ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 4 : เขาว่ากันว่า…

ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 4 : เขาว่ากันว่า…

โดย : วินธยา

ต้องมนตร์ดนตรี นิยายออนไลน์ โดย วินธยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นเรื่องราวของห้องดนตรีของวิทยาลัยที่ลือกันว่ามีผีสิง เรื่องนี้อาจเป็นจริง เมื่อ ‘ส้มแก้ว’ ได้พบกับ ‘อินทวัช’ ชายหนุ่มลึกลับในห้องดนตรี เขาคือใครกัน จะใช่วิญญาณของนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า มาช่วยเธอหาความจริงในเรื่องนี้กัน

**************************

– 4 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมมันต้องเป็นเรื่องจริง”

“หืม แกว่าอะไรนะเมี่ยง”

ส้มแก้วหันมาถามด้วยใจเลื่อนลอยไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว เช้าวันนี้มีวิชารวมวงเล็ก นักศึกษาทุกชั้นปีต่างแยกย้ายกันเข้าวงตามประเภทเครื่องดนตรีเอกของตนเอง พวกเอกเครื่องสายก็ไปรวมวงเครื่องสายผสมขิม เอกระนาด ฆ้อง ปี่ ก็ไปรวมวงปี่พาทย์ ส้มแก้วกับมิ่งพธูก็ไปเตรียมตัวที่ห้องเครื่องสายแต่เช้า นักศึกษาหลายคนเริ่มตั้งวงซ้อมฆ่าเวลารออาจารย์ผู้สอน กระทั่งหัวหน้าทีมซอเปิดประตูผางเข้ามาพร้อมรอยยิ้มและซอสามสายในมือประกาศอย่างร่าเริงรับเช้าวันใหม่ว่า…อาจารย์อิศราให้ไปเรียนรวมวงที่ศาลาริมน้ำ

เท่านั้นสามสิบกว่าคนในห้องรวมวงเล็กก็แตกฮือ กุลีกุจอเก็บของหอบหิ้วสัมภาระไปศาลาริมน้ำกัน คนซอแค่เก็บเครื่องดนตรีใส่กล่องซึ่งเดี๋ยวนี้ออกแบบเป็นกระเป๋ามีสายสะพายพกพาสะดวกยิ่งขึ้น คนขลุ่ยไม่ต้องพูดถึงเดินตัวปลิวล่วงหน้าไปเลย จะเข้ก็ต้องหอบหิ้วกันไปแต่คนจะเข้ส่วนใหญ่บอกว่าไม่หนักเอาเท่าไรหรอกหิ้วกันจนชินแล้ว จะมีก็แต่ขิมที่หนักหน่อย ขิมของภาควิชาเป็นขิมผีเสื้อซึ่งคนขิมมักจะใช้สำหรับเล่นรวมวง มีขนาดเล็กกว่าขิมทรงคางหมูที่บางรุ่นมีถึงสิบเอ็ดหย่อง และสะดวกกว่ามากหากวางซ้อนกันบนรถลากขนลงลิฟต์เคลื่อนไปตามทางเดินที่ถูกออกแบบให้ขนย้ายเครื่องดนตรีโดยเฉพาะจนไปถึงที่หมาย

พวกเธอจึงอยู่ระหว่างทางไปศาลา เช้านี้อากาศดีแสงแดดส่องรำไรลมพัดอ่อนๆ ไม่ร้อนนัก แต่ส้มแก้วไม่อยากไปเลย เธอเข้าหน้าอาจารย์อิศราไม่ติดหลังจากการสอบเมื่อวาน และเจอเรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนที่เจอในวันเดียวกัน  แม้เดินกลางวันแสกๆ แดดเปรี้ยงท่ามกลางเสียงคุยจอแจของเพื่อนร่วมวงเธอยังรู้สึกขนลุกไม่หาย

“ที่คณบดีเขียนในหนังสือว่าวิทยาลัยเรามีผีไง” มิ่งพธูเพื่อนของเธอสรุปเอาห้วนๆ ง่ายๆ

“ไม่เอาน่าเมี่ยง แกยังไม่เลิกคิดเรื่องนี้อีกเหรอ”

“เอ้ย ส้ม แล้วแกจะอธิบายสิ่งที่แกเจอเมื่อวานยังไง”

“ก็ไม่รู้ผีหรือเปล่า ตรงนั้นมันมืดมาก ฉันอาจตาฝาดก็ได้นะ” ส้มแก้วยังหาเหตุผลมาอ้าง

“ขนาดนี้แล้วแกยังว่าตัวเองตาฝาดอีกเหรอ” ฝ่ายเพื่อนก็จะโยนความผิดให้ผีสางท่าเดียว “มันก็น่าเจออยู่หรอก ศาลาริมน้ำวิทยาลัยเราน่ะมีสองที่ ที่เราไปตั้งวงซ้อมกันบ่อยๆ เขาลือกันให้แซ่ดว่ามีผีแถมเฮี้ยนด้วยนะ  แกยังโชคดีเห็นแค่เงาแวบๆ  บางคนเดินผ่านตอนค่ำเห็นตั้งวงดนตรีกันเอิกเกริกบนศาลาเลย แต่พอหันกลับมาดูอีกทีที่นั่นดันว่างเปล่าโล่งโจ้ง หรือแกคิดว่าเขาขนเครื่องไปเก็บกันแล้ว แค่ชั่วเสี้ยววินาทีไม่มีทางขนข้าวของออกจากศาลาได้เร็วขนาดนั้นหรอกถ้าไม่มีเครื่องวาร์ป”

ส้มแก้วอยากรู้นักที่ว่า ‘ลือกันให้แซ่ด’ นี่ใคร

“แกอย่าพูดเหมือนคณะเรามีแต่เรื่องผีๆ สางๆ สิ ดนตรีไทยยิ่งถูกมองว่าเกี่ยวกับเรื่องผีอยู่ด้วย”

พูดพลางถอนหายใจเฮือก หวนคิดถึงตอนกลับไปเยี่ยมบ้านเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ส้มแก้วได้พบญาติซึ่งต่างเข้ามาไถ่ถามคณะที่เธอเรียนด้วยความสนใจแกมสงสัย หญิงสาวต้องรับมือกับสารพัดคำถามเช่นว่า ‘เรียนเครียดไหม แต่ไม่น่าจะเครียดเนอะ เรียนดนตรีท่าจะมีความสุข’ ‘จบไปทำอะไร’ ‘สอนกีตาร์ให้ลูกน้าหน่อย แต่สอนฟรีนะ’ หรือไม่ก็ ‘เรียนดนตรีไทยถูกผีหลอกบ้างหรือเปล่า’ คิดว่าเรียนดนตรีไทยต้องเจอผีหรืออย่างไร

“ฉันก็ไม่ได้หมายถึงดนตรีไทยอย่างเดียวเว้ย” เพื่อนแก้ตัว “ฉันพูดรวมๆ ว่าคณะเรามีผี แล้วใช่ว่าผีพวกนั้นจะสิงเครื่องดนตรีเสียหน่อย น่าจะเกี่ยวกับสถานที่มากกว่า คำพูดท่านคณบดีในหนังสือนี่เป็นหลักฐานชั้นดีเลย”

เอ่ยจบก็กวาดตามองไปรอบๆ ทางเดินซึ่งสระน้ำขนาบสองข้าง ได้ยินเสียงเพลงรวมวงที่อาจารย์อิศราเพิ่งต่อจนจบเมื่อคาบที่แล้วดังมาแว่วๆ จากพวกที่ล่วงหน้าไปถึงศาลาก่อนพร้อมใจกันบรรเลงฆ่าเวลารอรวมวง

“แกหมายถึงวิทยาลัยเราเป็นสถานที่ลึกลับเหรอ” ส้มแก้วถาม

“ก็ใช่น่ะสิ แกเห็นอุโมงค์ต้นไม้ที่เชื่อมป่าดนตรีกับทไวไลต์โซนไหม เขาลือกันว่าถ้าเดินผ่านทางนั้นตอนพลบค่ำจะเห็นอะไรแปลกๆ ด้วยละ ทไวไลต์โซนเองก็เหมือนกัน ฉันเคยได้ยินรุ่นพี่ที่จบไปเมื่อสิบปีก่อนเล่าว่า สมัยก่อนที่นั่นยังไม่ได้สร้าง เป็นป่าพงรกๆ มีทางเดินเชื่อมจากป่าดนตรีเข้าไปอีกแค่หน่อยเดียว ถ้าไปตอนพลบค่ำทางเดินจะยาวขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าเดินต่อไปอีกนิดก็จะไปเจองานมหรสพกลางป่า”

ส้มแก้วพยายามเงี่ยหูตั้งใจฟังด้วยคิดว่าอาจฟังผิดไป “มหรสพกลางป่าเนี่ยนะ! เมี่ยง” ทวนคำด้วยเสียงสูง

“เออ…เห็นเขาว่า” เห็นเขาว่าอีกแล้ว “เป็นเมืองเล็กๆ และงามวิจิตรมาก สว่างมลังเมลืองอยู่กลางป่า มีการแสดงดนตรีแปลกๆ แหวกแนวให้ดูเพียบ จะเอาเครื่องดนตรีอะไรไปเล่นด้วยก็ได้ไม่จำกัดประเภทหรือสัญชาติ แต่ต้องกลับก่อนเที่ยงคืนนะเพราะพอเที่ยงคืนเป๊ะ ทุกอย่างจะหายวับไป”

“เดี๋ยวๆ ” ส้มแก้วเอ่ยท้วงกุมขมับไปพลาง “แกเอาพล็อตเมากาวนี้มาจากไหน แล้วไอ้ตอนจบที่เหมือนซินเดอเรลลานี่หมายความว่าไง ฉันว่าพวกรุ่นพี่แต่งเรื่องสนุกๆ แกล้งรุ่นน้องมากกว่ามั้ง ถ้าเป็นเรื่องจริงงานมหรสพที่ว่าน่าจะเป็นสถานที่มั่วสุมแต่เอามาพูดให้กลายเป็นเรื่องลึกลับจะได้ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไป ต่อมาอาจารย์จับได้เลยเลิกหายกันไป เหลือแต่เรื่องเล่า จากนั้นค่อยมีทไวไลต์โซน จับโน่นนี่นั่นมาผูกโยงกันให้วุ่น”

“ส้ม” คนเป็นเพื่อนถอนหายใจ “เลิกคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลได้ไหม ไม่เคยได้ยินคำนี้เหรอ เรื่องบางเรื่องแม้มันจะน่าเหลือเชื่อแต่ก็เป็นความจริง โลกนี้มีอะไรอีกเยอะแยะที่ยังหาคำตอบไม่ได้ บางอย่างก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในหลักวิทยาศาสตร์เสมอไป…เออ ฉันจำมาจากการ์ตูนเรื่องนึงอะ ไม่ได้คิดเอง”

“มัวแต่สนใจเรื่องผีอย่าลืมเผื่อเวลาให้ไพรเวตตัวเองบ้างนะ ได้ข่าวมีคนสายขิมขาดตอนสอบ ไม่ใช่แกสินะเมี่ยง”

“ถ้าใช่วันนี้แกไม่เห็นหัวฉันหรอกส้ม ฉันคงนั่งจิตตกอยู่บ้านขังตัวเองสักอาทิตย์” มิ่งพธูว่า “ก็ยายมังคุดรุ่นเดียวกับพวกเราไง ยายนั่นซุ่มซ่ามจนได้เรื่อง แต่การสอบไม่มีปัญหาอะไรนะ หลังรอดชีวิตจากการถูกสายขิมฟาดหน้ามันก็กลับมาตีต่อจนจบเพลงแฮปปี้เอนดิ้งแอนด์เดอะโชว์มัสโกออน อาจารย์ยังชมเลยว่าสติดีมากถ้าเป็นฉันนะสติแตกไปแล้ว”

ส้มแก้วยิ้มเฝื่อนด้วยคิดว่าหากตนเองตกอยู่ในสถานการณ์นั้นคงไม่ต่างจากมิ่งพธูนักหรอก

“เออแล้วคุณหญิงเพื่อนแกล่ะ ไม่มาด้วยกันเหรอ เมื่อวานเราเห็นเขาแถวออดิทอเรียมตอนห้าโมงกว่ากำลังจะขึ้นรถรางกลับหอมั้ง ก็กะจะเข้าไปถามหาส้มเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่า เขาดู…ไม่ค่อยอยากเสวนากับเราน่ะ” กล่าวจบก็ทำท่าขยาดนิดๆ

“เมื่อคืนหญิงกลับไปนอนบ้าน คงมาเลตหน่อย”

ศาลาริมน้ำท่ามกลางแสงแดดของวันต่างจากเมื่อเดินผ่านตอนพลบค่ำ คล้ายกันคือบรรยากาศเงียบสงบเคล้าเสียงไม้ไหวและสายน้ำด้วยตั้งอยู่ห่างจากหมู่อาคารของวิทยาลัยพอสมควร ศาลาเปิดโล่งด้านหนึ่งหันเข้าหาสระน้ำและมียกพื้นสูงถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับการแสดงดนตรีไทยโดยเฉพาะ  นอกจากเป็นสถานที่รวมวงเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศแล้วยังใช้จัดการแสดงเล็กๆ ของแขนงหลายครั้ง

คาบวงเล็กวันนี้ได้ทรงกลดเพื่อนร่วมรุ่นของพวกเธอมามาช่วยตีกลอง เขาเอกขลุ่ยแต่ตีกลองเก่งใช้ได้จึงถูกเรียกไปช่วยวงโน้นวงนี้เสมอ และที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือมีชายหนุ่มผมหน้าม้าเต่อโผล่มานั่งพับเพียบอยู่ใกล้กัน ดวงตาเบื้องหลังเลนส์แว่นช้อนขึ้นมาสบส้มแก้ว ขอบแว่นสะท้อนกับแสงแดดจนเป็นประกายวาบ ราวเจ้าตัวกำลังถามด้วยสายตาว่า มีอะไรติดอยู่บนหน้าเขาหรืออย่างไร

ขนขิมวางบนศาลาเสร็จสรรพ มิ่งพธูก็เท้าสะเอวชี้หน้าเพื่อน “เมื่อวานตีกลองเร่งจนฉันเกือบตีล่ม วันนี้เสนอหน้ามาทำไมไอ้กลด”

มือใหญ่หนาของชายหนุ่มร่างใหญ่ในชุดนักศึกษาเลยตบป๊าบลงบนโทนเข้าให้ “ชิชะไอ้เมี่ยง พี่เปลวขอให้มาช่วยตีกลองเหอะไม่เกี่ยวกับแก แล้วเมื่อวานเห็นแกกำลังมือขึ้นเลยตีเพลินไปหน่อย ก็ตีได้ดีนี่หว่าเพลงไม่ล่มไม่เห็นเหมือนทุกที ปกติแกตีถูกจังหวะที่ไหน…อาจารย์เขาต่ออีกทาง ดันเล่นอีกทาง ฉันว่าด้นสดเก่งขนาดนี้ไปเล่นแจ๊สเหอะ”

“เขาเรียกอิมโพรไวส์เว้ย แล้วฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำงั้นมือมันตีไปเอง” มิ่งพธูเท้าสะเอวเถียงปาวๆ อย่างไม่ยอมแพ้ “เพลงตับวิวาห์พระสมุทรเวอร์ชันฉันน่ะ ถึงตอนซ้อมจะออกทะเลไปนิดแต่สุดท้ายก็โต้คลื่นกลับเข้าฝั่งจบอย่างสวยงามนะ ไม่หยุดตีกลางคันด้วย”

“เอ้ยส้ม เหม่อเหรอ” เสียงชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนสะกิดให้รีบหันขวับกลับไปมอง หากทรงกลดทันเห็นเธอใช้สายตาค้างไว้ที่ชายหนุ่มอีกคน “อ่อ แกคงเพิ่งเจอพี่พัชร พี่เขาเอกดนตรีวิทยาแต่ก็เป็นคนปี่พาทย์นะ”

“ก็พี่พัชรนี่ละช่วยตีกลองให้ตอนคนกลองคนเดิมติดธุระกะทันหันส่วนกลดก็หายไปไหนไม่รู้” ส้มแก้วสวนทันควัน แต่มิใช่เพราะโกรธเคืองเพื่อน “แล้วพี่เขาก็ไม่เร่งจังหวะแบบกลด”

เสียงปรบมือดังระรัวเป็นของหญิงสาวร่างอวบสวมแว่นตา ผู้เมื่อครู่ถูกกล่าวหาว่าควรเปลี่ยนไปเล่นดนตรีแจ๊ส “ใช่มะ! คิดเหมือนกันใช่มะ” ส้มแก้วไม่ตอบแต่อมยิ้ม ยอมแปะมือกับเพื่อน

“ขะ…เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย” คนถูกเพื่อนรวมหัวแกล้งรับมุกด้วยการแสร้งทำเป็นผงะ “เขาเรียกตีตามอินเนอร์เว้ย ความจริงแกตีขิมดีไงไอ้เมี่ยง ฟังแล้วสนุกฉันก็เร่งจังหวะตาม”

“นั่นไง แกยอมรับแล้วสิว่าเร่งจริง”

“แกพูดแบบงี้ได้ไงไอ้เมี่ยง ฉันอุตส่าห์เสียเวลาอันมีค่ามาตีกลองให้แกนะ รู้งี้เอาเวลาไปซ้อมไพรเวตตัวเองดีกว่า” เพื่อนคนกลองตัดพ้อ ทว่าสาวคู่กรณีกลับลอยหน้าลอยตาไม่สนใจ “ฉันตีให้ตั้งกี่คนไม่เห็นเขาจะบ่นเหมือนแก ถ้าห่วยจริงพี่เปลวคงไม่ให้ฉันตีให้หรอกมั้ง” เขาอ้างรุ่นพี่

ส้มแก้วยิ้มอ่อนๆ ไม่กล้าเอ่ยห้ามเพื่อน ตั้งแต่รู้จักกันมายังไม่เคยเห็นมิ่งพธูกับทรงกลดพูดจากันดีๆ เลยสักครั้ง แล้วอีกเดี๋ยวทั้งสองคนคงเปิดศึกเถียงกันยาวตามเคย แต่คราวนี้แปลกออกไปมิ่งพธูกลับหูผึ่งสนใจเรื่องรุ่นพี่มากกว่า

“เอ้ย…พี่เปลวเขาซ้อมไพรเวตด้วยเหรอวะ แล้วพี่เขาไปซ้อมที่ไหนเมื่อไรทำไมฉันไม่เห็น” แถมดวงตาเป็นประกายวิบวับ

“เออ…กลองผมก็ตีตามอินเนอร์นะ” เสียงเรียบๆ ติดขรึมผ่ากลางวงสนทนาเสมือนอยากมีส่วนร่วม ทำเอาเพื่อนสามคนหันไปมองเป็นตาเดียวกันโดยเฉพาะมิ่งพธูที่อ้าปากค้างด้วยถูกขัดจังหวะ หนุ่มแว่นกำลังกอดอก นิ้วข้างหนึ่งบีบคลึงปลายคางทำราวกับขบคิดปัญหาทางวิชาการ “บางทีเร่งจังหวะเหมือนกันถ้าสนุกไปกับเพลง แต่ตอนฟังคุณส้มสีซอผมไม่รู้สึกอะไรเลยน่ะสิ”

“หืม” ส้มแก้วอุทานในลำคอ แม้ลึกๆ จะตกใจมาก หากภายนอกแสดงอาการเพียงเลิกคิ้ว

ชายหนุ่มเจ้าของประโยคเมื่อครู่ส่ายศีรษะพร้อมกล่าวสำทับ “ไม่รู้สึกถึงอินเนอร์ในเพลงเลย เหมือนกล้าๆ กลัวๆ  สีส่งไปอยากให้เพลงจบสักที ธรรมดาผมจะเร่งจังหวะเที่ยวเก็บนะแต่นี่…ในเมื่อคนสีไม่มีกะจิตกะใจจะสี คนกลองก็ไม่อยากตีเหมือนกัน”

ส้มแก้วไม่รู้ว่าตัวเองควรดีใจที่ผลของการ ‘ไม่อิน’ ทำให้เขาไม่เร่งจังหวะเพลง หรือควรเสียใจดี

“พูดตรงไปไหมพี่” มิ่งพธูบ่นอุบอิบ ก้มหน้าก้มตาไม่มองทั้งเพื่อนสาวหรือรุ่นพี่เจ้าของประโยค เคืองนิดหน่อยที่อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง

“เราไม่ซีเรียสหรอกเมี่ยง ที่พี่เขาพูดเรามีปัญหาแค่อินเนอร์” เอ่ยจบก็แทบกัดลิ้นตัวเอง ส้มแก้วรู้ตัวว่าปัญหามีมากกว่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องใส่อารมณ์ไปกับเสียงเพลง เธอยอมรับว่าเสียงซอตัวเองจืดชืดมากไม่เหมือนริวาที่บรรเลงซอออกมาได้เด็ดขาดน่าฟัง ไม่เหมือนรุจิรัฐที่เอกซอสามสายแต่ก็สีซอทุกประเภทได้ดีเยี่ยม แถมสีได้สนุกสนานมีชีวิตชีวาและมักจะใส่ท่าทางลงไปด้วย แต่เพราะดนตรีไทยมักจะบรรเลงด้วยสีหน้านิ่งจนดูเหมือนไร้อารมณ์ คณาอาจารย์จึงพากันติเขาในบางครั้งว่าท่ามากไปนิด

มิ่งพธูถึงเป็นคนต่อเพลงช้าต้องเขียนโน้ตให้จึงจะตีตามได้ หลุดจังหวะบ่อยๆ แต่ส้มแก้วก็เห็นพ้องเหมือนทรงกลดว่าตีขิมเพราะ…ส่วนเธอไม่มีอะไรโดดเด่นสักอย่าง

คงเพราะไม่ได้ตั้งใจจะเรียนดนตรีตั้งแต่แรกละมั้ง

“เรื่องนี้มันแก้ได้” พลพรพัชรว่า อ้าปากจะพูดต่อก็เห็นริวาเดินลิ่วถือเครื่องดนตรีมาตามทางเดินเลียบริมน้ำบทสนทนาจึงจบลง มิ่งพธูกับทรงกลดคลานเข่ากลับไปนั่งประจำที่ส่วนพลพรพัชรขมุบขมิบปากถอดออกมาเป็นคำพูดได้ว่าค่อยคุยกันหลังเลิกรวมวงและลุกไปอีกคน  ริวารวบกระโปรงนั่งลงข้างเธอส่งยิ้มทักทาย บอกว่าต้องแวะเอาของไปเก็บที่หอพักจึงมาช้าและถามถึงการสอบเมื่อวานซึ่งเธอได้แต่ยิ้มอ่อนๆ ตอบว่าเกือบไปแล้วแต่คณะอาจารย์ให้โอกาสแก้ตัวจึงผ่านไปด้วยดี ริวาพยักหน้าสีหน้าโล่งใจไปกับเธอด้วย

“เราไปฉลองสอบเสร็จที่ทไวไลต์โซนกันดีไหม” ริวาชวน “ไปดูแสงสีฟังดนตรีกินขนมกัน”

เป็นความคิดเข้าท่าแต่ส้มแก้วอยากซ้อมมากกว่า “ไว้วันหลังนะหญิง เราว่าเย็นนี้จะซ้อมน่ะ”

ริวาถอนหายใจสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย “ชวนไปไหนก็ไม่ไป อ้างว่าจะซ้อมทุกที ซ้อมมากขนาดนี้จะแข่งกับเราใช่ไหมเนี่ย” ท้ายประโยคเอ่ยเสียงยานคาง ฟังแล้วเหมือนประชด ทว่าส้มแก้วรู้ว่าเพื่อนกำลังล้อเล่นจึงหัวเราะ

“นั่นสิ” ส้มแก้วกล่าวผสมโรงไปอย่างนั้นเพราะอยู่เต็มอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ “ก็เราอยากเก่งเหมือนหญิงนี่นา”

“ถ้างั้นก็ซ้อมซะ เอางี้ไหมถ้าส้มเก่งกว่าเราเมื่อไร ริวาคนนี้จะเลี้ยงขนม”

“หญิงสัญญาแล้วนะ อย่าลืมล่ะ”

แล้วก็ประสานเสียงหัวเราะกันด้วยต่างก็รู้ว่าเป็นเรื่องขำขัน

แต่พออาจารย์อิศรามาถึงส้มแก้วก็ถอยไปนั่งตัวลีบข้างหลังหัวหน้าทีมซอ เสียงพูดคุยกับเสียงเครื่องดนตรีที่ตะเบ็งเซ็งแซ่อยู่นานเงียบลง การทบทวนบทเพลงที่ต่อคาบที่แล้วจึงเริ่มขึ้นก่อนจะต่อท่อนถัดไป

คาบรวมวงเล็กกินเวลาสองชั่วโมงแล้ววันนี้ก็เลิกก่อนเวลาจริงราวสิบนาที พออาจารย์ไปปุ๊บวงก็แตกปั๊บ คนที่มีธุระก็เก็บข้าวของลุกออกไป ใครใคร่อยากซ้อมก็ปักหลักอยู่ต่อ ริวาเป็นคนหนึ่งที่บอกว่าจะไปห้องปี่พาทย์เตรียมพร้อมสำหรับวิชาพื้นฐานฆ้องวงใหญ่ช่วงบ่าย ส่วนมิ่งพธูหน้านิ่วคิ้วขมวดก้มหน้าก้มตาตีขิมทวนเพลงอยู่ แล้วพลพรพัชรก็ลุกมานั่งลงข้างๆ

“เมื่อกี้เห็นหัวเราะกับเพื่อนท่าทางมีความสุขนะ” แม้น้ำเสียงไม่ได้ส่อไปทางนั้น ส้มแก้วกลับคิดว่าเขาประชดประชันอยู่จริงๆ  “เพื่อนสนิทเหรอ”

“ก็สนิท”

“เหอะ” เขาพ่นลมทางจมูก “เป็นเพื่อนสนิทที่แปลกเนอะ นอกจากไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วยังแยกกันซ้อมอีก”

“ไม่เห็นแปลกตรงไหน” ส้มแก้วย่นคิ้ว “ถึงสนิทกันก็ต้องมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง”

“ผมรู้จักเพื่อนคุณส้ม เขาประกวดยุวชนดนตรีได้เหรียญทองระดับมัธยมปลายเมื่อปีที่แล้ว”

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ไม่เอ่ยว่าอย่างไร จากนั้นค่อยจับจ้องใบหน้าอีกฝ่าย เลยไปถึงดวงตาสีดำขลับหลังเลนส์แว่นที่นิ่งสนิทของเขา ก่อนทำตาลุกวาวอุทานเมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว “นี่หรือว่า…พี่ชื่นชมเพื่อนส้ม! ทำไมไม่พูดตรงๆ ล่ะ ส้มแนะนำให้รู้จักก็ได้นะ”

“ที่คุณส้มพ่นออกมาเมื่อกี้ผมยังไม่ได้พูดสักคำ…ชอบคิดเองเออเองนะครับ”

ส้มแก้วเม้มปากแน่น ขนาดยายเมี่ยงเพื่อนของเธอยังบ้าคลั่งหัวหน้าทีมซอขนาดนั้น จะแปลกตรงไหนถ้ารุ่นพี่นิสัยพิลึกคนนี้เกิดนิยมชมชอบอยากรู้จักเพื่อนเธอขึ้นมา ริวาเป็นคนเก่งใครๆ ก็อยากเข้าหา

“พี่พัชรอยากรู้จักก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่ หญิงเป็นคนเก่ง…เก่งจนทิ้งห่างส้มไม่เห็นฝุ่นเลย”

พลพรพัชรเงียบครู่หนึ่งแม้สีหน้าเรียบเฉยแต่ส้มแก้วเห็นความโกลาหลวุ่นวายอยู่ในแววตาเขา เหมือนความคิดกำลังวิ่งพล่าน

“เปลวบอกว่าอาจารย์อิศต่อโหมโรงไอยเรศเมื่อคาบที่แล้ว คนอื่นยังไซด์รีดดิ้งอ่านโน้ตไปเล่นไปอยู่เลย แต่คุณส้มเล่นได้ไม่ต้องดูโน้ต”

“มันแปลกอะไรตรงไหนเหรอ ส่วนใหญ่เขาก็ได้เพลงนี้กันอยู่แล้ว แค่ปรับเป็นทางที่อาจารย์ต่อให้ใหม่ เทียบกับเพลงเดี่ยวมันก็ไม่ได้ยากอะไรนะ” ตอบเรื่อยๆ ก่อนสายตาไปหยุดอยู่ที่มิ่งพธูซึ่งพยายามท่องจำเพลงอยู่อีกด้านหนึ่ง “ขนาดเมี่ยงเพิ่งเคยต่อ นี่ก็จำได้เยอะแล้ว”

“เดี่ยวนกขมิ้นสีสบายกว่าเยอะ มีเที่ยวหวานให้วอร์มมือมีเที่ยวเก็บให้ตื่นเต้น ถึงจะมีสามท่อนรวมทั้งเที่ยวหวานเก็บเท่ากับเล่นตั้งหกเที่ยว แต่ก็เป็นเพลงสั้นๆ ”

“ต้องเลื่อนมือลงไปอีกอ๊อกเทฟด้วย ยากจะตาย” ส้มแก้วบ่นอุบ ไม่เห็นด้วยกับความคิดเขาเท่าไร เมื่อพูดถึงเพลงเดี่ยวอันเต็มไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายเพื่อใช้วัดความสามารถทางเครื่องดนตรีของผู้บรรเลง ตอนส้มแก้วเริ่มเล่นดนตรีไทยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมายถึงอะไร เธออยู่ชมรมดนตรีไทยของโรงเรียนตั้งแต่มัธยมสี่ เล่นวงมาตลอดไม่เคยรู้ว่ามีการบรรเลงเดี่ยวแต่ละเครื่องดนตรีจนกระทั่งตัดสินใจเรียนต่อด้านดนตรีจึงจำเป็นต้องต่อทางเดี่ยวเพื่อใช้ในการสอบเข้า ส่วนที่จำเพลงแม่นก็แค่เกิดจากการพยายามเอาตัวรอดไปวันๆ

“ไม่ได้จะเถียงว่าอะไรยากง่ายกว่ากัน ผมว่าคุณส้มเป็นคนความจำดีจำเพลงแม่น เปลวก็บอกว่าจำนกขมิ้นได้ตั้งนานแล้วก่อนหน้านั้นก็สีได้ดี ไม่รู้ทำไมสามสี่วันก่อนสอบดันเล่นไม่ได้ แถมยังมาล่มตรงว่าดอกเลยคิดว่ามันต้องมีสาเหตุ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิมกระซิบว่า “หรือว่า…เจออะไรแปลกๆ”

ส้มแก้วที่ตั้งท่าจะสีซอต่อชะงักหันขวับไปมองหน้าเขาทันที “ทำไมถึงคิดว่าส้มต้องเจออะไรแปลกๆ ล่ะ”

“ก่อนวันสอบเห็นทำหน้าตื่นตรงระเบียงชั้นสอง แล้วเมื่อวานตอนเดินผ่านมาที่นี่ก็วิ่งป่าราบ”

“เดี๋ยวนะ” คราวนี้หญิงสาวถึงกับวางซอ “เมื่อวานเหรอ”

“อือ” เขาพยักหน้า “เมื่อวานผมอยู่แถวนี้ คุณส้มเดินผ่านมาก็จะเข้าไปทักอยู่หรอก”

ส้มแก้วนึกถึงร่างในชุดนักศึกษาที่เห็นบนศาลาครู่หนึ่งก่อนจะหายวับไป มองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลง เอ่ยในใจต่อมาว่า…แต่ก็ไม่ทัก

“แต่เห็นหยุดยืนมองโน่นนี่นึกว่านัดใครไว้เลยไม่ได้ทัก นึกไม่ถึงต่อมาจะวิ่งป่าราบน่ะ” อีกฝ่ายพูดปาวๆ หน้าตาเฉย “แถมวิ่งเร็วชะมัดเลยตามไม่ทัน… สำหรับสมาชิกวงมีสเทรี เทลส์ไม่แปลกหรอกถ้าจะเชื่อเรื่องผีอะไรนั่น”

“ไม่เชื่อเท่าไรหรอก แต่ก็ไม่ได้วิ่งเพราะอยากวิ่ง” น้ำเสียงส้มแก้วห้วนเล็กน้อย เธอกำลังตัดสินใจว่าจะเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง หรือทำไม่รู้ไม่ชี้เพราะเขาก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วย “แค่ช่วงนี้เจอแต่เรื่องแปลกๆ  มีอะไรผิดปกตินิดหน่อยก็ตกใจเป็นธรรมดา”

พลพรพัชรจ้องหน้าเธอนิ่ง ราวกับจะค้นหาอะไรบางอย่าง “โห อะไรล่ะเรื่องแปลกๆ ” แม้สุ้มเสียงฟังราบเรียบแต่ดวงตาเขาเป็นประกายเชียวละ

“พี่พัชรไม่เชื่อเรื่องผีอยากรู้ไปทำไม”

“อยากรู้จะเพ้อเจ้อได้เบอร์ไหน เล่ามาสิเห็นผีผมยาวชุดขาวมานั่งไซโคตอนสีซอ ผีสาวห่มสไบห้อยหัวอยู่บนศาลา หรือเห็นรำเฉิบๆ อยู่ในห้องปี่พาทย์กันล่ะ” ถ้อยคำฟังประชดประชันเล็กน้อย “คนไทยยึดติดดนตรีไทยกับเรื่องผีๆ สางๆ นานแล้ว ฮอตฮิตขนาดเอามาทำละครผีอีก ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะแต่มันน่าจะมีพล็อตแบบอื่นนอกจากผีอาฆาตทวงแค้นบ้าง…”

“ไม่ใช่สักอย่างแหละ” ส้มแก้วสวน ยังไม่ทันว่าอะไรต่อใครบางคนก็แหวกกลางเข้ามาผลักเธอกับคู่สนทนาออกจากกัน

“พอแล้วเถียงอะไรกัน” หัวหน้าทีมซอนั่นเอง ไม่รู้ย่องมาข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วเข้ายึดพื้นที่นั่งคั่นกลางเสียเลย คิ้วเขาขมวดมุ่นแต่ปากก็ยิ้มมองสลับระหว่างเพื่อนกับรุ่นน้อง พลพรพัชรบอกว่าสงสัยที่เธอเอาแต่สีพลาดตรงว่าดอกต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ซึ่งเขาคิดถูกเพราะมีจริงแต่ส้มแก้วไม่อยากพูดถึงกลัวถูกหาว่าซ้อมจนเพี้ยน ไม่ก็หาเหตุมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความไม่เอาไหนของตนเข้าทำนองรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง หากแต่รุจิรัฐกลับทำหน้าครุ่นคิด บอกรุ่นน้องว่า “พี่ก็สงสัยเหมือนกัน”

ส้มแก้วจึงถูกบังคับให้เล่าจนได้

“ส้มได้ยินเสียงซอสีตามตอนสีถึงว่าดอกน่ะ”

รุ่นพี่ทั้งสองต่างสบตากัน คนหนึ่งพร้อมจะโต้ตอบด้วยเหตุและผลส่วนอีกคนชะงักงัน… เป็นการชะงันที่รุนแรงมากกว่าปกติ ส้มแก้วเคยเห็นรุจิรัฐทำหน้าอึ้งทึ่งตื่นตระหนกก็หลายครั้งตอนเจ้าตัวแกล้งคนอื่นๆ  แต่ไม่เหมือนครั้งนี้ ชวนให้สงสัยว่าเขาอาจรู้อะไรบางอย่าง อาจจะเชื่อเธอก็ได้

เขาสบตากับพลพรพัชรทว่าพูดกับรุ่นน้อง “พี่ว่าส้มเครียดเกินไปนะ”

“ส้มไม่ได้คิดไปเองนะพี่เปลว มันได้ยินจริงๆ  ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ส้มเจอแต่เรื่องแปลกๆ ” พูดพลางก็หยุดลงครู่หนึ่ง ดูว่าคนทั้งสองยังมีความสนใจฟังเธอหรือไม่ “พี่เปลวได้ยินเรื่องที่เขาลือกันช่วงนี้ใช่ไหม”

“เสียงปริศนาที่ทางเดินชั้นสองกับอาถรรพณ์อุโมงค์ต้นไม้…ได้ยินสิ”

“ส้มไม่เชื่อหรอก จนเดินผ่านเมื่อวันก่อน ส้มได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินตามหลังแล้วก็เสียงกระซิบคำว่า ‘นี่เธอ’”

เสียงตบมือฉาดหนึ่งเป็นของพลพรพัชร ทำเอาทั้งวงมองกันเป็นตาเดียว “ชัดเลย ตรงตามข่าวลือเป๊ะ ถ้าได้ยินนอกเหนือจากนั้นผมอาจจะเชื่อก็ได้นะ”

ส้มแก้วทำเป็นไม่สนใจเขา หันมาหารุ่นพี่ทีมซอ “พอมาคิดดูส้มรู้สึกมีคนเดินตามหลังมาตั้งนานแล้ว น่าจะสักเกือบเดือนได้ ตอนนั้นส้มไม่มีปัญหาอะไรกับเพลงนกขมิ้นเลย ส้มจะได้ยินตอนที่มันเงียบมากๆ อย่างในวิทยาลัยตอนค่ำที่คนอื่นไปดูการแสดงกันหมด ตรงทางเดินเลียบสระน้ำ หรือในห้องซ้อม…”

“เอาจริงนะคุณส้มแก้ว” คราวนี้พลพรพัชรแทรกขึ้นมาโดยไม่สนว่าเธอจะพูดจนจบประโยคแล้วหรือไม่ “ที่นี่เป็นวิทยาลัยแห่งเสียงเพลงไม่มีที่ไหนเงียบหรอก ส่วนห้องซ้อมในอาคารหลักก็พอแค่กันเสียงเอะอะมะเทิ่งได้ในระดับหนึ่ง ไอ้เสียงที่คุณส้มได้ยินตอนซ้อมอาจจะเป็นเสียงเครื่องดนตรีสากลแผ่วๆ ที่เล็ดลอดออกมามากกว่า เพราะมีความเชื่อฝังหัวอยู่แล้วบวกกับความกลัวเลยเพ้อเจ้อไปเองว่าเป็นเสียงซอ”

“ยังพูดไม่จบก็แทรกเลยเหรอคะ” หญิงสาวกล่าวเสียงเย็นเยียบ ปรายตามองเจ้าของประโยคเมื่อครู่ด้วยแววตำหนิ เธอไม่ชอบคนพูดแทรก “พี่เปลว…หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ส้มค่อยได้ยินเสียงซอสีตาม”

รุจิรัฐเหลือบมองพลพรพัชรทีส้มแก้วที เพื่อประเมินสถานการณ์ “ตอนนี้ยังได้ยินอยู่ไหม”

“หลังสอบเสร็จส้มไม่แตะนกขมิ้นเลย แต่เพลงอื่นก็ไม่เห็นเป็นอะไรนะ”

ดวงตาของคนเป็นรุ่นพี่ฉายแววคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง “เมื่อวานที่คุยกับอาจารย์อิศ อาจารย์เขาก็ถามว่าส้มเป็นอะไรมีปัญหาส่วนตัวหรือเปล่าทำไมสีนกขมิ้นไม่ได้ เพราะไพรเวตครั้งล่าสุดแกเห็นส้มแม่นเพลงแล้ว ถ้าพี่บอกว่าส้มหลอนได้ยินเสียงซอสีคลอตามจนสีต่อไม่ได้ คิดว่าอาจารย์จะเชื่อไหม”

ส้มแก้วส่ายศีรษะไหวๆ

ใช่แค่ไม่เชื่อ อาจารย์อิศราอาจคิดว่าเธอประสาทเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังถูกมองในแง่ลบขึ้นไปอีก ดีไม่ดีอาจารย์อาจส่งเธอให้อาจารย์ท่านอื่น ไม่ยอมเป็นอาจารย์สอนวิชาเอกเธออีกต่อไป ส้มแก้วคิดอย่างวิตกจริต ก่อนจะนึกได้ว่านอกจากอาจารย์อิศราที่รับเละสอนนักศึกษาเอกซอทุกชั้นปีก็ไม่มีอาจารย์เอกซอท่านอื่นอีก ความจริงอาจารย์ด้านเครื่องสายหลายท่านมีความสามารถเล่นดนตรีรอบวงอยู่แล้ว อย่างอาจารย์สุมนัสที่สอนวิชาเอกจะเข้ ก็ได้ข่าวว่าเป็นคนซอที่ร่ำเรียนกับครูซอที่มีชื่อเสียงและมีฝีไม้ลายมือพอตัว แต่กลับไม่รับสอนวิชาเอกซอ

ขณะกำลังหลงทางอยู่ในภวังค์ความเพ้อเจ้อของตนนั้น อากาศยามเที่ยงวันที่ร้อนทบเท่าทวียิ่งกว่าช่วงเช้าก็ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่ตัดสินใจกลับไปตากแอร์เย็นๆ บนตึก คนขิมทยอยกันขนเครื่องดนตรีใส่รถเลื่อนแล้วเข็นล่วงหน้าไปก่อน มีคนเดินประกบหน้าหลังกันไม่ให้เครื่องกระเด็นกระดอนตกลงมา นักศึกษาจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ที่ศาลา ส้มแก้ว มิ่งพธูกับพลพรพัชรเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนอาจารย์อิศราขึ้นตึกไปนานแล้ว

พลพรพัชรสะพายกระเป๋าสวมรองเท้าเตรียมจะไปบ้าง เดินสองสามก้าวก็ชะงักหันมาหาหญิงสาวที่กำลังเก็บเครื่องดนตรีใส่กระเป๋า “คุณส้มลองสีนกขมิ้นอีกทีสิ ให้รู้ไปเลยว่าที่ผ่านมาหลอนไปเองหรือเป็นผีสางนางไม้นึกสนุกมาร่วมบรรเลงตามไปด้วย”

ส้มแก้วมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หากในหัวครุ่นคิดวุ่นวายจนแทบระเบิด “จะลองดู”

ชายหนุ่มได้ฟังคำตอบก็พยักพเยิดเดินจากไป

“พี่พัชรเนี่ย” มิ่งพธูขมวดคิ้วมองตามเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ไหวๆ เลาะไปตามแมกไม้ “ไอ้กลดมันเล่าว่าพี่เขาไม่ค่อยสุงสิงกับใคร น๊าน…นานจะเข้าไปรวมวงปี่พาทย์สักที”

“พี่เปลวเขาชวนมาน่ะ”

“แค่ชวนนี่นะ…ก็มาเลย” ดูเพื่อนของเธอไม่ค่อยเชื่อเสียเท่าไร “แต่ก็พี่เปลวชวนนี่เนอะไม่แปลกหรอก ใครจะกล้าปฏิเสธ ก่อนรับตำแหน่งหัวหน้าทีมซอพี่เปลวเป็นนักกิจกรรมไปช่วยเอกโน่นนี่เยอะแยะไปหมด ออกปากขอให้ช่วยก็มีคนช่วยทันที เหมือนตอนหาคนกลองให้แกไง”

“นึกว่าจะได้สอบแบบมีแค่ฉิ่งประกอบจังหวะแล้ว” ส้มแก้วเองก็ยังนึกภาพไม่ออก หากเมื่อวานรุ่นพี่ไม่ช่วยวิ่งหาคนกลองตัวเองจะเป็นอย่างไร คงเข้าไปสอบทั้งอย่างนั้นแล้วถูกอาจารย์ตำหนิว่าเรื่องของตัวเองยังไม่รู้จักจัดการให้เรียบร้อย ดีไม่ดีอาจถูกตัดสิทธิ์การสอบก็เป็นได้

“จะว่าไปพี่พัชรเขาก็ดูสนิทกับพี่เปลวเนอะ” มิ่งพธูยังกังขา ไม่นานก็เบิกตากว้างเหมือนคิดบางอย่างออก “เอ้ย! หรือเขาจะอยู่ในฮาเร็มพี่เปลวเหมือนกันอะ ฉันเพิ่งนึกได้ว่าเคยเห็นจับมือถือแขนกันครั้งนึง แล้วๆ … เออ เขาว่ากันว่าสองคนชอบไปที่ศาลาริมน้ำด้วยกัน ไม่ใช่ที่นี่นะ ศาลาในทไวไลต์โซนที่ไม่ค่อยมีคนไปน่ะ ดูแปลกๆ เนอะ”

ส้มแก้วพลอยเบิกตากว้างไม่รู้ตัว คาดไม่ถึงว่าแม้แต่เรื่องราวของผู้ที่ยังมีชีวิตยังกลายเป็นเรื่องเล่าในทำนอง ‘เขาว่ากันว่า’ ได้ จริงอยู่รุ่นพี่ของเธอเป็นคนค่อนข้างถึงเนื้อถึงตัวอยู่สักหน่อย กับผู้หญิงไม่เท่าไรแต่ผู้ชายด้วยกันเห็นออกบ่อย เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกอะไรกระทั่งมิ่งพธูพูดขึ้น หากก่อนสมองจะเผลอเริ่มคิดตามเพื่อนเธอก็สะบัดศีรษะแรงๆ

“นั่นมันก็เรื่องของพวกพี่เขา” เธอคว้ากระเป๋าซอขึ้นสะพายพูดตัดบท “ไปกันได้แล้ว ตอนบ่ายมีเรียนพื้นฐานฆ้องวงใหญ่เดี๋ยวกินข้าวไม่ทัน”



Don`t copy text!