เด็กชายชาวดง บทที่ 4 : ผีเผาซาก

เด็กชายชาวดง บทที่ 4 : ผีเผาซาก

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์จบลงแล้วนะคะ แต่ผู้อ่านใจดี ขอฝากไว้ให้ผู้อ่านได้กัน 5 บท ซึ่งหากอยากซื้อแบบรวมเล่มเก็บไว้อ่าน “เด็กชายชาวดง” จะตีพิมพ์โดย GROOVE PUBLISHING สามารถโปรดติดตามกำหนดวางจำหน่ายอีกครั้ง ที่ Facebook Fanpage : GROOVE PUBLISHING 

****************************

– 4 –

 

พ่ออายุ ๔๕ ปี อยู่ในวัยฉกาจฉกรรจ์ พ่อเข้ามาเป็นเขยเรือนตาเมื่ออายุได้ ๒๘ ปี อยู่ใต้ชายคาเรือนที่ตาสร้างขึ้น ผิวเผินอาจดูดี แต่ลึกๆ แล้วการอยู่ใต้ชายคาก็คืออยู่ใต้อำนาจ พ่อว่ามันอึดอัด ทำอะไรไม่ค่อยถนัด ต้องถามไถ่คล้ายขออนุญาตต่อตาเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ เขยแรก เขยรอง เขยสองสามสี่หากมีโอกาส จึงมักแยกเรือนอย่างรายของตาเป็นต้น แต่ในรายของพ่อ พ่อเป็นผัวของลูกสืบเรือน จะแยกเรือนเหมือนเขยอื่นก็ได้ แต่ไม่สมควร

ไม่ผิด แต่ไม่สมควร

ลูกสืบเรือนใช่มีหน้าที่แต่การสืบเหย้าสืบเรือนเท่านั้น หน้าที่ๆ สำคัญกว่าคือสืบผี

ผีของหมู่เฮาคนเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน ยากที่คนอื่นๆ จะเข้าใจได้ถ่องแท้ สืบผีคือสืบจารีตประเพณีวิธีปฏิบัติต่างๆ นานาอันจะนำมาซึ่งความสุขสงบแก่คนในครัวเรือน พ่อเองตระหนักดีในข้อนี้ แม้จะอึดอัดขัดใจแต่ก็ทนเอาเพราะเห็นแก่แม่ พ่อทนอึดอัดอยู่ได้ไม่นานเกิดเหตุการณ์พลิกผันขึ้นในครัวเรือน นั่นคืองูเห่าห้อมพ่นพิษใส่ดวงตาของตา ต่อมาก็บอดสนิทเยียวยาแก้ไขไม่ได้เลย ตาปลงเวียกงานการไร่การนาทั้งหมดไว้บนบ่าไหล่ของพ่อ พ่อก็เลยอ่อนข้อลงแก่ตา

“ตาเอ็งแต่ก่อนก็ร้าย” พ่อแอบนินทาตาให้ลูกชายฟัง “ถือดีในคาถาหับปากงู ล่างูเห่าเอาดีไปขายแก่พ่อกำนัน งูเห่าฉิบหายไปมากเพราะตาเอ็ง”

“พ่อกำนันเอาดีงูเห่าไปใส่ลาบหรือพ่อ”

“บ่แม่น พ่อกำนันเป็นโรคเป็นภัยประหลาด ร่างกายอ่อนแอบ่มีบ่ามีแรง ต้องใช้ดีงูเห่าไปเข้ายา คนอื่นไม่กล้าล่างูเห่าแต่ตาเอ็งกล้าเพราะมีคาถาหับปากงู ไผห้ามบ่ฟัง ยายเอ็งขอร้องก็บ่ฟัง กระทั่งงูเห่าห้อมพ่นพิษใส่จนตาบอด ตาเอ็งจึงปลงตก ยอมรับบาปกรรมข้อนี้”

ก่อนที่ตาจะปลงตกยอมรับในกรรมเวรที่ได้ฆ่างูมามาก พ่อตากับลูกเขยคู่นี้อาจไม่ค่อยลงรอยกันนัก แสงเมืองเคยถามแม่ว่าพ่อกับตาเคยจดลูกกุยกันไหม จดลูกกุยแปลว่าวางมวย แม่ยิ้มๆ ยามยิ้มหน้าแม่งาม งามมากๆ เลย แสงเมืองเองถูกเรียกว่าไอ้หน้าแม่ อาจเพราะมีเค้าหน้าประพิมประพรายคล้ายแม่

“บ่เคยมี” แม่ตอบ “ตาเอ็งใช่คนใจหนาพาลาถ่อยร้าย พ่อเอ็งก็ไม่ใช่คนมุทะลุขี้โมโห แต่ขัดคอขัดใจก็กันมีบ้าง พ่อเอ็งยังหนุ่ม เลือดร้อนลมแรง แต่ตาเอ็งเฒ่าแล้ว เลือดหย่อนลมเย็น เรื่องจะลุกมาจดลูกกุยกันเลยบ่มี”

พ่อกับแม่เป็นผัวเมียกันมา ๑๗  ปี แต่แสงเมืองเองเกิดมาได้เพียง ๙ ปีเท่านั้น เรื่องราวก่อนเกิดเด็กชายไม่รู้ เรื่องราวหลังเกิดนับแต่จำความได้ก็จำได้ว่าพ่อยำเยงเกรงใจตาดีอยู่ เวลากินข้าวพร้อมกัน พ่อไม่เคยกินก่อนตา พ่อจะรอให้ตาปั้นข้าวจิ้มน้ำแกงใส่ปากก่อนพ่อถึงค่อยจ้ำ พ่อว่า

“ตาเอ็งตาบอดก็ทุกข์มากพอแล้ว พ่อไมอยากเติมทุกข์แก่ตาเอ็ง”

พ่อว่าแต่ก่อนแต่เดิม ตามักกระทบกระเทียบเปรียบเปรยว่าพ่อเอาแต่งอมืองอเท้ารอผืนนาที่ตาจะแบ่งให้แม่ ไม่คิดอ่านเบิกนาหาที่ทางใหม่ พ่อคงไม่พอใจเรื่องนี้ ถือว่าตาประมาทดูแคลน พ่อเคยคิดชวนแม่แยกเรือนจากเรือนตาแต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะแม่เป็นลูกสืบเรือน คือสืบเหย้าเรือน สืบผี สืบพิธีกรรมสำคัญเฉพาะภายในครอบครัว หากไหว้ดีพลีถูก ลูกผัวก็อยู่เย็นเป็นสุข ยายเองไม่ใช่ลูกสืบเรือน ยายแบ่งผีมาจากเรือนเค้าเอามาไว้ที่เรือนเรา เรือนเค้าก็คือเรือนที่ยายเกิดมา

 

ฝนเริ่มลงฟ้ามาสม่ำเสมอแล้ว ฝนหลั่งถั่งย้อยเป็นสร้อยเป็นสาย แต่ยังไม่ถึงเวลาไถนา ดินยังไม่อิ่มน้ำ แต่กบเขียดเริ่มไข่แล้ว คิดถึงคืนนั้น คืนที่ฝนตกหนักสองคนพี่น้องออกไปส่องกบกลางทุ่ง คนหรือผีกันแน่หนอที่พาเรามาส่งถึงตีนบ้าน คิดว่าเป็นผีมากกว่าคน แต่รู้สึกดี ไม่รู้สึกกลัว คงเป็นผีดี ไม่ใช่ผีร้าย ผีดีคุ้มครองคนดี ผีร้ายทำร้ายคน คนไม่ดีผีดีก็ไม่คุ้มครอง คนดีๆ ผีร้ายก็ทำร้ายได้เหมือนกัน หากคุณหรืออำนาจแห่งความดีของเรามีไม่มากพอ เด็กๆ มักมีคุณอันอ่อนเพราะยังไม่มีโอกาสได้กระทำความดีมากๆ ผู้ใหญ่บางคนก็มีคุณอันอ่อนเพราะไม่ทำความดี ผีร้ายมักทำร้ายได้ทั้งคนดีและคนร้าย แต่หากคุณความดีเรามีมากพอก็ป้องกันผีร้ายได้

“อาจเป็นเสื้อนา” แม่ว่า

“เสื้อนาคืออะหยังหือ อี่แม่”

“เสื้อนาก็คือผีดูแลรักษาทุ่งนา” ยายตอบ “เสื้อนารักษานา เสื้อบ้านรักษาบ้าน เสื้อวัดรักษาวัด เสื้อดงรักษาดง”

“พ่อลุงผู้นั้นอาจเป็นเสื้อนาจำแลงมา” แม่ขยายความ “บุญพวกเอ็งแล้วที่ท่านเมตตา จำเอาไว้ไอ่อ้ายไอ่น้อง คนดีผีคุ้ม คนบ่ดีผีบ่คุ้ม”

ครั้งกระนั้น วันเวลาที่แสงเมืองยังเป็นเด็กชายชาวดงอายุเก้าขวบสิบขวบ ความเชื่อเรื่องผียังฝังแน่นในจิตใจ  ผีร้ายก็มี ผีดีก็หลาย เราไหว้พระ แต่เราก็ยำเยงเกรงผี ผีไม่ได้หมายถึงคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น ผีคืออำนาจลึกลับที่เราเข้าใจไม่ได้ อธิบายไม่ถูก เป็นอำนาจยิ่งใหญ่ที่เราปะทะหักหาญไม่ได้ แต่ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้

เราในที่นี้หมายถึงไพร่หล้าหน้าเหลือง คนพื้นเมืองพื้นบ้านทั่วๆไป

“ไอ่เมือง เอาข้าวไปส่งหื้อพ่อเอ็ง”

อยู่มาวันหนึ่ง ปีไหนก็จำไม่ได้ น่าจะก่อนหน้านั้นสักสองปีเพราะยังไม่ได้เข้าโรงเรียน แม่ก็ใช้ให้เอาข้าวไปส่งให้พ่อกับพี่ชายที่ไปเบิกนาใหม่ไว้ทำกิน บ้านเราคนมาก หลังคาเรือนเดียวอยู่กัน ๙ คน เป็นชาย ๕ หญิง ๔ เวลากินข้าวจึงต้องแบ่งโตกออกเป็น ๒ ขัน ผู้ชายกินข้าวที่ชานหลัง ผู้หญิงกินข้าวที่เรือนไฟหรือครัวไฟ เรือนไฟบ้านเราแยกกออกจากตัวเรือน ลงไปตั้งข้างล่าง ปลูกเป็นโรงเรือนไม้ไผ่ติดดิน มียกพื้นสูงสักศอกเศษไว้เป็นที่กินข้าวและไว้หม้อข้าวสารกับเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ เวลานอนก็แยกนอนชายหญิง ยกเว้นพ่อกับแม่ที่นอนร่วมกันเป็นเป็นผัวเมียกัน ตากับยายก็เป็นผัวเมียกันแต่เลือดหย่อนลมเย็นจึงแยกกันนอนมาร่วมสิบปีแล้ว  ยายนอนกับหลานสาวสองคนในห้องนอนใหญ่ พ่อกับแม่นอนด้วยกันที่ห้องนอนน้อย ไอ่อ้ายนอนคนเดียวที่โถงเรือนด้านหน้า ตากับหลานชายอีกสองคนนอนที่โถงเรือนด้านหลัง คนเรือนมีมาก ข้าวก็ต้องมาก ยายได้มรดกเป็นนาสองไร่จากทวด ตาเบิกนาเอาเองได้อีกสี่ไร่รวมเป็นหกไร แต่ตามีลูกหกคน แม่เองแม้เป็นลูกสืบเรือนแต่ไม่ใช่ลูกสืบนา คำว่าลูกสืบนาไม่มีในวิถีบ้านเรา แม่มีสิทธิพิเศษเฉพาะที่บ้านกับตัวเรือนเท่านั้น

นารวมหกไร่ของตากับยายต้องแบ่งลูกๆ ทัดเทียมกัน เฉลี่ยแล้วได้คนละไร่ พ่อเข้ามาเป็นเขย พ่อจึงต้องเบิกนาหาที่หาทางทำกินเพิ่มเติมเพื่อเลี้ยงปากท้องลูกเมียของพ่อ ก่อนหน้านั้นพ่อกับตาขัดแย้งกันเรื่องนี้ โชคดีที่เรือนเรามีแม่เรือนดีสองคนอยู่ร่วมกันคือยายกับแม่ แม่เรือนดีมักมีพลังอำนาจบางอย่าง หากกระบุงใบหนึ่งเป็นเหมือนครอบครัว พ่อเรือนคือตอกตั้ง แม่เรือนคือตอกสาน ตอกตั้งจะแข็งแรง ตอกสานจะอ่อนเหนียว ตอกสานจะค่อยเหนี่ยวน้าวรั้งตอกตั้งเข้ารูปเข้าทรง กระบุงจึงค่อยเป็นกระบุงในรูปทรงที่ต้องการ

ลุล่วงมาในราวปีที่แสงเมืองอายุ ๗ ขวบ พ่อไปเปิดป่าเป็นนาอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน เป็นที่ทางคนละผืนกับนาเดิมของตาที่อยู่ทางทิศตะวันออก ทิศนั้นดินดี เป็นที่ราบที่เพียงลาดลุ่มลงไปจากหมู่บ้าน แต่อยู่กินกันมาได้ห้าหกสิบปี ที่ดินทางด้านนั้นมีนาเต็มแล้ว เปิดออกไปไม่ได้อีกแล้วเพราะทางตะวันออกติดเขตนาบ้านน้ำลัด ทางทิศใต้ติดนาบ้านห้วยโท้ง ทางทิศเหนือติดดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่าที่ถือกันว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์ นาที่พ่อเบิกใหม่อยู่ด้านตรงข้ามกับดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่า แต่เดิมก็เป็นป่าแพะหรือป่าใช้สอยของคนทั้งหมู่บ้าน เมื่อพ่อจะเอานา พ่อก็ไปบอกปู่แก่ ปู่แก่ถามคนทั้งหมู่บ้าน หากคนทั้งหลายอนุญาตให้เอาได้ถึงจะจับจองโก่นโค่นต้นไม้ลงได้ หากคนหลายไม่อนุญาตก็เอาไม่ได้ พ่อเรือนผู้ใดเป็นพ่อเรือนดี เอาใจใส่หน้าหมู่หรือส่วนรวมดี ก็มักได้รับฉันทานุมัติ พ่อเรือนผู้ใดเป็นพ่อเรือนไม่ค่อยดี ไม่เอาใจใส่งานการหน้าหมู่หรืองานของส่วนรวม ก็มักไม่ได้รับอนุญาต

“เมื่อใดนาอี่พ่อจะแล้ว”

“สองปี สามปีไปหน้าอาจแล้ว”

“ธัมโม สังโฆ ข้านึกว่าสองเดือนสามเดือน”

“หากเฮามีเงินเป็นทุน สองเดือนสามเดือนก็เอาได้ แต่พ่อมีแรงเป็นทุน สองปีสามปีจึงเอาได้”

ค่ำคืนนั้นเดือนดาวมืดมิด พ่อกับไอ่อ้ายมานอนแรมที่ห้างกลางป่าคืนนี้ก็เพื่อจะเผาซาก เรียกเป็นคำบ้านเราว่าเผาซาก หมายถึงเผากอไผ่ที่โก่นโค่นลงจนเหลือแต่ซากคือกอที่รากยังฝังดิน หากไม่เผา พอฝนตกมันจะแทงหน่อออกมาใหม่กลายเป็นต้นเป็นลำขึ้นมาอีก ค่ำคืนนั้นกินแลงแล้วอมเมี่ยงสูบยาพออิ่มพ่อก็ออกห้างไปเผาซาก ถามพ่อว่าทำไมไม่เผากลางวันพ่อว่า

“มันร้อน”

“กลางคืนไฟไม่ร้อนหรือพ่อ”

“ไม่ใช่ กลางวันแดดร้อน เผาซากหากไฟลามมันควบคุมยาก แต่กลางคืนมันเย็น ถึงไฟลามก็พอควบคุมได้”

พ่อออกจากห้างสร้างแปลงคร่าวๆ ไปแล้ว อยู่ด้วยกันสองคนพี่น้อง ไอ่อ้ายเอามีดเหลามาเกลาง่ามกงหรือคันลูกกระสุนดินเหนียว ส่วนไอ่น้องใช้มือใช้มีดยังไม่คล่อง ได้แต่ดูแล้วหมายจำเอาไว้ ดูมาดูไปก็เบื่อจึงออกไปดูพ่อ หัวค่ำลมพัดอ่อน ดอกไม้กลางคืนบางอย่างหอมมาอ่อนๆ แบบที่เรียกว่าหอมออนจอน มันหอมๆ หายๆ คลุกเคล้าเบาบาง ดาวหมูกองยังค้างฟ้าอยู่ทางตะวันตก ชื่อว่าดาวหมูกอง แปลว่าหมูกระวนกระวาย มันจะรอคอยด้วยความกระวนกระวายให้ดาวลับ หากดาวยังไม่ลับ มันไม่กล้าออกมาหากิน เพราะแสงดาวจะส่องให้คนเห็นมัน มันอาจถูกยิง

“พ่อ”

ตะโกนหา มีเสียงขานรับคลุมเครือ ซากไผ่สี่ห้ากอมีไฟคุแดง ห่างไกลออกไปมีเสียงแตกตูมตามเหมือนพ่อโยนไผ่สดใส่ไฟ

แต่ไม่ใช่พ่อ

เดินเข้าไปหา แต่คนที่เข้าใจว่าพ่อเดินห่าง เด็กชายชาวดงสาวเท้ายาวๆ พ่อก็เหมือนสาวเท้าหนี ห่างออกไปทุกที ห่างออกจากห้างนอนไปไกล กอซากติดไฟยังมีที่ข้างหน้า คล้ายมันย้ายหนี เลอะเลือน ไม่ชัดเจน วิ่งตามไปอีก พอเข้าใกล้พ่อก็หันหน้ามา

หน้าพ่อเละล่าน ตาข้างหนึ่งหลุดจากเบ้าห้อยลงต่องแต่ง กลิ่นน้ำเน่าหนองผีคละคลุ้งมาจากร่างที่คิดว่าเป็นพ่อ

แสงเมืองเข่าอ่อน ทรุดลงกับดิน

 

Don`t copy text!