เพลงเงาดอกงิ้ว บทที่ 4 : คิมหันต์ที่ไม่เหมือนเดิม

เพลงเงาดอกงิ้ว บทที่ 4 : คิมหันต์ที่ไม่เหมือนเดิม

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

เพลงเงาดอกงิ้ว นวนิยายรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ ๓ โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของศัลยแพทย์หนุ่มที่ถูกใส่ร้ายให้กลายเป็นฆาตกรโหด เขาจะหาความจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ไหม หากว่าไม่…ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไป พร้อมกับสูญเสียหญิงสาวที่รักที่สุดไปด้วย

ถ้าแม่ไม่พูดออกมาคิมหันต์ก็คงจะไม่สังเกตตัวเอง…

ก่อนหน้านี้เขายอมรับว่าตัวเขาเกือบจะเข้าข่ายเมโทรเซ็กชวล (Metrosexual) แต่เขาก็ยังมีข้อแก้ต่างให้ตัวเองอีกหลายประการ

ตอนอยู่ในเมืองเขาใช้เวลาก่อนออกจากบ้านเกือบชั่วโมงอยู่หน้ากระจก เวลาว่างเขาเล่นฟิตเนสเพื่อดูแลรูปร่างเฉพาะส่วน วันหยุดเขาชอบเดินช็อปปิงเสื้อผ้า สรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ และมักทิ้งเวลาหลายชั่วโมงในหนึ่งเดือนนอนอยู่ใต้อุปกรณ์ประทินผิวของแพทย์ผิวหนัง แต่ที่เขายังไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นพวกเมโทร ก็เพราะเขายังไม่ข้ามขั้นไปถึงการทำเล็บแบบพวกสาวๆ พกแป้งพัฟหรือลิปมันเอาไว้ในกระเป๋า อย่างที่ผู้ชายเมโทรตัวพ่อเขาทำกัน

เขาก็เหมือนผู้ชายในเมืองทั่วๆ ไป สนใจเทคโนโลยี ชอบแฟชั่น ศึกษาเรื่องการลงทุน มีความสุขกับการจับจ่ายใช้สอยและใช้ชีวิตกลางคืน โดยเป้าหมายหลักของชีวิตคนในเมืองอย่างเขา หนีไม่พ้นคำว่าอิสระทางการเงิน คือทำอะไรก็ได้น้อยๆ แต่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ แล้วเราก็จะสามารถใช้เงินได้อย่างมีความสุข

แต่ไม่ใช่ที่นี่…

ที่ทุ่งฉลองเงินยังสำคัญอยู่ก็จริง เพียงแต่คำว่าอิสระทางการเงินที่คิมหันต์ค่อยๆ เรียนรู้มันมีความหมายที่ต่างออกไป

ที่นี่เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อทุกอย่าง แต่เรามีทุกอย่างโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ

เหมือนกับที่เขามีคนยอมรับ มีคนรัก มีคนเคารพ โดยที่ไม่ต้องสรรหาอะไรมาปรุงแต่งร่างกายหรือโอ้อวดรสนิยมเลย

ตอนนี้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น เบาขึ้น หน้ากระจกของคิมหันต์ยังมีครีมบำรุงผิวอยู่ก็จริง แต่ลดจาก โทนเนอร์ เซรั่ม ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด แบบ 4 ขั้นตอน เหลือเพียงครีมบำรุงผิวที่มีสารกันแดดเพียงขั้นตอนเดียว

เขาไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาเพื่อสระไดร์ผม บรรจงโกนหนวด กันขนส่วนเกิน ก่อนจะปาดหวีเซตทรงอย่างประณีตบรรจงด้วยเจลหรือสเปรย์ ตอนนี้เขามีเสื้อม่อฮ่อมตัวหนึ่งเอาไว้ใส่เวลาออกไปลุยทุ่งกับนายสม เขาได้เรียนรู้ว่าการตกปลาและการเอาปลาที่ตกมาทำอาหารมันทำให้มื้อนั้นช่างแสนวิเศษ เขาไม่รู้จะอธิบายให้แม่เข้าใจได้อย่างไร ว่าการได้กินอาหารที่เราหาได้เองนั้น มันมีความสุขยิ่งกว่าการได้ไปกินมื้อเย็นในโรงแรมหรู บางทีแล้วมันอาจจะทำให้เขาสุขใจพอๆ กับที่จะได้ลิ้มรสมือของเชฟ มิชลินสตาร์เลยทีเดียว

“เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม”

เขาบอกแม่ไปอย่างนั้น เมื่อแม่เอ่ยถึงหัวข้อขั้นตอนดูแลตัวเอง ที่เขาละวางลง แม่ไม่ได้บอกว่าเขาโทรมหรอก เพราะอันที่จริงเขาก็ยังสำอางกว่าคนในทุ่งฉลองอยู่มาก แม่แค่ใช้คำว่าไม่เหมือนเดิม ซึ่งคิมหันต์ก็รู้ว่าแม่ของเขาเห็นอะไร

“ระวังมันจะไม่ได้แค่หลิ่วตาตามคนในเมืองตาหลิ่ว แต่รสนิยมและความใฝ่สูงของแกจะโดนฉุดลงมาด้วย”

“ถ้าแม่จะหมายถึงครูแนท เขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร เขาเป็นข้าราชการ มีศักดิ์ศรีไม่ต่างอะไรกับหมอ”

“คิมหันต์” แม่เรียกเขาเสียงแหลม ขยับเสื้อคลุมตัวยาวที่สวมอยู่อย่างหงุดหงิด “นี่แกรู้ตัวไหมว่าแกพูดอะไรออกมา”

“รู้ตัวสิแม่”

“ไม่…แกไม่รู้ตัว” แม่ของเขาส่ายหน้า หัวคิ้วยู่เข้าหากัน “ฉันไม่ได้รังเกียจอาชีพครู ฉันนับถือครู โดยเฉพาะครูที่ดี ถ้าแม่นั่นจะเป็นแบบที่แกเคยเล่า แล้วไม่ได้เข้าหาแกโดยหวังอะไรน่ะนะ แต่…” แม่เชิดหน้าสูดหายใจเข้า เขารู้ว่าแม่กำลังจะเปลี่ยนไปเรียกเขาว่าหมอคิมแล้วเกลี้ยกล่อม

“เอาละหมอคิม” เป๊ะ…ถ้าพนันกันเขาคงกินเรียบ “หมอควรจะรู้มูลค่าของตัวเอง ถ้าเปรียบเป็นสินค้า หมอคือสินค้าไฮเอนด์ ของโอท็อปต่อให้คุณภาพดีแค่ไหน แต่มันจะมาสู้ของแบรนด์เนมได้ยังไง หมอเข้าใจแม่ใช่ไหม…แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมแค่นั้น” เสียงแม่ลดต่ำ สีหน้าเป็นกังวล ถ้าเขาไม่ใช่ลูกแม่ คิมหันต์คงจะมองไม่ออกว่ามันมีการแสดงเกินจริงอยู่หน่อยๆ

ฐานิดาทำเสียงอ่อนโยน “ครูคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่หมอชอบหรอก  ถ้าไม่เชื่อ หมอก็ลองมองย้อนกลับไปถึงผู้หญิงที่ผ่านๆ มาของหมอสิ” ฐานิดาลูบแขนเสื้อตัวหนาของลูกชายเพื่อปลอบโยน “แม่ไม่อยากให้หมอไปให้ความหวัง หรือทำให้เขาเสียใจแค่นั้นเอง หมอเองก็มีบทเรียนมาแล้วนี่…”

คิมหันต์นิ่ง…จริงอยู่เขามีบทเรียนราคาแพงมาแล้ว แต่เหตุและผลที่เกิดขึ้นมันคนละเรื่องกัน

เรื่องครั้งนั้นเขาไม่รู้จักหักห้ามใจตัวเอง เขาปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปตามแรงปรารถนา เขาสนุกกับการซุกซ่อน ความท้าทายมันเล่นเอาล่อเอาเถิดกับเขา ซึ่งในที่สุดจากที่เขามองเห็นเป็นเรื่องสนุกเล่นๆ เขาก็ถลำลึกลงไปในกองไฟ แม้จะบอกให้ตัวเองหยุดแล้วก้าวเท้าออกมามันก็ไม่ทันกาลแล้ว

…ความเศร้าลึกล้ำของผู้หญิงนั้น มันมีเสน่ห์เย้ายวน โดยเฉพาะเมื่อเขาเผลอคิดว่าตัวเองคือคนคุมเกม แล้วที่สุด…เขาก็เป็นฝ่ายเกมเสียเอง…

 

อย่างไรก็ตามคิมหันต์ไม่ได้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของเขาให้แม่ฟัง เขาปล่อยให้แม่คิด วางแผน โดยที่ไม่ได้พูดขัดออกมาจนคำเดียว

ระหว่างที่แม่อยู่เขาต้องกลับมาจัดการตัวเองด้วยการแต่งตัวอย่างพิถิพิถันเหมือนเดิม ซึ่งครั้งนี้คิมหันต์รู้สึกยุ่งยากขึ้นมาทุกขั้นตอน เวลาที่เขาควรจะมีให้กับเสียงนกร้อง การออกไปวิ่งยามเช้า การผจญภัยใหม่ๆ หมดเวลาไปกับหน้ากระจก และการต้องทำเป็นดูซีรีส์เกาหลีในเวลาว่างทำให้เขารู้สึกกระวนระวายใจ

กลางสัปดาห์ซึ่งแม่ได้พำนักกับเขามาเป็นวันที่สี่นั้น ครูแนทก็มาพบเขาที่บ้านครั้งหนึ่ง เพราะเกิดมีเด็กนักเรียนปีนต้นไม้ในวัดแล้วตกลงมากระแทกอะไรสักอย่างจนหัวแตก เขาอยู่บ้านพอดี เลยจัดการทำความสะอาดแล้วเย็บแผลให้ เธอขอบคุณเขาด้วยการทำอาหารมาตอบแทนในวันรุ่งขึ้นโดยมีครูคิดหรือนายคริษฐ์ตามออกมาด้วย แม่เขาซึ่งไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่เลยถือโอกาสชวนครูทั้งสองอยู่กินข้าวเย็นด้วยกัน

จากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารในวันนั้นเอง คิมหันต์จึงเพิ่งจะรู้ว่าครูแนทนั้นเป็นครูนาฏศิลป์ เธอสอบบรรจุได้เป็นอันดับที่หนึ่ง และเธอก็ตัดสินใจเลือกมาสอนที่ทุ่งฉลองโดยที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ก่อนเขาเพียงเดือนเดียว อันที่จริงเขาต้องย้ายมาที่นี่ก่อนหน้านั้นสองเดือน แต่งานบางอย่างที่เขาทำค้างไว้ทำให้ผู้อำนวยการที่ทำงานเก่าดึงตัวของเขาเอาไว้ เลยกลายเป็นว่าเขามาถึงที่นี่ช้ากว่าเธอ

“ผมคิดว่าคุณอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว” คิมหันต์สารภาพ ครูแนทไม่ทันจะตอบ เจ้าครูหนุ่มปากกว้างก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

“ครูแนทเขาเป็นคนทุ่มเท เวลาออกเยี่ยมบ้านเด็กก็ทำอย่างใส่ใจ ไม่ใช่ทำไปเพราะหน้าที่ เลยคุ้นเคยกับคนที่นี่เหมือนอยู่มานาน” คริษฐ์ว่า คิมหันต์รู้สึกเหมือนคำว่าทำไปเพราะหน้าที่ของหมอนั่น จงใจพูดใส่หน้าเขา

“จะทำเพราะหน้าที่หรือทำด้วยหัวใจก็ต้องทำเหมือนกันนั่นละนะคะ” แม่ของเขาเอ่ยขึ้น “คนเราน่ะต้องกินต้องใช้ ต้องคิดถึงความก้าวหน้าของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ทำตามหน้าที่ให้สำเร็จผลเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร แต่ก็ต้องคิดถึงตัวเองด้วย ถ้าคำว่าหน้าที่มาเบียดบังเวลาส่วนตัวที่เราอาจจะไปสร้างความก้าวหน้าให้ตัวเองได้ มันก็ย่อมไม่ใช่วิถีทางที่ดีที่สุด” ฐานิดาพูดยิ้มๆ “อย่าหาว่าผู้ใหญ่สอนเลยนะคะ” เธอปิดท้ายอย่างอ่อนหวาน

“ก้าวหน้าของคุณฐานิดามีความหมายว่ายังไงครับ” คริษฐ์ถาม น้ำเสียงไม่ลงให้ แต่ไม่ได้ก้าวร้าว

“ไม่มีอะไรพิเศษหรอกค่ะ แค่หมายถึงอาชีพเสริมเวลาว่างที่เขาทำกัน เพื่อที่จะมีเงินพิเศษมาใช้จ่าย มาลงทุน เอาเงินมาต่อเงิน อย่างที่คนรุ่นใหม่ ฉลาดๆ เดี๋ยวนี้เขาทำกัน”

“ผมไม่มีหัวทางธุรกิจ ไม่ทราบว่าการเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ ปลูกผักสวนครัวเอาไว้ข้างบ้านเพื่อลดรายจ่าย แบบนี้พอจะเรียกว่าการลงทุนได้ไหมครับ”

“อาจจะได้ค่ะ แต่ครูคิดจะต้องลองคำนวณว่าทุนที่ใช้เลี้ยงไก่ ปลูกผัก หรือปลูกอะไรไว้ข้างบ้านใช้เงินเริ่มต้นเท่าไร เวลาที่เราใช้ดูแลก็ต้องคิดเป็นค่าแรง ถ้าใช้เวลาสามชั่วโมงต่อวันเพื่อเลี้ยงไก่สิบตัว ได้ไข่มาวันละสิบฟอง ประหยัดค่าไข่ไปได้วันละห้าสิบบาท ถ้าคิดค่าแรงถูกๆ ว่าเราต้องจ่ายให้ตัวเองชั่วโมงละยี่สิบสี่บาท สามชั่วโมงก็เจ็ดสิบสองบาท ไม่ต้องมาคิดค่าอาหาร ค่าไก่ ค่าที่พักไก่” ฐานิดาหมายถึงเล้า “แค่นี้ก็รู้แล้วค่ะว่าการลงทุนนั้นไม่คุ้ม” ฐานิดาอธิบายอย่างเชี่ยวชาญ เล็บมือเงางามที่เคลือบด้วยสีส้มอ่อนเข้ากันกับชุดที่สวมกระดิกไปมาเหมือนกดเครื่องคิดเลข

คริษฐ์มองคู่สนทนาอย่างชอบใจแล้วยิ้มเย็น

“ผมคงจะไม่เหมาะกับการหารายได้เสริมจริงๆ” เขายอมรับ “ผมคิดง่ายๆ เลี้ยงไก่ก็เหมือนเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน สิ่งที่ได้นอกเหนือจากไข่คือความสุข ไม่เคยคิดเอาเวลาของความสุขมาคำนวณเป็นตัวเงิน คุณฐานิดาเป็นคนรอบครอบและฉลาดมาก ไม่ทราบว่าคุณหมอจะคำนวณเก่งเหมือนคุณแม่หรือเปล่า” คริษฐ์ว่า แววตามีแววเจ้าเล่ห์ คิมหันต์มองออกทันทีว่าหมอนั่นไม่ได้ชมอย่างปากพูด แต่ฐานิดาผู้ใช้เงินเป็นมาตรวัดความสุข ไม่รู้ทันความคิดของครูหนุ่ม เธอหัวเราะกว้าง

“ลูกไม้ก็ต้องหล่นใต้ต้นสิคะ ฉันสอนให้เขารู้จักคิดคำนวณเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เรียนเปียโนก็ต้องรู้ว่าจะเอาไปหามูลค่าทางสังคมได้ยังไง เรียนโรงเรียนแพงๆ ไม่ใช่แค่มาหาความรู้ แต่ต้องใช้ประโยชน์ในการเข้าไปอยู่ในสังคมพวกนั้นให้ได้ด้วย แต่ครูคิดเป็นคนฉลาด ถ้าฝึกคิดบ่อยๆ ฉันว่าคุณสามารถเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองได้ไม่ยากเลย อย่าหาว่าสอนนะคะ คุณเป็นคนหล่อมาก หล่อแบบหนุ่มคาวบอย” เธอขยายความ “รูปร่างหน้าตาและบุคลิกแบบนี้ จะทำประโยชน์ให้คุณได้มากทีเดียว” ฐานิดาพูดอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นคู่สนทนาตั้งใจฟัง แต่ก่อนที่คริษฐ์จะชวนหล่อนฝอยอะไรออกมาอีก คิมหันต์ก็รีบตัดบท

“พรุ่งนี้แม่อยากจะไปเที่ยวที่ไหนไหมครับ”

“พรุ่งนี้หมอต้องทำงานไม่ใช่เหรอ” ฐานิดาถามลูกชาย แล้วทำท่าจะหันกลับมาคุยกับคริษฐ์อีก

“รับของหวานดีกว่านะคะ” วัสสาน์รีบพูด ดูเหมือนจะไม่ใช่คิมหันต์คนเดียวที่มองฉากสนทนาบนโต๊ะออก แววตาลึกนิ่งของคริษฐ์ไม่มีร่องรอยของความเย้นหยัน แต่คิมหันต์รู้ว่าหมอนั่นกำลังสนุกกับความคิดเห็นของสาวกวัตถุนิยมอย่างแม่ของเขาอยู่

วัสสาน์ผู้แสนประนีประนอมตักบัวลอยใส่ถ้วย ปากก็ว่า

“บัวลอยไข่หวานนี่ทำจากของเลี้ยงเองปลูกเอง ซื้อก็แค่แป้งกับน้ำตาล ไข่ไก่ก็เป็นไก่บ้าน เลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่ได้ฉีดยาปฏิชีวนะ หาทานยากนะคะ” หญิงสาวเชิญชวน คำว่าหาทานยากทำให้ฐานิดาหันมาสนใจแป้งปั้นสามสีที่ลอยอยู่ในน้ำกะทินิดหนึ่ง

“เชิญคุณฐาชิมสิครับ บ้านนอกอาจจะไม่ได้มีของดีอย่างในเมืองใหญ่ๆ แต่ถ้าอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้วละก็ ที่นี่มีเหลือเฟือครับ” คริษฐ์ช่วยเปลี่ยนเรื่องให้ ฐานิดาจึงพยักหน้าและหันมาสนใจพูดคุยกับวัสสาน์แทน

จังหวะเดียวกันนั้นคิมหันต์สบตาคริษฐ์อย่างไม่ตั้งใจ มีรอยยิ้มแบบที่เขาเกลียดระบายอยู่บนสีหน้าครูปากกว้าง ถ้าคิมหันต์เป็นผู้หญิง ไอ้หมอนั่นคงจะส่งจูบยั่วเขาออกมาแน่ๆ

หมอหนุ่มชักสีหน้า เขาลอบมองแม่ตัวเองด้วยความหงุดหงิด ฐานิดาช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ถึงหล่อนจะเป็นคนฉลาดมากๆ แต่บางครั้งก็หลงตัวเองจนพาซื่อ

แม่ของเขาจะรู้บ้างไหมว่ามาตรวัดความสุขของคนในเมืองกับคนที่นี่มันแตกต่างกัน ถ้าใครรู้ว่าแม่ใช้กระเป๋าชาแนลใบละห้าหมื่น แต่ก็ยังใฝ่ฝันถึงแอร์เมสใบละหกแสน ทั้งๆ ที่ยังต้องผ่อนรถยุโรปที่ขับอยู่ พวกเขาคงหัวเราะกันจนฟันร่วง เหมือนอย่างตอนที่นายสมรู้ราคารองเท้าของเขา ถึงแกจะขอลูบคลำด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่สุดท้ายนายสมก็สรุปดื้อๆ ว่า

‘ผมรู้จักรองเท้าเหมือนกันเปี๊ยบแต่ถูกกว่านี้เยอะ วันหลังหมอไม่ต้องไปซื้อไอ้แบบนี้มานะ อยากได้รองเท้าใหม่เมื่อไหร่บอกผม’

‘รองเท้าอะไร’

‘ก็รองเท้าแบบที่ครูคิดใส่ เขาว่าซื้อในห้างที่พิษณุโลก ราคาสองพันกว่าบาทเองหมอ ไม่ได้แพงเป็นหมื่นๆ แบบของหมอหรอก ใส่ได้เหมือนกัน สวยเหมือนกัน’

‘มันไม่เหมือนกันหรอก’ คิมหันต์พยายามจะอธิบาย

‘ฮื้อ…’ นายสมส่งเสียงราวกับคิมหันต์ช่างไม่รู้อะไรเลย ‘หมอไม่เคยได้ยินเพลงเมดอินไทยแลนด์ของคาราบาวเหรอ’ ว่าแค่นั้นแล้วนายสมก็ท่องเนื้อเพลงที่เขาเกิดไม่ทันแต่ก็รู้จักมันดีให้เขาฟัง เริ่มจาก …เมดอินไทยแลนด์มาแขวนตามร้านค้า… แล้วมาเน้นท่อนที่ว่า ‘เขาไม่ได้หลอกเรากิน แต่เรานั้นหลอกตัวเอ้ง.ง.ง…’ ด้วยการลงลูกคออย่างโหยหวน

นั่นละเขาจึงได้รู้ว่า มาตรวัดความสุขและมาตรฐานความคิดของคนที่มาจากเมืองแห่งวัตถุนิยมอย่างเขานั้น ช่างแตกต่างจากมาตรวัดของคนที่นี่มาก และนาทีที่นายสมร้องประโยค ‘เขาไม่ได้หลอกเรากินแต่เรานั้นหลอกตัวเอง’ ออกมา คิมหันต์ก็บรรลุทันทีว่า ที่เขาเคยคิดอย่างเหยียดๆ ว่า ขนาดเขาลากแซมโซไนท์มาพวกบ้านนอกยังตาค้าง ถ้าเขาลากกระเป๋าหลุยส์ราคาเหยียบแสนมาพวกนี้คงมองตาถลน มันช่างเป็นความคิดอ่อนด้อยของคนที่แสนจะดูถูกตัวเอง

ที่นี่พวกเขานับถือคิมหันต์เพราะเขาคือ ‘หมอคิม’ การที่เขาจะหิ้วกระเป๋าสาน กระเป๋าผ้า หรือกระเป๋าแบรนด์เนม ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าในตัวคิมหันต์เปลี่ยนแปลงไปได้เลย

หมอคิมก็คือหมอคิม เขารู้ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าเขาจะหิ้วอะไรไว้ในมือก็ตาม

แต่แม่ผู้พร่ำสอนเขาอย่างคนเมืองไม่รู้ และก็ไม่รับรู้จนกระทั่งกลับออกไปจากทุ่งฉลอง ประโยคที่แม่เขาพูดเสมอก่อนวางสายก็ยังคงเป็นคำว่า

“คนที่นั่นรวยนะ ถ้าไม่มีเวลาเปิดคลินิก หมอคิดหรือยังว่าจะทำกิจการอะไรที่นั่นดี”

คิมหันต์ไม่เคยตอบแม่ เขาเอาแต่อ้างว่างานเขายุ่งและเหนื่อยมากจนไม่อยากจะคิดถึงเรื่องนี้

รถญี่ปุ่นคันโตของเขาที่แม่อุตส่าห์ขับเอามาให้ก็เหมือนกัน เขาไม่รู้จะบอกอย่างไรว่านอกจากเขาจะไม่ค่อยได้ขับมันแล้ว เขายังอยากจะขาย แล้วเปลี่ยนมันเป็นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อหรือไม่ก็ซื้อรถจักรยานยนต์เอาไว้ใช้สักคัน เพราะตอนนี้นายสมสอนให้เขาขี่รถจักรยานยนต์จนเป็นแล้ว

 



Don`t copy text!