลดแล่นเริงรำของ องค์ปู่ฤๅษี เทพยดา คชสาร พยัคฆา อสุรา วานร เคยมีคนถาม…เบียดเสียดเข้าไปหมดอย่างนี้ไม่ตีกันเองหรือ ชายหนุ่มก็จะยิ้มแยกเขี้ยวร้ายๆ ตอบไป ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะใช่ แต่เขาเอาอยู่ ยังมีทางชีวิตอีกสายที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ทางที่เขาเดินมาไกลแล้ว และกว่าจะมาถึงตรงนี้มันก็ไม่ง่าย

เส้นทางลึกลับที่ ไม่รู้ต้น… ไม่รู้ปลาย…

เขาแต่งกายด้วยเสื้อดำแขนยาว กางเกงยีนส์ ก่อนจะบึ่งรถมัสแตงค์คันใหม่สีดำแดงออกไปยังกองถ่ายแถวสมุทรปราการ เมื่อจอดรถเสร็จสรรพ คนแรกที่วิ่งมาสนใจรถสปอร์ตคันสวยของเขาก็คือ…

“โห พ่อพันช์ ราคาเท่าไหร่ฮะเนี่ย ค่าตัวที่เล่นเรื่องนี้ทั้งเรื่องพอซื้อล้อสักข้างไหม”

“ทะลึ่ง! เจ้าผัดไทย”

เด็กอายุสิบเอ็ดขวบรายนี้รับบทเป็นลูกชายเขา เพราะพระเอกในเรื่องเป็นพวกเปรี้ยวจัด ทั้งกัดสีผม ทั้งชอบท่องราตรี เหมือนตัวเขาเปี๊ยบ ต่างกันที่หมอนี่มีลูกติดตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ กลายเป็นพ่อลูกสุดป่วนที่เข้าขากันได้เยี่ยม ผู้กำกับถึงกับชมว่าเล่นกันออกมาได้เป็นธรรมชาติสุดๆ เหตุผลหนึ่งก็เพราะเด็กคนนี้คุ้นกับเขา รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนได้เล่นละครเรื่องเดียวกัน เขาเองเป็นคนพาเข้าวงการมาตั้งแต่เด็กๆ

อันที่จริงต้องบอกว่าเจ้าเด็กผมสีน้ำตาลปลายบลอนด์ ตาน้ำตาลอ่อนใสแจ๋วอย่างลูกครึ่งคนนี้ยึดพิมพ์ฝันเป็นเสมือนแม่แท้ๆ ยึดเขาเป็นพ่อ นั่นละถูก! พี่สาวเคยอยากรับอุปการะเด็กชายไผท หรือผัดไทย ซึ่งเป็นลูกอ่อนของคนรู้จักที่เสียชีวิตไปแล้ว นั่นก็พอเข้าใจได้อยู่ เพราะพี่ฝันเป็นลูกที่ถูกรับมาเลี้ยงเหมือนกัน โตมาอย่างดี ก็คงนึกอยากจะช่วยเด็กสักคนให้ได้รับความอบอุ่นเหมือนอย่างตัวเองบ้าง

แต่ตอนนั้นเจ้าตัวยังเพิ่งเปลี่ยนไปใช้คำว่านางสาวได้ไม่เท่าไหร่ เร็วเกินไปถ้าจะอยากเป็นผู้ปกครองของเด็กสักคน ด้วยความที่นิสัยโตเกินวัยตามพ่อแม่ไปรู้จักใครต่อใครก็มาก เลยรับหน้าที่ช่วยหาผู้ปกครองชั่วคราวให้เด็กที่ตนต้องชะตา แต่พอถึงวัยซึ่งสามารถรับเด็กชายมาเป็นลูกบุญธรรมของตัวเองได้ กลับเปลี่ยนใจไม่เอาแล้วเสียอย่างนั้น บอกว่าตนคงไม่ใช่แม่ที่ดี ครั้นเขาจะรับเลี้ยงต่อเป็นพ่อให้ผัดไทยก็ถูกต่อต้าน เอาใจยากยิ่งกว่าอะไร…

เขายังสนิทกับน้องชายผู้แทบจะนับเป็นลูกคนนี้ ในขณะที่พี่ฝันตีตัวห่างออกไป แต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะเข้าใจแม่ของมันเป็นอย่างดี เฮอะ ใครจะไปเข้าใจผู้หญิงแบบนั้น?! นึกจะทำอะไรก็ทำตามใจตัวเอง ที่แย่มากก็คือเมื่อคืนยัยนั่นดันโพล่งออกมาได้ว่าจะแต่งงาน

“พ่อ! พ่อพันช์ฮะ”

“เออ! ทำไม” เพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายเรียกเขาหลายคำแล้ว

“เป็นไร วันนี้ดูเหม่อๆ ชอบกล”

“ก็แม่แกนั่นแหละผัดไทย”

“แม่ทำไมง่ะ” เด็กชายเข้ามานั่งกระแซะ แยกเขี้ยวถามอย่างอารมณ์ดี

ครั้นจะให้บอกไปว่าแม่แกจะหาคนอื่นมาเป็นพ่อแกแทนฉันก็พูดไม่ออก ทั้งที่เคยฝันว่าอนาคตข้างหน้าจะหาทางฟันฝ่าให้ได้อยู่เป็นพ่อแม่ลูกกันสามคน แล้วจะบอกความจริงที่ชวนฝันสลายแบบนี้ออกไปได้อย่างไร

การแต่งงานนั่นมันไม่ควรจะเกิด เขาจะต่อต้านเรื่องนี้จนถึงที่สุด…

“ไม่มีอะไรหรอก แค่มีเรื่องไม่เข้าใจกันนิดหน่อย เดี๋ยวก็กลับมาดีเหมือนเดิม”

ใช่ ถ้าเขาไม่ได้คนอื่นก็ต้องไม่ได้ พี่ฝันจะต้องกลับมาอยู่ตรงที่ที่เคยอยู่ คราวนี้เขาไม่มีทางยอมตามใจพี่เหมือนที่แล้วมา!!

“แม่ก็แค่เอาแต่ใจไปเรื่อยอะ ผมบอกแล้วว่าให้ดักฉุดเลย”

“เออ เจ้าชู้ยักษ์แต่เด็ก” พันพักตร์หันไปมองเด็กชายที่ยิ้มเห็นเขี้ยว ยีหัวอีกฝ่ายอย่างชอบใจกับคำแนะนำ “แต่ดื้อด้านทานทนเบอร์นั้น กลัวว่าเอาช้างมาฉุดก็ไม่ขยับ”

 

นิลแก้วนั่งจิบโกโก้มองเพื่อนผู้นั่งตรงข้ามกันในร้านกาแฟแล้วก็สงสัย พิมพ์ฝันเอามือถูจมูกยุกยิกๆ คล้ายอยากจาม เธอกำลังลุ้น แต่จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ไม่ยอมจาม กลั้นไว้จนหายคันจมูกไปเอง

“ขนาดจะจามยังเอาชนะได้ เชื่อเขาเลย ความดื้อเกินขนาดของเธอนี่มัน…”

“ฉันไม่ยอมให้คนที่นินทาฉันได้อย่างที่ต้องการหรอก” คนผมฟูซึ่งวันนี้ปล่อยผมสยายยกกาแฟขึ้นจิบอย่างมีมาด “ว่าแต่เธอเถอะ เป็นไงกันแล้วกับหนุ่มแว่นที่เจอคืนนั้น เล่ามาให้ไว”

คนถูกซักรู้สึกคล้ายทำโกโก้ร้อนลวกปากลวกคอเกือบจะสำลัก สุดท้ายก็ฝืนกลืนลงไป  จะบอกยังไงดี หนุ่มแว่นหน้าขาวดุขรึมคนนั้นกลายเป็นบอสของเธอแล้ว ก็ไม่รู้สินะ พอสมัครงานทางอีเมลเรียบร้อยก็มีบทสัมภาษณ์ส่งกลับมาให้เขียนพอเป็นพิธี ถามนั่นถามนี่ที่ดูไม่ค่อยจะเป็นเรื่องงานเท่าไหร่ ตามมาด้วยคำตอบรับเข้าทำงาน แถมท้ายด้วยคำวิจารณ์เพียงว่า ‘กระตือรือร้นสมกับที่เกิดปีวอก’ ฟังดูโบราณคร่ำครึ แถมยังไม่ค่อยเหมือนคำชมตรงไหนเลย

จากนั้นเตชะก็ชิงโอนเงินเดือนมาก่อนที่นิลแก้วจะเริ่มทำงานในเดือนหน้าเสียอีก ข้อหนึ่ง…เขาว่าเพราะเขาเงินเหลือ ข้อสอง…เขายังว่าคืนนั้นท้องที่ว่างเปล่าของนิลแก้วส่งเสียงขอข้าวกินดังมากจนน่าอนาถใจที่จะปล่อยเธอไว้อย่างนี้ น่าจะรวมถึงการสวาปามอย่างตายอดตายอยากที่เธอแสดงออกไป แม้ไม่เลอะเทอะแต่ปริมาณของมันก็เกินกว่าสตรีทั่วไปจะกินได้ เสมือนหนึ่งจะสะสมอาหารไว้ในกายเพื่อดึงออกมาใช้ในฤดูขาดแคลน

‘วันต่อไปอาจไม่มีอะไรกิน ฉันจะได้นอนย่อยจำศีลสบายๆ ไปสักหลายๆ วัน’

‘ปกติลิงไม่จำศีล’ จำได้ว่าคืนนั้นเขาขัดทั้งหน้านิ่ง แต่วาจาฟังดูยั่วยวนกวนใจอย่างร้ายกาจ

ฮึ่ย… นึกแล้วก็คันหัวใจ เป็นไรไหมถ้าอยากจีบว่าที่เจ้านายของตัวเอง?

อีกตั้งเดือนกว่าถึงจะได้เริ่มงาน…ถึงจะได้เจอเขาอีกครั้ง เพราะคนมาดเนี้ยบบอกว่าต้องเตรียมที่ทางให้พร้อมก่อน จะทำเป็นโฮมออฟฟิศ ให้ตายเถอะ ให้ไปทำงานในบ้านของเขางั้นเหรอ อยากบอกว่าถึงบอสจะสั่งให้เอาโน้ตบุคไปนอนทำงานบนเสื่อไม่มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งตอนนี้เธอก็เต็มใจ ไม่ใช่แค่เรื่องเห่อกับหนุ่มที่ตัวเองปิ๊งเป็นรายแรกในชีวิตอะไรนี่หรอก ต่อให้เป็นเรื่องอื่นเธอเองก็ไฮเปอร์พอที่จะพุ่งไปทำทันที เป็นแบบนี้หลายครั้งจนเพื่อนรักขู่ว่าจะจับล่ามโซ่มัดมือไว้

…นิลแก้วตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมาปรึกษาเรื่องแผนจีบคนเกือบขรึม แต่บางมุมก็แอบกวนประสาทหน้าตาย เพราะเพื่อนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอประสบเหตุหัวใจสะดุดตกหลุม…

มันติดอยู่ตรงปลายลิ้น เธอกำลังจะเล่าอยู่แล้ว ทว่าฝ่ายนั้นกลับชิงกระแอม หยิบการ์ดสีขาวลายอ่อนช้อยหรูหรามายื่นให้ตรงหน้า พอรับมาเปิดดูแล้วก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปได้ทั้งกองทัพ เอ่ยเสียงยานคางติดอ่างอย่างช่วยตัวเองไม่ได้สักนิดเดียว

“นี่เธอ… เธออออ จะ แต่ง…”

ชื่อที่เห็นบนการ์ดเป็นคนที่นิลแก้วเองรู้จัก หนุ่มใหญ่ทรงอิทธิพล ก็นับว่าอายุห่างกันกับรุ่นเธอค่อนข้างมาก พิมพ์ฝันเกิดก่อนเธอปีเดียว ตอนนี้ก็แค่ยี่สิบเจ็ด แต่คุณอัศอะไรนั่นก็ดูดีสุดๆ ไปเลย มาดคล้ายๆ ท่านเคานต์ ชอบใส่สีม่วงเข้มตัดดำ ดูลึกลับน่าค้นหา

…ก็ไม่ใช่ว่าไม่เห็น

ตลอดมาสายตาที่ทั้งคู่มองกันมันออกจะมีอะไรซ่อนอยู่

เพียงแต่นึกไม่ถึงว่านั่นจะเป็นความรัก

“ทำไมต้องตกใจขนาดนี้ด้วยนะ พอดีเจ้าบ่าวเขาบอกว่าถ้าไม่ทันฤกษ์นี้ก็ต้องรอไปอีกหลายปีเลย เขาเองก็อายุสี่สิบสามแล้ว ไม่อยากรอ” พิมพ์ฝันลูบคาง แสดงท่าทางพึงใจชัดแจ้งที่ได้แกล้งคน “คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าเธอมีหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าสาว”

“เอ่อ แบบที่แต่งตัวโทนเดียวกันแล้วยืนเรียงหน้ากระดานสวยๆ น่ะเหรอ”

พิมพ์ฝันรู้จักคนออกเยอะ เพื่อนก็ตั้งแยะ คงมีคนร้องอยากเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้เพียบแน่อยู่แล้ว

“ไม่ใช่” ว่าที่เจ้าสาวยิ้ม ยกไหล่สองข้างพร้อมกันแล้วผ่อนลมหายใจ “ตำแหน่งนี้ยกให้เธอคนเดียวเลยเจ้าลิงจ๋อ”

 

เชิงอรรถ : 

(1) จองถนน คำนี้มีใช้กันมาแต่โบราณ สำหรับการถมที่ลุ่มขึ้นเป็นถนน …ในที่นี้คือวาระซึ่งเหล่าวานรสมุนพระรามนำหินมาถมทะเลเพื่อเป็นทางข้ามไปยังกรุงลงกา หนุมานและนิลพัทที่เขม่นกันอยู่ก่อนได้ประลองฤทธิ์โดยต่างทุ่มหินที่ขนมาใส่อีกฝ่าย พระรามต้องไกล่เกลี่ยและลงโทษแยกนิลพัทให้ไปอยู่คอยส่งเสบียงมาจากเมืองขีดขิน (เป็นเหตุให้ฝังใจข้ามภพชาติว่าตนไม่ใช่ลูกรักขององค์ราม)

(2) คำเรียกขานตนเอง Myanmar ที่มาของชื่อเมียนมาร์

 



Don`t copy text!