ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 2 : น้ำตาหยดแหมะบนซออู้

ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 2 : น้ำตาหยดแหมะบนซออู้

โดย : วินธยา

ต้องมนตร์ดนตรี นิยายออนไลน์ โดย วินธยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นเรื่องราวของห้องดนตรีของวิทยาลัยที่ลือกันว่ามีผีสิง เรื่องนี้อาจเป็นจริง เมื่อ ‘ส้มแก้ว’ ได้พบกับ ‘อินทวัช’ ชายหนุ่มลึกลับในห้องดนตรี เขาคือใครกัน จะใช่วิญญาณของนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า มาช่วยเธอหาความจริงในเรื่องนี้กัน

**************************

– 2 –

สามทุ่มกว่าตอนส้มแก้วได้ยินเสียงเคาะประตู จากที่ซบหน้าอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือจึงเอี้ยวตัวไปมอง ประตูห้องเปิดออกพร้อมหญิงสาวคนหนึ่งเยี่ยมหน้าเข้ามา หญิงสาวซึ่งมีใบหน้ารูปหัวใจ ดวงตารีค่อนข้างเล็กแต่ปากนิดจมูกหน่อยและผิวขาวผ่องน่ามองนั่นละคือริวาเพื่อนของเธอ ครั้นผู้มาเยือนเห็นว่าเธออยู่เพียงลำพังก็พาตัวเองเข้ามาในห้อง จึงเห็นว่าริวายังสวมชุดนักศึกษามีกระเป๋าคล้องอยู่บนไหล่กับหนังสือที่หอบหิ้วมาด้วยในอ้อมแขน

“โทษทีนะส้ม เราเพิ่งเห็นข้อความตอนคอนเสิร์ตจบ นี่ก็ตรงมาหายังไม่ทันกลับห้องเลย” พูดพลางหอบแฮกไปด้วย ส้มแก้วเห็นเม็ดเหงื่อผุดพราวเต็มใบหน้าเพื่อนอีกทั้งได้กลิ่นเหงื่อจางๆ เธอคงเดินกลับมาอีกแล้ว ระยะทางระหว่างวิทยาลัยกับหอพักนักศึกษาอยู่ไกลกันโข แต่ริวาก็เลือกเดินเท้าแทนนั่งรถรางหรือถีบจักรยานให้เหตุผลว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

“ไม่เป็นไรนั่งก่อนสิ เอ่อ…ห้องรกหน่อยนะ”

ส้มแก้วลุกขึ้นเลื่อนข้าวของจำพวกโต๊ะรีดผ้า ไม้แขวนเสื้อและขวดน้ำยาทำความสะอาดที่วางเกะกะพื้นห้องเพื่อมีที่ว่างให้เพื่อนลงนั่งได้ ห้องในหอพักนักศึกษาใหญ่กว่าห้องซ้อมเดี่ยวไม่เท่าไร แต่ก็ใหญ่พอจะยัดเตียงสองชั้นสองเตียงกับชุดโต๊ะทำงานกับตู้เสื้อผ้าเล็กๆ อีกสี่ที่เข้าไปได้ เตียงทั้งสองตั้งชิดผนังห้องอยู่ตรงข้ามกันจึงพอมีพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับเดินผ่านหรือนั่งเล่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกลื่อนกลาดไปด้วยข้าวของจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้นั่ง

ส้มแก้วฝันอยากย้ายไปอยู่หอพักอีกแห่งซึ่งกว้างขวางสะดวกสบายกว่าเหมือนกับริวา ทว่าจ่ายราคาแพงกว่าและหอก็เต็มเร็วมาก

ริวานั่งลงกับพื้นเอนหลังพิงขอบเตียงกวาดตามองรอบๆ ห้องอย่างไม่ชอบใจเท่าใดนัก “ช่วงนี้วิทยาลัยเราพิลึกมาก ตอนฉันออกจากออดิทอเรียมนะ นอกจากคนที่ดูคอนเสิร์ตด้วยกันเหมือนจะไม่มีใครอยู่บนตึกแล้ว ห้องซ้อมที่อาคารเอไฟสว่างจ้าแต่โล่งโจ้งไม่ได้ยินเสียงซ้อมดนตรีเลย”

ส้มแก้วนิ่งงันไปครู่หนึ่ง นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ใจที่สงบลงแล้วกลับมาเต้นโครมครามอีกครั้ง ถ้าไม่เจอผู้ชายคนนั้นก็ไม่อยากคิดว่าจะเจออะไรมากกว่าเสียงฝีเท้าและลมเป่ารดต้นคอ เธอข่มจิตใจที่เริ่มเตลิดให้กลับเข้าที่เข้าทางโดยเร็วที่สุดไม่ให้เพื่อนจับพิรุธได้

“อือ…คงเป็นเรื่องผีที่มีคนเจอกันบ่อยๆ ช่วงนี้มั้ง หญิงก็อย่ากลับดึกล่ะ” เอ่ยด้วยความเป็นห่วง ริวาก็เป็นอีกคนที่ปักหลักซุ่มซ้อมอยู่วิทยาลัยจนดึกดื่น

“ที่น่ากลัวยิ่งกว่าผีคือคนนะส้ม เธอควรเตือนให้ฉันระวังคนมากกว่า” ริวาเหมือนส้มแก้วที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ เท่าไร “อย่าสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย ห่วงเรื่องเรียนดีกว่า ตารางสอบออกแล้วนะเช็กหรือยัง ฉันสอบตอนบ่ายสองสิบห้า”

พูดถึงตารางเวลาสอบที่ออนไลน์หน้าเพจของแขนงวิชาในเฟซบุ๊กส้มแก้วก็ยิ้มเฝื่อน “สอบคนสุดท้ายสี่โมงเย็นโน่นเลยน่ะ”

“แย่ตรงไหน เธอควรดีใจที่มีเวลาซ้อมทั้งวัน เห็นใจคนอื่นที่เขาสอบเร็วบ้างสิ” ถ้อยคำฟังไปในทางตำหนิแต่ส้มแก้วชินแล้ว มองว่าคำพูดจาตามตรงของเพื่อนเป็นเอกลักษณ์ หากบางคนอย่างมิ่งพธูกลับไม่ค่อยชอบใจเท่าไร เธอว่าริวาไม่ถนอมน้ำใจคนอื่น

ครั้นเห็นส้มแก้วเงียบไม่พูดอะไรก็เอ่ยต่อ “ยังไงตกลงสีไม่ได้แล้วเหรอนกขมิ้นน่ะ”

คนฟังที่เพิ่งนั่งลงข้างๆ ยิ้มอ่อน “อืม…สีไม่จบน่ะ”

“คือยังไงสีไม่จบ ส้มจำโน้ตแม่นแล้วไม่ใช่เหรอ”

“โน้ตน่ะจำได้ ไม่รู้สิหญิง พอเราสีถึงตรงท่อนว่าดอกมันก็อึดอัดแล้วก็โหวงเหวงเหมือนอยู่ๆ ก็ไม่มีแก่ใจอยากจะสี แล้วมือก็สั่นอย่างนี้เลย…ฉันคงเครียดไปหน่อย” ส้มแก้วไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องแปลกๆ ที่อาจเกี่ยวโยงไปถึงสิ่งลี้ลับในวิทยาลัยจึงสรุปเช่นนั้น พลางยกมือขึ้นมาสาธิตให้ดู ริวาจ้องมองฝ่ามือสั่นเทาของเพื่อนก็ขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

“เมื่อเที่ยงส้มกินข้าวหรือเปล่า”

“เปล่า” ขาดคำส้มแก้ว ริวาก็ยกมือกอดอกปรายตามองมาอย่างคาดโทษ

“นั่นไง ตัวเองไม่ยอมกินข้าว พอไม่มีแรงสีก็ตีโพยตีพายโวยวายว่าสีไม่ได้แล้วทำหัวหน้าทีมซอเราสติแตก” เมื่อเพื่อนกล่าวพาดพิงถึงรุ่นพี่ เธอก็เบิกตาโตอย่างตระหนกและเคอะเขิน ไม่นึกว่ารุจิรัฐจะบอกริวา “พี่เปลวส่งข้อความหาเราเมื่อกี้บอกให้ช่วยมาดูส้มหน่อย แล้วพรุ่งนี้พี่เขาจะช่วยดูให้อีกที แต่ฉันว่าถ้าเป็นเพราะไม่ได้กินข้าวเที่ยงคงไม่มีปัญหาแล้วละ นี่ข้าวเย็นกินหรือยัง”

ส้มแก้วว่ายังไม่กิน แต่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยรอท่าอยู่แล้ว ริวายกมือกุมขมับกลัดกลุ้มยิ่งไปอีก บ่นว่าข้าวปลาไม่รู้จักกิน พอกินทั้งทีก็กินแต่ของไม่มีประโยชน์ การเล่นดนตรีนอกจากใช้อารมณ์กับพลังใจแล้วที่ขาดไม่ได้คือพลังกายและสมอง เข้าใจไหมส้มแก้ว เล่นดนตรีก็ต้องใช้สมองเหมือนกัน…ริวาว่าอย่างนั้น เธอเล่นดนตรีด้วยความจริงจังเสมอ ส้มแก้วเทียบเธอไม่ติดเลย

ในกิจกรรม ‘พี่พบน้อง’ ของคณะซึ่งจัดก่อนเปิดภาคเรียน จะเรียกว่าเป็นการรับน้องก็ไม่ผิดนักเพราะเปิดโอกาสให้รุ่นพี่กับรุ่นน้องรวมถึงเพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกันและกินเวลายาวนานถึงสองสัปดาห์ นอกจากสันทนาการยังมีการซ้อมขับร้องประสานเสียงบทเพลงประจำวิทยาลัยอันเป็นธรรมเนียมซึ่งนักศึกษาปีหนึ่งทุกปีจะต้องขึ้นแสดงในวันปฐมนิเทศของวิทยาลัย รวมถึงวันปฐมนิเทศใหญ่มหาวิทยาลัย รุ่นพี่ถือเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ประกาศว่าพวกเขาเป็นนักศึกษาวิทยาลัยแห่งเสียงเพลงอย่างเต็มภาคภูมิ และจะใช้เส้นสายสำเนียงเสียงร้อยเรียงสร้างสีสันให้แก่โลก มีความพิเศษที่ในแต่ละปีรุ่นพี่ปีสองรุ่นนั้นๆ จะเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสานขึ้นมาใหม่

ตอนนั้นส้มแก้วไม่รู้จักใครเลย ท่ามกลางนักศึกษาใหม่เช่นเธออีกเป็นร้อยเธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนากับใครอย่างไร แต่ดูเหมือนคนอื่นๆ จะทำความรู้จักสนิทสนมกันอย่างง่ายดายเหลือเกิน แล้วเธอก็เห็นหญิงสาวร่างเล็กผมประบ่าคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่เฉยๆ ไม่มีทีท่าว่าอยากจะเข้าไปร่วมวงสนทนากับใคร ส้มแก้วสังเกตการณ์อีกครู่หนึ่งก็ลุกเดินเข้าไปหาจึงรู้จักกับริวาตอนนั้นเอง

ด้วยความที่เอกซออู้เหมือนกันจึงสนิทกันไปโดยปริยาย ริวาเข้ามาเรียนด้วยทุนการศึกษาจากการชนะการประกวดดนตรีรายการหนึ่ง เป็นคนมีฝีมือกวาดรางวัลมาแล้วหลายเวที ต่างจากส้มแก้วซึ่งเป็นเด็กชมรมดนตรีไทยของโรงเรียนธรรมดา นอกจากประกาศนียบัตรที่โรงเรียนมอบให้ในฐานะช่วยกิจกรรมโรงเรียนทุกปีก็ไม่มีอย่างอื่นอีก ไม่เคยประกวดสักรายการไม่ว่าประเภทวงดนตรีหรือเดี่ยว ไม่ได้เข้ามาด้วยความตั้งใจอยากเป็นนักดนตรีหรือครูสอนดนตรีด้วยซ้ำ แล้วเธอจะไปเทียบกับริวาได้อย่างไร

เสียงซอของริวาทำให้เธอต้องหยุดตั้งใจฟังเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เธอชื่นชมพรสวรรค์ของเพื่อนทว่าเมื่อหันกลับมามองตัวเองก็สะท้อนใจนิดหน่อย บางทีเธอคงกำลังอิจฉาริวาอยู่ละมั้ง

คิดแล้วก็อยากถอนหายใจ…เฮ่อ

อะไรบางอย่างเย็นๆ อยู่ที่ปลายนิ้วทำเอาสะดุ้ง มองมาก็เห็นริวากำลังลูบๆ คลำๆ นิ้วตัวเองอยู่

“ซ้อมเยอะไม่ว่าแต่ดูแลนิ้วด้วย นักดนตรีอย่างเรานิ้วมือเป็นสิ่งสำคัญ โชคดีนะนิ้วไม่พองไม่งั้นพรุ่งนี้แย่เลย” ริวาพึมพำคล้ายบ่นอยู่กับตัวเองแต่เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ส้มแก้วพยักหน้ารับ นิ้วเธอไม่เป็นอะไรหรอกแต่กลับรู้สึกถึงรอยสากแข็งซึ่งเกิดจากการซ้อมอย่างหนักบนปลายนิ้วของเพื่อนได้ชัดเจน

“กินข้าวแล้วอาบน้ำนอนเลยนะ ค่อยซ้อมอีกทีกับพี่เปลวตอนเช้า”

ริวาสะพายกระเป๋า กอบเก็บหนังสือที่วางพักบนพื้นเมื่อครู่ขึ้นถือเตรียมตัวกลับ ส้มแก้วจึงออกปากจะเดินไปส่ง สวนกับนักศึกษาหลายคนตรงทางเดินที่ทยอยกลับด้วยหอพักเปิดถึงสี่ทุ่มแล้วตอนนี้ก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่า จากที่ตั้งใจจะส่งแค่หน้าหอตัวเอง เธอกลับติดลมเดินไปถึงหอพักของเพื่อน

หลังโบกมือให้ริวาที่ประตูทางเข้าหอส้มแก้วจึงกลับ ดูนาฬิกาข้อมือยังเหลือเวลาพอให้เดินทอดน่องรับลมเย็นยามดึก เธอนึกถึงการสอบในวันพรุ่งนี้ ถึงริวากับหลายๆ คนบอกว่าซ้อมมากเพียงพอแล้วเธอก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เธอมองไม่เห็นตัวเองที่เดินยิ้มออกมาจากห้องสอบเพราะการสอบเป็นได้ด้วยดี เห็นแต่ภาพตัวเองคอตกทรุดกายลงนั่งกอดเข่ากับพื้นแล้วน้ำตาก็ไหลหยดแหมะลงบนซออู้เท่านั้น

แขนงวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาการปฏิบัติเครื่องดนตรี มีห้องรวมวงขนาดใหญ่สองห้องตั้งอยู่ใกล้กันคือห้องปี่พาทย์และห้องเครื่องสาย หน้าห้องกว้างขวางมีตั่งใหญ่กับเก้าอี้จำนวนหนึ่งสำหรับให้นักศึกษานั่งซ้อมดนตรี ตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ส้มแก้วมาเช้ามาก ห้องซ้อมกับห้องหับอื่นๆ ในอาคารยังไม่เปิดก็ไปนั่งสีซอฆ่าเวลาที่นั่น รอจนเจ้าหน้าที่เดินมาไขกุญแจเปิดประตูโซนห้องซ้อมตอนเจ็ดโมงครึ่ง จึงค่อยเดินตามไปที่ห้องลงทะเบียนเพื่อจองห้องซ้อมเดี่ยว พักหลังเธอมาสายกว่าเดิมนิดหน่อยเพื่อจะได้จองห้องซ้อมได้ทันที เว้นวันนี้ที่มาเร็วกว่าปกติเพราะห้องเครื่องสายถูกใช้เป็นห้องสอบเหลือแต่ห้องปี่พาทย์กับห้องซ้อมเดี่ยวอีกหกห้องที่เป็นของดนตรีไทย

ช่วงสอบห้องซ้อมจะเต็มเร็วมาก คนที่จองห้องซ้อมเดี่ยวไม่ทันก็ปักหลักซ้อมหน้าลิฟต์ ไม่ก็แออัดกันอยู่ในห้องปี่พาทย์ ต่างคนต่างซ้อมเสียงตีกันตะเบ็งเซ็งแซ่ไม่มีสมาธิ ไม่เข้าใจว่ารุ่นพี่หลายคนทนซ้อมเข้าไปได้อย่างไร

พอได้คีย์การ์ดมาก็เก็บตัวอยู่ในห้องซ้อมเดี่ยวตามลำพัง ตรวจสอบสภาพซอเพื่อให้แน่ใจว่าสายจะไม่ขาดผึงระหว่างการสอบ นั่งถอนหายใจอีกเฮือกสองเฮือกก็มีเสียงเคาะประตูส้มแก้วจึงเอื้อมมือไปเปิด

เบื้องหลังบานประตูคือชายหนุ่มคนหนึ่งผู้มีเรือนร่างสูงโปร่งติดจะบางเล็กน้อย ผิวพรรณค่อนข้างขาว หน้าตาสวยไม่แพ้ผู้หญิง นั่นละพี่เปลวของน้องๆ  รุจิรัฐ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ‘หัวหน้าทีมซอ’ ส้มแก้วยิ้มร่าอย่างยินดีด้วยรู้สึกเหมือนมีเทพมาโปรด ทว่ารุ่นพี่กลับถอนหายใจ…เฮ่อ ออกมาทันทีที่เห็นหน้าเธอ

อ้าว พี่เปลว!

ส้มแก้วแทบหงายหลังตึง นึกไม่ถึงว่าความไม่เอาไหนของเธอจะสร้างความหนักใจแกมเหนื่อยหน่ายแก่หัวหน้าทีมซอผู้ขึ้นชื่อว่าร่าเริงตลอดศกและไม่เคยปล่อยให้ความเครียดเข้ามาบั่นทอนจิตใจ เขามาพร้อมกับโทนรำมะนา ปิดประตูห้องแล้ววางมันบนพรมก่อนนั่งลงตาม นั่งเงียบๆ ไม่เอ่ยว่าคำใดราวจะทำใจก่อนพร้อมกับตั้งสติแล้วจึงค่อยเอ่ยเสียงขรึมกว่าปกติว่า

“เห็นคิวสอบแล้วนะ”

รุ่นน้องพยักหน้าหงึกๆ ตอบเสียงอ่อนไปว่า “สอบเย็นโน่นแน่ะพี่เปลว”

“เย็นสิดีมีเวลาซ้อมเยอะ” เขาพูดแบบริวาเป๊ะ หารู้ไม่ว่าคนสอบอย่างเธอกดดันเพียงใด คนสอบคนแรกว่าตื่นเต้นมากแล้ว คนสุดท้ายยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“ส้มนึกว่าจะมาบ่ายๆ  เดี๋ยวก็ต้องไปช่วยเขาสอบอีกตั้งหลายคน พี่เปลวมีเวลาซ้อมไพรเวทตัวเองเปล่าเนี่ย”

“ทำไมจะไม่มี” เขาตอบอย่างนั้นแล้วสำทับด้วยรอยยิ้ม มือก็หยิบซออู้ขึ้นมาสีทีสองทีแล้วจึงหมุนลูกบิดซอปรับเสียงตามประสาคนกระตือรือร้นไม่ชอบอยู่นิ่ง ตั้งเสียง ขยับโน่นนี่ที่ซอจนพอใจแล้วก็ส่งคืนเจ้าของ คราวนี้มือเลื่อนไปที่โทนรำมะนา

ส้มแก้วไม่อยากจะเชื่อนัก รุจิรัฐเอกซอสามสายแต่ใครต่อใครก็พูดตรงกันว่าเห็นเขาอยู่กับซออู้มากกว่า เว้นแต่คาบรวมวงที่ต้องเข้าเรียนโดยใช้เครื่องมือเอก ทั้งยังไม่เคยเห็นเขาซ้อมเพลงวิชาเอกนอกจากเอาซออู้ไปร่วมบรรเลงเล่นกับคนอื่นๆ อย่างสนุกสนาน จะว่าซ้อมอยู่ห้องซ้อมเดี่ยวเธอที่เป็นขาประจำก็ไม่เคยเห็นเขา หากไม่กลับไปซ้อมที่หอก็คงไปซุ่มซ้อมอยู่ที่อื่น คิดถึงตรงนี้เธอก็ว่าไม่ถูกอีก หอพักในมหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่เอื้อต่อการซ้อมดนตรี เรื่องแอบซ้อมที่อื่นก็ไม่น่าใช่…รุจิรัฐหาตัวง่ายมากเพราะเจ้าตัวมักป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ห้องเครื่องสาย หรือข่าวลือที่ว่าไม่ต้องซ้อมเกิดมาก็เทพเลยจะเป็นเรื่องจริง!

“ไม่ต้องห่วงน่า พี่ซ้อมแม่นจนไม่รู้จะแม่นยังไงแล้ว” เขาอ่านแววสงสัยบนใบหน้าของเธอออก ทั้งรู้เสียด้วยว่ารุ่นน้องคิดอะไรอยู่ “พี่แอบซ้อมในสถานที่ลับ ไม่มีใครเห็นแน่นอนกะเซอร์ไพรสคณะกรรมการ…มาดูไพรเวตของส้มดีกว่า นกขมิ้นบินตกหลุมอากาศก่อนลงจอดเหรอ” เขาหมายถึงข้อความที่เธอส่งไปหาเมื่อวาน เล่นไม่ได้…หยุดกลางทาง

ส้มแก้วยิ้มกว้าง แต่ก็เป็นยิ้มเฝื่อนๆ ที่ไม่นานก็รู้สึกว่าเหงือกเริ่มแห้ง “ค่า”

ภาควิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งที่นักศึกษาแต่ละเอกจะมีหัวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักศึกษาปีสามปีสี่ มีหน้าที่คอยประสานงานระหว่างนักศึกษากับอาจารย์สอนไพรเวต รับปรึกษาปัญหาการเรียนไปจนถึงปัญหาชีวิต

เพราะเชื่อว่าปัญหาชีวิตบั่นทอนการเรียนได้ ด้วยเหตุนี้หัวหน้าทีมซออย่างรุจิรัฐและหัวหน้าทีมอื่นๆ จึงมีเรื่องให้ต้องเข้าไปจัดการไม่หยุดหย่อน เพราะดูเหมือนลูกทีมส่วนใหญ่ไม่ยอมเก็บปัญหาไว้กับตัวแต่วางใจนำมาปรึกษาพวกเขา ส้มแก้วก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งพี่เปลวก็เป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีสมฉายาพี่เปลวของน้องๆ  แถมยังมีสาวๆ ตามกรี๊ดโดยเฉพาะยายเมี่ยง มิ่งพธูเพื่อนเธอ แต่ก็มีข่าวลือแว่วมาชวนให้มึนงงว่า พี่เปลวมือซอเทพแห่งแขนงดนตรีไทยเที่ยวมีข่าวกุ๊กกิ๊กกับคนโน้นคนนี้ไปทั่ววิทยาลัยทั้งชายหญิง จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นคบใครเป็นเรื่องเป็นราวสักคน ทั้งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าเจ้าตัวสนใจชายหรือหญิงกันแน่ หากก็มีข่าวลืออีกกระแสหนึ่งว่าเจ้าตัวกิ๊ก อยู่กับเพื่อนต่างภาควิชา ส่วนจะเป็นใครนั้นรุ่นพี่เขารู้กันแต่ไม่พูด

จะเป็นความจริงหรือแซวกันขำขันในหมู่รุ่นพี่รุ่นน้องนั้น พี่เปลวไม่เคยขยายความ ส่วนพวกรุ่นพี่ก็ไม่แจ้งแถลงไขเช่นกันราวกับเป็นเรื่องลับเฉพาะรุ่นพี่เท่านั้น ส้มแก้วดูไม่ออกหรอก เธอรู้จักพี่เปลวในฐานะรุ่นพี่ผู้วางตัวเป็นที่พึ่งพิงของน้องๆ  แต่ไม่เคยรู้จักเขาในมุมที่เป็น ‘น้อง’ ของพี่ๆ  หรือในมุมอื่น รู้แค่ว่าพี่เปลวเอกซอสามสายแต่ก็สีซอด้วงกับซออู้ได้ด้วย โดยเฉพาะซออู้นั้นจัดว่าเทพมากกระทั่งคนเอกซออู้ขายหน้ากันไปตามๆ กัน ทั้งยังมีคนกระแนะกระแหนว่าเล่นดีกว่าซอสามสายเสียอีก ส้มแก้วเคยถามว่ามีเคล็ดลับอะไรถึงสีซอได้เก่งขนาดนี้ รุ่นพี่ขยิบตาตอบมา… มีแรงบันดาลใจที่ดี

ดูเหมือนใครต่อใครจะมาเรียนดนตรีด้วยแรงบันดาลใจกับความฝันอันเปี่ยมล้นซึ่งตัวเธอไม่มี

แล้วตอนนี้พี่เปลวของน้องๆ กำลังปรายตามองซออู้ในมือเธอด้วยการทิ้งสายตาเล็กน้อย “ก็ไหนว่าจำเพลงได้แล้ว อาจารย์อิศยังพูดอยู่ว่าไม่ห่วงเรื่องจำเพลงของส้มเท่าไร”

“ส้มจำเพลงได้แล้วจริงๆ นะ เล่นคล่องเหมือนพี่เปลวบอกเลย แต่พอเล่นท่อนสองเที่ยวหวานไปไม่กี่ห้องก็เล่นต่อไม่ได้” พูดพลันก็หัวเราะเฝื่อนกลบเกลื่อน “ไม่รู้เป็นอะไรไป”

“ถึงได้ถามอยู่ไง” ดูเหมือนรุ่นพี่ยังไม่เชื่อถือ

“จำได้จริงๆ นะ ให้ท่องออกมาเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”

หน้าตาท่าทางเขาตื่นตระหนกทว่าดูก็รู้ว่าแสร้งแกล้งทำ ต่อมาก็บอกว่าไหน…ขอชมเป็นขวัญตาหน่อยสิ!

ว่าแล้วรุ่นน้องก็เอ่ยโน้ตเพลงเดี่ยวนกขมิ้นทางหวานท่อนสองให้ฟังจนจบ รุจิรัฐได้ฟังแล้วก็คิดหนัก นั่นสิท่องปากเปล่ายังทำได้ เหตุไฉนตอนบรรเลงจึงพลาดลืมโน้ตเพลงเสียเล่า!

“ไหนสีซิ” รุจิรัฐส่งซอคืน ส้มแก้วรับไปส่วนตัวเขาก็คว้าโทนรำมะนำขึ้นมาเตรียมพร้อม ย้ำว่า “ตั้งใจสีให้เหมือนสอบจริง โทนรำมะนาอันนี้ต้องไปช่วงชิงเขามาเชียวนะ นี่ก็มีคนต่อคิวรออยู่ด้วย หลุดจากมือพี่ไปไม่รู้จะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่” ที่หัวคิ้วมีรอยมุ่นแสดงว่าเป็นจริงอย่างที่ว่า

แม้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่ใจดีหากส้มแก้วก็รับซอมาถืออย่างลนลานจนคันชักกระเด้งกระดอนอยู่ในมือ เธอเทียบเสียงซออีกครั้ง พอเสียงตรงเป๊ะก็ตั้งท่า สูดลมหายใจลึกๆ เริ่มบรรเลง

คันชักลากผ่านสายซอเกิดเสียงทุ้มในสุ้มเสียงสูงต่ำหลากหลาย โทนสะกิดตามด้วยรำมะนาตีรับจังหวะ ขณะบรรเลงทางหวาน ส้มแก้วกดดันหายใจไม่ทั่วท้องแต่ทุกอย่างก็มลายหายไปเมื่อเพลงเร่งจังหวะเข้าสู่เที่ยวเก็บและถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้น ครั้นทอดสู่เที่ยวหวานความรู้สึกแบบเดิมก็เยี่ยมหน้ามาทักทายอีก กระทั่งเที่ยวเก็บท่อนสองผ่านไปและอยู่ระหว่างเที่ยวหวานท่อนสุดท้ายกำลังจะเข้าสู่ช่วงว่าดอกซึ่งบรรเลงตามเสียงร้อง ส้มแก้วจึงมักจะท่องเนื้อเพลงในใจไปด้วย

ดอกเอย…เจ้าดอก…ขจร

     นก…ขมิ้น…เหลืองอ่อน…ค่ำแล้ว…

เสียงอะไรบางอย่างดังข้างหูคล้ายเสียงบ่นพึมพำ เพราะเงี่ยหูฟังสมาธิจึงกระเจิง เธอตะครุบโน้ตตัวลาอย่างรวดเร็วทว่าปลายนิ้วชี้ลื่นพรวด ส่วนนิ้วกลางที่ใช้ในการพรมเสียงกดแรงไปนิดที่ออกมาจึงเป็นเสียงทีต่ำแทนเสียงลา ส้มแก้วแก้ปัญหาด้วยการย้ายนิ้วกลางไปยังตำแหน่งนิ้วชี้ขณะคันชักกำลังเลี้ยงเสียงลา ทว่าบาดแผลเยอะเหลือเกิน

 จะนอน…ไหน…ฮื้อ เออ เฮ่อ เฮอ เอ่อ เอย 

จบว่าดอกได้อย่างกระท่อนกระแท่น แต่ทำนองเพลงเที่ยวเก็บท่อนสุดท้ายซึ่งจังหวะเร็วกว่าท่อนหวานกลับไม่หลงเหลือในสมอง เสียงกลองหยุดลงพร้อมหน้าเหวอของคนตี

“แย่แล้วส้มแก้ว!” รุ่นพี่อุทานลั่น “จะสอบไม่กี่ชั่วโมงนี้แล้วนะ ใครจะช่วยได้ล่ะทีนี้”

ส้มแก้วหัวเราะฝืดเฝื่อน ใครหนอจะช่วยเธอได้นอกจากตัวเธอเอง รุ่นพี่ทั้งสองเพียงตีฉิ่งกลองให้จังหวะเท่านั้น แม้คนตีเครื่องประกอบจังหวะจะเก่งกาจขั้นเทพ แต่หากนักดนตรีไม่แม่นในบทเพลงแสดงออกมาไม่ได้ทุกอย่างก็จบ!

“นี่ละพี่เปลว ส้มมาจอดตรงนี้ทุกทีไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” น้ำเสียงโอดครวญขณะสีหน้าฉายแวววิตกกังวล

“สติครับน้อง สติ” รุจิรัฐว่า ต่อมาก็ถอนใจเฮือก “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดพาฉิบหาย”

“ไม่นะ!” คนซอยกมือทึ้งดึงผมตัวเอง จนเรือนผมสั้นประบ่ายุ่งเหยิง คร่ำครวญว่างานนี้แย่แน่แล้วยายส้มแก้ว สอบไม่ผ่านยังพอว่า แต่ต้องถูกอาจารย์วิชาเอกเหม็นขี้หน้าเพราะทำขายหน้ากลางห้องสอบนั่นสิเรื่องใหญ่ ยิ่งเป็นอาจารย์อิศราที่ดูจะไม่ค่อยพออกพอใจฝีมือของเธอด้วยแล้ว

“สีอีกที” รุ่นพี่ตบป้าบบนหน้ากลองรำมะนาหมายเร่งให้คนสีกระตือรือร้นกว่านี้

หลังจากซ้อมเวียนไปวนมาไม่ต่ำกว่าสิบรอบ นกขมิ้นที่ทำท่าจะจอดกลางอากาศทุกเมื่อก็แลนดิ้งลงอย่างปลอดภัยในเที่ยวสุดท้าย แต่ก็เป็นเพราะได้รุ่นพี่คอยส่งสายตาบอกอยู่เป็นระยะ หากในการสอบจริงๆ เครื่องประกอบจังหวะจะนั่งอยู่ข้างหลังผู้สอบ เท่ากับว่าเขาไม่สามารถช่วยเธอได้เลย เวลาเคลื่อนคล้อยไปกระทั่งสิ้นสุดครึ่งวันเช้า รุจิรัฐหิ้วโทนรำมะนาจากไปพร้อมกับไมเกรนเฉียบพลัน ทิ้งส้มแก้วนั่งคอตกอยู่ในห้องซ้อมเดี่ยว

ทำไมต้องมาล่มเอาตอนว่าดอก! ทั้งที่อีกนิดเดียวก็จบเพลงแล้วแท้ๆ  เธอรู้สาเหตุอยู่แก่ใจหากเพียงนึกถึงทีไรก็ขนลุกซู่ทุกที

อารมณ์จากร้อยเหลือห้าสิบ และห้าสิบก็เหลือศูนย์เมื่อรุจิรัฐเปิดประตูผางเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับข่าวร้าย คนกลองของเธอต้องกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกะทันหัน ไม่ว่างมาตีโทนรำมะนาให้เธอ คนอื่นที่พอจะตีได้หลังจากสอบเสร็จก็พากันกลับไปหมด แม้แต่ทรงกลดคนกลองเพื่อนเธอก็ไม่อยู่ แต่ไม่ต้องห่วงเขาติดต่อหาคนกลองจนได้มาคนหนึ่ง คนที่เมื่อมาถึงส้มแก้วถึงกับเลิกคิ้วขึ้นสูง ด้วยอีกฝ่ายคือชายหนุ่มเจ้าของผมหน้าม้าสวมแว่นตากลม ร่างสูงใหญ่สะพายเป้ใบโตคนที่พบเมื่อวานตรงทางเดินชั้นสองนั่นเอง

เขาหิ้วโทนรำมะนามาด้วย ถอดรองเท้าแล้วเข้ามานั่งไม่ต้องรอให้พูดพร่ำทำเพลง

“ส้ม” รุจิรัฐเยี่ยมหน้าตามมาหลังจากนั้น “นี่พลพรพัชร ชื่อเล่นชื่อพัชร จะมาตีโทนรำมะนาให้”

ส้มแก้วพยักหน้าหงึกๆ นึกขอบคุณที่เขาอุตส่าห์ยอมตีกลองให้แม้ไม่มีโอกาสซักซ้อมกันมากกว่านี้ แต่ก็อดพิศวงชื่อนามเขาไม่ได้ คนอะไรชื่ออย่างกับเอาชื่อพยางค์เดียวสามชื่อเรียงกัน… แล้วรวมกันแปลว่าอะไรล่ะนั่น!

“ขอบคุณนะคะ” อ้อมแอ้มตอบ ดวงตาภายใต้เลนส์แว่นตามองครู่หนึ่งก็พยักหน้า ส้มแก้วกระซิบกับรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ใกล้กัน “เอกดนตรีสากลเหรอพี่เปลว”

“เปล่าๆ  พัชรเอกดนตรีวิทยา ” รุ่นพี่ตอบ ส้มแก้วก็ถึงบางอ้อ มีเพียงนักศึกษาเอกปฏิบัติเครื่องมือเท่านั้นที่มีเครื่องมือเอกและต้องสอบดนตรีปฏิบัติ ส่วนสาขาอื่นๆ เช่น ดนตรีวิทยา เทคโนโลยีดนตรี ประพันธ์เพลง ธุรกิจดนตรี การสอนดนตรี ไม่มีเครื่องมือเอกทั้งยังไม่ต้องขะมักเขม้นฝึกซ้อมดนตรีเพื่อสอบทั้งกลางภาคปลายภาค  แต่ก็ได้ข่าวว่ามีการสอบภาคทฤษฎีโหดมหาหินโดยเฉพาะภาควิชาดนตรีวิทยาที่ว่ากันว่า ต้องไปลงภาคสนามเก็บข้อมูลมาทำรายงานวิจัยด้วย

เอ่อ…เขาตีกลองได้จริงแน่นะ…ส้มแก้วส่งสายตาหารุ่นพี่ สื่อว่าเช่นนั้น ดูเหมือนรุจิรัฐจะอ่านออกเสียด้วย

“ไม่ต้องห่วง พัชรเป็นคนปี่พาทย์ เล่นได้ทุกเครื่องรอบวง แค่ตีโทนรำมะนาสบายมาก” ในเมื่อหัวหน้าทีมซอรับรองขนาดนั้นส้มแก้วก็น้ำท่วมปาก จำต้องฝากความหวังไว้กับคนกลองจำเป็น ที่จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาหรอก ต่อให้คนกลองเป็นระดับเทพเมพมาจากไหน นักดนตรีสีแย่ไม่เป็นสับปะรดก็เท่านั้น

การซ้อมเข้าฉิ่งเข้ากลองเริ่มขึ้นอีกครั้ง แรกเริ่มดีแทบไร้ที่ติแต่มาล่มเอาตอนว่าดอกเหมือนเดิม ส้มแก้วก้มหน้าเครียดระหว่างรุ่นพี่บ่นให้คนกลองฟังว่าถ้าไม่ล่มตรงว่าดอกก็มาจอดเอาเที่ยวเก็บท่อนสาม

“กลุ้มใจ ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย” เขาว่างั้น แล้วกะเกณฑ์ให้ซ้อมอีก แต่ดูเหมือนยิ่งซ้อมจะยิ่งเหลว คนช่วยซ้อมก็อยากจะบ้า คนจะสอบก็อยากจะกรี๊ด จวบจนใกล้ถึงเวลาสอบส้มแก้วจึงจบนกขมิ้นได้อย่างสะบักสะบอม ชนิดที่สีข้างถลอกนิดๆ และบางทีอาจหัวร้างข้างแตกด้วย

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับส้มนะ พี่กับพัชรทำได้แค่ดึงจังหวะ จำเอาไว้อย่าหยุด… เล่นผิดดีกว่าเล่นล่ม แล้วค่อยหาทางกลับมาให้ได้” รุ่นพี่ให้กำลังใจ ระหว่างรออยู่หน้าห้องสอบซึ่งส้มแก้วเป็นคิวต่อไป คนซอสาวพยักหน้าหงึกอย่างว่าง่าย เวลานี้เธอไม่มีปากเสียงอะไรทั้งนั้น ได้แต่พาดซอกับหัวไหล่ มือซ้ายจับคันชักซอส่วนมือขวาถูยางสนกับหางม้าที่คันชักซออย่างเอาเป็นเอาตาย…ซึ่งก็เป็นเพราะความตื่นเต้นอีกนั่นละ

จวบจนเวลามาถึงส้มแก้วพาตัวเองมาหน้าห้องสอบ เห็นริวาเดินวนเวียนอยู่ที่นั่นก็แปลกใจเพราะคิดว่าสอบเสร็จกลับหอไปแล้ว เพื่อนถลาเข้ามาจับมือเธอเอาไว้บอกว่าจะคอยเอาใจช่วยอยู่ข้างนอกนี่ แล้วยังเตือนให้ตรวจดูความเรียบร้อยของซอให้ดี ได้ยินว่าเมื่อบ่ายขิมของผู้เข้าสอบคนหนึ่งสายขาดระหว่างสอบจนต้องหยุดเล่นกลางคันเพราะสายที่สะบัดเข้าใบหน้า

ส้มแก้วได้ฟังก็กลืนน้ำลายเหนียวหนืด การหยุดเล่นกลางคันหรือเล่นล่มไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรด้วยหมายถึงนักดนตรีไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้และอาจถูกปรับตกทันที เธอหวังแต่ว่าผู้เข้าสอบคนนั้นคงไม่ใช่มิ่งพธูเพื่อนอีกคนหนึ่งของตน

แกร็ก…เสียงประตูเปิดเสมือนสายฟ้าผ่าฟาดลงกลางศีรษะ ผู้สอบคนก่อนหน้าหอบหิ้วจะเข้ออกมาด้วยใบหน้าถอดสี หัวเราะแห้งๆ ให้ส้มแก้วอวยพรว่า “โชคดีๆ” แล้วเดินหายไปทางหนึ่ง คนซอกะพริบตาปริบๆ  ไอเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศแผ่มาจากในห้อง นักศึกษาใหม่หลายคนเคยทักท้วงรุ่นพี่ว่าทำไมต้องเปิดแอร์เย็นขนาดนั้น และได้รับคำตอบว่า…เปิดๆ ไปเถอะ เย็นยะเยือกแค่ไหนเข้าไปนั่งสอบเห็นหน้ากรรมการเดี๋ยวก็ร้อนเอง

มันใช่เรอะ! แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจจนกว่าจะผ่านสนามสอบกลางภาคนั่นละ

นักศึกษาจะต้องเขียนชื่อตนเอง ชื่ออาจารย์สอนวิชาเอก เครื่องมือเอกและเพลงที่ใช้สอบในเอกสารให้เรียบร้อยครบจำนวนกรรมการคุมสอบซึ่งส่วนใหญ่มีไม่ต่ำกว่าสามคน บางครั้งก็มีถึงห้า ล้วนแต่เป็นอาจารย์ในแขนงวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกทั้งหมด อาจารย์จะนั่งเรียงกันอยู่บนโต๊ะขณะที่ผู้เข้าสอบนั่งเผชิญหน้าอยู่บนพรม คนกลองฉิ่งนั่งขนาบข้างอยู่เบื้องหลังไม่ไกลจากกันนัก ครั้งนี้อาจารย์บัณฑิตผู้เป็นหัวหน้าแขนงก็นั่งอยู่ด้วย

ส้มแก้วแจกเอกสารแล้วก็คลานเข่ามานั่งพับเพียบบนพรม ซอวางอยู่ทางซ้ายมือ ไม่วายเหลือบมองอาจารย์อิศราที่นั่งอยู่ริมด้านขวา เห็นสายตานิ่งๆ มองมาก็ผวารีบหลบวูบ ก้มหน้าก้มตามองตักตัวเอง

“คนนี้นะเหรอชื่อส้มแก้ว” จำได้ว่าเป็นเสียงของอาจารย์สอนวิชาเอกขิม “ดูแปลกเพราะเป็นชื่อจริงนี่แหละ”

“ลูกศิษย์อาจารย์อิศรา สอบเดี่ยวนกขมิ้นสามชั้น…พร้อมแล้วเชิญบรรเลงได้เลย” อาจารย์บัณฑิตเอ่ย

หญิงสาวหันไปหาคนกลองคนฉิ่ง พนมมือไหว้ก่อนหยิบซอขึ้นวางบนตัก มือข้างซ้ายเลื่อนตามคันซอจนถึงตำแหน่งที่เหมาะสม คันชักสีเข้าออกเพื่อตรวจฟังเสียงว่าตรงตามที่ต้องการแล้วหรือยัง จงใจถ่วงเวลาด้วยการปรับลูกบิดขึ้นลงทั้งที่ความจริงมันก็ตรงอยู่แล้ว

“ขึ้นอีกนิด” เสียงราบเรียบดังมาจากข้างหน้า เป็นของอาจารย์อิศรา ส้มแก้วช้อนสายตามองเห็นดวงตาเคร่งมองตอบมาจึงพยักหน้ารีบทำตาม อาจารย์ต้องดูออกแน่ว่าเธอจงใจหมุนลูกบิดลง

เมื่อพร้อม นิ้วก็จรดลงบนสายพร้อมหางม้าที่ลากสัมผัสเส้นสายไหม ทำนองแรกนำจากนั้นฝ่ามือจึงเลื่อนขึ้นสูงเพื่อเล่นในช่วงเสียงที่ต่ำกว่า นิ้วสะเดาะคลอสาย แตะแผ่วเลื่อนลงล่างด้วยว่าเป็นเที่ยวหวานจึงต้องเลี้ยงไม่ให้น้ำเสียงขาดช่วงในบางช่วงบางตอน กระทั่งทำนองดำเนินมาถึงท้ายท่อนหนึ่งจึงต้องเร่งจังหวะเพื่อเข้าเที่ยวเก็บ กลองกับฉิ่งเร่งตามทันที จังหวะทอดลงเมื่อจบเที่ยวเก็บท่อนสอง เริ่มด้วยสีแบบคันชักสะอึก เทคนิคอย่างหนึ่งในการสีเที่ยวหวาน ซึ่งก็ผ่านไปด้วยดีเข้าสู่เที่ยวเก็บท่อนสองซึ่งเป็นท่อนที่เธอชอบที่ด้วย ด้วยตัวโน้ตไล่นิ้วสลับกันไปมา

เสียงโทนทอดผ่อนจังหวะลง นิ้วดีดเสียง ‘โจ๊ะ’ ตั้งจังหวะใหม่ในท่อนสาม ตอนนั้นส้มแก้วก็เริ่มเกร็ง เสมือนนับถอยหลังลงเหว กอบเก็บสติจดจ่อกับเสียงเพลงและโน้ตที่ไหลเลื่อนเคลื่อนอยู่ในหัว และในที่สุด…ก็มาถึง ว่าดอก

ดอก…เอ๋ย…เจ้าดอก…ขจร

อีกนิดเดียวเท่านั้น!

นก…ขมิ้น

อีกแล้ว…ภาพห้องสอบซึ่งแวดล้อมด้วยเครื่องดนตรีหายไปตั้งแต่เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว คงเหลือแต่ความมืดราวกับผืนผ้าใบสีดำขึงตึงอยู่รอบตัว เสียงซอของเธอก้องอยู่ในหัว เสียงซออีกคันสวมเข้ามา แม้ฟังออกว่าเป็นการบรรเลงว่าดอกเหมือนกัน แต่รายละเอียดแตกต่างจากกันอย่างสิ้นเชิง เสียงนั้นราวลอยลมอยู่ในอากาศ ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ

ส้มแก้วตระหนกตื่นหันรีหันขวาง แล้วตอนนั้นเอง!

“อ้าว…แล้วกัน!” เสียงหนึ่งดังขึ้น หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เงยหน้ามาเห็นคิ้วขมวดมุ่นกับสีหน้าตกอกตกใจของอาจารย์หัวหน้าแขนง รู้สึกตัวอีกทีถึงได้รู้ว่าตัวเองหยุดเล่นซอเสียแล้ว

ฉิ่งกลองหยุดไปแล้ว หญิงสาวหน้าซีดเผือด มองอาจารย์วิชาเอกอย่างกล้าๆ กลัวๆ  อาจารย์อิศราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วคลึงอยู่ที่ปลายคาง จ้องมองมาด้วยสายตาเย็นยะเยือกทว่าแผ่รังสีกดดันจนเธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า ฝ่ามือทั้งสองข้างเย็นเยียบแต่ชื้นเหงื่อ

“สีมาดีแท้ๆ ทำไมมาจอดเอาก่อนจบล่ะลูก” อาจารย์หญิงเพียงคนเดียวเอ่ยด้วยสุ้มเสียงเสียดาย ขณะอาจารย์บัณฑิตหันไปถามอาจารย์ผู้สอน

“อาจารย์อิศราว่ายังไง จะให้โอกาสสอบอีกทีไหม”

“ถ้าอาจารย์ทั้งสองท่านเห็นว่าควรให้โอกาส ให้สอบใหม่ก็ได้ครับ”

“งั้นสอบใหม่เลย…พร้อมแล้วลุย” อาจารย์หัวหน้าแขนงรีบหันมาบอก เหมือนกลัวว่าอาจารย์วิชาเอกของเธอจะเปลี่ยนใจ ส้มแก้วเองก็พยักหน้าหงึกลุกลี้ลุกลน คว้ายางสนขึ้นมาถูหางม้าแก้อาการตื่นเต้น



Don`t copy text!