เพลงเงาดอกงิ้ว บทที่ 2 : คนไข้รายแรก

เพลงเงาดอกงิ้ว บทที่ 2 : คนไข้รายแรก

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

เพลงเงาดอกงิ้ว นวนิยายรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ ๓ โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของศัลยแพทย์หนุ่มที่ถูกใส่ร้ายให้กลายเป็นฆาตกรโหด เขาจะหาความจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ไหม หากว่าไม่…ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไป พร้อมกับสูญเสียหญิงสาวที่รักที่สุดไปด้วย

“คงหกล้มผิดท่า ทำให้เกิดการแตก แต่ไม่ได้ผิดรูป” นายแพทย์หนุ่มพูดพลางชี้ฟิล์มเอกซเรย์บนกล่องไฟสำหรับอ่านฟิล์ม ตอนนี้คิมหันต์อยู่ในห้องตรวจที่สอง มีพยาบาลร่างท้วมอายุเยอะคนเดิม กับคุณครูที่ตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าหล่อนมีดวงตากลมใสสวยงามเหมือนกระต่าย ทว่าท่าทางจืดๆ ไม่ได้ร่าเริงเหมือนสัตว์ชนิดนั้น และคนสุดท้ายคือเด็กชายชั้นประถมท่าทางสงบเสงี่ยม คนไข้ของเขา

เจ้าหนูนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียง มีเฝือกปูนปลาสเตอร์หุ้มตั้งแต่เหนือตาตุ่มขึ้นไปจนถึงโคนขาอ่อน

“แตกนี่มัน…ยังไงคะ” คนฟังในชุดเสื้อกระโปรงสีกากีมองตาแป๋ว เธอคงไม่รู้ว่าควรจะกังวลใจระดับไหนดีกับคำว่า ‘แตกแต่ไม่ผิดรูป’

เขาเองก็เช่นกัน

คิมหันต์คือแพทย์ศัลกรรมทั่วไป ถนัดแต่การรักษาบาดแผล จะผ่าฝี ผ่าหนอง ผ่าไส้ติ่ง หรือการผ่าเอาสิ่งแปลกปลอมจากร่างกายผู้ป่วยเขาก็ทำได้ทั้งนั้น แต่เขาไม่ใช่หมอกระดูก เขาอาจจะอ่านฟิล์มเอกซเรย์และรู้ว่าปลายกระดูกหน้าแข้งแตกออกมาทั้งก้อน แต่เขาก็ไม่เชี่ยวชาญพอที่จะรู้ว่า เอ็นไขว้หน้า เอ็นไขว้หลัง หรือเส้นเอ็นตรงส่วนไหนฉีกขาด โดยไม่มีเครื่องซีทีสแกนเป็นตัวช่วย

อย่าว่าแต่ตัวเขาเลย ถ้าไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางที่ไปเรียนเรื่องข้อต่อมาโดยเฉพาะ การเอกซเรย์และตรวจเพียงร่างกายเด็กที่ยังระบมกับแผลฟกช้ำ ก็คงยากจะบอกว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มาจากอาการเส้นเอ็นฉีกขาดหรือมาจากรอยฟกช้ำกันแน่

…เมื่อไม่มีเครื่องมือ เราจะต้องใช้สัญชาตญาณและประสบการณ์ทั้งหมดที่มี อย่ากลัวว่าจะผิด ถึงเวลาถ้าต้องตัดสินใจก็ต้องไม่ลังเล…คิมหันต์นึกถึงคำที่อาจารย์เคยสอน เขาพูดออกไปช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ

“แตกคือ…กระดูกมันหักนั่นแหละครับ”

คราวนี้คนฟังมีสีหน้ากังวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “กระดูกหักเลยหรือคะ…แค่หกล้มเอง” หญิงสาวว่าเสียงเบา

“กระโดดตบอยู่ในบ้าน ถ้าท่าลงไม่ดีเอ็นยังขาดได้เลยคุณ”

“กระโดดตบ…ตบอะไรหรือคะ”

“มือ…กระโดดตบมือ ออกกำลังกายแบบนี้” คิมหันต์ที่ยืนอยู่หน้ากล่องไฟเผลอกระโดดให้เธอดู คุณครูสาวอมยิ้ม กลั้นหัวเราะ

“ขอโทษค่ะ” เธอว่า คิมหันต์หน้าแดง

“แต่เด็กๆ ส่วนใหญ่ฟื้นตัวเร็ว เดี๋ยววันนี้ใส่เฝือกแล้วนอนดูอาการสักคืน พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรน่าห่วงจะสอนใช้ไม้ค้ำแล้วก็กลับบ้านได้” เขาพูดดุๆ กลบเกลื่อน รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ที่เผลอทำอะไรบ้าๆ บอๆ ออกไป

“แล้วต้องทำอะไรอีกไหมคะ คือ…ฉันหมายถึงการดูแลหลังจากนี้” เธอถามรอบคอบ คิมหันต์นึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกว่าอย่าให้เฝือกเปียกน้ำ เธอพยักหน้ารับ เมื่อคิมหันต์ไม่พูดอะไรต่อพยาบาลร่างท้วมที่อาวุโสที่สุดในห้องก็กระแอม เธอพยายามส่งสัญญาณบางอย่าง ซึ่งที่สุดเมื่อคิมหันต์ตอบสนองไม่ถูก เธอก็พูดขึ้น

“ใส่ไปหลายๆ วันกล้ามเนื้อมันจะลีบลง ต้องพยายามเกร็งปลายเท้าออกกำลังกล้ามเนื้อ ใช่ไหมคะคุณหมอ”

“อ่า…ครับ” คิมหันต์เพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ได้  เขาไหลตามน้ำ

“แล้วถ้าเฝือกหลวมมากจนไหลลงมาถึงตาตุ่มก็ต้องมาเปลี่ยนเฝือก พี่พูดถูกใช่ไหมหมอ” เธอหันมามองคิมหันต์เพื่อให้เขายืนยันข้อความที่เธอพูด คิมหันต์พยักหน้า เขารู้ดีกว่าเธอไม่ได้ต้องการให้เขารับรองความถูกต้อง แต่เพียงต้องการให้ผู้ป่วยรู้สึกว่านั่นเป็นคำพูดที่จะออกมาจากปากของเขา

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนจะกลับบ้าน คุณหมอคงจะย้ำเรื่องนี้กับผู้ปกครองเด็กอีกครั้งนะครู” พยาบาลนางนั้นว่าต่อ

“อ้อ…ได้ค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ” ครูสาวยกมือไหว้พยาบาลและหันมาไหว้คิมหันต์ หล่อนหันไปบอกลูกศิษย์ตัวน้อย

“ขอบคุณคุณหมอทั้งสองสิเจม” หล่อนว่า …หมอที่ไหนกัน พยาบาลกับหมอต่างหาก คิมหันต์คิด และไม่เข้าใจว่าทำไมพวกบ้านนอกถึงแยกหมอ พยาบาล เภสัช นักเทคนิคการแพทย์ออกจากกันไม่ได้สักที

 

คนไข้ออกไปแล้ว ในห้องตรวจเหลือคิมหันต์กับเสียงภายนอกที่จางลง ตอนนี้ใกล้หมดเวลาทำงาน ผู้ป่วยที่นัดคิวกำลังจะหมดไป อีกไม่นานอาคารเก่าแก่หลังนี้คงจะเหลือแต่ความอึมครึม

ชายหนุ่มทิ้งแผ่นหลังลงกับพนักพิงเก้าอี้   นึกถึงงานที่เคยทำ และพลอยนึกถึงคำพูดของแม่

แม่อยากให้เขาเรียนต่อศัลยกรรมตกแต่ง แต่อะไรบางอย่างอาจจะเป็นเพราะอาจารย์หมอสุรชาติก็ได้ ถึงทำให้เขาโลกสวยจนมีบางขณะที่นึกอยากกินอุดมการณ์ เขาเลือกเรียนต่อสาขาขาดแคลนอย่างหมอศัลยกรรมทั่วไป ตอนนั้นเขาอ้างกับแม่ที่มุ่งหวังจะให้เขาหาเงินจากการผ่านม เสริมจมูกว่า หากเรียนสาขาขาดแคลนเขาสามารถใช้ทุนเป็นแพทย์อินเทิร์นเพียงสองปี ก็สามารถขอทุนเรียนต่อเฉพาะทางได้ แม่จึงยินดีให้เขาเปลี่ยนมาเรียนสาขานี้

‘แฟนแกเป็นถึงลูกมหาเศรษฐี รีบเรียนต่อรีบจบมาก็ดีเหมือนกัน อีกหน่อยมาเปิดโรงพยาบาลเองก็รวยไปอีกแบบ’ แม่คาดหวังไปไกลกว่านั้น เขาเองก็ด้วย ไม่นึกเลยว่าวันนี้เขาจะต้องกระเด็นจากโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ มาอยู่ไอ้โรงพยาบาลชุมชนเล็กจิ๋วแค่สามสิบเตียงอย่างนี้

ถ้าแม่มาเห็นคงได้บ่นว่าอาจารย์สุรชาติช่วยเขาหรือส่งเขามาดัดสันดานกันแน่

สันดาน…ใช่สันดาน…เขานึกถึงคำคำนี้ ภาพพยาบาลห้องผ่าตัดสองคนยืนซุบซิบเรื่องของเขากับหมอนัทอยู่ตรงมุมตึก พูดคำว่าสันดานอย่างถึงอารมณ์ มันยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

“หล่อซะเปล่า ทำไมเป็นผู้ชายสันดานแบบนี้ กินในที่ลับ ไขในที่แจ้ง” พยาบาลที่เขารู้ทั้งชื่อทั้งหน้าและเคยร่วมงานกันกล่าวโทษ

“ได้ข่าวมาว่าแฟนก็ขอเลิก” อีกคนเสริม

“แฟนใคร หมอนัท…”

“ไม่ช่าย…” อีกคนรีบขัดขึ้น “แฟนหมอคิมค่ะพี่ เขาว่าเป็นหมอเหมือนกัน เรียนอยู่เมืองนอก ทุนส่วนตัวด้วยนะพี่”

“เหรอ” เสียงนั้นตื่นเต้น “ท่าจะรวยมาก แต่ก็ดี…สมน้ำหน้า”

“เขาว่าเป็นหมอไฮโซ รวยมากๆ ไม่ใช่ร้อยนะมีเป็นพันล้าน แต่หนูก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรนักหรอก”

“ขนาดไม่รู้นะเนี่ย” คนพูดเบ้ปาก “แล้วเป็นไงล้า…จองเป็นผู้ช่วยหมอคิมทุกเคส ตอนนี้เห็นเกี่ยงกัน ไม่มีใครอยากจะร่วมงานด้วย” เสียงนั้นเยาะเย้ย แต่อีกฝ่ายไม่โกรธ รีบพูดขึ้นอย่างรับลูก

“โอ๊ย…ก็ตอนนั้นก็เรื่องของตอนนั้น ก็ใครจะไปรู้ล่ะพี่เจี๊ยบ แต่เอาจริงนะ ไม่ได้แกล้งว่า…มันทำใจลำบาก จะต้องคอยซับเหงื่อ คอยส่งเครื่องมือให้ เมื่อก่อนละบอกตรง แย่งกันเลยละ แต่เดี๋ยวนี้นะพี่ เขาว่ากันว่าวิสัญญียังไม่อยากจะร่วมงานด้วยเลย”

คิมหันต์เม้มปากแน่น คนอย่างเขาไม่เคยกลัวใคร โดยเฉพาะพวกปากหอยปากปูที่ชอบแส่เรื่องชาวบ้าน ชายหนุ่มเชิดหน้าก้าวออกไปจากมุมตึก คนขี้นินทาสองคนสะดุ้งโหยง เขาจ้องใบหน้าพยาบาลทั้งสองนิ่ง แน่ละว่าทั้งคู่หน้าซีดแต่ไม่วายกลบเกลื่อนด้วยการทักทายเขา ก่อนจะรีบเดินจ้ำออกไปคนละทิศละทาง

คิมหันต์กำหมัด ฉุนจนอยากจะเหวี่ยงแก้วกาแฟในมือ…มันเป็นความผิดของเขาคนเดียวหรือไง เรื่องทั้งหมดตบมือข้างเดียวไม่มีทางดัง แล้วทำไมทุกคนถึงได้รุมประณามแต่เขา

ใช่สิ…เขามันหมอจบใหม่ ส่วนหมอนัทมันนังแก่ นังแก่ที่เป็นถึงหัวหน้าแผนกศัลยกรรมเด็ก โครงข่ายอิทธิพลในโรงพยาบาลย่อมมีมากกว่าเขา สามีหล่อนก็เป็นถึงอาจารย์หมอมือดีในโรงเรียนแพทย์ ถึงจะอยู่คนละสังกัด แต่ในหมู่ผู้บริหารก็รู้จักกันหมดนั่นแหละ ดูอย่างอาจารย์หมอสุรชาติสิ ไม่ได้อยู่โรงพยาบาลเดียวกับเขา แต่ก็สามารถยื่นมือมาเจรจาต่อรองกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลของเขา จนทำให้เขาได้ย้ายมาใช้ทุนต่อที่โรงพยาบาลทุ่งฉลองจนได้

“มันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ” อาจารย์หมอสุรชาติพูดอย่างเมตตา และวันที่หมอประวิทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเรียกคิมหันต์ไปพบนั้น ท่านก็ไม่ได้ปิดบังสักนิดว่า ท่านไม่มีความประสงค์ที่จะปล่อยมือจากแพทย์ใช้ทุนอย่างคิมหันต์เลย แต่จำต้องทำเพราะอาจารย์หมอสุรชาติบากหน้ามาขอร้อง

“ผมพูดตามตรงนะ ผมเสียดายฝีมือหมอ” ผู้อำนวยการพูดเสียงเย็น “แต่อาจารย์คุณเป็นห่วง เขาว่าก่อนที่เรื่องจะบานปลายจนคุณอาจจะถูกเล่นงานทางวินัย เขาอยากให้ผมปล่อยคุณไปที่ทุ่งฉลอง”

“ทุ่งฉลอง…” คิมหันต์ทวนชื่อ ตอนนั้นเขาไม่เคยได้ยินชื่อโรงพยาบาลแห่งนี้มาก่อน

“โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ผอออเป็นสายรหัสอาจารย์คุณ เขาเปิดรับตำแหน่งใหม่พอดี ไปก็เหมือนลดชั้นคุณ แต่ถ้าคุณตัดสินใจไป คุณสมบัติแพทย์เฉพาะทางที่คุณจบมา คงมีภาษีกว่าแพทย์จีพีที่จะมาเป็นคู่แข่ง”  ท่านผู้อำนวยการหมายถึงแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ย่อมาจาก general practitioner

“อีกอย่าง…ทางนั้นก็เตรียมรับคุณไว้อยู่แล้ว”

สิ้นคำนั้นความเงียบที่แทรกกายอยู่ในห้องก็ทำหน้าที่ของมันอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งผู้อำนวยการและคิมหันต์ยืนนิ่ง แต่ในที่สุดคิมหันต์ก็เป็นฝ่ายพูดขึ้น

“ผมควรจะไปใช่ไหมครับ”

“อย่าถามผม แต่ถ้าถามว่าผมอยากปล่อยคุณไปไหม ก็ขอบอกตามตรงว่าไม่ ส่วนเรื่องส่วนตัวของคุณก็เป็นเรื่องของคุณ” ผู้บริหารสูงสุดพูดอย่างเย็นชา “แต่อาจารย์คุณเขาว่าคุณยังเด็ก เลยมาขอร้องผม” ชายบนเก้าอี้นวมทิ้งตัวลงบนพนักเก้าอี้ ผ่อนลมหายใจยาว

“คุณยังไปได้อีกไกล ทั้งนี้แล้วแต่การตัดสินใจของคุณนะหมอคิมหันต์”

ผู้อำนวยการพูดทิ้งเอาไว้แค่นั้น แน่ละว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เขารู้ดีว่า ชายอายุห้าสิบ แต่ยังคงมองโลกเป็นสีชมพูและวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์อย่างอาจารย์หมอสุรชาตินั้น หวังดีต่อเขาจริงๆ

เขาจำได้ว่าไม่เคยเล่า ไม่เคยร้องขอ แต่อะไรบางอย่างที่จะเรียกว่าความเป็นครูก็คงจะได้ ทำให้ชายผู้นั้นลงมือทำเรื่องนี้เพื่อเขา

 

“หมอ...หมอคิมหันต์คะ พี่แป๊ดให้มาบอกว่าหมอไปพักก่อนไหมคะ ทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว”

พยาบาลร่างชะลูดที่เขาพบในห้องฉุกเฉินยื่นหน้าเข้ามาในห้อง คิมหันต์สะดุ้งตัวจากอดีต

พี่แป๊ดที่หล่อนว่าตอนนี้คิมหันต์รู้แล้วว่าคือพี่พยาบาลร่างท้วมที่อยู่กับเขาในห้องเมื่อครู่ก่อน หล่อนมีชื่อจริงว่าราตรี ส่วนพยาบาลสาวร่างชะลูดนั้นชื่อเป็นผลไม้อะไรสักอย่างซึ่งเขาจำไม่ได้เสียแล้ว

“คุณพักในโรงพยาบาลหรือเปล่า” คิมหันต์ถาม หญิงสาวส่ายหน้างง

“แล้วคุณพักที่ไหน”

“บะ…บ้านค่ะ ส้มพักที่บ้าน” เธอส่งเสียงอึกอัก ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเธอชื่อเล่นว่าส้ม

“ไกลไหม”

“ข้างโรงพยาบาลนี่เองค่ะ หนูเป็นคนพื้นที่” เธออธิบายใบหน้าแดง คิมหันต์รีบพูดก่อนที่เธอจะเข้าใจผิด

“ถ้าผมไม่อยากได้ห้องพักในนี้ แถวนี้มีบ้านเช่าที่ไม่ไกลบ้างไหม” เขายกตัวขึ้นจากพนักพิง “คือคุณแม่ผมจะขึ้นมาเดือนหน้า พักข้างในคงไม่สะดวก ผมอยากได้บ้านที่มีพื้นที่สักนิดนึง”

“เอ่อ…ก็พอมีนะคะ ใกล้ๆ โรงเรียน เห็นมีติดป้ายให้เช่าอยู่หลังหนึ่ง”

“ไกลไหม”

“ใกล้นิดเดียวค่ะ โรงเรียนก็อยู่ในวัดตรงข้ามถนนด้านข้างโรงพยาบาลนี่เอง เดี๋ยวหนูถามคุณครูเขาให้นะคะ เขาน่าจะเคยเห็นบ้างว่าบ้านหลังนั้นมีคนเช่าไปหรือยัง”

คิมหันต์พยักหน้า ไม่ลืมขอบคุณ พยาบาลสาวร่างชะลูดชื่อส้มยิ้มรับ ก่อนขอตัวออกไปจากห้อง

 

เย็นมากแล้วที่คิมหันต์เดินมาพบครูสาวคนเดิม คราวนี้เธออยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายตัวสั้น ชายของมันรุ่ยอย่างตั้งใจแบบชุดชาวเขา ท่อนล่างเธอสวมกางเกงยีนส์รัดรูป เห็นช่วงขายาวแน่นอย่างนักกีฬา

ว่ากันตามจริงเขาเกือบจำเธอไม่ได้ แต่ในพื้นที่ห่างไกล ใบหน้ารูปไข่กับดวงตาดำเงาเหมือนกระต่ายก็ทำให้เขาระลึกออกในเวลาอันรวดเร็ว

“คุณหมอหาบ้านพักอยู่หรือคะ” เธอเอ่ยทักเขาก่อน ดวงตาสีดำจ้องอย่างคาดหวัง

“ใช่ คุณพอจะรู้จักบ้างไหมครับ”

“รู้จักค่ะ แถวนี้เอง ถ้าคุณหมอไม่ได้ทำอะไร ฉันพาเดินไปดูได้นะคะ หรือถ้าจะซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปก็ไม่เกินห้านาที แต่ถ้าเดินสิบนาทีนาทีก็ถึงค่ะ”

“คุณสะดวกแบบไหน”

“เดินค่ะ” เธอพูดไม่ลังเล “ฉันเพิ่งหัดขี่มอเตอร์ไซค์ค่ะ หรือคุณหมอ…” เธอเว้นไว้เป็นเชิงถาม เขายกมือโบก

“ผมขี่ไม่เป็นเลย” ความจริงจากปากเขาทำให้เธอหัวเราะขำ คิมหันต์ใจเต้น ใบหน้านี้น่าจะเรียกว่างามก็ได้ อย่างน้อยก็งามที่สุดตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งฉลอง แต่ก็อย่าง บ้านๆ ไม่มีอายไลเนอร์ ไม่มีคอนแทกต์เลนส์เปลี่ยนสีตา ไม่มีผมดัดลอนอ่อน จะมีก็แต่ผมสีน้ำตาลที่น่าจะมาจากครีมเปลี่ยนสีผมไม่ใช่ของธรรมชาติแท้ๆ

พิจารณาดูแล้วเธอน่าจะเด็กกว่าเขาหลายปี อาจจะเพิ่งจบหรือไม่ก็จบมาไม่นาน

“แล้วคุณครูมาดูเด็กหรือครับ ผู้ปกครองเขาว่ายังไงบ้าง”

“ก็ตกใจละค่ะ อันที่จริง…ฉันไม่ได้มาดู แต่คืนนี้ฉันมานอนเฝ้าแกน่ะค่ะ”

“นอนเฝ้า” เขาประหลาดใจ เดาในใจไปต่างๆ นานา ว่าเธออาจจะโดนข่มขู่เรียกร้อง หรืออะไรที่ผู้ดูแลเด็กระหว่างชั่วโมงเรียนแบบเธอจะต้องรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เธอเฉลยให้ฟังนั้นกลับเป็นสิ่งตรงกันข้าม

ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเด็กชายผู้นั้นชื่อเล่นว่าเจม เรียนอยู่ชั้นประถม 5 เจ้าหนูอยู่บ้านกับทวดผู้หญิงที่ยังไม่แก่เท่าไรนักและน้องสาววัยใกล้เคียงกันอีกคนหนึ่ง

ตอนนี้น้องสาวเจ้าหนูไม่สบายครูสาวซึ่งตอนนี้เขารู้แล้วว่าเธอชื่อเล่นว่าครูแนท มีชื่อจริงว่าวัสสาน์ จึงอาสามาเฝ้าไข้เจ้าหนูเจมเสียเอง

“ลำบากแย่…” เขาพูดเสียงเบา นึกเขินปากที่ใช้คำพูดเหมือนละครที่เคยดู แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจเธอขนาดนั้น

“ไม่เลยค่ะ” หญิงสาวสวนเสียงใส แววตาของเธอทำให้เขานึกเลยไปถึงอาจารย์หมอสุรชาติอย่างไรก็บอกไม่ถูก

“เจมเป็นเด็กตั้งใจเรียน เป็นเด็กกตัญญูเชียวค่ะ มีเวลาว่างก็เพาะกล้าไม้ขาย ไม่เคยใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ ครูคนไหนได้เจอเด็กแบบนี้ก็อยากจะช่วยเหลือทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ฉันหรอกค่ะ” หญิงสาวว่า

คิมหันต์นึกไม่ออก ความดีที่เด็กคนหนึ่งทำเพื่อครอบครัวตัวเอง มันจะทำให้คนเป็นครูรู้สึกอยากช่วยเหลือได้อย่างไร ถ้าเด็กคนนั้นมาช่วยเหลือครูก็ไปอย่าง อย่างน้อยก็มีบุญคุณต่อกัน

เอ…แล้วเขาล่ะ ทำอะไรให้อาจารย์หมอสุรชาติบ้าง คิมหันต์พยายามนึก แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก

เขามองหน้าคนเป็นครู ความรู้สึกบางอย่างวิ่งว่อนอยู่ในหัวใจ แต่เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไรกันแน่

 



Don`t copy text!