เพลงเงาดอกงิ้ว บทที่ 1 : ฉันมาทำอะไรที่นี่

เพลงเงาดอกงิ้ว บทที่ 1 : ฉันมาทำอะไรที่นี่

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

เพลงเงาดอกงิ้ว นวนิยายรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ ๓ โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของศัลยแพทย์หนุ่มที่ถูกใส่ร้ายให้กลายเป็นฆาตกรโหด เขาจะหาความจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ไหม หากว่าไม่…ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไป พร้อมกับสูญเสียหญิงสาวที่รักที่สุดไปด้วย

“โคตรบ้านนอก”

คิมหันต์ ศัลยแพทย์หนุ่มหน้าหยกสบถออกมาเบาๆ เขาลงจากรถเหมาที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลติดต่อให้ไปรับจากสนามบิน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลที่เขากำลังยืนมองตึกของมันอยู่นี้ราว 200 กิโลเมตร และมันเป็น 200 กิโลเมตรที่คดโค้ง ผ่านทิวเขาสลับซับซ้อน ต้องอาศัยการเดินทางกว่า 3 ชั่วโมงถึงจะเดินทางมาถึง

ชายเจ้าของรถร่างสูง ผิวสองสี รูปลักษณ์สะดุดตาหัวเราะชอบใจ เมื่อได้ยินคำพูดหลุดปากของศัลยแพทย์หนุ่ม เขาสำทับว่า หลังหนึ่งทุ่มไปแล้วคิมหันต์จะได้เห็นของจริงว่าบ้านนอกอย่างที่นี่ ถึงจะมีร้านสะดวกซื้อสีสันสดใสตั้งอยู่อย่างไม่แคร์ความเก่าโทรมของตึกไม้ในตลาด แต่ถ้าไม่ติดสัญญากับบริษัทเจ้าของแบรนด์แล้วละก็ เจ้าของร้านคงอยากจะปิดบริการตั้งแต่สามทุ่ม

“ไม่มีใครเขากินอะไรตอนดึกๆ กันเหรอไง” คิมหันต์พูดขึ้นลอยๆ ไม่ได้ตั้งใจถาม แต่ชายหนุ่มผิวน้ำผึ้งซึ่งอยู่ในที่นั่งคนขับตอบ

“มี…แต่เขาทำกินเองในบ้าน บ้านนี้เมืองนี้คนยังกลัวลมเพลมพัด หมอรู้จักไหมลมเพลมพัด” เขาถามอย่างไม่ต้องการคำตอบแล้วพูดต่อด้วยสีหน้าสนุกที่ได้ยั่วหนุ่มจากกรุงเทพฯ ว่า “บางช่วงบางฤดูคนไม่กล้าออกจากบ้าน พอมืดก็เข้าบ้านกันเงียบกันหมด…ที่นี่มีอะไรน่ากลัวบ้าง อยู่ๆ ไปหมอจะรู้เอง” พูดจบเขาก็หัวเราะในลำคอ มองคิมหันต์หัวจรดเท้า

“แต่งตัวอย่างหมอ…เดินเข้าไปเขาคงมองกันทั้งโรงพยาบาล”

คิมหันต์หน้าชา รู้ว่านั่นไม่ใช่คำชม แต่เขาไม่ใช่คนประเภทเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เลยรีบดึงกระเป๋าออกมาจากเบาะหลังรถแล้วถามถึงราคาค่าโดยสาร ถึงเวลาที่เขาจะต้องแยกจากหมอนี่เสียทีละ

“ผมไม่เอาหรอก” ชายเจ้าของรถว่า ทำท่าจะออกรถ คิมหันต์ยืนงงแต่ก็รีบร้องห้าม

“ไม่ได้ ผมจะนั่งรถคุณฟรีๆ ได้ยะ…” เขาไม่ทันพูดจบชายหนุ่มผู้นั้นก็โบกมือ

“ผมต้องผ่านไปพอดี เลยบอกผอออ หมอธนินน่ะ” เขาขยายความให้รู้ว่าเขาหมายถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล “ว่าไม่ต้องไปจ้างใคร เดี๋ยวผมไปรับเอง” เขาว่าแค่นั้นแล้วถอยรถออกไปอย่างไม่รอคำตอบ

คิมหันต์มองตาม พลางคิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขานี่ ใครจะไปรู้ว่าหมอนั่นไม่ใช่คนขับรถรับจ้าง พอโดนชวนคุยเขาเลยพูดปัดไปว่าเขาปวดหัวขอนั่งอยู่เงียบๆ ดังนั้นในกระบะสี่ประตูคันนั้นเขาจึงนั่งทัศนาภูมิประเทศอันเป็นภูดอยน่าเบื่อๆ อยู่บนที่นั่งด้านหลัง ปล่อยชายเจ้าของรถทำหน้าที่สารถีอยู่ด้านหน้า และไม่มีการสนทนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างเขาและชายเจ้าของรถอีก

รถกระบะสี่ประตูสีดำคันนั้นลับสายตาไปแล้ว คิมหันต์เหลียวกลับมายังอาคารชั้นเดียวของโรงพยาบาลประจำอำเภอ มันเป็นโครงสร้างดาดๆ แปลนเดียวกันกับโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นมาทั่วประเทศ  บรรยากาศเก่าแก่ของตัวตึก มีทั้งความย้อนยุค ความอึมครึมและความเหี่ยวเฉา ด้านหน้าโรงพยาบาลเตียนโล่งไม่มีสวนหย่อมหรือไม้ประดับ ในสนามมีเพียงเสาธงโด่เด่ ส่วนฉากหลังที่เห็นไกลๆ นั้น เป็นเนินเขาเตี้ยๆ ตอนนี้มันเขียวชอุ่มเพราะยังอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน

คิมหันต์รู้ว่าสิ่งก่อสร้างที่นี่ย้อนกลับไปไกลมาก อาจจะสมัยเขายังเด็กหรือไม่ก็ก่อนที่เขาจะเกิดเสียอีก

จะว่าไปแล้วประเทศไทยมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ทุกอำเภอ มีสถานีอนามัยอยู่ทุกตำบล มี อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมานานมากแล้ว พื้นฐานทางสาธารณสุขของเราไม่เป็นรองใครในโลก แต่ศัลยแพทย์ก็ยังมีไม่มากพออยู่ดี

ศัลยแพทย์อย่างเขาถูกส่งมาที่นี่ด้วยเหตุผลหลายประการ ความขาดแคลนก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ใครก็รู้ว่าการมาของเขาไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่ต้นสังกัด จะยอมปล่อยแพทย์เฉพาะทางที่ยังใช้ทุนไม่หมด มาใช้ทุนต่อเนื่องยังโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ แบบนี้

คิมหันต์ถอนหายใจ เขาลากกระเป๋าแซมโซไนท์ใบเขื่องขึ้นไปตามทางลาด เสียงล้อลากของมันกึงกังเมื่อเคลื่อนผ่านพื้นทรายล้าง และกลับมาวิ่งได้เรียบลื่นอีกครั้งเมื่อขึ้นมาถึงพื้นหินขัด ระหว่างระยะทางสั้นๆ เขาตกเป็นเป้าสายตา ไม่ว่าจะจากคนไข้หน้าตาขะมุกขะมอม หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอง

แต่งตัวอย่างหมอ…เดินเข้าไปเขาคงมองกันทั้งโรงพยาบาล ตอนนี้เขารู้ซึ้งแล้ว…และรู้สึกอีกด้วยว่า นาฬิกาสวิส เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมเข้ารูปและรองเท้าหนังมันระยับที่เขาสวม มันกำลังทำลายความมั่นใจของตัวเขาอยู่

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ

ให้ตาย…ที่ที่เขาจากมาเหมือนอยู่คนละโลกกับที่ที่เขายืนอยู่ตอนนี้จริงๆ

“เอ่อ…” พยาบาลสาวใส่มาสก์ปิดครึ่งใบหน้าเอ่ยถามอย่างเกรงใจ “คุณหมอคิมหันต์ที่จะมารายงานตัววันนี้หรือเปล่าคะ”

คิมหันต์พยักหน้ารับและรู้สึกเหมือนว่า หล่อนพยายามบังคับตัวเองไม่ให้มองเขาหัวจรดเท้า

“เดี๋ยวดิฉันจะพาไปห้องผู้อำนวยการนะคะ” เธอว่า หันไปหาพยาบาลที่นั่งทำงานอยู่ด้านข้าง เมื่อฝ่ายนั้นพยักหน้า เธอจึงเดินนำเขาผ่านฝูงชนที่เข้ามาใช้บริการ ก็ไม่ถึงกับหนาแน่นนักหรอก แต่ทุกสายตายังคงพุ่งมาหาเขา เมื่อเขาหันไปมองก็พบสายตาแป๋วแหววมองกลับ บางคนส่งยิ้มให้ บางคนมองเฉยๆ ดูเหมือนไม่มีใครคิดว่าการจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตายนั้นเป็นเรื่องเสียมารยาทกันเลย

พวกบ้านนอก…เขาคิดอย่างอึดอัด รู้สึกราวตัวเองเป็นตัวประหลาด หูของเขาได้ยินคนไข้กระซิบกระซาบว่า “แหม่…หล่อยังกับดารา” แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกปลื้ม…นี่เขาระมัดระวังการแต่งตัวแล้วนะ เพราะถือว่าต้องมาลุยในถิ่นทุรกันดาร เลยเลือกกระเป๋าที่ ถึก ทน แบบแซมโซไนท์ ถ้าเขาเปลี่ยนไปลากหลุยส์ วิตตอง พวกนี้ไม่มองกันจนตาถลนเลยหรือ

 

ห้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่แทบไร้จุดเด่น ของที่แพงที่สุดในห้องคงจะเป็นรูปถ่ายอนุสาวรีย์พระบิดาฯ หรือกรมหลวงสงขลานครินทร์ในกรอบหลุยส์สีทอง มันเป็นอนุสาวรีย์ในท่านั่ง ดูสวยงามสดใสด้วยท้องฟ้าแต้มเมฆสีทอง มุมขวาของรูปมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ “Our soul is for the benefit of mankind.” ที่แพทย์ทุกคนจำได้จนขึ้นใจ

คิมหันต์ยิ้มเยาะ เขาทักทายผู้บังคับบัญชาคนใหม่ นึกดูถูกหนุ่มใหญ่ที่อายุห่างกับเขาหนึ่งรอบกว่าๆ ว่าทำไมถึงยังยึดถือข้อความนั้นจนถึงขนาดเอามาติดเตือนใจในห้องทำงาน

 

“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัว เป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”

อาจารย์ที่ปรึกษาก็พร่ำฝึกปรือแพทย์อย่างพวกเขามาด้วยความคิดพวกนี้ แต่ประโยคนี้ของพระบิดาฯ ผ่านมาจะร้อยปีแล้ว ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศเดี๋ยวนี้มันไม่ได้มาจากความดีอะไรหรอก โน้นแน่ะ…ผู้หญิงที่สร้างข่าวฉาวโฉ่กับพระ เจ้าของผลิตภัณฑ์กับเจ้าของเครื่องสำอางวิ่งเข้าหาอย่างกับแมลงวันตอมอุจจาระ สร้างเม็ดเงิน สร้างรายได้ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ใครจะมัวมานั่งสร้างประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์กันอีกเล่า

“นั่งก่อนหมอคิม” ผู้อำนวยการผายมือเชื้อเชิญ คิมหันต์นั่งลงด้วยความสุภาพ “หมอสุรชาติอาจารย์ที่ปรึกษาคุณเขาโฆษณาเสียใหญ่โตว่าสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์คุณเป็นคนที่หัวไวมาก คะแนนราวด์วอร์ดสูงลิ่ว” เสียงผู้อำนวยการเยือกเย็น  คิมหันต์ยิ้มรับ

“อาจารย์คุณเขาเป็นพี่สายรหัสผม ฝากฝังมาว่าให้ดูแลลูกศิษย์ของเขาให้ดี นานๆ ทีถึงจะมีหมอเฉพาะทางอาสามาอยู่โรงพยาบาลเล็กๆ แบบนี้”

คิมหันต์นิ่ง น้ำเสียงหมอธนินไม่บ่งบอกว่ามีสิ่งซ่อนเร้นหรือจริงใจในคำพูด มันเป็นน้ำเสียงเรื่อยๆ เย็นๆ ชวนเกรงขาม ถ้าหมอสุรชาติอาจารย์ของเขาเป็นพวกดูง่ายเพราะแสนจริงใจและใสซื่อ หมอธนินก็อยู่ในขั้วตรงข้าม

“มีห้องพักว่างอยู่ เดี๋ยวผมจะให้คนพาไป ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา เรามีหมอสองคน หมอฟันสองคน พอได้คุณมาอยู่ด้วยหมอเลยเป็นสามคน เรามีกันแค่นี้ มีอะไรบอกกล่าวกันไม่ต้องเกรงใจผม”

“ครับ”

“ศัลยแพทย์อย่างคุณจะมีประโยชน์ต่อที่นี่มาก เพราะเราเป็นพื้นที่ห่างไกล การรีเฟอร์คนไข้บางเคสก็เสี่ยงเกินไป เราจึงต้องผ่าตัดกันเองอยู่บ่อยๆ”

“มีวิสัญญีแพทย์หรือครับ”

“ไม่มี” หมอธนินยิ้มเย็น มันเป็นรอยยิ้มชวนพิศวง ถึงเวลานี้คิมหันต์แน่ใจแล้วว่า หมอธนินเป็นคนละขั้วกับหมอสุรชาติอาจารย์ของเขาซึ่งอ่านได้ง่ายแสนง่ายอย่างแท้จริง

“เอาละ ผมมีประชุมที่จังหวัด เดี๋ยวหมอตามผมมา ผมจะพาไปหานายสมคนงานของที่นี่ แกเป็นคนท้องที่ช่วยคนนอกอย่างเราได้มาก”

ผู้อำนวยการพูดแล้วลุกขึ้น ตอนนี้นี่เองที่คิมหันต์เห็นว่าหมอธนินตัวสูงกว่าที่คิด วัยปลายสี่สิบของเขาสร้างไขมันหน้าท้อง แต่มันช่วยเพิ่มความโอ่อ่ามากกว่าจะดูอึดอัด

เขาได้ยินจากอาจารย์หมอสุรชาติมาว่า หมอธนินนั้นเป็นหมอผ่าตัดมือฉมัง อย่างที่ไม่ต้องเรียนต่อเฉพาะทางจากสถาบันไหน เขาอยู่ที่นี่มายี่สิบปี ได้เป็นผู้อำนวยการจากการจับฉลากได้ เพราะเวลานั้นมีแพทย์จบใหม่ย้ายเข้ามาประจำการที่นี่อยู่เพียงสองคน

หมอธนินทำงานทุกอย่างตั้งแต่บริหารไปจนถึงการตรวจรักษา เขาไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยเยื้องย่างออกจากชุมชนในหุบเขาแห่งนี้ไปเกินสิบวัน และไม่เคยแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทางตำแหน่งวิชาการใดๆ ชีวิตเขาอุทิศให้การแพทย์ ดังนั้นการมีรูปและข้อความของพระบิดาฯ แปะเตือนใจอยู่ในห้อง จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลย

‘ที่นั่นจะทำให้คุณรู้จักคำว่าหมอที่แท้จริง ผมนี่นะ…’ หมอสุรชาติชี้มาที่ตัวเอง ‘ไม่มีทางทำได้อย่างหมอธนินเลย เขามันหมอทองคำ คุณจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเขา’ อาจารย์หมอสุรชาติว่า แต่ตอนนั้น รวมถึงในตอนนี้ คิมหันต์ก็ไม่เชื่อเช่นนั้น

เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน และคนก็เปลี่ยน เมื่อยี่สิบปีก่อนโรงพยาบาลชุมชนที่ไหนๆ ก็ผ่าตัดกันได้ แต่เดี๋ยวนี้ใครจะเสี่ยง หลายปีก่อนมีการฟ้องร้องโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในเคสผ่าตัดฉุกเฉิน ที่สุดท้ายเกิดความผิดพลาดทางการแพทย์ คนไข้เสียชีวิต หมอโดนฟ้อง โทษฐานที่ไม่มีวิสัญญีแพทย์หรือหมอดมยาแต่ริจะผ่าตัด ที่สุดแล้วหมอแพ้คดี ตั้งแต่นั้นมาโรงพยาบาลชุมชนขนาดสามสิบเตียงที่ไหนๆ ก็เข็ดขยาดและป้องกันตัวเองด้วยการส่งต่อเคสผ่าตัดไปโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่าทั้งนั้น

ถึงเครื่องมือไม่พร้อม แต่ชีวิตคนไข้ต้องมาก่อน คงจะใช้ไม่ได้ใน พ.ศ.นี้ เพราะถ้าขืนคิดอย่างนั้นแล้วเกิดการผิดพลาด สู้ส่งให้คนไข้ไปเสี่ยงบนรถฉุกเฉินระหว่างส่งตัว ญาติก็มักยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า

ในสังคมที่ไร้การให้อภัยอย่างทุกวันนี้ ใครกันจะรับความเสี่ยงไหว

คิมหันต์คิดระหว่างเดินเคียงผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปเงียบๆ แทนที่จะนิยมชมชอบความเป็นหมอทองคำของหมอธนิน เขากลับรู้สึกว่าความทุ่มเทของชายผู้นี้ช่างโง่เง่า และไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

 

นายสมคือชายร่างท้วมใหญ่ ผิวคล้ำเพราะแดดเผา เขามีรอยยิ้มกว้างขวางอย่างคนอารมณ์ดี รับกับความยู่ยี่ของรอยขวางบนหน้าผากและหางตา เขาช่วยยกกระเป๋าเดินทางใบหรูของคิมหันต์ไปตามถนนลาดยาง เป็นภาพขัดตาพิลึกๆ ของความหรูหราและความทรุดโทรมที่แสนจะไม่เข้ากัน

ระหว่างทาง นายสมบรรยายถึงสถานที่ต่างๆ ในโรงพยาบาลอย่างคนช่างพูดคุย ว่านอกจากอาคารบริการผู้ป่วยและหอผู้ป่วยสองชั้นที่เขาเห็น ที่ซุกซ่อนและถูกบังสายตาอยู่ ยังมีโรงอาหารซึ่งถูกแบ่งเป็นพื้นที่ครัวและห้องซักรีดอีกเพียงหนึ่งหลัง นอกจากนั้นก็มีโรงรถและโรงเก็บพัสดุตั้งอยู่ด้านในสุดของพื้นที่โรงพยาบาล

“ห้องดับจิตก็อยู่ข้างๆ กันตรงนั้น เมื่อก่อนเปลี่ยวๆ หน่อย เดี๋ยวนี้ติดไฟสว่างไม่มีอะไรน่ากลัว ผมทำงานที่นี่มาตั้งแต่อายุยี่สิบ ตอนนี้จะห้าสิบ ตรงไหนๆ ก็มีไฟฟ้า” นายสมว่า คิมหันต์ออกจะแปลกใจกับอายุคนพูด ตามสายตา เขาไม่คิดว่านายสมจะอายุต่ำกว่า 55 แต่คิมหันต์ก็ไม่ได้คิดว่าชายผู้นี้โกหก

 

ที่พักที่หมอธนินพูดถึงมันไม่ใช่บ้าน แต่เป็นตึกสามชั้นที่น่าจะสร้างมานานหลายสิบปีแล้ว ในสายตาของคิมหันต์ มันเก่าและล้าหลังสมกับเป็นบ้านนอกคอกนา หน้าอาคารมีลานคอนกรีตเอาไว้สำหรับจอดรถ ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ มีร่องรอยการก่อสร้างใหม่หมาดของหลังคาสำหรับที่จอดรถ เพราะยังเห็นตอไม้ที่เพิ่งถูกตัดไปไม่นานทิ้งเอาไว้หลายต้น

“พวกหมอเขาอยู่ที่นี่กันเหรอ” เป็นคำแรกที่คิมหันต์พูดออกมา หลังจากนิ่งฟังการบรรยายสถานที่ของนายสมอย่างผู้ฟังที่ดี

“เปล่าครับ ที่นี่มีบ้านพักอยู่อีกสามหลัง นี่เป็นหอพักของพวกพยาบาล” นายสมชี้มือไปทางถนนลาดยาง มองเห็นบ้านพักไม้ยุคเก่าตะคุ่มอยู่หลังแนวต้นสัก ซึ่งดูจะเป็นพันธุ์ไม้ที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในพื้นที่แถบนี้

“แต่พยาบาลส่วนใหญ่เป็นคนพื้นที่ กับพวกที่แต่งงานแล้วก็มีบ้านอยู่ข้างนอก แถวนี้ๆ แหละครับ ตึกนี้เลยยังเหลือห้องว่าง” เขาว่าพลางใช้ลำข้อยกกระเป๋าเดินทางของคิมหันต์ขึ้นบันได นายสมบรรยายต่อ “ตึกหลังนี้มียี่สิบห้อง เหลือว่างอยู่หนึ่งห้องพอดี ชั้นสามน่ะครับ”

“แล้วรถพวกนั้นล่ะ” คิมหันต์ชี้มือไปที่ลานจอด จำนวนจักรยานยนต์ดูจะมากกว่าจำนวนห้องพักไปโข นายสมส่งเสียง อ๋อ…แล้วอธิบายว่าเป็นรถเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล

“ตรงนี้มันร่มดี เขาขี้เกียจไปแย่งที่จอดกับคนไข้น่ะหมอ”

 

ละอองฝุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในลำแดดบ่าย หน้าต่างบานเกล็ดด้านหน้าและหลังห้องสร้างแสงสว่างจนไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าในเวลากลางวัน ขนาดห้องพักนั้นใหญ่อยู่พอสมควร แต่เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่คิมหันต์จากมา ที่นี่ก็แทบจะเรียกได้ว่าแหล่งเสื่อมโทรม ในที่นี้ไม่ใช่ความสกปรกหรือความแออัด เปรียบไปก็เหมือนกับนายสมและเสื้อผ้าของเขานั่นแหละ ถึงแม้ว่านายสมจะใส่เสื้อโปโลสีเหลืองใหม่เอี่ยมสะอาดสะอ้าน แต่ใบหน้ากร้านแดดลมอย่างเขา จะมาสู้ชายหนุ่มใบหน้าสะอาดสวมเสื้อเชิ้ตเข้ารูป ที่เน้นให้เห็นถึงแผงไหล่กว้างและเอวที่คอดลงเป็นรูปสามเหลี่ยมได้อย่างไรกัน

เมืองเมืองนี้ก็เหมือนนายสม คิมหันต์กวาดตามองห้องสี่เหลี่ยมสีขาวด้วยความท้อถอย ทั้งตัวเขาและกระเป๋าแซมโซไนท์ดูเป็นสิ่งแปลกปลอม จนน่าจะถูกเขี่ยทิ้งมากกว่าจะมาโผล่ประดักประเดิดอยู่ตรงนี้

แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ…

คิดถึงตรงนี้คิมหันต์ก็กำหมัดแน่น

ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ ในขณะที่หมอนัทยังอยู่อย่างสุขสบาย ทำไมเขาจะต้องเป็นคนที่ระเห็จมาถึงที่นี่ด้วย

“หมอคะหมอ หมอคิมหันต์คะ อยู่ข้างบนไหมคะ” แว่วเสียงเรียกมาจากด้านล่าง

“อยู่…”

ไม่ใช่เขาแต่เป็นนายสมที่ตะโกนตอบลงไป

“มีอะไรแหม่ม”

คิมหันต์ตามนายสมมาชะโงกหน้ามองจากระเบียงทางเดินหน้าห้อง เห็นผู้ช่วยเหลือคนไข้ในชุดสีเหลืองยืนชะเง้อมาจากลานจอดรถหน้าอาคาร ใบหน้าเด๋อด๋าดูก็รู้ว่าหล่อนคงเพิ่งมาทำงาน อาจจะอายุ 20 หรือ 21 ปี

“มีเคสเด็กนักเรียนขาเจ็บเข้ามาค่ะ ก่อนออกไปประชุมหมอธนินบอกว่าให้มาขอความกรุณาจากหมอให้ไปดูอาการเด็กให้หน่อย…” เมื่อเห็นคิมหันต์ยืนนิ่ง หล่อนก็ร้องขอเสียงอ่อนออกมาว่า “ได้ไหมคะ”

“ได้” เขาพยักหน้า พยายามไม่แสดงอาการรำคาญ คนเพิ่งมาถึงแท้ๆ

คิมหันต์รับกุญแจจากนายสมมาล็อกห้องแล้วก้าวยาวๆ ตามชุดเหลืองนางนั้นไป

 

ในห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินมีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่ง นอนหงายนิ่งไม่ร้องออกมาสักแอะเดียว ข้างเตียงมีหญิงสาวสวมชุดสีกากี ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นคุณครูที่พาเด็กมา

พยาบาลร่างท้วมดูชำนาญงาน เข้ามารายงานเขาทันทีเมื่อถึงข้างเตียง

“เด็กเล่นบอลแล้วปะทะกัน สะดุดหกล้ม ใบหน้าฟาดลงไปกระแทกกับอัฒจันทร์ไม้ข้างสนามน่ะหมอ วัดความดันแล้วปกติ พูดคุยได้ปกติ”

คิมหันต์สอบถามชื่อคนไข้ตามระเบียบปฏิบัติ ก่อนจะสำรวจแผลภายนอกของเด็ก เห็นแผลเปิดที่ริมฝีปากเป็นแนวสั้นๆ คราบเลือดจำนวนมากเกรอะกรังอยู่บนใบหน้าซีกซ้าย เด็กดูไม่มีอาการเจ็บปวด เขาสอบถามต่อ

“หัวกระแทกไหม” เจ้าหนูส่ายหน้า

“สลบไหม”

“ไม่ค่ะ” หญิงสาวที่น่าจะเป็นครูเป็นผู้ตอบ “ครูอยู่ตรงนั้นพอดีค่ะ” เธอแทนตัวเองว่าครู “เด็กไม่ได้สลบ รู้สึกตัวดี แต่แกบอกว่าเจ็บขาขวามาก ลงน้ำหนักไม่ได้ ยืดขยับอะไรก็ไม่ได้ต้องหามกันมา”

“แล้ว…เลือด” เขาชี้ศีรษะด้านซ้ายของเด็ก

“เลือดจากแผลที่ปากค่ะ ไหลนองพื้นเลยค่ะ แต่ที่ศีรษะไม่มีแผล” ครูสาวยืนยัน

คิมหันต์พยักหน้า เขาจับข้อเท้าเด็ก ค่อยๆ หมุน

“เจ็บไหม” เขาถาม เด็กชายส่ายหน้า

เขาจับไล่ขึ้นไปตามขา เด็กมีอาการเจ็บปวดมากขึ้นเมื่อใกล้บริเวณหัวเข่า เขาค่อยๆ จับคลำไปที่ท่อนแขนและทดลองโยกข้อศอกทั้งสองข้างช้าๆ ไม่ลืมที่จะสำรวจร่องรอยต่างๆ บนศีรษะของเด็กอีกครั้ง เมื่อเห็นเด็กหมุนข้อศอกได้ปกติ เขาก็บอกคนไข้ว่ากำลังจะกดบริเวณหน้าอก

“เจ็บรีบบอกนะ” เขาว่า เจ้าหนูพยักหน้า

“หายใจเป็นไงบ้าง เจ็บไหม”

“ไม่” เด็กชายตอบแบบไม่มีหางเสียง แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้ห้วน

เมื่อไม่มีอาการผิดปกติอะไร เขาก็หันมาจับขาเด็กน้อยค่อยๆ ยืดออก เจ้าหนูร้องโอยออกมาเป็นครั้งแรก เขาหยุดมือแล้วสั่ง

“โอดับบลิว 2  สติ๊ช เอกซเรย์เข่าขวา”

สิ้นเสียงคิมหันต์มีความเงียบเกิดขึ้น พยาบาลสองคนในห้องมองหน้ากันไปมา

“โอ…อะไรหรือคะ” คนที่อาวุโสที่สุดถามอย่างไม่มั่นใจ

“โอ-ดับบลิว” คิมหันต์พูด คราวนี้เป็นเขาที่ไม่มั่นใจบ้าง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงเบา “แผลเปิดน่ะ” เขาว่า พยาบาลร่างท้วมคนเดิมร้องอ๋อดังลั่น

“โอเพน-วูนด์…โธ่…หมอย่อซะพี่งง…แผลเปิดเย็บสองเข็ม” ประโยคหลังเธอหันไปสั่งพยาบาลรุ่นน้องหรือที่จริงคือรุ่นลูกร่างชะลูดที่ยืนตั้งใจฟังอยู่ด้านข้าง

“ค่ะ” พยาบาลร่างสูงตอบรับแข็งขัน

“ใครเย็บ เธอหรือพี่”

“พี่เถอะค่ะ” หญิงสาวที่เด็กกว่าว่า พยาบาลสูงวัยส่ายหัว แต่ไม่ได้จริงจังนัก

“เป็นอะไรมากไหมคะ ขาหักหรือเปล่าคะ” ผู้หญิงในชุดสีกากีถามด้วยอาการเกรงใจ หัวคิ้วมุ่ยของคิมหันต์คงทำให้เธอขยาดเล็กน้อย

“ผมต้องดูผลเอกซเรย์ก่อนถึงจะตอบได้” เขาพูดปัดๆ รำคาญความกังวลของคนเป็นครู แน่ละ…เรื่องเกิดในโรงเรียน หล่อนคงจะห่วงเรื่องความรับผิดชอบที่จะต้องแบกรับ

“ครูเอาใบนี้ไปยื่นที่ห้องเอกซเรย์นะคะ เดี๋ยวเวรเปลเขาจะพาไป เสร็จแล้วก็กลับมาที่นี่” พยาบาลสูงวัยกว่าหลายปียื่นกระดาษใบหนึ่งให้ครูสาว บอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คิมหันต์ระแวงรอยยิ้มของหล่อน คำพูดด้วยความเคยชินเมื่อครู่ของเขา นอกจากจะสื่อสารไม่ได้ มันยังทำให้เขารู้สึกเสียหน้าขึ้นมาด้วย ก็เหมือนที่เขาบรรจงแต่งตัวมา ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ เขาก็คงเป็นคนธรรมดาที่ดูน่ามอง แต่ที่นี่…เขาทำทุกคนตาค้าง และเดาไม่ยากเลยว่าจะต้องกลายเป็นหัวข้อสนทนาในวงอาหารเย็นแน่ๆ

คิดถึงแล้วก็หัวเสีย…

เขารู้สึกเกลียดที่นี่ขึ้นมาจริงๆ

 



Don`t copy text!