เด็กชายชาวดง บทที่ 3 : คนหรือผี

เด็กชายชาวดง บทที่ 3 : คนหรือผี

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 3 –

 

ร้อนและแล้งนัก ฝนละฟ้าไปแต่ย่างเดือน๘ จนบัดนี้ย่างเข้าเดือน๙ฝนไม่ตกลงมาอีก กบเขียดอึ่งอ่างและคางคกคงกระวนกระวายจึงร้องขอฝนมาจากซอกมุมลับลี้ที่มันซ่อนตัว บางวันพอแดดรอนอ่อนลับ เมฆมืดเลื่อนมาจนฟ้าทึบ แต่ลมใต้กลับหอบเมฆเลื่อนลิ่วปลิวขึ้นเหนือไม่ลงมาทางบ้านเรา บางคืนมีฟ้าแลบฟ้าร้องเหมือนฝนจะตก แต่ก็หายไป

“อี่เอ้ย หม่าข้าวแล้วกา?”

“หม่าแล้ว”

แม่ถามพี่สาวว่าแช่ข้าวละยัง พี่ตอบว่าแช่แล้ว คนบ้านเรากินข้าวเหนียว ต้องแช่ข้าวค้างคืนเสียก่อนจึงจะนึ่งได้ นาบ้าเราเป็นนาทุ่งราบไม่ใช่นาขั้นบันได ผืนนาอยู่ทางตะวันออก หมู่บ้านอยู่ทางตะวันตก พื้นที่โดยรวมค่อยลาดเอียงไปทางตะวันออก ถูกต้องตามตำราชื่อว่าธัมม์พญาพิสสนู บางทีก็เรียกว่าธัมม์พญาพิสสนูถามนางธรณีที่ยึดถือกันมา

ธัมม์คือเรื่องราวที่จดจารบันทึกไว้ในใบลาน บางเรื่องไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าแต่ก็เรียกว่าธัมม์ ธัมม์เรื่องนี้แสงเมืองเองก็ได้อ่านเมื่อเข้าผ้าเหลือง มีจดจารบันทึกอยู่ในสมุดจดความรู้ต่างๆ ของปู่ด้วย จำได้บางข้อความดังต่อไปนี้

แผ่นดินเทือกบ้านเทือกเรือนก็ดี  ที่คุ้มก็ดี แผ่นดินเมืองก็ดี เวียงใด บ้านใด เรือนใดแลหลิ่ง(เอียง)ไปหนปุพพะคือวันออกดี  มีข้าวของ ผิว่าหลิ่งไปหนอาคไณย์คือวันออกแจ่งใต้ไร้ข้าวของบ่สมฤทธี  บ่มั่นบ่เที่ยงแล  หลิ่งไปหนทักขิณะมักช่างผิดกันแล  หลิ่งไปหนหรดีมักเสียข้าวของ บ่มั่นบ่เที่ยงแล หลิ่งไปหนปัจฉิมะบ่ดี  หนพายัพมักเป็นพยาธิผีเบียน  อายุบ่ยืนเสี้ยงเขต ช่างหุม(มัก)เป็นภัยยะต่างๆแล  หลิ่งไปหนอุตระอยู่ดีมีลาภ  หากสมฤทธีมากนักแล  หลิ่งไปหนอีสานมักเป็นพยาธิ เลี้ยงสัตว์บ่แพร่แล

ไม่แน่ใจนักว่าตาอ่านตัวเมืองได้หรือไม่ ดูเหมือนจะไม่ได้เพราะไม่เคยได้ยินตาเอ่ยถึง ปู่อ่านได้ พ่อเองก็อ่านได้เพราะต่างเคยใช้ชีวิตในผ้าเหลืองมาแล้วทั้งคู่  พ่อเข้าวัดบวชเป็นพระ๔ พรรษาถือว่าไคว่สี่แจ่งผ้าเหลือง คือครบสี่มุมผ้าเหลืองถือว่าโปรดพ่อแม่พ้นขุมนรกได้จึงสึกออกมา จนอายุ๒๘จึงได้แต่งงานกับแม่ พ่อเล่าว่าพ่อขยันหมั่นเพียรเอาบ่าไหล่เรี่ยวแรงออกอวดให้ตาได้เห็น จนกระทั่งตาอาจเล็งแลดีถี่แล้วจึงออกปากเปรยว่าถ้ารักแท้รักจริงก็ให้ปู่ย่ามาฟู่มาจาให้เป็นหลักเป็นฐาน ปู่กับย่าเองก็คงผ่อเพ่งเล็งแลแม่อยู่เหมือนกัน  เรือนปู่ย่ากับเรือนตายายอยู่หัวบ้านหางบ้านนี่เอง เรียกว่าคนบ้านเดียวกัน คนบ้านใหม่เวียแมยุคพ่อแม่สืบขึ้นไปไม่ค่อยนิยมแต่งงานข้ามหมู่บ้าน คนบ้านเดียวกันรู้เห็นกันดีกว่าคนต่างบ้าน อีกเหตุผลหนึ่งก็คือแต่ละหมู่บ้านยังห่างกัน ป่าอุกดุกดงยังหนา หนทางไปมาสู่หากันยังลำบาก โอกาสที่หนุ่มสาวต่างบ้านจะได้สบตากันมีน้อย มักพบหน้าสานตาสานใจใส่กันก็แต่หมู่บ้านเดียวกัน  เชื้อสายฝ่ายแม่เองไม่มีประวัติว่าผู้ใดเป็นกละเป็นปอบ หรือเป็นสือเป็นโภง เมื่อพ่อไปบอกปู่กับย่าว่าตากับยายให้ไปพูดจารับรองหนักแน่นแก่นสาร ปู่กับย่าหาได้วันดีอันเป็นมงคลแล้ว ก็แต่งขันจาไปเจรจาทาบทาม ทางฝ่ายตากับยายก็แต่งขันต้อนออกต้อนรับ ตกลงปลงใจกัน มีพยานสองเบื้องเฟื้องฝ่ายรับรู้แน่นหนา อยู่ต่อมาเมื่อหาวันหัวเรียงหมอนได้แล้ว ทางฝ่ายพ่อก็แห่ฆ้องแห่กลองม่วนงันเอิกเกริก เอาเขยไปส่งขึ้นเรือนพ่อตาแม่ยาย

 

“ตาๆ”

หัวค่ำวันนั้น เดือนเสี้ยวบางยังค้างอยู่บนฟ้าทางด้านตะวันตก กบเขียดยังร่ำร้องขอฝนอยู่อ๊บๆ แอ๊บๆ ตากับหลานชายตัวน้อยทั้งสองยังอยู่ที่ชานฝน มักเรียกว่าชานฝนไม่เรียกชานแดด เป็นชานต่อยื่นไปทางหลังบ้านไม่มีหลังคาปกคลุม เอาไว้ตากพริกตากผ้า ไว้เป็นที่เก็บน้ำกินน้ำใช้ ไว้เป็นที่กินข้าวและรับแขกคุ้นเคย

ตาตั้งหม้อต้มยาทิ้งไว้ สองมือตาพลิกเส้นตอกผล็อบแผล็บสานแซะสานไซและกระบุงปุ้งกี๋ ตาทำงานโดยไม่อาศัยแสงสว่าง ดวงตาสองข้างดับมิดมาได้สิบกว่าปีแล้ว เหมือนตาไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ แต่ตาว่ากว่าจะปลงใจได้ก็สองสามปี คงเหมือนลุงหนานลูน กว่าจะยอมรับได้ว่าพี่บัวผันตกตายไปแล้วก็หลายปีอยู่เหมือนกัน แต่แรกลุงหนานก็ทำทีลิ้นกระด้างคางแข็งว่าตกตายตามกันไปเสียก็ดี อีลูกเนรคุณ

มันเป็นเรื่องสลดหดหู่ของคนทั้งบ้าน
เป็นตำนานรักรันทดที่เล่าสืบต่อกันมาอีกนาน ไม่ใช่รักร้าวรานหัวใจสลายแล้วไปกระโดดหน้าผาตายอย่างตำนานวังบัวบาน แต่เป็นตำนานรักแท้รักเที่ยงไม่บ่ายเบี่ยงพลัดพรากไปจากกัน เป็นคนก็เป็นด้วยกัน เป็นผีก็เป็นด้วยกัน พี่บัวผันคนงามกับอ้ายน้อยอุ่นคนหล่อหนีไปด้วยกัน หนีเข้าฮ่อมผีฮบเพราะแน่ใจว่าผู้ติดไต่ไล่ตามไม่กล้าตามเข้าไป คืนนั้นเป็นคืนแรม๑๓ ค่ำเดือน๘ ฟ้ามืด หนุ่มสาวผู้รักกันแต่พ่อสาวไม่ปลงวางให้ได้เป็นผัวเมียกันไปพลาดตกเหวตาย กลายเป็นเรื่องสลดรันทดใจเล่าสืบกันมา ตกมาถึงแรม๑๓ ค่ำเดือน๘ ในปีหลังๆ มักมีคนได้ยินเสียงหนุ่มสาวพรอดเพราะหัวเราะหัวใคร่ใส่กันในฮ่อมผีฮบ เขาว่าเป็นผีพี่บัวผันกับอ้ายน้อยอุ่น

เป็นคนอยู่ร่วมกันไม่ได้ ขอตายไปอยู่เมืองผีร่วมกัน

“ตา เป็นผีตัวใดเขามาฮบกันในฮ่อมผีฮบ”

“ผีม่านกับผีเมือง” ตาเอาตอกขัดอีกเส้นเข้าขัดในไซที่กำลังสาน “โน่นละเอ็ง สมัยศึกม่านศึกเม็งมาติดเมืองเฮา หมู่เฮาคนเมืองก็จัดทัพเข้าสู้ หมู่เฮาคนเมืองชำนาญภูมิสัณฐานมากกว่า เฮาล่อเขาหลงเข้าฮ่อมห้วยฮูดอยแล้วเอาคนปิดหัวปิดท้าย ม่านเม็งไม่ยอมให้จับ มันร้องบอกกันว่าล่อแล่ๆ“

“ร่อแร่ๆ แย่แล้วใช่ไหมตา”

“บ่แม่น ล่อแล่ๆ เป็นคำม่านคำเม็ง แปลว่าสู้ตาย  แล้วเขาก็ตายไปหมด คนเมืองก็ตายไปหลาย จึงกลายเป็นผีฮบกันในฮ่อมผีฮบสืบมาวันนี้ วันดีคืนดี ผีก็จัดทัพลุกขึ้นสู้ฮบกัน ตาเอง…”

“อะไรตา ตาก็เคยรบในฮ่อมผีฮบหรือ”

“เปล่า แต่ฮ่อมผีฮบ ตาเองเคยผ่าน สมัยยังหนุ่ม”

ฟ้าเลียฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ทางตีนฟ้าไกลๆ แต่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมา เย็นๆ ชื้นๆ  ฝนคงตกแล้วแต่ตกที่บ้านอื่น ยังมาไม่ถึงบ้านเรา เสียงควายลองเขาคือเอาเขากระทบกันโกกเกกดังมาจากคอกควาย  กลิ่นควันขี้หญ้าเป็นกลิ่นที่คุ้นเคย ลอยมาจากคอกงัวคอกควายทางด้านหลงบ้าน แตกต่างจากควันจากฟืน จมูกเราแยกออกได้ชัดเจน

“ตาผ่านเข้าไปเยียะหยัง ใฮ่อมผีฮบ”

“อือ…”

ตาทำเสียงคลุมเครือเหมือนจดจ่ออันใดอันหนึ่งอยู่ มีเสียงผ่าไม้ดังอยู่แขวะๆ ในคอกควาย ไอ่อ้ายยังขลุกอยู่ในนั้น ยังไม่คืนเรือน พ่อกับแม่เข้านอนในเรือนน้อย ยายกับพี่สาวน้องสาวก็เข้านอนกันแล้วในเรือนใหญ่ เรียกว่าเรือนใหญ่ เรือนน้อย ไม่เรียกว่าห้องนอนใหญ่ห้องนอนเล็ก  เรือนใหญ่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สถิตของผีปู่ย่า คนนอกผีผู้ใดจะก้าวล่วงเข้าไปไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่คนผีเดียวกันก็ใช่ว่าจะเข้าออกได้ตามใจทุกคน ผู้ชายจะถูกห้าม ผู้หญิงไม่เป็นไร ผู้ชายที่ไม่ต้องห้ามมีเพียงผู้เดียวคือเจ้าเรือน นอกนั้นห้ามหมด ไอ่อ้าย แสงเมืองแสงแก้วเป็นหลานชายของเรือนนี้ เวลามีความจำเป็นต้องเข้าเรือนใหญ่ ต้องบอกกล่าวผีปู่ย่าให้รู้ก่อนถึงจะยกท้าวก้าวข้ามแผ่นไม้ตรงธรณีประตูเข้าไป

เรือนน้อยเป็นห้องนอนของลูกสาวกับเขย ไม่มีข้อห้ามอันใด พ่อกับแม่นอนในห้องนี้

คืนนั้นฝนตก ตกมาเหมือนฟ้ารั่ว ตกถี่ตกถั่งดังทึดๆ อยู่บนหลังคา สองคนพี่น้องหลับดีนอนดีอยู่ส่องพ่างข้างของตา ปีนั้นแสงเมืองเรียนอยู่ชั้นป.๒ แสงแก้วเข้าเรียนชั้นป.๑ หากนับตามเกณฑ์ แสงเมืองควรอยู่ชั้นป.๓ แต่เรียนช้าไปปีหนึ่งจึงอยู่ชั้นป.๒ สองคนพี่น้องไปโรงเรียนด้วยกัน ไปบ้างไม่ไปบ้าง ยุคสมัยนั้นชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการศึกษา พ่อแม่อยากเอาลูกไว้ช่วยการช่วยงานบ้านเรือนมากกว่า โรงเรียนก็อยู่ไกล ไปมาลำบาก เด็กบ้านเราต้องข้ามทุ่งทางทิศใต้ไปเรียนที่โรงเรียนวัดห้วยโท้ง ข้ามทุ่งไป หน้าฝนหน้าฟ้าไปมาไม่สะดวก หน้าแล้งค่อยสะดวกขึ้น เด็กๆ เล็กๆ พ่อแม่ไม่อยากให้ไปโรงเรียนเพราะเป็นห่วง ที่โตแล้วรุ่นไอ่อ้ายอี่เอ้ยไม่ได้เรียนหนังสือเพราะโรงเรียนยังไม่มาตั้งที่วัดห้วยโท้ง

ไอ่อ้ายอายุ ๑๔ ริเริ่มเป็นหนุ่ม นอนคนเดียวอยู่ทางโถงหน้า ฝนตกหนักคืนนั้นไอ่อ้ายข้ามเรือนมาทางโถงหลัง เขย่าเรียกแสงเมือง

“ลุกๆ“

“ไปไหน”

“ส่องกบ”

ยังอยากนอนต่อ แต่พี่ชายก็จับสองไหล่แล้วดึงจนต้องลุกนั่งกลางที่นอน ฝนหยุดตกแล้ว แต่ฟ้ายังแลบแปลบปลาบ เย็นฉ่ำจนเยือกหนาว กบเขียดและอึ่งอ่างคางคกครางระงมทุ่ง สองคนพี่น้องย่องย่างด้วยเท้าเปล่าลงทางบันไดหลัง ไอ่อ้ายคงรู้ตัวตื่นมาแต่ฝนตกหนัก แต่คงรออยู่จนฝนเหือด หากฝนไม่เหือด ก็ส่องกบไม่ได้เพระคบไฟจะดับ คบไฟบ้านเราเรียกว่าแค่ ทำมาจากไม้ไผ่แห้งผ่าเป็นซีกๆ แล้วเอามามัดรวมกัน เสียงผ่าไม้แขวะๆเมื่อหัวค่ำที่แท้คือพี่ชายจักแค่

“ไอ่อ้ายกลัวผีไหม”

“กูบ่กลัว”

“แต่ข้ากลัว”

“เอาหน้าผากมึงมานี่ อ้ายจะเอาขี้ตีนแปดหื้อมึง”

ฝนตกปรอยๆ เป็นฝอยยิบๆ ฟ้าครืนครางห่างหาย ลมหอบเอาฝนไปให้บ้านอื่น พ้นจากตีนบ้านก็มองเห็นไต้ไฟเคลื่อนไหววูบวาบในนาทุ่งกว้าง ฝนตกใหญ่ กบเขียดดีใจออกมาร้องหาคู่ ชาวไร่ชาวนาทั่วไปรู้นิสัยข้อนี้ของมันจึงออกมาส่องหากบเขียด หากได้เหลือกิน แม่ก็คงเอาไปขายกาดเช้าเช้าบ้านห้วยโท้ง พรุ่งนี้ ห้วยโท้งเป็นบ้านใหญ่ มีตลาด มีโรงเรียน พ่อกำนันที่ว่าลูกบ่าวท่านมาเพิงอกเพิงใจพี่บัวผันก็อยู่ที่หมู่บ้านนี้

ไอ่อ้ายถือแค่อันหนึ่งในมือซ้าย ส่วนมือขวาถือแตะตีกบ เรียกว่าแตะ คล้ายๆ แตะตีแมลงวันแต่อันใหญ่และยาวกว่า ทำจากไม้ไผ่สด จักซีก แล้วผ่าปลายเป็นห้าแฉก เอาเส้นตอกเข้าขัดสานให้มันบานแผ่ออกจากกัน แสงเมืองเองถือแค่อีกอันแต่ยังไม่จุด สำรองเอาไว้เผื่อแค่อันแรกไหม้สิ้น ออกสู่นาทุ่งกว้างก็มีแต่มืดดำห้อมล้อม ดวงไฟเคลื่อนไหวอยู่ห่างๆ พอตะโกนถึงกัน แต่ก็ไม่มีใครตะโกนทักทายกันเพราะมีข้อห้ามความเชื่อกำกับอยู่ เราไม่รู้ว่าที่เห็นอยู่ข้างหน้าเป็นผีหรือคน คนหากิน ผีก็หากิน ยังมีผีจำพวกหนึ่งชอบออกล่าหากินกบเขียด ชื่อว่าผีสือผีโภง ผีสือเป็นหญิง ผีโภงเป็นชาย ข้อสังเกตง่ายๆ ว่าหากไฟเขียวเป็นผีสือ ไฟแดงเป็นผีโภง ปกติธรรมดาก็เป็นคนอยู่ในหมู่บ้าน เราเองไม่มีทางรู้ว่าผู้ใดเป็นสือเป็นโภง สือกับโภงเองก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเป็นผี หากมีคนรู้ อายุเขาจะสั้น หากเราสอดรู้ เขาจะโกรธ เขาจะเอาก้านกล้วยหรือไม้คานผุมาพุ่งข้ามหลังคาบ้านเรา แล้วคนเรือนเราจะป่วยไข้เป็นพยาธิ ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป

“ไอ่อ้าย อันนั้นผีหรือคน”

“ไหน อันไหน” พี่ชายเอาป้องหน้ากันไฟเข้าตา “คน บ่แม่นผี”

“เราจะรู้ได้อย่างใด”

“หากเป็นคน ไฟจะเลี่ยๆ แถวหน้าดิน หากเป็นผี ไฟจะลุกโพลงที่จมูก พอละอย่าพูด หากมันได้ยิน มันจะมาขอต่อไฟจากเรา บ่ดี”

มืดนัก หากเป็นคืนอื่นคงมืดสนิท แต่คืนนี้มีไต้ไฟเคลื่อนไหวห่างๆ ผืนนากว้างใหญ่กว่าหมู่บ้าน โอบล้อมห้อมบ้านไปทางทิศใต้ติดกับนาบ้านห้วยโท้ง ดึกดื่นค่อนรุ่งอย่างนี้ มองไปทางใดไม่เห็นอันใดเลย เห็นแต่ความมืดดำ ไอ่อ้ายส่องไฟลงเรี่ยดิน พบกบก็ฟาดด้วยแตะ พลาดมากกว่าได้เพราะมันมักกระโดดหนีไปเสียก่อน หากเป็นไฟฉายจะได้มากกว่าพลาดเพราะแสงไฟฉายแรงกล้าพุ่งเข้าตามันเป็นลำ ตามันจะฝ้าฟาง มันจะมึนงงสงสัยเต้นไม่ออก ฟาดได้ง่าย ไอ่อ้ายฟาดถูกก็รีบละแตะแล้วคว้าตัวมัน มันยังไม่ตาย แค่สลบไปเท่านั้น คว้าได้แล้วก็เอายัดข้องสะพายบ่า ไอ่น้องไม่ค่อยได้ทำอะไร ได้แต่สังเกตสังกา กำหนดจดจำตามแบบที่พี่ชายทำ

“เอาข้องมาไอ่อ้าย ข้าสะพาย”

“สะพายอย่างเดียว ห้ามเขย่า”

“เขย่าแล้วเป็นใด”

“มันจะแกน บ่หมาน”

แกนคืออับโชค หมานคือมีโชค

ฝนเหือดเม็ดแล้ว ฟ้าแลบแวบวาบอยู่ทางวันออกนอกดง เรียกกันแต่ว่าวันออกนอกดง เป็นอย่างไรไม่รู้ พวกเราไม่เคยไปถึง  มันเหมือนจะอยู่อีกฟากของเทือกเขาดอยดงที่กั้นขวางอยู่ทางทิศนั้น เกิดมาพวกเราก็อยู่กันแต่บ้านใหม่เวียงแม รู้จักอยู่บ้างก็เพียงสี่ห้าหมู่บ้านใกล้เคียง อย่างบ้านห้วยโท้ง บ้านน้ำลัด บ้านหนองพระเจ้าผด บ้านโป่งหมี อย่างนี้เป็นต้น

คืนนั้นสองคนพี่น้องเมามันเอากบจนลืมคำสอนว่าหื้อเอาแต่พอกิน มันม่วนชวนเมา ตีนพาเราไปตามเสียงกบจนลืมสังเกตทิศทาง แล้วเราก็หลง หลงทิศหลงทางจำแนกไม่ถูกว่าบ้านเราอยู่ทางใด หวาดกลัวจับใจ กลัวพลัดหลงไปเมืองผีไม่ได้พบหน้าพ่อแม่อีกแล้ว

“ไอ่อ้าย ข้ากลัว”

“ขดเข้ามานี่ อ้ายจะกอดมึง”

อ้อมแขนพี่ชายอบอุ่น ถึงไม่เท่าพ่อและตาแต่ความกลัวก็บรรเทาลง ไอ่อ้ายแหงนหน้าดูฟ้าเหมือนพยายามกำหนดจดจำดาวเดือนอันใดสักอย่าง คบอันแรกสั้นกุดไปแล้ว ไอ่อ้ายทิ้งแตะตีกบ เอาคบอันที่สองต่อไฟไว้ในมือขวา มือซ้ายจูงแขนน้องเดาทิศเดาทางกันมา โชคดีที่พบไต้ไฟดวงหนึ่งอยู่ไม่ไกล สองคนพี่น้องเข้าไปหาบอกว่าหลงทุ่ง พ่อลุงใจดี พาเรามาส่งจนถึงตีนบ้านใหม่เวียงแม  สองคนพี่น้องเดินเข้าบ้าน แต่พอเหลียวหลังกลับไป พ่อลุงใจดีกับแค่ดวงนั้นก็หายวับเหมือนดับสูญไปเลย

Don`t copy text!