ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 3 : ความทรงจำของผู้หลงทาง

ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 3 : ความทรงจำของผู้หลงทาง

โดย : อสิตา

ดรรชนีชี้ตาย โดย อสิตา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอกับเรื่องราวของหนุมานและพลยักษ์ที่เป็นคู่แค้นตลอดกาล…จะมีวันที่สองเผ่าพันธุ์จะญาติดีกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตัวละครจากวรรณคดีเหล่านั้นได้มาโลดแล่นอยู่ในโลกของมนุษย์ การสู้รบจะยังดำเนินต่อไป โดยมีเธอ…ผู้เป็นหัวใจของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน

ว่ากันว่า…เราทุกผู้ล้วนหลงทางในโลกมนุษย์

คลำหาเรื่อยไปจนกว่าจะพบที่ทางของตน

ต่อเมื่อเดินไปจนเจอจุดหมายปลายทางใจจึงสงบ

นั่นแหละ คือการถึงบ้านอย่างแท้จริง

เขาในวัยหกขวบกว่าๆ กลายเป็นเด็กจรจัดไร้บ้าน เพราะโตไวรูปร่างจึงดูเหมือนสักสิบขวบ ผู้คนที่พบเห็นส่วนใหญ่สบตาแข็งกร้าวเข้าก็เบือนหน้าหนี อาจจะกลัว ด้วยความที่เขากะพริบตาไม่บ่อยเหมือนคนทั่วไป หรือกลัวบางอย่างที่ซ่อนเร้นในตัวตนนี้ก็ไม่อาจรู้ได้…

จนคืนหนึ่งแสงไฟเจิดจ้าก็สาดมา มันควรจะเป็นแสงแห่งความหวัง หรือมิใช่ ไฟหน้าของมอเตอร์ไซค์หลายคันที่บิดเร่งเครื่องกระหึ่ม ขณะคนขี่มาหยุดใกล้ๆ ส่งเสียงตะโกนทัก

“ไงหนุ่มน้อย เห็นป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้มาหลายวันละ กลับบ้านกับพวกพี่ไหม ตาคม…หล่อดีนะเรา” คำนั้นเรียกเสียงหัวเราะรับกันเป็นทอดๆ

คงจะเป็นคืนแห่งความโชคร้าย แต่ไม่แน่นักว่าโชคร้ายของฝ่ายไหน

คนพวกนี้บอกว่าจะพาเขาไปนอนบ้านเช่าของพวกมัน เด็กชายเองรู้สึกว่าท้องหิวมานาน อยากอาบน้ำอาบท่า อยากกินอิ่มนอนสบายสักคืนก็ยังดี เขาที่คิดอะไรไม่ออกซ้อนมอเตอร์ไซค์ไป เมื่อไปถึง บ้านนั้นอวลด้วยกลิ่นควันบุหรี่ปะปนกับยาสูบอย่างอื่น วัยรุ่นมากหน้าล้อมวงเหล้า มองมาด้วยสายตาแปลกๆ

ได้กินข้าวได้อาบน้ำก็จริง ทว่า หลังจากนั้น…เขาก็ไม่รู้สึกตัว

กระทั่ง…

กะพริบตาอีกครั้ง กางเกงแบบผูกเชือกเกือบพอดีตัวซึ่งใครคนหนึ่งให้ยืมมายังอยู่ติดกาย แต่คอเสื้อคล้ายถูกกระชากจนขาดแล่ง มองรอบๆ พวกมันนอนกันเกลื่อน ไม่ได้นอนหลับ แต่นอนนิ่งไม่หายใจ…… นี่ไม่เหมือนเคย ส่วนใหญ่หากมีคนมาตายแปลกๆ อย่างที่หลายคนกล่าวโทษเขา นั่นมักเป็นคนที่รู้จักหน้าค่าตากันในระดับหนึ่ง เป็นพวกคนแย่ๆ ที่ป้วนเปี้ยนอยู่ในแวดวงชีวิต ใกล้…เพียงพอจะสามารถถามหาชื่อแซ่ ตายแบบไร้ร่องรอยประทุษร้าย

วัยรุ่นแปลกหน้าพวกนี้มีสภาพศพต่างออกไป คอบิด แขนหัก เลือดไหลออกปากจมูก ไม่ได้ตายเรียบร้อยอย่างรายที่ผ่านๆ มา ทั้งมือ ทั้งเท้าของเขาเองยังเปรอะไปด้วยเลือด

เสียงข้างในตัวยิ่งกระซิบย้ำให้แน่ใจ เขาเองที่เป็นคนฆ่า! รู้ว่าตนเองแตกต่าง รู้ว่ามีสิ่งอันน่าสะพรึงต่อมนุษย์และสัตว์แฝงอยู่ข้างใน แต่เขาไม่คิดว่าตัวเองจะชั่วขนาดฆ่าคนเป็นเบือ อย่างน้อยๆ ก็เวลามีสติ… อาจเพราะที่แห่งนี้ไม่มีสายตาจับผิดมองมามันจึงลงมือไม่ยั้ง และอาจเพราะเดนมนุษย์พวกนี้ทำให้ มัน…ส่วนที่เลวร้ายของเขา โกรธจัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เด็กชายกัดริมฝีปาก มิน่า รู้สึกว่าพวกนี้มองเขาแปลกๆ แต่แรกแล้ว เขาเองก็เป็นเด็กวัดที่ออกจะรู้มาก มันคงตั้งใจจะทำเรื่องสกปรกกับร่างกายของเขา

ผิดที่เผลอไว้ใจมนุษย์…

แค่จะหาบ้านซุกหัวนอนดีๆ สักคืนเดียวยังหาไม่ได้เลย!

 

เมื่อมีเรื่องเลวร้ายมาถึงตัวมากเข้า…จนเรียกว่าตกต่ำที่สุด มันก็คงจะไม่เป็นอยู่ชั่วนาตาปี เคยได้ยินตาเผือกบ่นใส่หูบ่อยๆ ชีวิตมีขาลงก็ต้องมีขาขึ้น แน่หรือ?

…หลังเกิดเรื่องร้ายในบ้านของคนแปลกหน้าเขาไม่ได้รีบร้อนจากมาทันที คล้ายจะใจเย็น กลับเข้าไปอาบน้ำอีกรอบ ล้างคราบเลือดที่เปื้อนเปรอะอย่างขยะแขยง คุ้ยหาเสื้อผ้าใส่แล้วจึงค่อยพาตัวออกมา คราวนี้หนีมาไกลด้วยกำลังฮึดสู้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหนือมนุษย์ หลายวัน เด็กชายค่อยๆ คืบจากอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯ ทั้งที่แต่เกิดไม่เคยไปไหนไกลวัด อ่านเอาจากป้ายว่านี่คือบางเขน ถึงตรงนี้แล้วคงไม่มีใครมาตาม ไม่น่ามีใครเชื่อมโยงเขากับเหตุตายหมู่ของเดนมนุษย์พวกนั้น ใครเลยจะคิดว่าเป็นฝีมือเด็ก

ใจมิได้หวั่นกลัวความผิด แต่ก็ไม่อยากถูกจับได้ อยากลืมให้สิ้น ทิ้งทุกอย่างที่ไม่น่าจดจำไว้เบื้องหลัง แค่พยายามกดมันไว้…ไม่ปล่อยให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก

เขาจะต้องเป็นฝ่ายเอาชนะสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน!

เร่ร่อนไปสักหลายอาทิตย์ บ่อยครั้งที่ท้องหิวมักประจวบเหมาะได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแวะเวียนผ่านมายังตลาด หลายครั้งหลายหนที่สบตากันนานกว่าปกติ จนที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ส่งยิ้มใจดี คราวนี้ไม่ได้มีลำแสงอภินิหารแบบไหนสาดมาอีกเหมือนคราวฝูงมอเตอร์ไซค์นรก ออกจะเป็นวันฟ้าครึ้มๆ หม่นมัวและเงียบเชียบ…

“หนูมาจากไหน ลูก”

ผู้หญิงตัวผอมคนนี้ชื่อป้าสุ…

อันที่จริงดูสาวจนควรเป็นน้ามากกว่าป้าถ้าเขาจะลองเดาอายุแม่ตัวเอง แต่อีกฝ่ายอยากเป็นป้าก็แล้วแต่ใจ บอกตรงๆ เขาไม่ได้สนว่าจะถูกพาไปไว้บ้านเด็กกำพร้าหรือที่ไหน ขอแค่มีข้าวกิน แต่สุดท้าย ไปๆ มาๆ ก็ได้กลายเป็นเด็กที่ป้ารับมาเลี้ยง เข้าเรียน ป.๑ ใหม่อีกครั้งตอนเจ็ดขวบ

ป้าบอกว่าแต่ก่อนมีสามีแต่มีเหตุให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ฝ่ายนั้นหนีไปบวชเพื่อตัดพันธะ จากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไป ตัวป้าไม่มีแก่ใจทำงานเป็นชิ้นเป็นอันจึงเพียงขายที่ดินมรดกได้เงินมาพอจะอยู่สบายไปทั้งชีวิต บ้านชั้นเดียวนั้นไม่หรูหรา ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าเจ้าของบ้านมีเงิน ขนาดตัวป้าเองยังเดินเท้าไปตลาดด้วยซ้ำ แต่ในรอบรั้วก็พอมีเนื้อที่สวนให้นั่งเล่น

สิ่งสำคัญที่เขาอยากใช้เวลาพิจารณาให้เนิ่นนานคือต้นไทรซึ่งอยู่ในเขตบ้าน ไทรต้นนี้กินบริเวณกว้างแต่ไม่สูง อย่างมากก็คงอายุเพียงรุ่นปู่รุ่นย่าเท่านั้น เปล่า ไม่ได้สันทัดเรื่องต้นไม้ เขาแค่มองเห็นเงาซึ่งสถิตอยู่…แม้ทีแรกฝ่ายนั้นจะไม่ก้าวออกมาให้มองเต็มตา

ความร่มเย็น…เป็นสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจยอมอยู่ที่นี่ถาวร

บางอย่างที่ไร้วาจาบอกกล่าว ป้าสุเป็นมนุษย์ที่ดี

ปีแล้วปีเล่าผ่านไป เขาพยายามทำตัวให้ถูกต้อง ถูกระเบียบ ไม่ยอมให้อารมณ์ข้างร้ายใดๆ ครอบงำ แม้ตลอดเวลามันไม่เคยสำแดงเดชออกมาอีก แต่ถึงตอนนี้เขาก็รู้ดีแล้วว่าตนเองเป็นอะไร แตกต่างอย่างไร

หลายตนที่คล้ายกับเขาอาจเลือกเข้าสังคมมนุษย์ ศึกษาพฤติกรรมเพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้แนบเนียน พวกนั้นกะพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้กลมกลืน แต่เขาไม่

หนุ่มเคร่งขรึมคงแก่เรียนในชื่อใหม่ว่า เตชะ เลือกจะใส่แว่น เลนส์สีชาจางๆ นั้นเสมือนรั้วกั้น คือกำแพงแยกเขาออกจากเหล่ามนุษย์ หาใช่กลัว แต่เป็นรำคาญ …เขามักจมอยู่กับหนังสือตำรา ที่เลือกเรียนหมอส่วนหนึ่งก็เพื่อชดเชยชีวิตกระจ้อยร่อยซึ่งตนเป็นผู้ทำให้สูญเสียไปเหล่านั้น

อยากเป็นคนดี อย่างน้อยๆ ก็ดีในระดับที่ไม่ขี้เหร่

เพื่อที่วันหนึ่งหากได้เจอกับหลวงพี่จะได้มีอะไรอวด

ยังหวนนึกถึงคำของตาเผือก ที่ว่าในโลกกว้างนี้เขาอาจตามหาหลวงพี่พบ นั่นคือมนุษย์คนเดียวที่นึกอยากเจอ…แม้วันนี้เขาจะเลือกทิ้งชื่อและตัวตนของเด็กวัดคนเดิมไปแล้ว

โลกนี้ที่เรียกว่าชมพูทวีปมีสิ่งที่ไม่ใช่คนปะปนอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเผ่าไหนพงศ์ไหนก็มักเข้าพวกกับที่คล้ายคลึงกัน แต่เขาไม่ทำ เพราะไม่มีตนใดที่ทรงอำนาจพอจะเทียบเคียงกับเขาได้ ยังไม่เคยพบ ตนที่พลังแก่กล้าต่างอำพรางตนให้กลืนไปกับคนธรรมดา ได้ยินมาว่าแม้แต่ระดับเดียวกันก็ไม่อาจสัมผัสถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย ลงตั้งใจปกปิดเสียแล้ว

เขาเองก็ใช้วิธีที่ว่า…

แต่เตชะแทบไม่เชื่อว่าจะมีตนใดปกปิดกลิ่นอายจากการรับรู้ของเขาได้

ได้ยินว่าท้ายที่สุดหากไม่มีวิธีอื่นใดที่จะรู้ได้ ‘ลองชิมเลือดดู’ ก็จะรู้ชัดว่าเป็นมนุษย์ อสุรา หรือวานร

ตลอดเวลาที่เขาโตมาไทรต้นนั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา พระไทรไม่พูดมากแต่เล่นหมากกระดานเก่งไม่เลว ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี วางตัวดี ถึงปู่จะโบราณ แต่ก็โบราณแค่ระดับสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ได้เก่าเหลาเหย่แบบตาแก่ปากร้ายที่อาศัยในต้นโพธิ์เผือก เขาให้ความเคารพปู่พระไทรอยู่มาก แต่คราวไหนเผลอคิดเปรียบเทียบไปถึงตาเฒ่าถือไม้ตะพดแล้วก็อดยิ้มในใจไม่ได้

ป้ายังเรียกเขาว่าหนูอย่างนั้นหนูอย่างนี้เหมือนวันแรกไม่เปลี่ยน แม้คำว่าหนูจะไม่เข้ากับหนังหน้าและบุคลิกดุดันของเขาสักนิด ปู่พระไทรก็พลอยเรียกเขาไอ้หนูไปด้วย

เตชะตั้งใจจะทิ้งความเป็นไอ้ต้นเด็กวัด เด็กจรจัดคนนั้นไปเสียให้สนิท …สมัยก่อนเขามีชื่อปักบนเสื้อนักเรียนเป็นชื่อดาดๆ ทั้งใช้นามสกุลของคนงานในวัดคนหนึ่ง มาตอนนี้ได้ชื่อที่ป้าตั้งให้ซึ่งเขาชอบมากกว่าเก่า รู้สึกว่านี่เหมาะกับตนเอง ตั้งใจว่าในอนาคตสักวันจะกลับไปใช้นามสกุลกำแหงเดชซึ่งหลวงพี่บอกว่าเป็นนามสกุลแท้ๆ เมื่อแรกเกิด คนที่วัดคงไม่มีใครล่วงรู้ หรือรู้ก็คงไม่ใส่ใจจดจำมันอีกต่อไปแล้ว เขายังอยากตามหาต้นตออยู่หรอกว่าตนเองซึ่งถือกำเนิดมาผิดมนุษย์มาจากครอบครัวแบบไหน และเด็กอีกคนในความทรงจำ ฝาแฝด พี่น้องของเขาก็อาจอยากตามหาเขาเช่นกัน ไม่น่ามีอันตรายใดติดตามมากับอีแค่นามสกุลสามพยางค์นี้ได้ ถึงมีก็ไม่กลัวสักนิด ออกจะ…อยากท้าทาย

เขาแปลกแยก อยู่ในที่ปลอดภัยแต่ก็ไม่นับว่ามันเป็นบ้าน

อยู่กับผู้หญิงที่แสนจะใส่ใจ แต่ไม่เคยยอมเรียกเธอว่าแม่

เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว มันคงเป็นอยู่แบบนี้เรื่อยไป

 

พ.ศ. ๒๕๖๐

เตชะเพิ่งเป็นหมอได้ไม่นาน ชีวิตนับว่าสุขสบายดีไม่มีปัญหา วันนี้เขารู้สึกโล่ง สบายใจจนออกเวรพ้นโรงพยาบาลมาได้ก็ไปเตร่หาอะไรกินรอบดึกกับสหายซี้ ไอ้ตี๋เล็ก ซึ่งมีร่างกายขนาดบิ๊กพอๆ กับนักมวยปล้ำ ทั้งใหญ่ ทั้งอวบ อันที่จริงมันก็ชื่อตี๋เฉยๆ แต่เพราะอ่อนกว่าปีหนึ่งจึงถูกเติมคำว่าเล็กต่อท้ายคล้ายจะหยอก มันจึงตอบแทนด้วยการเรียกเตชะว่าลูกพี่ใหญ่

จากร้านโจ๊ก เขาอาสาขับรถที่ป้ายกให้ไปส่งตี๋เล็กถึงบ้าน นับเป็นปกติ ยิ่งบ้านมันอยู่ตามทางผ่านด้วยแล้ว

“ป้าสุนะป้าสุ ถอยรถใหม่ให้ลูกพี่กูสักคันก็ไม่ได้ มรดกตั้งร้อยล้านแท้ๆ ”

“คับที่อยู่ได้ ตี๋เล็ก ทนๆ เอา” เตชะปรายมองผ่านกรอบแว่น

“คนขับเองก็ขายาวนะ ไม่อึดอัดบ้างเร้อ”

“ชินแล้ว ถ้าเอ็งเมื่อยก็ถอยเก้าอี้ไปข้างหลังอีกหน่อย”

“ถอยจนสุดแล้วน่า”คนพูดทำท่าขย่มจนรถกระเทือน

ถึงที่หมาย เขาไล่ให้มันรีบลากตูดลงไป เห็นอย่างนี้ก็เถอะตี๋เล็กกลับมีนิสัยสะอาดสำอางไปไหนทีก็เสื้อหอมฉุย เป็นกลิ่นหอมเยือกเย็นเปี่ยมรสนิยมเสียด้วย เพราะความเป็นคุณชายไม่เข้ากับหน้า แม้มีเงินไม่น้อยมันก็ยังไม่ยอมขับรถเอง อาศัยทำตัวเป็นน้องเล็กของเขาอยู่ทุกวัน มันอยู่คนเดียว แต่หิ้วสี่ถุงแบบพิเศษใส่ไข่กลับเข้ารังสำรองไว้กินตอนเช้า ส่วนเขามีมาสาม หนึ่งถุงมื้อดึกของป้า และสองถุงไว้กินกันตอนเช้า …เตชะรอดูเจ้าของร่างสูงใหญ่เป็นยักษ์หิ้วถุงโจ๊กรุงรังเข้าบ้านไปนั่นแหละจึงออกรถ

ห้าทุ่มไฟในบ้านตนยังเปิด ช่วงหลังๆ มาป้านอนดึก

หรือว่า…จะรอเขาอีกแล้ว

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องรอ” ชายหนุ่มทักขรึมๆ ปลายเสียงทอดอ่อนจึงฟังไม่เชิงว่าห้วน

“รู้ว่าหนูต้องมีของฝากป้า ใส่ไข่เยี่ยวม้ารึเปล่า”

“โจ๊กไข่เยี่ยวม้า ไม่ใส่ขิง ป้ากินเลยนะ ซื้อมาแล้วไม่กินก็ต้องกินแหละ” เขายิ้มมุมปาก กึ่งยัดเยียดกึ่งวางอำนาจกลบเกลื่อนความเอาใจใส่ รู้สึกพึงใจอยู่ลึกๆ ยามได้ดูแลมนุษย์ตัวเล็กคนนี้ตอบ ไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งจะเคยตัวใหญ่กว่าเขา

“เอาก็เอา”

มนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้าทำให้นิยามคำว่ามนุษย์ของเขานั้นอ่อนโยนลง …เตชะไม่ใช่คนพูดมาก จึงเพียงนั่งมองสตรีกลางคนกินด้วยสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจเมื่อได้ของฝากเป็นโจ๊กร้านโปรด เขาไม่อยากให้ป้ามาผูกพันอะไรกับตนมาก บอกไม่ให้นอนดึกก็คอยอยากจะรอเขา ใส่ใจอะไรนักหนา ตอนเด็กๆ งานวันแม่เขาเคยนึกอยากจะโอนสตรีคนนี้ให้ไปนั่งประกบเด็กที่ไม่มีแม่มาด้วยแล้วเอาแต่ร้องไห้ เขาเองไม่ได้อ่อนแอขาดเหลือทางใจถึงเพียงนั้น ตอนรับปริญญาบอกว่าเหนื่อยว่าร้อนไม่ต้องไปป้าก็รั้นอยากไป ถึงเจ้าตัวจะแข็งแรงเป็นเยี่ยมก็เถอะ

ป้าไม่ผอมแล้ว กำลังดี ไม่อ้วน อยู่กันมานานนม ตอนนี้ป้าสุอายุสี่สิบเก้าแต่ภายนอกเหมือนวัยสามสิบกลางๆ น่าภูมิใจแทนเจ้าตัว นับว่าเป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่ออกกำลังกายดูแลตัวเอง ทั้งยังชอบอวดว่าตนกระฉับกระเฉงขนาดไหน…สมกับที่เกิดปีลิง ร่าเริงสดชื่นจนไอ้ตี๋เล็กยังทักว่าป้าเหมือนเป็นแค่พี่สาวของเขาผู้ชอบวางมาดเข้มเกินวัยเสียด้วยซ้ำ

อาบน้ำอาบท่า ดูจนป้าเข้านอนเรียบร้อยเขาจึงเข้าห้องเอนกายลงบ้าง ทั้งห้องตกแต่งด้วยสีของโลหะและเหล็กกล้า ผนังเป็นวอลเปเปอร์ลายหินขาว ไม่มีโปสเตอร์หรือสิ่งประดับ เป็นห้องแบบถูกระเบียบสมตัวเขาสุดๆ พวกรางวัลทางการศึกษาทั้งหลายแหล่ก็ถูกสุภาพสตรีท่านนั้นชิงไปติดไว้ยังห้องส่วนตัวหมดแล้ว เนื่องจากบ้านนี้ไม่ค่อยมีแขก เจ้าของบ้านจึงลงความเห็นว่าเก็บไว้นอนชื่นชมคนเดียวจะดีที่สุด

พรุ่งนี้เป็นวันว่าง พวกเขาจะออกไปตลาดซื้อหาอะไรมาทำกินกันมื้อเย็น นัดตี๋เล็กไว้แล้ว มันเองมีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด บ้านหลังที่กรุงเทพฯ นี่ก็อยู่คนเดียวจึงออกจะขาดความอบอุ่น หมายเสนอหน้ามาฝากตัวเป็นลูกชายอีกคนของบ้านนี้ บางครั้งยังโอดครวญว่านางฟ้าไม่เหมาะกับลูกร้ายๆ หน้านิ่งตาจิกอย่างเขา

เตชะอยากหลับอย่างสงบ ทว่าในเมฆหมอกแห่งฝันมักปรากฏมีใครคนหนึ่ง ฝาแฝดของเขา… เห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทว่าเสียงพูดกลับไม่ชัดเจนคล้ายมีคลื่นรบกวน เดี๋ยวสูงเหมือนเสียงผู้หญิง เดี๋ยวต่ำเหมือนเสียงผู้ชาย

‘จำได้ไหมว่าตัวเองเป็นใคร ต้น’

เขาขบฟัน ถ้าเป็นคนอื่นเรียกชื่อนี้คงมีสะดุ้ง แต่นี่คือแฝดของเขา เขารู้ทั้งๆ ที่จดจำไม่ได้ เหมือนเป็นความรับรู้อันหยั่งรากอยู่ในวิญญาณ… เขาคือต้น มันคือปลาย เขายังได้รู้อีกด้วยว่าตัวเองเป็นใครมาก่อนในปางหลัง ก็ด้วยคำบอกเล่าของเงาช่วยปลุกเร้า! ทว่าเลือนรางเหลือเกินว่าพบจุดจบอย่างไร ทำไมจึงกลายมาเป็นเช่นนี้ ถูกกักขังให้ใช้ชีวิตอยู่ในร่างมนุษย์

เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ มันจึงพูดสืบไป

‘เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว ตื่นเถอะ’

เขาไม่นึกอยากตื่นจึงส่ายหน้าเพียงนิด ส่งให้อีกฝ่ายหัวเราะแผ่ว

‘ตื่น ถ้าไม่รีบตื่นขึ้นมาตอนนี้ รับรอง…ต้องเสียใจทีหลังแน่’

ความง่วงงุนเข้าครอบงำเหมือนมีบางอย่างกดทับสมองเขาเอาไว้ ชายหนุ่มพยายามทำไม่สนใจ เสียงหัวเราะนั้นยังดังอยู่แต่มันถอยห่างออกไปทุกขณะ พร้อมกับเงาร่างสีดำของปลายที่ค่อยๆ ไกลห่างออกไป ไกลออกไป…

ถึงตอนนี้เขากลับคิดว่าควรรีบตื่น!

แสงแดดส่องเข้าหน้าจนแสบตา ห้องนอนไม่มีทางสว่างขนาดนี้ นี่คือที่ไหน? เขาไม่ได้นอนอยู่บนเตียง มือของเตชะกำลังเกาะขอบโต๊ะ ร่างกายทรงอยู่ในท่ายืนด้วยซ้ำ ลุกมาตอนไหน…

ครั้นกะพริบตาทีหนึ่ง ภาพที่เห็นชัดเจนทำเอาตัวชาวูบ ป้าสุนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นครัวเบื้องหน้าเขา ไม่ต้องสัมผัสก็รู้…ป้าตายแล้ว น้ำเปล่าหกนองพื้น จากปลายหางตายังเห็นแก้วอะคริลิกใบหนึ่งกลิ้งช้าๆ ไปจนหยุดสนิทตรงริมห้อง คล้ายว่าใครบางคนเพิ่งปัดมันร่วงจากโต๊ะ เตชะขบกรามแน่น พยายามรีดเค้นความทรงจำสุดท้ายออกมาจากสมองอันว่างเปล่า ไม่รู้สักนิดว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้น

เขาถลันพรวดสู่สวน พุ่งไปยังต้นไทร ร้องเรียกดังลั่น

“ปู่!! ออกมาเดี๋ยวนี้! ” ตาเขาเบิกโพลง แทบปะทุกลายเป็นสีเลือด

เงียบกริบ สายลมพัดมาราวจะกรีดแทง บรรยากาศนิ่ง สงบ จนเหมือนไม้ต้นนี้ไม่เคยมีใครอยู่ แต่เขารู้ว่ายังมี ด้วยเหตุผลบางอย่างพระไทรแค่ไม่ยอมปรากฏกายเท่านั้น…มือของเตชะจิกเกร็ง ปลายนิ้วแทงทะลุเข้าไปในลำต้น รู้สึกคล้ายมีแรงพอจะทำร้ายรื้อถอนไทรใหญ่นี้ลงได้ในพริบตา ทว่า ก่อนจะได้ทำอย่างนั้น ชายชราหัวล้านเคราสั้นสียังปนดำเล็มเรียบร้อยในชุดอาแปะอย่างที่คุ้นตาก็เยี่ยมหน้าออกมา

“…เห็นใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาสูดหายใจเข้าลึกในปอด กัดฟันถามคำถามซึ่งตนหวั่นกลัวคำตอบที่จะได้รับสุดใจ “เห็นใช่ไหม…ว่าผม…ไม่ได้ทำ”

สีหน้าของเทพารักษ์ดูไม่สู้ดีนัก ชายชรานิ่วหน้าคิดหนัก สบตาคนที่เห็นมาแต่เด็กตรงๆ

“ปู่เห็น… … …”

 

ภายนอกเขาสงบลงอย่างเหลือเชื่อทว่าในใจเดือดพล่าน เตชะกลับเข้าไปในห้องนอน กดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทอย่างตี๋เล็ก มันไม่รู้ความลับเรื่องที่เขาเคยทำเอามนุษย์ตกตายไปไม่รู้กี่ศพยามโกรธเกรี้ยวจนไร้สติ แต่ข้อหนึ่งที่เข้าใจกันยิ่งกว่าสหายคนใด ก็เพราะภายในตัวมันเองมีรากเป็นเผ่าพงศ์เดียวกับเขา เป็นอสุราในร่างคน!

มันเป็นยักษ์ตนเดียวที่เขายอมสนิทสนมด้วย แต่ทั้งคู่แทบไม่เคยคุยกันถึงเรื่องนี้ ต่างคบหาในฐานะเสมือนมนุษย์

จากวันดีๆ นัดปาร์ตี้ ทำอะไรอร่อยๆ กินกันเหมือนครอบครัว

…กลายเป็นวันนรก เลวร้ายอย่างบัดซบ

ไม่ว่าอย่างไร นอกเหนือจากสัมผัสที่หกซึ่งไม่อาจจับสิ่งใดได้ เขาพยายามดิ้นรนหาความจริงโดยขอให้อาจารย์หมอที่ตนไว้ใจชันสูตรร่างของป้าเป็นกรณีรีบด่วน ไม่พบเงื่อนงำแปลกประหลาด ป้าแค่หัวใจวาย ร่างยังไม่ทันถูกเคลื่อนย้ายจากห้องตรวจนิติเวช ด้วยเตชะกำลังขอร้องให้อาจารย์ตรวจอย่างละเอียดอีกสักครั้ง แม้รู้ดี แทบสิ้นหวังว่าจะพบสิ่งใด

ถ้ามีร่องรอยอื่นบ้างสักนิด ก็อาจช่วยยืนยัน…เขาไม่ได้เป็นคนลงมือ

หลังจากพยายามรีดเค้นถามปู่พระไทร ฝ่ายนั้นที่ควรจะรู้สิ้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านกลับเห็นเพียงบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ผิดปกติไป ปู่ดูเลอะเลือนคล้ายถูกสะกด บอกไม่ได้ว่าใครเป็นคนลงมือแตะต้องป้า ปกติแล้วหากเตชะต้องการแม้แต่คนตายก็ยังเรียกกลับมาถามได้ ทว่าวิญญาณของป้าหายไป…ไม่ว่าจะเรียกหาสักเท่าไหร่ก็เงียบสนิท เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกลาหรือบอกว่าป้าสำคัญกับตนสักครั้งในชีวิต ป้าสุไม่ได้รั้งอยู่ที่ภพนี้แล้ว บางทีคงจะจากไปตามทางบุญของแก

แต่…บาปที่พวกมันก่อไว้เตชะจะไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ

ชายหนุ่มมือสั่น อุตส่าห์ร่ำเรียนจบหมอมา นอกจากไม่มีโอกาสได้ช่วยชีวิตที่อยากช่วยมากที่สุด ยังไม่แน่ว่าเขาเองอาจเป็นคนพรากมันมา ไม่น่าใช่ ไม่มีทาง! พวกคนที่ตายพวกนั้นมันทำให้เขาโกรธ แต่ป้าดีกับเขาออกขนาดนั้น เขาเองก็ดีตอบจนน่าจะฝังรากตอกลงในจิตใต้สำนึก

ก่อนจะทันคิดอะไรไปไกลกว่านั้น เสียงพร่าของตี๋เล็กก็ดังขึ้นขัดจังหวะอารมณ์

“อาจารย์ตรวจจนเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปพักสักเดี๋ยว ลูกพี่ก็ทำใจเหอะนะ”

เขาที่นั่งอยู่เงยมองเจ้าของร่างใหญ่ซึ่งถือกระป๋องกาแฟมายื่นใส่หน้าตนด้วยดวงตารานร้าว เมื่อแรกมันร้องไห้ฟูมฟายด่าทอรอบทิศอย่างหนัก แต่เวลานี้กลับดูทำใจได้มากกว่า แม้จะยังนิ่งขรึมซึมไปไม่เหมือนเดิม

ชายหนุ่มยื่นมือไปรับกาแฟสำเร็จรูปนั้นมา เพื่อนร่างใหญ่ทิ้งตัวนั่งลงแรงๆ บนม้านั่งยาวเคียงกัน แม้ไม่ได้หันไปมอง เขารับรู้ได้ว่ามันกำลังเอาบางอย่างออกมาเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ น่าจะเป็นแซนด์วิช ได้ยินเสียงเปิดกระป๋องน้ำอัดลมดังเป๊ก ดื่มอึกๆๆ ไม่กี่อึกก็หมด ตามด้วยเสียงขยำกระป๋องดังแกรบจนแหลกคามือ ก่อนจะเสียงกินอะไรต่ออีกหลายคำใหญ่ๆ มีเสียงสูดจมูกฟืดๆ เป็นระยะ คล้ายคนกลั้นสะอื้น เหมือนว่าที่ทำทั้งหมดนี้คือการกินย้อมใจให้ลืมความเจ็บปวด

เตชะก้มมองกระป๋องในมือตนบ้าง ตั้งใจจะเปิดออกดื่ม ทว่า…ฉับพลัน เส้นสายความรู้สึกเบาหวิวของอะไรอย่างหนึ่งวูบเข้ามาแตะสัมผัสรับรู้ เตชะปากระป๋องทิ้ง พุ่งร่างไปยังห้องนิติเวชโดยด่วน

“ลูกพี่! เฮ้ยยย! ” คนร่างใหญ่เอะอะทั้งที่ของกินยังคาปาก ไม่วายรีบตามติด

เส้นทางที่มุ่งไป พอเหมาะพอดีว่ามีใครบางคนแตะเซ็นเซอร์เปิดประตู เขาจึงชิงตัดหน้าพุ่งเข้าไปอย่างไม่สะดุด ในห้องขณะนั้นว่างเปล่าไร้เจ้าหน้าที่ เตียงผ่าพิสูจน์มีทั้งหมดสี่ นอกจากที่ป้านอนอยู่ยังมีอีกเตียงไกลสุด…ร่างหนึ่งถูกคลุมผ้าไว้ เขาถลันเข้าถึงตัวป้า เลิกผ้าออกดู

ช่วงอกคล้ายถูกรื้ออย่างรีบร้อน เห็นได้ชัด ที่หายไป คือ…

“หัวใจ…” เสียงครางดังจากปากชายร่างใหญ่ซึ่งตามมายืนซ้อนหลัง

ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มผู้ยืนสั่นน้อยๆ อยู่ริมเตียงเริ่มกระสาถึงกลิ่นอายของวานรที่กลบเกลื่อนไม่มิด หรือจงใจทิ้งไว้… คราวแรกดูหมือนเขาจะตื่นเร็วไปจนมันทำทั้งหมดนี้ไม่ทันจึงชิงหนีไปก่อน แต่คราวนี้มันย้อนมาจัดการจนสำเร็จลุล่วง ทิ้งท้ายลงลายเซ็นเป็นการท้าทาย! …เขาเผยอริมฝีปากช้าๆ ลิ้นสัมผัสรับรู้ถึงรสชาติของเลือดกำเดาซึ่งไหลลงมาจากจมูก หยดย้อยเข้าปาก …ก่อนจะแยกเขี้ยว เค้นคำรามลึกจากในคอ

“แล้วมึงจะได้รู้ว่าเล่นอยู่กับใคร!!! ”

 

ความตายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น…

ความตายของคนคนหนึ่ง อาจเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตของอีกคน…

อย่างเช่นตอนฉันเกิด นั่นเป็นสาเหตุให้แม่ต้องแลกชีวิตเซ่นสังเวยด้วยการตายจากไป ฟังดูน่าสลดอยู่บ้าง หมอดูแก่ๆ บางคนยังเคยติงว่าฉันมีดวงกินชีวิตของคนอื่น แต่เพราะไม่ได้รู้จักแม่ แถมไม่เคยมีใครเล่าถึงแม่ให้ฟังฉันจึงไม่ได้เศร้าเรื่องนี้นัก พ่อเองก็เริ่มสร้างครอบครัวอีกครั้งทันทีที่ฉันออกไปอยู่หอใกล้มหาวิทยาลัย พ่อคงรอโอกาสนี้มาพักใหญ่ที่จะจดทะเบียนสมรสกับหญิงคนใหม่ผู้มีลูกติดเป็นเด็กวัยรุ่น

ฉันเหมือนไม่มีบ้านให้กลับ แต่ก็มีโลกของฉันเอง เฝ้าฝันว่าเรียนจบแล้วจะออกผจญภัยท่องไปให้ทั่ว ทั้งดำน้ำลึกสุดมหาสมุทร ตะกายให้ถึงยอดภูผาหิมาลัย บุกป่าฝ่าดง ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ย่างไก่ในป่าลึก… เอิ่ม อะไรพวกนั้นน่ะนะ ฉันคอยใฝ่ฝันถึงมันอยู่ตลอด

ก็ได้แค่ฝัน…

หัวใจที่เต้นผิดจังหวะอยู่ในทรวงอกยังคอยย้ำอยู่ทุกวี่วัน ย้ำทุกนาทีว่ามันอ่อนแอแต่แรกเกิด แค่ลากสังขารออกไปเรียนเหมือนชาวบ้านจนสำเร็จการศึกษาได้ปริญญามาหนึ่งใบถ้วนนี่ก็นับว่าเก่งสุดๆ ทำงานออฟฟิศได้ไม่ทันไรก็ทรุดหนักกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง รอคอยคิวเปลี่ยนหัวใจอย่างอดทน ปีแล้วปีเล่า พวกเขาบอกเสมอว่ายังไม่ใช่วันของฉัน จนปีนี้ฉันกำลังจะอายุยี่สิบห้า ใครๆ ก็ว่าเบญจเพสคือคราวเคราะห์ บางคนเกิดเหตุจนตกตายตอนอายุเท่านี้ แต่นอนอยู่เฉยๆ ยังจะมีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นได้ด้วยหรือ ชีวิตจะซวยไปกว่านี้ได้อีกก็เชิญ เล่นมาเลยให้เต็มที่!

ก่อนวันเกิดเพียงไม่กี่วันเพื่อนที่ชื่อพิมพ์ฝันโผล่มาแจ้งข่าวดีกับฉัน เรื่องว่ากำลังจะได้หัวใจมาเปลี่ยน ฉันงงนิดหน่อย นี่เราไม่ได้ห่างหายจนเลิกสนิทสนมกันมาหลายปีแล้วหรือไร แต่เมื่อเห็นเพื่อนส่งยิ้มอารมณ์ดีมาให้ฉันจึงยิ้มตอบ พิมพ์ฝันคงดีใจมากจนเก็บอารมณ์ไม่มิด เรื่องที่ฉันจะได้มีชีวิตใหม่ พอๆ กับพ่อที่รีบโผล่มาแสดงความรับรู้เรื่องการผ่าตัด

“ดีเหมือนกันนะแก้ว ต่อไปจะได้ทำงานทำการเอง กว่าพ่อจะส่งเรียนจบได้นี่ก็…เหนื่อยพอตัวเลย ลูกยังมาป่วยหนักอีก” พ่อหัวเราะเบาๆ คล้ายหยอกเล่น ไม่ได้หันมาเห็นฉันที่ยิ้มจืดเจื่อน

ทนอีกนิดนะพ่อ ต่อไปจะไม่รบกวนอีกแล้ว…

หัวใจดวงใหม่ของฉันเดินทางมาถึงกลางดึก ไม่สิ ต้องบอกว่าค่อนไปทางใกล้รุ่งด้วยซ้ำ แน่นอน คนถูกวางยาสลบย่อมไม่รู้สึกตัว แต่ว่าฉันยังจำตอนนั้นได้ชัด เงาหนึ่งในฝันกำลังก้มลงมา

‘จำได้ไหมว่าตัวเองเป็นใคร’

ฉันพยักหน้า ‘…นิลแก้ว’

อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ อย่างพึงใจ คลื่นเสียงสูงสลับต่ำ ไม่อาจแยกแยะว่าเป็นหญิงหรือชาย ‘ใช่ นิลแก้ว คงไม่มีใครเอะใจว่าข้างในเธอเปลี่ยนไป…แต่เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว ตื่นเถอะ’

แสงแดดจากหน้าต่างแยงเข้ามาจนแสบตา ฉันลืมตาขึ้นในห้องพักฟื้นสีขาวสะอาด ผู้หญิงผมหยิกฟูขยุ้มไว้ก้อนโตอย่างทันสมัยกำลังจัดแจกันดอกไม้ช่วยเพิ่มความสดใสให้แก่ห้อง

“พิมพ์ฝัน” ยิ่งมองแผ่นหลังนั่นแล้วก็ยิ่งตื้นตัน อุตส่าห์มารอเราตื่น สมเป็นเพื่อนรัก

“ตื่นแล้วเหรอนิล รู้ไหมว่าเธอหลับไปนานมาก”

“นั่นสิ รู้สึกเหมือนอย่างกับว่าหลับไปสักหลายร้อยปี…”



Don`t copy text!