ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 1 : เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง

ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 1 : เสียงลือ เสียงเล่าอ้าง

โดย : วินธยา

Loading

ต้องมนตร์ดนตรี นิยายออนไลน์ โดย วินธยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นเรื่องราวของห้องดนตรีของวิทยาลัยที่ลือกันว่ามีผีสิง เรื่องนี้อาจเป็นจริง เมื่อ ‘ส้มแก้ว’ ได้พบกับ ‘อินทวัช’ ชายหนุ่มลึกลับในห้องดนตรี เขาคือใครกัน จะใช่วิญญาณของนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า มาช่วยเธอหาความจริงในเรื่องนี้กัน

**************************

– 1 –

“จะสอบกลางภาคแล้วหาคนแอ็กคอมได้หรือยังส้มแก้ว”

คนนั่งพับเพียบสีซออยู่เงยหน้าขึ้นตามประโยคทัก เห็นผู้พูดเป็นใครก็ยิ้มมุมปากทำเจ้าเล่ห์ พับเก็บคันชักขนานกับคันซอเสร็จสรรพวางลงบนพื้นพรมอย่างระมัดระวัง ขยับตัวเปิดทางให้อีกฝ่ายเดินมานั่งลงประจันหน้า

“แอ็กคอม เรียกซะอินเตอร์เลยนะ” กล่าวแซวพลางจัดข้าวของที่วางเกลื่อนอยู่ให้เข้าที่ไปด้วย และไม่ลืมเลื่อนรางระนาดทุ้มซึ่งตั้งอยู่กลางห้องไปแนบชิดติดผนัง ห้องซ้อมดนตรีขนาด ‘เท่าแมวดิ้นตาย’ ที่ใครๆ ต่างเรียกกัน จึงมีที่ว่างพอให้หญิงสาวร่างอวบผู้มาใหม่นั่งขัดสมาธิได้อย่างสบาย

“แหม จะให้พูดว่าหาคนกลองคนฉิ่งมาตีเข้าจังหวะ ก็กลัวพวกเอกสากลมันสงสัยว่าเอามาทำไม เรียกแอคคอมไปเลยจะได้สิ้นเรื่อง เป็นอันเข้าใจตรงกัน”

“ทำไมเขาจะไม่เข้าใจล่ะเมี่ยง ไปพูดแบบนั้นชวนเข้าใจผิดกว่าอีก เดี๋ยวเขาก็นึกว่าเราจะเอาเปียโนมาแอ็กคอมเครื่องดนตรีไทยหรอก” เจ้าของนาม ‘ส้มแก้ว’ ขมวดคิ้วโดยที่รอยยิ้มขบขันถูกจุดขึ้นบนริมฝีปาก แม้รู้ดีว่าคำที่เอ่ยมาถูกใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งนักศึกษาเอกดนตรีไทยและสากลแต่ก็อยากยียวนกวนเพื่อนอีกสักหน่อย

สาวแว่นร่างอวบยกมือทำปางห้ามญาตินัยว่าขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วย เอียงคอมองสหายที่กำลังเปิดสมุดตรวจทานโน้ตเพลงซึ่งเจ้าตัวต้องใช้บรรเลงสอบกลางภาค นิ้วข้างหนึ่งเคาะลงกับพื้นให้จังหวะฮึมฮัมส่งเสียงร้องตามไปด้วย

“ตกลงแอ็กคอม…คนกลองคนฉิ่งแกล่ะว่าไง”

“พี่เปลวกับพี่เน เจ้าประจำ”

ส้มแก้วกล่าวถึงรุ่นพี่สองคน คนหนึ่งเอกซอสามสาย อีกคนเอกระนาดทุ้ม แต่กลับโด่งดังในฐานะคู่หูดูโอ้เครื่องประกอบจังหวะซึ่งนักศึกษาเอกดนตรีไทยมักไหว้วานให้ช่วยตีกลองฉิ่งจังหวะประกอบการเดี่ยวเครื่องดนตรีของตนเองอยู่เสมอจนบางคนถึงขั้นหลงลืมไปแล้วว่าแท้จริงพวกเขาเอกเครื่องดนตรีอะไรกันแน่ แล้วส้มแก้วก็เป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่วางใจให้รุ่นพี่ทั้งสองแอ็กคอมประกอบจังหวะให้

“แล้วพี่เขาว่างแอ็กคอมให้แกเรอะ” คนชื่อเมี่ยง หรือ มิ่งพธูย้อนถาม เป็นการถามเพื่อชวนคุยมากกว่าต้องการคำตอบอย่างจริงจัง “เห็นว่าคิวยาวเหยียดแทบจะไม่มีเวลาซ้อมของตัวเองอยู่แล้ว คนอื่นที่ตีได้มีอีกเยอะแยะ อย่างไอ้กลดเพื่อนเราไงมันตีดีอยู่นา”

ส้มแก้วยิ้มแต่ก็ส่ายหน้า ในฤดูกาลสอบเช่นตอนนี้ทุกคนต่างต้องการผู้เล่นสนับสนุนหรือ ‘แอ็กคอม’ ที่สหายเพิ่งกล่าวถึงนั่นล่ะ! หากเป็นเครื่องดนตรีสากลจะใช้เปียโน ถูกใจนักเปียโนคนไหนก็ไปทาบทามคนนั้น นักเปียโนบางคนยอดเยี่ยมเรื่องบรรเลงสนับสนุนถูกบอกต่อจนคิวยาวเหยียดต้องบริหารเวลาให้ดีเพื่อไม่ให้บั่นทอนการสอบของตัวเอง ในขณะเครื่องดนตรีไทยใช้ฉิ่งกับกลองตีประกอบจังหวะ ชนิดกลองและหน้าทับขึ้นอยู่กับบทเพลงเป็นหลัก สาขาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกไม่มีวิชาเอกเครื่องประกอบจังหวะแต่นักศึกษาเอกดนตรีไทยก็ตีกลองตีฉิ่งได้กันหมดทุกคน หากการตีประกอบการเดี่ยวเครื่องดนตรีต้องอาศัยความแม่นยำและไหวพริบอยู่สักหน่อย คู่ฉิ่งกลองที่ได้รับการไว้วางใจจึงมีเพียงไม่กี่คู่ และแย่งกันจองคิวยิ่งกว่าจองบัตรคอนเสิร์ต

พี่เปลวบ่นกับเธอว่าคิวเต็มไม่อยากรับแล้ว แต่เธออ้างตัวเองไม่แม่นจังหวะเพลงเดี่ยวหากไม่ใช่คนซอมาตีเครื่องจังหวะให้ก็กลัวจะพลาดเอา พอรุ่นพี่ยิ้มกริ่มบอกว่าพี่เนก็คนปี่พาทย์ไม่ใช่คนเครื่องสาย ส้มแก้วก็แถอีกว่านิยมชมชอบฝีมือตีกลองโทนรำมะนาของพี่เนที่โอนอ่อนผ่อนตามคนเล่นไม่ยื้อจังหวะเกินควร ไม่เร่งจนเกินงาม ไม่เหมือนอีตาทรงกลดเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันที่ชอบเร่งจังหวะเอามันเข้าว่า

เท่านั้นพี่เปลวก็หัวเราะร่วนแล้วบอกว่าจะจัดการให้ ครั้นพอวันรุ่งขึ้นเขาบอกว่ารุ่นพี่อีกคนตกลงแล้ว

“แกละเมี่ยง” ส้มแก้วถามเรื่องของเพื่อนบ้าง “ไพรเวตน่ะแม่นแล้วเหรอ จะสอบพรุ่งนี้แล้วนะ”

“เออ แม่นแล้ว ไอ้กลดคนกลองฉันการันตีเลย ถ้าฉันยังเล่นแบบที่ซ้อมเป๊ะงานนี้ไม่มีล่ม” มิ่งพธูว่า ฉวยซออู้ไปสีทีสองทีพลางขมวดคิ้วเมื่อเสียงที่ออกมาแสกสากชวนผวายิ่งนัก “แกนี่ก็กล้าซ้อมในห้องเดี่ยวคนเดียวด้วยเนอะส้ม”

“ทำไมจะไม่กล้าล่ะ”

“เอ้ย!” อุทานเสียใหญ่โต ราวกับเธอเพิ่งพูดอะไรผิดไปก็ไม่ปาน “อยู่นี่มาครึ่งเทอมไม่ได้ข่าวบ้างเหรอ เรื่องผีที่วิท’ลัยเราไง” ท้ายประโยคยื่นหน้าเข้ามาทำเสียงกระซิบกระซาบ

“อ้อ!” ส้มแก้วอุทาน นึกว่าอะไรที่แท้ก็เรื่องตำนานเมืองความเชื่อผีๆ สางๆ ซึ่งดำรงตนฝังแน่นในทุกถิ่นสถานของโลกใบนี้นั่นเอง ไม่สิต้องบอกว่ามีอยู่ทุกที่ที่มีมนุษย์ เธอนึกไม่ออกเลยว่าจะมีสถานที่แห่งใดปราศจากตำนานความเชื่อที่ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น ส่งต่อความหวาดสะพรึงให้คงอยู่ชั่วนิรันดร์ เรื่องเล่าช่างน่ากลัวนัก แม้บางเรื่องไม่เป็นความจริงหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ มนุษย์อย่างเราก็ยังงมงายที่จะเชื่อ

แล้วตัวเธอล่ะ…เชื่อหรือเปล่า ส้มแก้วไม่เคยเห็นผี แต่คิดเสมอว่าตนเองมีสัมผัสสยองนิดๆ หน่อยๆ  อย่างน้อยพักนี้ก็รู้สึกว่ามีคนติดตามตอนเดินคนเดียวยามค่ำคืน ถูกจ้องมองจากที่ไหนสักแห่งซึ่งกวาดตาดูทั่วแล้วก็ไม่พบใคร แล้วยังความประหลาดพิกลอีกมากมายที่เกิดขึ้นรอบตัวซึ่งหาสาเหตุไม่ได้อีก แม้ไม่เห็นเป็นตัวเป็นตนแต่ดูเหมือนมันทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงให้รู้ว่ามีตัวตนอยู่ หญิงสาวคิดว่าตัวเองพักผ่อนน้อยเกินไป และเป็นหนักขึ้นเมื่อเข้าเรียนเป็นนักศึกษาวิทยาลัยดนตรี บางทีการต้องอยู่กับเสียงดนตรีทุกวันอาจทำให้เกิดอาการหูแว่วประสาทหลอน เรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนที่มนุษย์หวาดกลัวแท้จริงอาจไม่มีจริงเลยก็เป็นได้

“พูดงี้แกไม่เชื่อเหรอส้ม” คำพูดของมิ่งพธูแทรกเข้ามาในภวังค์คิด “ต้องให้ถูกผีหลอกก่อนไหม”

“ฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ” ส้มแก้วร้องขึ้น “แล้วฉันเหมือนไม่เชื่อเหรอ”

“ไม่ใช่แค่ไม่เชื่อนะ แกไม่กลัวแถมเหมือนจะท้าทายด้วย” เพื่อนกล่าวด้วยรู้นิสัยเธอเป็นอย่างดี

ส้มแก้วขมวดคิ้ว ไม่รู้อะไรดลใจให้เพื่อนคิดแบบนั้น เกือบกลั้วหัวเราะออกมาแล้ว “ท้าทายนี่นะ?”

“แกดันไปเป็นสมาชิกวง มีสเทรี เทลส์อันโด่งดังนามกระฉ่อนขึ้นชื่อเรื่องความหลอน ชอบซ้อมวงกันดึกๆ ดื่นๆ  แถมแต่ละที่ที่ซ้อมก็ชั้นพักบันไดหนีไฟงี้ เพลงที่เล่นก็แบบ…เหมือนจะมีซาตานโผล่ออกมา ไม่เรียกว่าเล่นท้าผีแล้วจะให้เรียกอะไร!”

“มันเป็นสไตล์ของวง ไม่ได้อยากท้าผีซะหน่อย” หนึ่งในสมาชิกวงดนตรี ‘ท้าผี’ เอ่ยท้วง ก่อนจะมาฉุกคิดว่าบางทีผู้ก่อตั้งและหัวหน้าวงดนตรีอาจมีเจตนาเช่นนั้นจริงก็เป็นไปได้ เห็นได้จากกิจกรรมตระเวนทางเชื่อมระหว่างคณะซึ่งเป็นจุดหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเฮี้ยนทุกคืนวันพุธเพื่อหาแรงบันดาลใจ สมาชิกใหม่อย่างส้มแก้วไปร่วมด้วยบ่อยๆ  ต้องปฏิบัติตามแนวทางของหัวหน้าวง นั่นคือการก้าวเดินอย่างช้าๆ  กวาดสายตามองในความมืดให้ถ้วนทั่ว แล้วนำมาพูดคุยวิเคราะห์กันว่าเห็นหรือรู้สึกอย่างไรบ้าง

กิจกรรมหลอนที่ทำให้ภาพพจน์ของวง มีสเทรี เทลส์ในสายตาคนทั่วไปมีแต่ความสยอง! แต่หัวหน้าวงและสมาชิกหาได้แคร์ไม่ เพราะเข้าทางพอดีและพอใจกับผลลัพธ์ มีแต่ส้มแก้วที่เริ่มคิดว่าอาการประสาทหลอนของตนอาจมีสาเหตุจากการเข้าร่วมวงดนตรีจิตหลอนนี้!

มิ่งพธูวางซออู้ลงกับพื้น ไม่ทันเห็นสีหน้ากังวลของเพื่อนจึงเล่าต่อว่า “เมื่อวานมีคนเจอผีที่ทางเดินชั้นสองอีกแล้วนะ เป็นเด็กสากลรุ่นเดียวกับพวกเราลืมของไว้ที่โต๊ะดำตรงระเบียงชั้นสองเลยกลับไปเอาตอนสี่ทุ่ม แกก็รู้ว่าที่เนี่ยตอนสามทุ่มก็กลับกันหมดแล้วมีแต่พวกบ้าซ้อมเท่านั้นละที่อยู่ต่อ…อย่างวงแกไงส้ม”

ผู้เล่ายังไม่วายเลี้ยวมาแขวะใส่วงดนตรีเธอ ส้มแก้วถอนหายใจเฮือก เอ่ยเร่งเพื่อนว่าจะเล่าอะไรก็รีบเล่ามาเธอจะได้ซ้อมต่อ มิ่งพธูจึงท้าความถึงเรื่องเล่าชวนขนลุกประจำวิทยาลัยดนตรี หนึ่งในนั้นคือทางเดินชั้นสองที่ว่ากันว่าหากเดินตามลำพังยามวิกาลจะได้ยินเสียงมากระซิบที่ข้างหูว่า

นี่เธอ…

ครั้นหันไปตามเสียงกลับไม่พบใครนอกจากความว่างเปล่ากับความมืด หากแข็งใจก้าวเดินต่อไปก็จะได้ยินเสียงฝีเท้าดังตามไล่หลัง พวกรุ่นพี่แนะนำให้เดินต่อไปเรื่อยๆ  อย่าวิ่ง อย่าให้สิ่งนั้นเห็นว่าหวาดกลัว มิฉะนั้นมันจะตามติดจนกว่าขาจะก้าวพ้นขอบเขตวิทยาลัย ไม่มีใครรู้ว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร รูปร่างหน้าเป็นอย่างไร มันปรากฏให้เห็นเพียงแต่เงาดำมืดเคลื่อนไหววูบวาบ บ้างก็มาในรูปของเสียงซึ่งบางครั้งกระซิบกระซาบฟังไม่ได้ศัพท์

ส้มแก้วฟังเรื่องราวทำนองนี้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาที่นี่ ไม่ค่อยเชื่อแต่ไม่กล้าลบหลู่ ได้แต่ยิ้มเล็กยิ้มน้อยยามเพื่อนคนใดมาเล่าให้ฟังด้วยความตื่นตระหนก ต่อมาก็พบว่าใจตนเองไม่ต่างจากลูกตุ้มที่แกว่งไปมาเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะไปทางใดซ้ายหรือขวา? สุดท้ายก็ไม่หนักแน่นพอจะยืนอยู่ตรงกึ่งกลาง เรื่องเล่าเหล่านั้นจึงสั่นคลอนใจเธอทีละเล็กละน้อย อดคิดไม่ได้ว่าหากตกอยู่ในสถานการณ์นั้นเธอคงช็อกก้าวขาไม่ออกหมดสติคาที่!

“ยายคนนั้นน่ะ พอได้ของแล้วก็รีบลงจากตึก บอกไม่อยากลงลิฟต์เพราะกลัว เลยใช้บันไดหนีไฟที่ฉันว่าก็น่ากลัวพอกัน เดินยังไม่ถึงไหนก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังเป่าลมรดต้นคอ” ว่าพลางกลืนน้ำลายเอื้อก “นางเคยได้ยินเรื่องเล่ามาก่อนเลยทำเนียนกลั้นใจเดินต่อไปจนพ้นประตูวิทยาลัยมาได้ นี่ถือว่าโชคดีนะ พวกรุ่นพี่ๆ สากลเล่าว่าเคยมีคนถูกหลอกจับไข้หัวโกร๋นด้วย”

วิทยาลัยดนตรีเลยโล่งโจ้งตั้งแต่สองทุ่ม นอกจากจับกลุ่มซ้อมอยู่ด้วยกันแล้วไม่ค่อยมีใครอาจหาญกล้าซุ่มซ้อมอยู่คนเดียว ทั้งที่การซ้อมเครื่องดนตรีเอกจำเป็นต้องซ้อมคนเดียวในที่เงียบๆ  ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนจะมีอิทธิพลถึงเพียงนี้!

แต่หากจะทำให้เธอบ้าจี้กลับหอตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืดละก็…ไม่มีทาง! ส้มแก้วอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย อาศัยชายคาเดียวกับนักศึกษาคณะอื่นอีกหลายคณะ รูมเมตของเธอก็เป็นนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์เสียสอง วิทยาศาสตร์อีกหนึ่ง ทั้งสามมักใช้เวลายามกลางค่ำกลางคืนคร่ำเคร่งท่องหนังสือ มันคงไม่ดีหากส้มแก้วหิ้วซอกลับไปเปิดคอนเสิร์ตย่อมๆ ซ้อมที่นั่น แต่เธอก็ยังไม่แม่นพอจนยอมเก็บเครื่องดนตรีใส่กระเป๋าเอ่ยอย่างมั่นใจเหมือนรุ่นพี่บางคน

‘แม่นจนไม่รู้จะแม่นยังไงแล้ว พอๆๆ เลิกซ้อม’

“อาจเป็นข่าวลือก็ได้นะ” ส้มแก้วพูดตามประสาคนไม่เชื่อ มิ่งพธูเบิกตาโพลงทันใด

“ไม่ใช่เรื่องจริงเขาจะเล่ามาถึงป่านนี้เหรอ เรื่องนี้มีมาตั้งแต่ตอนวิทยาลัยเปิดเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเลยนะ แต่เพิ่งมาระบาดหนักเอาช่วงนี้”

“ที่ฉันคิดนะเมี่ยง” ส้มแก้วเริ่มรวบรวมเหตุผล “ตอนนั้นวิทยาลัยเราเพิ่งสร้าง ตึกก็ยังใหม่ ต้นตอข่าวลือคงมาจากพวกอาจารย์ที่พยายามควบคุมให้นักศึกษาอยู่ในกฎระเบียบ”

“ด้วยการกุเรื่องผีนี่นะ” มิ่งพธูเลิกคิ้ว “แกก็คิดไปเรื่อยน่าส้ม”

“ไม่ก็มาจากนักศึกษารุ่นแรกๆ แม่ฉันเคยเล่าให้ฟังนะ พวกรุ่นพี่สร้างเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาเป็นความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติจนกลายเป็นธรรมเนียมประเพณี เพื่อสร้างความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจในเดียวกัน ส่วนเรื่องจริงจะเป็นยังไงไม่รู้เพราะเลือนหายไปแล้วกับกาลเวลา เมี่ยงเป็นรุ่นพี่คนนั้นจะภูมิใจไหมล่ะถ้าเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมายังถูกเล่าต่อรุ่นสู่รุ่นกลายเป็นตำนานประจำคณะ”

ทว่ามิ่งพธูทำหน้าเหมือนเห็นตัวประหลาด “บ้าแล้ว! รุ่นพี่คนนั้นต้องประสาทแน่”

ส้มแก้วหัวเราะลั่น ไม่เอ่ยคำใดต่อปล่อยให้เพื่อนที่มืออยู่ไม่สุขขยับไปนั่งหน้าระนาดทุ้มที่หันหน้าเข้ามุมผนังด้านหนึ่ง มือควานใต้รางระนาดเจอไม้ตีก็ฉวยเอาขึ้นมาตีไล่เสียงสูงต่ำ ตีได้ไม่เท่าไรก็หยุดตีเงยหน้าขึ้นมาชวนคุยอีก

“แต่นี่คณบดีวิทยาลัยเราบอกเองเลยนะส้ม”

“บอกตอนไหนเมื่อไร”

“ในหนังสือ ‘เรื่องเล่าเมื่อครั้งก่อตั้งวิทยาลัยดุริยางค์’ ที่ท่านเขียนไง ฉันหุ้นกันซื้อกับแกคนละสิบบาทตอนเปิดเทอมใหม่ๆ  แกก็น่าจะอ่านผ่านตาแล้วสิ” มิ่งพธูเว้นครู่หนึ่งเพื่อปล่อยให้เพื่อนนึก เมื่อเห็นเพื่อนพยักหน้าว่าคลับคล้ายคลับคลาจึงเอ่ยต่อ

“ท่านเขียนว่า ‘ที่นี่เต็มไปด้วยเรื่องลึกลับสุดอัศจรรย์ ซึ่งนักศึกษาจะต้องค้นหาและนิยามคำเหล่านั้นด้วยตัวเอง’ ฉันว่าคณบดีบอกอ้อมๆ ว่าวิทยาลัยเราเต็มไปด้วยเรื่องลึกลับซับซ้อนเชื่อมโยงถึง…ผี” ท้ายประโยคเพื่อนของเธอเบาเสียงลงเหลือเพียงกระซิบ

ส้มแก้วนึกถึงหนังสือเล่มเล็กๆ มีแค่สิบห้าหน้าเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาลัยดุริยางค์เพียงคร่าวๆ เหมือนจะมีประโยคนี้ในหนังสือจริง แค่ไม่เห็นว่ามันจะสืบสาวไปถึงเรื่องผีๆ สางๆ สักนิดแม้จะรู้สึกสะดุดกับประโยคบ้างเมื่ออ่านครั้งแรก เท่าที่ฟังจากรุ่นพี่ คณบดีวิทยาลัยดุริยางค์เป็นคนมีสไตล์และชอบติดโบหูกระต่าย จึงไม่น่าแปลกใจหากท่านจะใช้คำพูดกล่าวถึงดนตรีในแบบที่…ปล่อยให้ตีความกันเอาเอง

ข้อสรุปของเพื่อนจึงออกจะกำปั้นทุบดินไปหน่อย

“คิดมากน่าเมี่ยง”  ส้มแก้วส่ายหน้าช้าๆ เป็นนัยว่าไม่เชื่อก่อนตัดบทด้วยการเสียบหูฟังกับโทรศัพท์ ฟังเพลงที่ต้องสอบซึ่งบันทึกจากอาจารย์ผู้สอน ผ่านไปอีกราวยี่สิบนาทีสาวร่างอวบก็รวบเก็บไม้ระนาด ชวนให้กลับด้วยกันเพราะสี่โมงกว่าแล้ว

“กลับไปก่อนเถอะเมี่ยง ฉันจะซ้อมต่ออีกหน่อย ถ้าพรุ่งนี้เล่นพลาดอาจารย์อิศเชือดฉันแน่”

จบประโยคเธอ เพื่อนสาวก็เอนกายซบร่างกับผนังห้องอย่างอ่อนแรง “โอย ฉันละเหนื่อยแทนแก ส้ม…เชื่อฉัน แกเล่นดีแล้ว อาจารย์ของแกน่ะเขี้ยวเกิ๊น เดี่ยวนกขมิ้นแค่สามท่อนเอง ท่อนนึงสั้นจะตาย แกทำได้อยู่แล้ว”

คนฟังยิ้มเฝื่อนเมื่อมีเหตุให้ต้องนึกถึงอาจารย์สอนวิชาเครื่องดนตรีเอก หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ไพรเวต’ นักศึกษาจะต้องเรียนเครื่องมือเอกกับอาจารย์ตัวต่อตัวสัปดาห์ละหนึ่งคาบ และถือว่าเป็นวิชาที่นักศึกษาเอกปฏิบัติเครื่องดนตรีทั้งไทยและสากลต้องให้ความสำคัญ

อาจารย์อิศราเป็นอาจารย์รุ่นหนุ่มเพิ่งจบปริญญาโทหมาดๆ เป็นศิษย์เก่าที่นี่ พอเรียนจบปุ๊บอาจารย์หัวหน้าแขนงวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกก็เรียกตัวปั๊บ  แกเล่นได้สารพัดซอไม่ว่าซอไทย ซอจีน ว่ากันว่าบรรเลงกู่เจิงได้ด้วย ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนทั้งซออู้ ซอด้วง และซอสามสายให้นักศึกษาเอกซอซึ่งรวมทุกชั้นปีแล้วมีราวยี่สิบคน ในสายตาของคนเอกอื่น ‘อาจารย์อิศ’ เป็นคนเงียบๆ นิ่งๆ  ไม่ดุแต่ก็ไม่ได้ดูว่าเป็นคนใจดีเป็นพิเศษ หลายคนมองว่าเป็นคนเฉยๆ อะไรก็ได้ด้วยซ้ำ หากสำหรับนักศึกษาเอกซอ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจารย์เคี่ยว…เขี้ยวมาก

แล้วเธอก็ทั้งกลัวทั้งเกรงอาจารย์มากๆ

สีโน้ตผิดตัวเดียว พี่แกก็มองแรงแล้ว! แล้วนี่ส้มแก้วสีผิดๆ ถูกๆ คงมิวายถูกตำหนิยกใหญ่ อันที่จริงเธอท่องจำเพลงได้แล้วแต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อลงมือบรรเลงถึงท่อนสอง เพลงเดี่ยวนกขมิ้นที่ว่ากลับบินไม่ขึ้นกลายเป็นเดี่ยวนกเพนกวินทันใด! จะว่าดื่มด่ำความไพเราะของบทเพลงจนหลงอยู่ในภวังค์ลืมเลือนโน้ตก็ไม่ใช่ เพราะเธอก็ไม่ได้อินอะไรขนาดนั้น คงเป็นเพราะยังซ้อมไม่ถึงที่สุดมากกว่า

ดังนั้นระหว่างผีกับอาจารย์ไพรเวตกลัวอย่างไหนมากกว่ากัน ส้มแก้วตอบข้อหลังอย่างไม่ต้องสงสัย!

“โอเค เดี๋ยวกลับแล้ว แกไปก่อนเลยเมี่ยงฉันขอเก็บของก่อน” ส้มแก้วเอ่ยอย่างเชื่อฟัง มิ่งพธูทำหน้าไม่เชื่อถือด้วยรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเพื่อนเป็นคนประเภทรับฟังรับปากแต่ไม่ทำ ซึ่งคาดเดาได้ถูกเผงทีเดียวเพราะส้มแก้วตั้งใจจะซ้อมอยู่อีกนานเลย

มิ่งพธูพยักพเยิด บอกว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน แล้วพาร่างอวบของตนเองออกจากห้องซ้อมเดี่ยวไป ส้มแก้วกลับมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง หยิบซออู้ขึ้นวางบนตักตั้งท่าสี ถึงเวลาขุนนกขมิ้นของเธอให้โบยบินและพาลงแตะรันเวย์อย่างสง่างามโดยปลอดภัยแล้ว

หญิงสาวสูดลมหายใจ และเริ่มบรรเลงทำนองนำ พยายามจดจ่อกับบทเพลงโดยไม่นึกถึงดวงตาวาวโรจน์บนใบหน้าเรียบเฉยของอาจารย์อิศรา

หากเมื่อลงมือบรรเลงเพลงได้สักพัก นกขมิ้นก็ร่อนลงฉุกเฉินกลางทาง ส้มแก้ววางซอลงกับพื้นคว้าน้ำดื่มขึ้นมาดื่มหลายอึก แบมือดูก็พบว่ามือไม้ทั้งสองของตนกำลังสั่น เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อสองสามวันที่แล้วยังบรรเลงจบครบถ้วนกระบวนเพลง หากมาวันนี้กลายจากหน้ามือเป็นหลังมือ จะสอบอยู่วันพรุ่งนี้แล้วแท้ๆ

คนแรกที่เธอนึกถึงคือ ริวา หรือ หญิง เพื่อนอีกคนที่ค่อนข้างสนิทด้วยเอกซออู้เหมือนกัน เธอหยิบโทรศัพท์พิมพ์ข้อความหา ทว่าเพื่อนไม่ตอบทั้งยังไม่ขึ้นสถานะว่าข้อความถูกอ่านแล้ว พลันนึกขึ้นได้ว่าวันนี้มีคอนเสิร์ต วิทยาลัยดนตรีแห่งนี้มีกฎว่านักศึกษาทุกคนจำต้องดูคอนเสิร์ตให้ครบสิบครั้งจึงผ่านวิชากิจกรรม และริวาเพื่อนของเธอคงกำลังดูการแสดงอยู่จนไม่อาจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโต้ตอบได้ทันที

ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็เจอกันที่หอพักฝากข้อความเอาไว้แล้วกัน…อีกคนที่ส้มแก้วนึกถึงต่อมาก็คือพี่เปลว

เธอฉวยโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์รัวข้อความส่งถึงรุ่นพี่ทันที

พี่เปลว ส้มสีไม่ได้เลย พรุ่งนี้ต้องตายแน่

เปลว หรือ รุจิรัฐเป็นหัวหน้านักศึกษาสาขาดนตรีไทยกลุ่มเอกซอ หรือเรียกกันว่า ‘หัวหน้าทีมซอ’ ไม่ว่ารุ่นน้องเพื่อนพ้องมีปัญหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ต่อเพลงไม่ทัน มีปัญหากับครูไพรเวต ย่อมวิ่งโร่มาปรึกษาเขาเสมอ ซึ่งน่าทึ่งมากเพราะเจ้าตัวแก้ทุกปัญหาได้ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว จนน้องๆ เรียกขานกันอย่างรักใคร่ว่า ‘พี่เปลวของน้องๆ’ แถมลือกันว่ามีใครบางคนแอบตั้งกลุ่ม ‘เพจคนรักพี่เปลว’ บนเฟซบุ๊กด้วย ในขณะที่พวกพี่ปีสี่มักจะหัวเราะขำก๊ากยามมีใครสรรเสริญพี่เปลวให้ฟัง เพราะสำหรับพวกพี่ๆ แล้ว ‘เจ้าเปลว’ หรือ ‘ไอ้เปลว’ ก็เป็นแค่รุ่นน้องวันยังค่ำ

ไม่นานอีกฝ่ายก็ส่งข้อความกลับมา

เดี๋ยว เป็นคำอุทานพร้อมเครื่องหมายอัศเจรีย์มากกว่าสิบตัว ตามด้วยข้อความ

สีคล่องแล้วไม่ใช่เหรอ เมื่อวานพี่กับหญิงตาฝาดเหรอไง!

วันนี้ส้มสีไม่ได้แล้วค่ะ เธอส่งกลับไป ข้อความขึ้นสถานะว่าถูกอ่านแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับราวกับผู้อ่านกำลังตรึกตรองข้อความนั้นอยู่

กลับหอไปนอนเลยไป ไม่ต้องซ้อมแล้ว ในที่สุดเขาก็ตอบมา พร้อมข้อความอีกประโยคติดๆ กัน พรุ่งนี้เจอกัน ซ้อมอีกสองสามรอบแล้วพอ

ค่ะๆๆ ส้มแก้วตอบ ไม่มีข้อความใดๆ จากเขาอีก แล้วเธอก็ทำเหมือนทุกครั้งคือรับฟัง รับปากแต่ไม่เชื่อ ฉวยซอขึ้นมาซ้อมอีกหน หนนี้เธอเสียบหูฟังฟังไปด้วยจึงเล่นได้รอดจนจบเพลง เจ้านกขมิ้นบินขึ้นบินลงอีกสามเที่ยวจนพอใจคนสีก็เก็บของเตรียมกลับหอ

ซออู้ถูกเก็บเรียบร้อยในกระเป๋าผ้าแล้วยกขึ้นสะพายบ่าทับกระเป๋าเป้อีกที สำรวจมองปราดหนึ่งเห็นว่าห้องเรียบร้อยดีจึงปิดแอร์ปิดไฟ ห้องซ้อมใช้ระบบคีย์การ์ดประตูจะล็อกเองจากด้านใน ที่นี่มีกฎระเบียบการใช้ห้องซ้อม ผู้ใช้จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำห้องทะเบียนว่าต้องการห้องซ้อมแบบไหน ห้องซ้อมที่มีเปียโน มีเครื่องประกอบจังหวะ กลองชุด หรือห้องสำหรับซ้อมดนตรีไทยที่ปูพรมมีระนาดเอกกับฆ้องวงเล็ก เจ้าหน้าที่จะนำบัตรประจำตัวนักศึกษาสแกน ชื่อของนักศึกษาและหมายเลขห้องจะปรากฏในระบบคอมพิวเตอร์โดยจะมีเวลารอบละหนึ่งชั่วโมงเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้ใช้บ้าง หากครบกำหนดแล้วยังต้องการซ้อมต่อก็ต้องต่อเวลาซึ่งต่อได้มากที่สุดไม่เกินสามครั้ง

ตอนโผล่หน้าออกมาจากห้องซ้อมฟ้าก็มืดแล้ว ส้มแก้วเดินผ่านโซนห้องซ้อมดนตรีสากลไปยังอีกฟากหนึ่งของตึกอันเป็นที่ตั้งของห้องทะเบียน ห้องซ้อมโล่งว่างเปล่าทั้งที่เป็นช่วงสอบกลางภาคแต่ก็ยังได้ยินเสียงไวโอลินเป็นทำนองแผ่วมาจากสักแห่ง คืนคีย์การ์ดเสร็จสรรพก็ลงบันไดไปยังชั้นสองซึ่งมีระเบียงยาวต่อไปถึงบันไดตรงประตูทางออกพอดี หลวมตัวเดินมาครึ่งทาง ส้มแก้วก็คิดถึงเรื่องเล่าคู่วิทยาลัยดนตรีแห่งนี้ขึ้นมา เรื่องฝีเท้าปริศนาที่เดินตามหลัง และเสียงกระซิบเรียกที่ข้างหูที่ทำเอานักศึกษาส่งไม้ต่อความขวัญผวากันจากรุ่นสู่รุ่น

ตอนนี้ยังไม่มืดเท่าไร คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง!

เธอก็เคยเดินผ่านบ่อยๆ ไม่เห็นเจอดีเสียที มองตรงไปข้างหน้าเห็นเงาตะคุ่มของอาคารชั้นสองมืดมิดด้วยนโยบายประหยัดไฟของวิทยาลัยจึงมีเพียงแสงสว่างของไฟประดิษฐ์ตรงทางเดินที่อยู่ไกลลิบ หากก็ช่วยให้เธอใจชื้นขึ้นมาบ้างราวกับเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

บรรยากาศวิทยาลัยแห่งเสียงเพลงยามค่ำมืดชวนพิศวงมีมนตร์ขลังมากกว่าน่ากลัว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอจึงเข้าเป็นสมาชิกของวงมีสเทรี เทลส์ ใครจะรู้ บางทีสิ่งผวาน่ากลัวอาจเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟแห่งแรงบันดาลใจในตัวของใครบางคนเข้าก็ได้

อากาศเย็นยะเยือก มือไม้ชาขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ อีกทั้งสองขาที่ก้าวเดินก็เริ่มหนักราวกับมีเหล็กติดถ่วงเอาไว้ แล้วอยู่ๆ ความรู้สึกกลัวก็เต้นเร่าอยู่ในใจ พานให้ขนแขนลุกชัน ทันใดนั้นเธอก็เริ่มไม่มั่นใจว่าเสียงฝีเท้าที่ก้องสะท้อนอยู่เป็นสุ้มเสียงของเธอเพียงผู้เดียว ครั้นจะวิ่ง เรื่องเล่าที่ว่า ‘ยิ่งหนี ยิ่งไล่ตาม’ ก็วูบผ่านเข้ามาในสมอง เธอควรจะทำใจเย็นทำเฉยเดินต่อไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นี่เธอ…”

สะดุ้งเฮือก ร่างกายเย็นเยียบราวเลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง ปลอบใจตนเองว่าหวาดกลัวจนหูฝาดไป

“นี่เธอ…”

เสียงดังอีกครั้งจากเบื้องหลัง ส้มแก้วมั่นใจแล้วว่าตนมิได้หูฝาดไปเอง เธอคงเจอดีก่อนสอบเข้าให้แล้ว จะทำอย่างไรเล่า หรือจะต้องเจอวิบากกรรมจับไข้หัวโกร๋นจนพลาดการสอบ!

ขอคืนคำ กลัวผีมากกว่าอาจารย์ไพรเวตก็ได้!

“นี่เธอ…” เสียงนั้นดังอีก แต่คราวนี้มีประโยคต่อมาด้วย

“หิวข้าว หน้ามืด จะเป็นลม”

สายตาปะทะเข้ากับร่างหนึ่งในความมืด ฉับพลันก็ต้องป้องหน้าหยีตาให้กับแสงสว่างจัดจ้าที่ส่องเข้านัยน์ตา เมื่อตาสู้แสงได้จึงพบว่าต้นตอของแสงสว่างมาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือคนแปลกหน้า แสงไฟตัดผ่านความมืดพอให้ได้เห็นในระยะใกล้ ร่างซึ่งเห็นเลือนรางในความมืดนั้นสวมชุดนักศึกษาชายสูงใหญ่กว่าเธอมากอยู่ แว่นตาทรงกลมสะท้อนแสงไฟอยู่ภายใต้ผมหน้าม้าดำขลับ ติดกระดุมเสื้อสูงถึงคอ สะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ความกลัวของเธอหายวับไปในบัดดล

“หรือว่าหลงทางในความมืดมิด หาทางออกไม่เจอ” ปากขมุบขมิบถาม น้ำเสียงที่ออกมาจึงงึมงำพึมพำต้องตั้งใจฟัง เขาปิดปากเงียบเหมือนรอคอยคำตอบ แต่เมื่อเธอไม่ตอบเขาจึงพูดต่อไป “เดินไปด้วยกันสิ กำลังจะไปแถวออดิทอเรียมพอดี”

“ดีเลย” คราวนี้เธอพึมพำ แล้วตามชายหนุ่มที่ยังส่องไฟจากโทรศัพท์เดินฝ่าความมืดนำไปจนถึงจุดที่มีแสงไฟ หากลงบันไดจะไปพบทางเดินซึ่งสามารถเดินต่อไปถึงหน้าวิทยาลัย ถ้าเดินต่อไปจะเป็นทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับชั้นสองของตึกห้องสมุด ในตึกยังสว่างไสวด้วยนโยบายเปิดถึงสี่ทุ่มเพื่อให้นักศึกษาได้ค้นคว้าอ่านหนังสือ ซึ่งนักศึกษาหลายคนมองว่าย้อนแย้งอย่างยิ่ง ในเมื่อสองทุ่มก็เผ่นกลับบ้านกันหมดยังจะมีใครกล้าอ่านหนังสือถึงสี่ทุ่มกัน!

คนนำทางหันกลับมา ส้มแก้วจึงเห็นใบหน้าเขาเต็มตา มันก็ไม่ต่างจากในความมืดเท่าไร ที่มองว่าเนิร์ดเมื่อเจอแสงสว่างก็ยังคงเนิร์ดอยู่เช่นนั้น แต่ผิวพรรณของเขากลับไม่ซีดอย่างที่คิดและค่อนไปทางสองสีเสียด้วย จะเรียกว่าขาวก็ไม่ใช่เหลืองก็ไม่เชิง แต่ผมหน้าม้าที่ยาวปรกหน้าผากแทบเลยขอบแว่นด้านบนนั้นชวนให้คิดถึงตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่น

ตัวละครประเภท เนิร์ด…เนิร์ด ละมั้งนะ

ส้มแก้วไม่เคยเจอเขา ไม่แม้แต่คุ้นหน้า หากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันคงรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาบ้าง เขาอาจเป็นรุ่นพี่แต่ก็ไม่ใช่รุ่นพี่สาขาดนตรีไทยแน่นอน

เขามองที่บันไดแล้วเลื่อนสายตามาหาเธอ “วิทยาลัยสว่างอยู่เพราะวันนี้มีคอนเสิร์ต แต่บางจุดมืดนิดหน่อยถ้ากลัวก็เปิดไฟฉายจากมือถือ”

“เปล่า ไม่ได้กลัวความมืด” เธออ้อมแอ้มตอบ

“งั้นกลัวผี” อีกฝ่านสวนกลับทันที

“ผีก็ไม่กลัว” ที่จริงจนถึงตอนนี้ส้มแก้วก็เริ่มไม่แน่ใจนัก

“แล้วหน้าซีดทำไม” ดวงตาเบื้องหลังแว่นส่อแววดูแคลนชอบกลจนคู่สนทนาคิดว่าโกหกยังดีเสียกว่า

“ไม่มีอะไร แค่หิวข้าวเลยรู้สึกหวิวๆ ”

“แล้วไป ก็นึกว่ากลัวผี กะจะบ่นซะหน่อยผีมันมีจริงที่ไหน” ท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ราวกับว่าถ้าเธอตอบอีกอย่างจะด่าว่าเสียให้เข็ด

“นั่นสิ นี่ก็ไม่เชื่อเหมือนกัน” ส้มแก้วคิดว่าตัวเองทำถูกแล้ว แม้อีกฝ่ายจะชำเลืองมาด้วยสายตาไม่เชื่อถือนัก แต่ไม่อย่างนั้นบทสนทนาคงไม่จบเสียที และเมื่อได้ทีเธอก็ชิงตัดบท “ขอบคุณมากนะที่เดินมาด้วยกัน”

เขาไม่พยักหน้ารับ ไม่แสดงท่าทางว่ารับคำขอบคุณใดทั้งสิ้น แต่พึมพำพูดว่า

“กำลังจะไปห้องสมุดยังไงก็ต้องผ่านทางนี้พอดี”

“อ้อ” อย่างน้อยก็มีตั้งหนึ่งคนที่ใช้บริการห้องสมุดยามค่ำ

“ตอนกลางวันคนชอบจับกลุ่มคุยกัน ไม่รู้เห็นห้องสมุดเป็นโรงอาหารหรือยังไง” น้ำเสียงเขาติดใส่อารมณ์เล็กน้อย “ผมชอบห้องสมุดตอนกลางคืนมากกว่า…มันเงียบ”

“ชอบอ่านหนังสือตอนกลางคืนเหมือนกัน แต่ถ้าต้องนั่งในห้องสมุดมืดค่ำทั้งที่เรื่องผีในวิทยาลัยกำลังระบาดขอคิดดูก่อน”

“อ้าว ก็ไหนว่าไม่เชื่อเรื่องผี”

“ของแบบนี้ได้ยินบ่อยๆ ก็คล้อยตามได้” เธอรีบเอ่ยแก้ “แล้วถึงไม่เชื่อก็ไม่อยากจะลบหลู่หรอก”

รอยยิ้มเยาะปรากฏตรงมุมปากของคนหน้านิ่ง “เรื่องพวกนี้น่ะ ลบหลู่ไปเถอะ”

“ว่าไงนะ” ทำเป็นเงี่ยหูฟัง ทั้งที่จริงเธอได้ยินชัดเจนเต็มสองหูนั่นละ

เขาคงคร้านจะกล่าวซ้ำคำเดิม ชักสีหน้าเหนื่อยหน่ายปนระอาเล็กๆ “ผมจะไปอ่านหนังสือแล้ว เดินไปหน้าวิท’ลัยเองได้ใช่ไหม”

มันแน่อยู่แล้ว…ส้มแก้วค่อนอยู่ในใจ แต่ปากกล่าวขอบคุณซ้ำอีกที เขาละสายตาจากเธอทันที ออกเดินไปและไม่เหลียวกลับมาอีก หญิงสาวมองจนเขาเดินเลี้ยวลับเข้าตึกแล้วจึงค่อยเดินทอดน่องลงบันไดไปข้างล่าง



Don`t copy text!