ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 2 : ความเดียวดายของเด็กชายที่ไม่ใช่มนุษย์

ดรรชนีชี้ตาย บทที่ 2 : ความเดียวดายของเด็กชายที่ไม่ใช่มนุษย์

โดย : อสิตา

ดรรชนีชี้ตาย โดย อสิตา นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอกับเรื่องราวของหนุมานและพลยักษ์ที่เป็นคู่แค้นตลอดกาล…จะมีวันที่สองเผ่าพันธุ์จะญาติดีกันได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตัวละครจากวรรณคดีเหล่านั้นได้มาโลดแล่นอยู่ในโลกของมนุษย์ การสู้รบจะยังดำเนินต่อไป โดยมีเธอ…ผู้เป็นหัวใจของทั้งสองฝ่ายเป็นเดิมพัน

เขาชื่อต้น

จำได้เลือนๆ ว่ามีเด็กอีกคนที่จูงมือกันมาเกิดอย่างที่เรียกว่าฝาแฝด หัดกิน หัดเดินไปพร้อมๆ กัน ผลักกันบ้าง ยื้อกันบ้าง ยามสบตายังสามารถคุยกันด้วยภาษาของความคิดตั้งแต่ยังพูดจาภาษาคนไม่ได้ ทว่าครั้นจำความได้…กลับไม่มีร่องรอยของเด็กอีกคนที่ว่าอยู่ข้างกายเขาเลย อย่างกับว่าความรู้สึกที่ชัดเจนเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันหรือภาพจินตนาการ

แต่เขารู้ นั่นไม่ใช่ฝัน ในเศษซากของความทรงจำ ทุกอย่างยังตกตะกอนนอนก้นอยู่ที่นั่นอย่างเงียบเชียบ เหมือนของเล่นเก่าๆ ที่บางชิ้นส่วนหลุดขาดหายสูญ ไม่สามารถจะไปเรียกร้องตามหาเอาจากที่ไหนได้ พี่น้องฝาแฝดที่เขารู้แค่ว่าต่างกัน แม้ตอนนี้ไม่รู้หน้า ไม่รู้ชื่อ แต่ต้นก็ไม่เคยจะเอ่ยถามถึงเอากับใคร

เป็นความมั่นใจเร้นลับส่วนตัว คล้ายมีเพียงกันและกันที่รู้

สิ่งที่เป็นของเรานั้น…ไม่ช้าไม่นานก็จะกลับคืนมา

จะเรียกว่าเหงาดีหรือเปล่านะ ทั้งที่สรรพสิ่งให้ความสนใจกับเขาเสมอ แต่สนในที่นี้ก็คือสนใจในอันที่จะพยายามหลีกหนีเขาให้มากที่สุด บางครั้งยามเดินไปลมราวจะหยุดพัด ใบไม้ราวกับไหวอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น นกไม่กล้าบินข้ามหัว ขนาดยุงยังไม่กล้ากัดเขาเลย เป็นเช่นนั้น

ขณะทิ้งกายลงไปในแม่น้ำที่มีเรือแจวผูกอยู่ประปรายที่ท่า เด็กๆ มักชี้ชวนกันให้เงี่ยหูฟังเสียงปลาลิ้นหมาซึ่งเอาตัวแปะท้องเรืออยู่ส่งเสียงดังอ่อดๆ พอเขาลองทำบ้าง จะได้ยินก็แค่ออดเล็กๆ เบาๆ ร้องส่งท้ายอย่างยั้งไม่ทันเท่านั้น ก่อนจะเงียบกริบ ไม่ต่างจากสัตว์ปีกสัตว์บกทั้งหลาย …ทั้งขำปนฉิว ขนาดปลาลิ้นหมายังไม่อยากคุยด้วย!

หากไม่นับรวมเอาเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต หลังวัดยังมีป่าช้าเก่าร่ำลือกันนักหนาว่าผีดุ ยามค่ำคืนเด็กชายยังเคยไปเดินเล่น รู้สึกได้ถึงกระแสยำเกรง พวกผียังแทบลุกจากหลุมขึ้นมากราบ พวกมันกลัวเขามาก พอจะรู้อยู่ว่าทำไม… จนชินชากับความรู้สึกว่าผู้อื่นตัวเล็กจ้อยกว่าตน คำว่ามากกว่าหรือเท่ากับต่างหากที่นึกไม่ออก ในความระลึกได้นั้นคล้ายว่าตัวเขาไม่ใช่เด็ก แต่เป็นชีวิตอันยิ่งยงที่เหนือกว่า เป็นเจ้า เป็นนาย ดังนั้นจึงไม่ยอมให้ใครปฏิบัติกับตนอย่างเด็ก การโวยวายอาละวาดไม่ใช่พื้นนิสัย เพียงมองนิ่งๆ อาศัยกระแสกดดันอันมหาศาลก็ทำให้คนกลัวลาน

ดังนั้นเด็กชายจึงค่อนข้างประทับใจคนที่ไม่กลัวเขา

หลวงพี่…

จัดเป็นหนุ่มหน้ามนอารมณ์ดี ร่างเพรียวลมออกไปทางเกือบเรียกว่าผอม แววตานั้นดูมีกระแสความรู้สึกจริงใจใสซื่อส่งผ่านออกมา ถ้าบอกว่ามีความเป็นเด็กอยู่มากก็คงไม่ผิด คล้ายเห็นทุกอย่างในชีวิตยังใหม่สด พร้อมจะเรียนรู้มันไปพร้อมๆ กับเขา แต่บางขณะกลับเหมือนคนผ่านพบอะไรมามาก บอกไม่ถูกว่าเป็นอย่างไหนแน่

เขาไม่เคยคิดจะตามพระรูปไหนออกบิณฑบาต แต่ก็ยอมไปกับหลวงพี่

“สงสารหรอกเลยตามไปช่วยหิ้ว แค่อุ้มบาตรก็หลังแอ่นแล้วมั้งหลวงพี่” เป็นความจริงที่ว่าเด็กชายเป็นพวกแรงเยอะ ถึกทนยิ่งกว่าอะไรดี ถึงจะไม่กี่ขวบอย่างนี้ เขามั่นใจเลยว่าตัวเองแรงเยอะกว่าหลวงพี่แน่ๆ แต่ที่น่านับถือ คนตัวบางอย่างพี่ท่านยังเดินเท้าเปล่าได้ดีพอกับเขา ฝ่าเท้าหนาพอกัน ไปกันได้!

หลวงพี่เดินนำ ก้าวยาวๆ คล้ายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หน้าตาสดใสรับอรุณจนคิดว่าถ้าไม่ใช่พระคงจะผิวปากไปพลางเป็นแน่ เด็กชายเดินตามด้วยความไวไม่ยิ่งหย่อน ไม่ว่าบุกป่าฝ่าดงหลวงพี่ล้วนนำไปก่อน

มันก็แปลกที่เขาเดินตามแท้ๆ บางคราวแสงอาทิตย์ส่องมาจากเบื้องหลัง เงาของเด็กอย่างเขากลับยืดยาวเลยเงาหลวงพี่ไปราวกับภาพลวงตา

“ว่ากันว่ายักษ์ไม่มีเงา…”

เขาเลิกคิ้ว บ่อยครั้งหลวงพี่มักเล่าอะไรเกี่ยวกับวรรณคดีช่วยเติมสมองเขา คราวนี้จู่ๆ ก็เริ่มอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“แต่ยักษ์เมื่อมาเกิดในร่างมนุษย์บางทีก็คงวิวัฒนาการปรับตัวกันบ้าง บางเรื่อง อย่างที่ไม่กะพริบตาก็เป็นกะพริบนานๆ ครั้ง”

เขาเหล่มองซ้าย มองขวา กระตุกมุมปากยิ้มนิดๆ คิดในใจว่าการกะพริบตาไม่เห็นจำเป็น ไม่เคืองตาแล้วจะไปกะพริบมันทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์เลย

 

เพลาย่ำรุ่งถัดมา…

กลางเดือนสิบสองฟ้าสว่างช้าเป็นพิเศษ หมอกลงยะเยือกเกลี่ยอยู่เหนือยอดหญ้า พวกเขากำลังลงจากคันนา เปลี่ยนเข้าสู่ทางคนเดินค่อนข้างจะรกเรื้อ หลวงพี่หยุดกึก ตัวเด็กชายที่ตามมากระชั้นชิดไม่ทันระวังเกือบจะชนหลังอีกฝ่ายเข้า ดีว่าประสาทไวจึงหลบออกข้าง ทันใด เขาก็ได้เห็น…บางอย่างดำมะเมื่อมขวางหน้าเป็นเหตุให้หลวงพี่ต้องหยุด เห่าดงตัวเขื่องกำลังสยายแผ่พังพานของมันออกบานร่า ใหญ่กว่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ตัวโตๆ เสียอีก

เขาไม่ได้คิดอะไรเลย เวลานั้นสมองว่างเปล่าขาวโพลน มือโยนถุงผ้าใส่กับข้าวทิ้ง ปราดเข้าไปยืนบังหลวงพี่ไว้ข้างหลัง ไม่เท่านั้นยังชี้นิ้วไปยังอสรพิษร้ายที่จ้องมาแน่วนิ่ง

งูนั้นชะงัก ดิ้นสะบัดพราดเป็นเกลียวเหมือนเชือกที่ถูกขึงจนตึงก่อนถูกตัดฉับจึงดีดคลายขนด สักพักใหญ่ๆ จึ่งค่อยสิ้นฤทธิ์ราบคาบลง ก่อนที่เสียงเย็นชาจะดังขึ้นเบื้องหลัง

“ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตต่อหน้าพระ-เจ้า อย่าทำอีก”

“ไม่กลัวโดนมันฉกเอาหรือไง” พูดจบก็ปรายตา พระรูปนี้กำลังรับความช่วยเหลือแท้ๆ ยังจะกล้ามาดุมาสอน

มือผอมรั้งไหล่เด็กชายให้หันกลับไปทั้งตัว ก่อนที่หลวงพี่จะย่อตัวคุกเข่าจนระดับสายตาอยู่พอดีกัน “ต้น ฟังนะ หลวงพี่ไม่กลัว เราอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวมันก็ไป อีกอย่างงูก็เป็นตัวแทนของพญานาค นับว่ามีคุณต่อศาสนา” คนพูดถอนใจเพราะถูกสายตาที่ยังแข็งกร้าวมองตอบ “…ไอ้ที่ทำเมื่อกี้อย่าไปทำต่อหน้าใคร หรือทำกับใคร โดยเฉพาะ…กับคน” ท้ายประโยคเน้นหนัก

“มันเป็นเดียรัจฉาน แล้วข้าจะบอกให้ ฆ่าคนทั้งคนไม่ง่ายขนาดนั้น” เสียงตอบแปลกแปร่งซึ่งดังออกจากปากเหมือนไม่ใช่เสียงของตัวเด็กชายเองสักนิด

หลวงพี่ถอนใจฉุนๆ ขยี้หัวต้นแรงๆ ไม่เอ่ยอะไรอีก ออกเดินนำไปเงียบๆ

…ทุกอย่างกลับสู่ปกติ ทุกเช้าทั้งคู่ก็ตุหรัดตุเหร่เดินดุ่มจากวัดกันไปสองคน ตามทางพิสดารอย่างที่พวกเขาเดินไปที่จริงก็ไม่ได้กับข้าวกับปลามากมายอะไรนักหรอก เพราะชาวบ้านคาดไม่ค่อยถึงว่าวันไหนเกิดจะมีพระผ่านมาทางนี้ บางทีก็เดินเพลิน กลับมาสายจนหลวงพ่อตำหนิ แต่เขาที่พลอยไปเรียนไม่ทันทำหูดับเสมือนยังทิ้งหูของตนไว้ตามนาไร่ที่เดินผ่าน

คงไม่ได้ดูก้าวร้าวอะไรนัก เขาเริ่มหัดทำหน้าเหมือนกำลังฟังทั้งที่ไม่ได้ฟัง ภายนอกน่าจะนับว่าค่อนข้างสุภาพพอใช้ ต้นพยายามเป็นคนดีตามคำหลวงพี่สอน อย่างน้อยเด็กวัดที่ผ่านการอบรมใกล้ชิดก็ควรเป็นเด็กดีสักหน่อย อย่าให้โมโหก็แล้วกัน เพราะเวลาแบบนั้นเขามักขาดสติ…รู้ตัวอีกทีก็ตอนอารมณ์คลายลงแล้ว จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง ไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

“ทำไมใครๆ ถึงกลัวผม”

ที่ถามไม่ใช่เพราะไม่รู้ เพียงสงสัยว่าหลวงพี่ควรต้องเอะใจ…แม้ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเขาตรงๆ อยากรู้ อีกฝ่ายจะตอบแบบไหน

“เอ็งก็อย่าเอาแต่จ้องหน้าผู้คนซี” คนตอบหัวเราะเหมือนเป็นเล่น ก่อนจะหรี่เสียงลง “ถึงจะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร ก็ควรเพลาๆ ลงบ้าง”

เด็กชายฟังแล้วคลี่ยิ้มในความมืด ปล่อยให้ห้องเงียบอยู่เป็นครู่ ยามครุ่นคิดไปถึงเด็กอีกคนที่น่าจะเก่งพอๆ กับตน “หลวงพี่…มีอะไรอยากบอกผมรึเปล่า”

“มีอะไรอยากจะถามไหมล่ะ”

“ใครๆ ก็ว่าตอนผมถูกเอามาทิ้งที่วัด หลวงพี่เป็นคนเจอคนแรก”

คนอื่นๆ ในวัดก็น่าจะรู้ความจริง…ถ้าหากว่าเขามีฝาแฝด แต่จากแววตาท่าทีของหลายคน ไม่คล้ายถูกสิ่งลึกลับอุดปากให้กลัวจนไม่กล้าพูด ทว่าดูเหมือนเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กอีกคนได้ถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของทุกคนจนหมดสิ้น แต่เขาเชื่อว่าหลวงพี่นั้นมีอะไรแปลกๆ มีบางอย่างคอยคุ้มครองป้องกัน กระซิบบอกอะไรต่อมิอะไรที่ใครอื่นไม่รู้ ถ้าพี่น้องของเขามีตัวตน คนผู้อยู่ข้างกายเขาคนนี้แหละที่จะไม่ลืม …แม้เด็กชายไม่เคยซัก ไม่เคยเปรยถึงประเด็นที่ว่ามาก่อน แต่คืนนี้มีบางสิ่งเตือนใจให้นึกอยากลองสะกิดดูสักที

“มีอะไรที่ยังไม่เคยบอกผมแล้วอยากบอกไหม”

“อยากรู้รึ…เจ้าต้น” หลวงพี่เว้นจังหวะคล้ายกำลังยิ้มน้อยๆ “เรื่องพ่อที่เอาลูกมาทิ้งไว้ในวัดกลางดึกน่ะ”

เด็กชายนิ่วหน้าน้อยๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวัง ไม่ใช่เรื่องราวของฝาแฝดของเขา แต่ก็น่าสนจนต้องกลั้นใจรอ

…แล้วเขาก็ได้ฟังเรื่องที่เด็กหกขวบไม่ควรจะได้ฟัง ก็นั่นแหละ หลวงพี่ไม่ค่อยมองเขาเป็นเด็กตามอายุจริงเท่าไหร่ เขาจึงฟังเรื่องที่ตนถูกพ่อแท้ๆ เอามาทิ้ง ก่อนพ่อจะพาตัวเองไปตกท้องร่องคอหักตาย ฟังเงียบๆ หน้าตาเฉย หัวใจแทบไม่รู้สึกรู้สา ทั้งเรื่องที่ว่าพอเขาเกิดมาในบ้านก็มีเรื่องแปลกๆ วิปริตตามมาไม่หยุดหย่อน พอได้ยินแบบนี้ก็ชักจะจำได้ว่ามันเคยมีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น

เขากับน้องแค่รำคาญ แค่โมโหพวกบังอาจรอบตัว ก็เท่านั้น

เด็กชายนิ่งอั้นอยู่ในความมืด รู้อยู่แล้วว่าตัวเองเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง แต่พอได้มาฟังแบบนี้ความรู้สึกไม่ไว้ใจในมนุษย์ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นหลายเท่า ไม่ว่าอย่างไร หลวงพี่ที่หาวนอนและเงียบลงแล้วก็ไม่ได้เอ่ยถึงเด็กอีกคน ไม่สักนิด สรุปลืมไปแล้วเหมือนคนอื่นๆ หรือว่า…จงใจ

มองร่างเพรียวสมส่วนซึ่งนอนตะแคงหันหน้ามาทางนี้ ปกติแล้วหลวงพี่นุ่งห่มจีวรเรียบร้อยมิดชิดอย่างนุ่งเป็นเกินหน้าพระรูปที่แก่พรรษากว่าเสียอีก แม้ยามหลับก็ยังครองจีวรครบถ้วนทั้งผืน ไม่ได้สวมเพียงอังสะตัวในคล้องไหล่ คราวนี้เกิดจะเป็นภาพแปลกตาที่เครื่องนุ่งห่มหลวมคลาย เผยให้เห็นเส้นลวดลายบางอย่างโผล่พ้นมา รอยสักบนแผ่นอกรึ? ไม่คิดว่าอย่างหลวงพี่ก็นิยมวิชาสักกับเขาด้วย แต่เมื่อบวกกับรอยเจาะตรงติ่งหูทั้งสองข้าง แต่ก่อนหลวงพี่เองก็อาจจะ…ไม่เบา

อืม หลวงพี่พูดถึงเรื่องครอบครัวเขาเมื่อครู่ แต่ทีตัวเองเป็นใครมาจากไหนถึงมาบวชไม่สึกตั้งแต่ยังหนุ่ม ดูเหมือนจะไม่เคยเอ่ยถึงเอาเลย

หรือว่าจะอกหักมา เขาส่ายหน้ากับตนเอง คงฟังป้าแม่ครัวพูดเรื่องละเม็งละครมากไปหน่อย

หลวงพี่กับการมีความรัก… ช่างนึกภาพไม่ออกเอาจริงๆ

 

จากนั้นเพียงไม่นานก็เกิดเรื่องใหญ่ ทำเอาเกิดรอยร้าวในใจที่ไม่อาจลบเลือน เขาอาละวาดอยู่หลายวัน เมื่อรู้สติอีกครั้ง สายตารอบข้างดูขยาดแขยงเขายิ่งขึ้นไปอีก

หลวงพี่หายตัวไป! เมื่ออีกฝ่ายไม่อยู่แล้ววัดนี้ก็แทบจะว่างเปล่า

โลกใบนี้ก็เหมือนกัน…

ย้อนนึกไปถึงคืนนั้น เขานอนหลับอยู่บนเสื่อผืนเคียงกัน เรียกว่าไม่ห่างตัวหลวงพี่แท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกว่าฝ่ายนั้นลุกไป ที่แปลกประหลาด เด็กชายตื่นมาตอนเช้าพบว่าไม่มีใครอยู่ข้างกาย มีเพียงจีวรซึ่งถูกถอดทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ผืนผ้าที่เริ่มเก่าถูกพับหลายทบวางไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย เห็นแล้วใจหายวาบทั้งที่ไม่มีคำลาแต่สักคำ…

อาจจะดูเป็นภาพแปลกประหลาด แน่นอน ไม่มีเสื้อผ้าสำหรับคนโตๆ อยู่ในกุฏินี้ ถึงกับถอดผ้าเดินไปตามทางของตนละหรือ แปลว่าเลือกที่จะสละแล้วจริงๆ จะไปทำไมไม่บอกกล่าว ไม่มีใครรู้ว่าหลวงพี่ไปไหน คล้ายอีกฝ่ายสึกตัวเองหนีกลับบ้าน…แล้วก็ไม่เคยแวะเวียนมาเยี่ยมอีก เหมือนกับรีบร้อนหนีบางอย่างด้วยซ้ำ… อันที่จริงสนิทสนมกันอยู่ทุกบ่อยๆ หลวงพี่ควรบอกเขา

เด็กชายหยิบมีดโกนพับแบบเก่าขึ้นมาพลิกดูความคมกริบของมัน

หลวงพี่มักโกนผมและคิ้วเป็นประจำทุกวันโกนไม่มีว่างเว้น คล้ายรักชอบให้ใบหน้าตนเกลี้ยงเกลาสะอาดตายิ่งกว่าพระรูปไหนๆ ต่อแต่นี้ใบมีดนี่ก็คงถูกทิ้งร้างไม่ต่างจากข้าวของทุกอย่างซึ่งถูกวางไว้เบื้องหลัง ไม่ต่างจากตัวเขา…ถูกทิ้งไว้ที่วัดนี้เพียงลำพัง เด็กชายส่ายหน้าแรงๆ ตวัดพับใบมีดคมเก็บลงฉับ ก่อนจะอยากทำอะไรร้ายๆ หาที่ระบายกับอะไรสักสิ่ง

จากนั้นมาก็เหลือแค่ตาเผือกที่กล้าสั่งสอนเขา หรืออาจเรียกได้ว่าดุด่า จับตาดูอยู่ห่างๆ แต่มันไม่เหมือนกัน เขาเองก็ไม่ค่อยเชื่อฟังแกสักเท่าไหร่ ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงคู่กัด เขม่น หมั่นหาเรื่องถกเถียงคัดง้างวาจาของอีกฝ่าย ทว่าใจหนึ่งเด็กชายก็ยังแอบขอบคุณ อย่างน้อยมีตาชีปะขาวปากกล้าคนนี้ก็ยังดีกว่าไม่มี

…กุฏิโทรมๆ ของหลวงพี่ถูกทิ้งร้าง เมื่อไม่มีพระรูปไหนมาอยู่แทนเขาจึงเข้ายึด แต่ไม่นานไฟก็ถูกตัด คล้ายจะเป็นการไล่กลายๆ ไม่มีใครออกปากว่าเขาควรจะเอาตัวเองไปวางอยู่ตรงไหนในวัด หรือควรเป็นนอกวัด หลังจากเห็นฤทธิ์เดชเขาเข้าไปก็พากันคอหด แม้ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้างแต่มันคงแย่เอาการเชียวแหละ ยิ่งกระพือให้เรื่องที่เคยลือกันในหมู่ชาวบ้านโหมหนักกว่าเดิม เรื่องว่าเวลามีใครตายไร้สาเหตุ หลายครั้งคนพวกนั้นดันมาตายอยู่ใกล้ตัวเขา แม้จะหาหลักฐานอะไรไม่ได้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับการตายอย่างไร

เขาไม่ได้ทำอะไรผิด!

‘หรือว่า อาจทำ…’ เสียงลึกลับแย้งขึ้นในใจ

เอาเถอะ ตอนนี้ไม่อยากสนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น จะเป็นจะตายก็ช่างหัว อยากลืมโลก ไม่อยากแม้แต่ลุกออกไปเรียนด้วยซ้ำ

จนคืนหนึ่ง…เขาจุดเทียนที่ยังพอมีเก็บไว้ ตั้งใจจะเผาตำราเรียนทั้งหมดที่มี ฉีกมาเผาเล่นทีละหน้า ระบายอารมณ์

ขณะเผาสมุดการบ้านไปได้สองแผ่น วูบหนึ่ง…ประตูเปิด เทียนริบหรี่ลงจวนเจียนดับ เด็กชายจ้องมันนิ่งๆ อยู่ครู่ มองพนมเทียนนั้นกลับมาสงบ สง่าดังเก่า แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว ใครบางคนเข้ามาอยู่ร่วมห้องกับเขาด้วย

“สมุดทำมาจากต้นไม้ เอาไว้ใช้เล่าใช้เรียน ไม่ใช่ให้เด็กเหลือขออย่างเอ็งเด็ดดึงมาเผาเล่น”

“คนแก่หลงยุครู้เรื่องนี้กับเค้าด้วย… ตาเผือก” เด็กชายยิ้มทั้งที่ไม่ได้หันกลับไป

อย่างคาดไม่ถึง ไม่ตะพดเคาะลงที่หัวเขาอย่างเบาะๆ ตุ้บหนึ่ง

เด็กชายคำราม หันไปถลึงตาจ้องอย่างเอาเรื่อง มือเล็กยกขึ้น กำลังจะชี้หน้าคนผมขาวเคราขาวรุงรังอยู่แล้ว เห็นแกผงะไปสองก้าว นัยน์ตาเขาจึงหรี่แสง ค่อยๆ ลดมือลงกำหมัด ตาชีปะขาวเสมองไปทางอื่น พึมพำงึมงำในคอคล้ายเรียกสติตนกลับคืน

“พี่เอ็งไม่อยู่แค่นี้ แต่ข้าไม่คิดมาก่อนว่าเด็กกะโหลกหนาหน้ากร้านอย่างเอ็งจะเป็นพวกใจบาง คิดทิ้งชีวิต ไอ้หนุ่มนั่นมันก็ออกจะเก่ง ป่านนี้ไม่รู้ออกไปทำหอกอะไรข้างนอก เอ็งไม่รู้หนังสือแล้วจะปีกกล้าออกบินไปตามหามันได้รึ”

ขยับจะเถียงว่าไม่เห็นอยากตามหาคนพรรค์นั้น แต่สุดท้ายเขาก็ถอนใจ ตาแก่นี่หวังดี มือเล็กจึงเก็บสมุดเข้ากระเป๋าเปื่อยๆ ที่คนบริจาคให้มาอย่างเสียมิได้

“เดี๋ยวก่อน”

“อะไรอีก ตาเฒ่า”

“การบ้านน่ะ ทำรึยัง”

“ไม่ทำ ทำไม่เป็น”

“วิชาอะไร”

“งานเกษตร ครูให้ปลูกผักแล้วจดบันทึก… ไม่ได้ปลูก เลยไม่ได้จด”

“นั่งลง…ไอ้ต้น ข้าจะช่วยมั่ว”

แล้วแกก็สอนเขา คล้ายจะไม่ได้มั่วอย่างปากพูดเสียด้วย เพราะเมื่อไปเทียบดูกับบันทึกของเพื่อนที่โรงเรียน นับว่าใกล้เคียงจนแทบจะเหมือนเป๊ะ จากนั้นมาตาเผือกก็มาหาบ่อยขึ้น คล้ายเวทนาเขาซึ่งถูกหลวงพี่ทิ้งไว้คนเดียว คืนแล้วคืนเล่า ตาแกไม่ใช่สอนแค่วิชาเดียว… ทว่าบางวิชาอย่างเล่ม A B C กลับถูกปลายไม้ตะพดเขี่ยออกไปเสียไกล

เขาแอบขำกับความไว้ท่า รู้อยู่แล้ว ก็แค่อยากแกล้ง โบราณคร่ำครึระดับตาชีปะขาวน่ะรึจะสอนภาษาฝรั่งได้

พอเริ่มคบหากับตาแก่อย่างชีปะขาวก็เกิดรู้สึกขึ้นมารำไร ถึงไม่มีเพื่อนวัยเดียวกัน บางทีคุยกับคนแก่ๆ หรือสักวัยกลางคนเป็นต้นไปก็มีเรื่องน่าสนใจให้เรียนรู้ได้ไม่เลว ดังนั้นจึงค่อยยอมเปิดใจรับไมตรีของลุงมาคนขายไส้กรอกหน้าวัด จากที่เคยถมึงทึง คราวนี้เวลาแกทักก็ทักกลับบ้าง แบ่งเอาเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่ป้าๆ แม่ครัวให้ไปซื้อไส้กรอกแกบ้าง กินไปกินมาก็อร่อยดี แทบไม่มีสารอาหารมีประโยชน์อะไรเลย คงเรียกได้ว่าเป็นของกินชนิดไร้สาระ แต่บางทีนี่คงจะเป็นรสชาติของความทรงจำที่ใครเขาพูดกัน เหมือนเมื่อยังเด็กกว่านี้หลวงพี่จะเคยซื้อให้ เขาน่าจะเคยลิ้มรสไส้กรอกเจ้านี้ แบ่งกันกิน…กับเด็กอีกคนที่หายไป ทว่าครั้นเลียบเคียงถาม ลุงมากลับเลิกคิ้วด้วยสีหน้าว่างเปล่าไม่ต่างอะไรกับคนอื่นในวัด

แต่เขาไม่ถามตาแก่ขาวโพลนหัวดื้อนั่นหรอก รู้อยู่ว่าไม่มีวันยอมตอบโดยดี

ไม่เช่นนั้นก็คงหลุดออกมาเองบ้างแล้ว เรื่องสำคัญเพียงนี้

แม้ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลยสักคนแต่เขามักไปนั่งดูพวกลูกชาวบ้านร้านตลาดเตะบอลกันในสนามเตียนๆ ถัดจากวัดไปสักหน่อย ชอบดูลูกกลมกลิ้งไปทางนั้นทีทางนี้ที โดยไม่ค่อยจะได้เงยมองหน้าคนเตะว่าคนไหนเป็นคนไหน …ต่อเมื่อมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งลงมาในสนาม ทำให้อดไม่ได้ที่จะย้ายสายตาขึ้นไปมอง

ขานั้นไม่เหมือนขาของเด็กผู้ชาย ใบหน้ากลับเกินคาดยิ่งกว่า เป็นเด็กหญิงที่ดูตรงข้ามกับคำว่าสมควรต้องปกป้อง สกปรก ขี้มูกย้อย สดใสเฮฮา เวลามีเรื่องก็ทั้งเตะทั้งเหวี่ยงกำปั้น ปากกัดตีนถีบ ไม่ยอมแพ้ จิกเนื้อคู่ต่อสู้ตัวโตจนหนังหลุดติดเล็บ ทำเอาพวกมันต้องวิ่ง ไม่งอมือ ไม่ถอดใจ ดิ้นรนเต็มกำลัง เพราะเป็นแบบนั้นถึงได้ชวนเอ็นดูกว่ามนุษย์คนอื่นๆ

แม้นึกกระดาก เขายังสู้อุตส่าห์เข้าไปชวนมันเล่นแบบสงวนท่าที

มันถักเปีย…เขาจึงพลอยเรียกไอ้เปียตามคนอื่น

ทั้งเขาทั้งไอ้เปียเรียนประถมหนึ่งโรงเรียนวัดริมคลองละแวกนั้นแต่คนละห้อง ตอนเย็นๆ มันชอบนั่งชิงช้าที่แดดสาดเปรี้ยง ไกวช้าบ้างเร็วบ้าง รอให้แม่มารับ มันว่างั้น แต่เขาไม่เคยเห็นคนที่มา เห็นแค่ตอนมันวิ่งดุ๊กดิ๊กไปขึ้นรถซึ่งแล่นมาจอดเทียบ

ไอ้เปียเป็นคนร่าเริง แต่เพราะจริตไม่เหมือนเด็กผู้หญิง ไอ้โย่งป.ห้าที่ชอบไถเงินเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ก็ยังพาลหมั่นไส้จนมารังแกมันเอาบ่อยๆ …เขามองอยู่ห่างๆ ไม่สบใจ ไม่ชอบใจเอามากๆ

 

เย็นวันหนึ่งเด็กชายกำลังทำเวรคนเดียวเพราะเพื่อนหนีไปเตะบอลหมดแล้ว ใจไม่ได้รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ กลับสงบดีเสียอีก ครั้นทอดตามองจากอาคารเรียนไม้สองชั้นลงไป แถวชิงช้า ตรงสนามเด็กเล่นติดคลอง พลันเห็นไอ้โย่งเอามือค้ำหัวไอ้เปียไว้ไม่ให้ไขว่คว้าได้ถึงตัว ไอ้เปียหัวฟัดหัวเหวี่ยง คงจะโดนแย่งเงินอีก ได้ยินเสียงมันร้องอย่างกับสะอื้นไห้ อาจเจ็บตัวมากแล้วก่อนเขาทันได้หันมาเจอ

ไอ้โย่งลงมือไม่เคยออมแรง และไอ้เปียก็ไม่ยอมใครง่ายๆ

เขาดูจนสมองลั่นเปรี๊ยะ ทนไม่ไหว!

“มึงชื่ออะไร”

“หือ วอนตายรึไง” ไอ้โย่งที่ยังจับหัวไอ้เปียอยู่หัวเราะ ก่อนจะยอมคลายมือ หันหาเป้าหมายใหม่ที่โผล่มายืนอยู่ใกล้ๆ เมื่อไรไม่รู้ได้ “ชื่อเหมือนพ่อเอ็งมั้ง…โรงเรียนนี้มีไอ้เด็กงั่งที่ไม่รู้จักกูด้วยเหรอ เรียกพี่โย่งสิวะ”

คนถูกด่าใช้สายตาเหี้ยมมองมันสำราก พลางยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง ไม่เชิงว่าเป็นยิ้ม “กูหมายถึง นี่…”

นิ้วจิ้มไปยังชื่อนามสกุลของมันที่ปักบนเสื้อขาวเจือคราบเหลืองสกปรก ชี้ไล่เรื่อย ลากผ่านอากาศขึ้นไปถึงหน้าผากของคนตัวสูงซึ่งนิ่งสนิทลงทั้งกายราวกับถูกนะจังงัง ระหว่างนั้นก็พึมพำบางอย่างที่ไม่มีใครได้ยิน

ภาพที่คนนอกมองมาคงเห็นเพียงว่าเจ้าโย่งจู่ๆ ก็ผละจากบริเวณชิงช้าไปยังคลอง ก้าวหล่นตูมลงไปตรงๆ สายตาสองคู่มองตาม

เด็กชายเงียบ… เด็กหญิงงัน…ไม่ได้มีใครส่งเสียงสักแอะ

ชาวบ้านลงงมหาไอ้โย่งที่จมน้ำหายไปแต่ไม่พบ เจออีกทีก็กลายเป็นศพติดกอสวะอยู่ท้ายคลอง จากปากคำของเด็กนักเรียนแถวนั้นล้วนเห็นตรงกันว่าโย่งเดินลงน้ำไปเอง เด็กหญิงผู้ยืนอยู่เป็นพยานใกล้ชิดที่สุดของคู่กรณีผู้ประจันหน้า เธอยืนกรานว่าเพื่อนไม่ได้ทำอะไรเจ้าโย่ง ไม่แม้แต่จะโดนตัว เด็กชายเองนิ่งเงียบเสียส่วนมากตอนถูกซัก เพียงบ่นลอยๆ ว่าจำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

…หลวงพี่เคยห้าม เคยสอนให้เขาอยู่สงบๆ เขาก็ทำตามทุกอย่างที่หลวงพี่ว่าถูกว่าดีนั่นแหละ ไม่เคยจะขัด แม้วันนี้ตัวคนสอนจะตัดช่องน้อยหายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องน่าสงสัยเกิดขึ้นใกล้ตัวเขา มันกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่อยากทน คนตายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่คือคนที่เขาพูดจาด้วยแทบเป็นรายสุดท้ายทั้งนั้น ทว่าทั้งจับมือมาดมก็แล้ว ยังไม่ได้กลิ่น ไม่มีหลักฐานว่าเขาทำผิด ไม่ได้อะไรมากไปกว่าที่ว่า เขาคือผู้บริสุทธิ์

วิธีการเช่นชาวบ้านถูกงัดออกมา…

ด้วยไม่มีพ่อแม่อยู่คุ้มหัวเหมือนเด็กอื่น เด็กชายจึงถูกลากตัวเข้าร่วมพิธีสวดภาณยักษ์ครั้งใหญ่ เพื่อขับไล่อัปมงคลใดๆ ก็ตามที่อาจสิ่งสู่อยู่ในตัวตน

 

ท่าทีภายนอก เด็กน้อยดูเยือกเย็นไม่เป็นเดือดเป็นร้อน ไม่แพ้ใบโพธิ์ซึ่งปลิดขั้วทิ้งตัวลงอย่างสงบนอกหน้าต่าง ตัดฉับกับบรรยากาศในศาลาสวดอึกทึก คล้ายถูกจับเขย่า สั่นคลอนด้วยสำเนียงสวดกระชั้นบีบคั้นประสาทจนบางคนลุกขึ้นเต้นผาง บ้างก็ลงไปนอนเลื้อยทุรนทุราย เป็นพญามาร เป็นลิงค่าง นาคา…

สารพัดจะสำแดง หรือแสดง?

สายตาของเด็กชายมองข้ามภาพจอมปลอมตรงหน้าไป เห็นว่าก็พอจะมีของจริงอยู่บ้าง แค่ส่วนหนึ่ง …ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มางานจับจ้องเขา ครั้นเห็นไม่ออกอาการแม้ยามน้ำมนต์ซัดเข้าหน้าก็พากันกระซิบกระซาบหึ่งๆ ทั้งที่มือประนมค้างต่างบัวบูชา

จีวรเหลืองเข้มดั่งแก่นขนุนเคลื่อนมาพะเยิบไหวอยู่เบื้องหน้า เด็กชายเงยขึ้นไปเห็นบาตรน้ำมนต์ถูกยัดเยียดมา ศิษย์วัดอีกคนถลาเข้าประกบหลังเขา น้ำในบาตรไม้ดำทะมึนถูกกรอกเข้าปาก ปกติวิธีเช่นนี้มีไว้ให้ผู้คลุ้มคลั่งอาละวาดระงับอาการ แต่กลับกัน ราวกับมือนั้นหมายใช้น้ำมนต์ทำให้เขาร้อนรุ่มสำแดงเดชออกมาให้จงได้ ทว่าเด็กชายยังเฉย ไม่เท่านั้นยังก้มหน้ากระเดือกน้ำเข้าไปจนค่อนบาตรอย่างกับกระหายเสียเต็มประดา อึกแล้วอึกเล่า ก่อนเงยขึ้นจากขัน

“จะให้อาบเลยไหม? ” ถามเสียงเย็น ตาจ้องตาหลวงพ่อที่ตะลึงค้าง ปล่อยบาตรไม้ร่วงโผละจากมือ ภาชนะจุน้ำมนต์พลันแตกกระจายเป็นสิบเสี่ยงเหมือนเจอแรงที่มองไม่เห็นกระทำ

ท่ามกลางความอลหม่าน เสียงสวดไม่หยุดคลอประทัดระเบิดเป็นตับดังหนวกหู ผู้คนเอะอะออกท่ารำ

…เขาลุกขึ้นดำเนินไป ไม่ใส่ใจคำตะคอกเป็นจังหวะกระชั้นขึ้นเรื่อยๆ ยันต์แดงของท้าวเวสสุวรรณผืนหนึ่งปลิวพลิ้วลงมาจากที่ผูกไว้กับสายสิญจน์ระนาวเหนือขึ้นไป มือเล็กคว้าจับมันเอาไว้ได้ จรดเข้ากับหน้าผาก ยกมุมปากประหนึ่งจะขอสุมาต่อสหายผู้เป็นใหญ่ในหมู่จตุโลกบาล…ท่านท้าวมีหน้าที่คุมงาน จำกัดยักษ์มารสัมภเวสีให้อยู่ในที่ทาง

แต่เขาไม่ใช่ตนที่จะอยู่ใต้อาณัติใคร

เด็กชายเก็บผ้าแดงเข้ากระเป๋าเสื้อ ก้าวไปหยุดอยู่เบื้องหน้าร่างเล็กบนเก้าอี้ซึ่งกำลังสั่นกระตุก …ไอ้เปียไม่ได้เข้าร่วมพิธี มันเพียงมานั่งรอมารดาอยู่รอบนอก

เขาค้อมตัว แตะปลายนิ้วชี้เข้ากับหน้าผากของร่างจ้อย ยิ้มคล้ายแสยะเขี้ยวขาว

“อย่าเพิ่งทิ้งข้าไปไหน ไอ้เพื่อนยาก… อยู่สนุกด้วยกันก่อน”

เสียงสวดกำลังราลง ทว่าตัวอะไรต่อมิอะไรที่เบื้องหลังยิ่งพากันโห่ฮาขรม จิตพวกมันรวมกันพุ่งตรงมายังเขา จับไม่ถูกว่าเผ่าไหนพันธุ์ไหน เขาผละจากสหายร่างเล็กที่สงบลงแล้ว หมุนตัวกลับไปถลึงตาโพลง …วูบหนึ่ง สายตามนุษย์หลายคู่คล้ายจะเห็นลายกระหนกเลื่อมพรายบนหน้า ทั้งเขี้ยวลวงตาเยี่ยงพญายักษ์ เด็กชายง้างเท้า ยกบาทาข้างหนึ่งกระทืบพื้นหนักๆ ดัง ตึง!

เมื่อนั้น ทุกผู้ที่ออกท่าว่าของขึ้นพลันชะงักดีดกลับ หงายหลังจ้ำเบ้า บ้างทรุดล้มสลบเหมือดกะทันหัน

ทั้งงานเงียบกริบ แม้แต่ลมที่ไกวใบโพธิ์นอกศาลาให้ไหวอยู่กราวๆ ก็คล้ายจะหยุดนิ่งลง

ครั้นเพ่งดูให้ดี เด็กชายจึงเห็น…ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตาเผือกยืนถมึงทึงส่งสายตาปรามทั้งยกไม้เท้าคดงอชี้มายังเขาที่อยู่ห่างเป็นโยชน์ ก็มีแค่แกนั่นแหละที่มองเขาเป็นเด็ก แต่เขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้น จึงยกนิ้วชี้หน้ากลับอย่างไม่กลัวเกรง สุดท้ายผู้ครองผ้าขาวจึงส่ายหัว เบือนหนีไปถ่มน้ำหมากลงพื้น เดินเขยก พาร่างคุ้มงอหายวับเข้าไปในต้นโพธิ์

…โพธิ์ใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านของแกตลอดมา!

 

คืนนั้นเขาเฝ้าครุ่นคิดถึงกิริยาคล้ายสิ้นหวังของตาชีปะขาวเฒ่าซึ่งรักษาอยู่ยังโพธิ์เผือก ตลอดมาคนที่มองเห็นแกก็มีแค่ตัวเด็กชายเองกับหลวงพี่เท่านั้น! แต่ไม่ว่าคราวไรได้ยินนามชีปะขาวที่เล่าลือกันมาแต่โบราณทั้งพระทั้งเณรเป็นต้องกลัว เวลาใครทำเรื่องไม่เหมาะสมตาเผือกยังเคยซัดกระโถนน้ำหมากปลิวใส่มาแล้วด้วยซ้ำ บางทีก็บันดาลลมเกรี้ยวกราดจนต้นโพธิ์ไหวราวกับกิ่งก้านจะหักโค่น เรื่องที่เขาทำวันนี้แกไม่พอใจ เขาเองก็ไม่พอใจ เรียกว่าสุดจะทนทานแล้วกับสิ่งรอบกาย!

ตกดึกสงัด เขาซึ่งกำลังเคลิ้มๆ อยู่บนเสื่อรู้สึกถึงตีนหนักๆ หลายคู่ย่ำขึ้นเรือน ประตูถูกถีบเปิดปัง ผืนเสื่อที่นอนอยู่ถูกตวัดขึ้นคลุมร่าง อึดใจนั้น…ไม้หลายท่อนหวดกระหน่ำลงมา!

“เอามันให้ตาย ไอ้เด็กผีห่า! ”

เสียงที่ได้ยินครั้งเดียวในงานศพก็จำได้ติดหู นักเลงคนนี้เป็นพ่อของไอ้โย่ง วันนั้นมันเมาอาละวาด สำแดงความกักขฬะไม่ต่างจากลูกชาย นอกจากนั้นคงมีมือของโยมลุงโยมน้าอีกหลายคนที่ชิงชังหวั่นระแวงเขา ค่าที่คนใกล้ตัวพวกมันมาตกตายอยู่ใกล้เขา

ตาเผือก…ไม่เห็นมาเตือนมาบอก

หรือว่าแกเองก็ไม่ได้ห่วงเขาจริงๆ เห็นเขาเป็นภาระดื้อรั้น

เด็กชายไม่ได้ดิ้น ไม่ได้ร้อง ไม่ส่งเสียงแม้สักแอะ นอนนิ่งไม่ไหวติงให้พวกมันหลงดีใจสักชั่วแวบว่าได้สมใจกับการมาเอาชีวิตเขา

“เฮ้ย เด็กเปรต! ทำไมมันไม่บุบไม่แตกตรงไหนเลยวะ” คนหนึ่งสบถสำรากหลังจากเลิกเสื่อออกชมผลงาน “จะว่าดีก็ดี ไม่ต้องเช็ดรอยเลือด แต่แปลกฉิบหาย”

“มันก็ไม่หายใจแล้วนี่” เสียงคุ้นๆ ว่าพลางหายใจหอบ ด้วยความที่ลงแรงไปไม่ยั้ง

เสียงนี้… เป็นลุงมา คนขายไส้กรอกที่ทำท่าว่าเอ็นดูเขา

เพิ่งรู้ว่าในใจก็นึกหวาดระแวงอยากให้เขาตายจนถึงขนาดเข้าร่วมวง

พวกแหวกแย่งกันดู ตั้งใจใช้ไฟฉายส่องหน้าให้แน่ใจ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งอุทาน

“หรือเด็กนี่มันไม่ใช่คนอย่างที่ลือกันจริงๆ ”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิวะ ข้าว่าเหมือนมันกำลังหลับสบายมากกว่า”

“เออ! ให้แม่งไปหลับต่อในหลุมก็แล้วกัน”

เสื่อถูกหลายมือหามหิ้วเหวี่ยงลงพ้นเรือนแล้วอุ้มไปต่อ เด็กชายรู้สึกได้ว่าทั้งร่างทั้งเสื่อถูกมัดจนแน่นด้วยโซ่แล้วทิ้งพลั่กลงสู่ก้นหลุมเย็นๆ โซ่นี้มีอาคม… ทั้งบางสิ่งซึ่งสิงสู่ในดินยังบอกเขา นี่เป็นดินป่าช้า มีคนตายอยู่มากโขทอดกายเป็นเพื่อน เขาหลับตาลงพัก ล้าระอากับเหล่ามนุษย์ ก็แค่รออีกนิด แต่ไม่คิดจะอยู่เป็นเพื่อนตายกับพวกสัมภเวสีแถวนี้หรอก

ก็เหมือนฝันร้ายอีกตื่นหนึ่ง

…ตอนสายเขาตะกายแหวกดินขึ้นมาจากหลุม แต่ไม่ได้เดินย้อนกลับไปตามทางที่คุ้นเคย เด็กชายรู้สึกหิว สองขาพาตัวไปยังทิศที่ไม่เคยเหยียบ ไปเรื่อยๆ คงจะข้ามมาถึงละแวกที่ไม่มีใครรู้จักเขาแล้ว บ้านเรือนดูไม่คุ้นตา เจออะไรก็กิน ตกค่ำไหนก็นอนนั่น หลายวันหลายคืน เขาเรียนรู้ที่จะหน้าด้านก้าวเข้าไปขอส่วนแบ่งข้าวเหลือจากหมาที่กำลังคุ้ยเศษขยะ พวกมันคือเจ้าถิ่นอยู่มาก่อนจึงต้องให้เกียรติกันสักหน่อย…ทว่าผลที่ตามมากลับเป็นฝูงหมาหางจุกตูด กลัวหงอเผ่นแน่บ หมาจรจัดก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับเขาเช่นกัน

หวนคิดถึงเพื่อนที่ตนเคยมี รอยยิ้มอารมณ์ดีของคนในผ้าเหลืองที่วันดีคืนดีก็สอนให้ทำอะไรแผลงๆ แล้วตบอกป้าบ บอกว่าเชื่อหลวงพี่เถอะ พี่เคยทำมาก่อน แต่ส่วนมากหลวงพี่มักสอนให้เขาเป็นเด็กดี

เขาก็อยากดีจะแย่…เสียก็แต่โมโหง่าย เวลาโมโหมักทำเรื่องไปไม่รู้ตัว

เรื่องไอ้โย่งเขาไม่ได้โกหก อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง จำไม่ได้จริงๆ ว่าทำอย่างใดลงไปกับมัน

แต่อีกครึ่งเขาก็รู้ ตัวเองเป็นคนทำ…

ไอ้เปียอาจนึกสงสัยแต่มันไม่มีวันปริปากบอกใคร แถมไม่เคยเอ่ยถาม เพราะมันรู้ว่าเขาเป็นพวกไม่ชอบพูดมาก อีกอย่างมันก็คงเชื่อตามที่ตาเห็นว่าเด็กโย่งนั่นเดินลงคลองไปเอง ไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่ได้เจอไอ้เปียอีก ไม่คิดจะเสนอหน้าไปหาด้วยซ้ำ บ้านมันดูพอจะมีฐานะอยู่หรอก ชีวิตจากนี้คงไม่มีอะไรน่าห่วง

บางทีน่าจะจริงอย่างใครๆ ว่า คนที่เข้าใกล้เขามักซวย เขาไม่อยากให้มันอายุสั้น

“ขอให้เอ็งมีชีวิตที่ดี”

เย็นนั้นเด็กชายเอนกายยังศาลาท่าน้ำของวัดแปลกถิ่น นี่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา หรูหรากว่าคลองติดโรงเรียนตั้งมาก แดดโพล้เพล้สาดจับแผ่นน้ำจนทองระยับ เสียงนกกำลังกลับรังกู่ก้องหากัน …ตั้งแต่โตมาไม่ว่าอะไรก็ทำร้ายเขาไม่ได้ แม้สัมผัสรู้ได้ว่าตอนไหนร้อนตอนไหนหนาวเขาก็ไม่ได้หนาวตามไปด้วย หนังหนา คล้ายไม่รู้สึก

ครั้นยกมือขวาขึ้นมอง ว่างเปล่า เห็นเพียงรอยสกปรก แต่เขามักเจ็บแปลบที่กลางฝ่ามืออยู่เสมอ เด็กชายกำมือ ไม่หนาว แต่ลมคราวนี้กลับทำให้ขนลุก น้ำตาคลอ…ตาของเขาหรี่ลง ทอดมองตะวันกำลังลาลับท่ามกลางฟ้าเรื่อหลากสีปะปน

ที่ริมเจ้าพระยานี้คล้ายเชื่อมโยงอดีตถึงปัจจุบัน เสมือนครั้งหนึ่งยังมีเพลงขลุ่ยของใครบางคนผิวแผ่วแว่วลอยมา

 

‘ยามนภาคล้ำไป ใกล้ค่ำ  ยินเสียงร่ำคำบอก เจ้าช่อไม้ดอกเอ๋ย…

เจ้าดอก ขจร นกขมิ้นหลืองอ่อน …ค่ำแล้วจะนอนไหน เอย… 

(นกขมิ้น เป็นเพลงทำนองไทยเดิมจังหวะสองชั้น แต่งขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา
พ.ศ. ๒๕๐๗ ครูพยงค์ มุกดา ได้ประพันธ์เนื้อร้องขึ้นใหม่)



Don`t copy text!