
Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 12 : To the Moon and Back (จบบริบูรณ์)
โดย : คเณชารี
![]()
“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

หลังจากความตายทำหน้าที่ของตัวมันเองเสร็จสิ้นลง วิญญาณของหลงก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาในร่างของตัวเองที่เย็นชืด ไร้ลมหายใจ – หลงรู้ตัวแล้วว่า ร่างเดิมของตนเองปราศจากชีวิต แต่ความรู้สึกหิว หวาดกลัวและเจ็บปวด อันเป็นห้วงความทรงจำสุดท้ายของชีวิตยังมีพลังเกาะแน่นอยู่กับวิญญาณของเขา วิญญาณของเด็กชายในขณะนั้น มีแต่ความโกรธและเคียดแค้น จึงพยายามหาช่องทางออกไปจากห้องที่อับชื้นแห่งนั้น แต่ด้วยพลังของยันต์สะกดวิญญาณด้านนอกทำให้เขาต้องวนเวียนอยู่ในห้องนั้นอยู่นานนับเดือน วิญญาณของหลงพยายามกระแทกไปรอบๆ ห้อง เผื่อว่าจะมีช่องทางไหนให้หลุดรอดออกไปได้
และเหมือนจังหวะของกรรมจะเริ่มต้นทำงานขึ้นในวันหนึ่ง เมื่ออำนาจของยันต์ดังกล่าวได้หมดลง ในวันที่ร่างทรงเจ้าของยันต์นั้นเกิดทำผิดศีล ผิดสัตย์ที่ให้สาบานไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไปฉ้อโกงและประพฤติผิดในกาม ทำให้ของขลังต่างๆ ที่เคยทำไว้หมดสิ้นพลังลง ซึ่งทันทีที่ยันต์ที่ผนึกไว้หน้าห้องร่วงหล่นลงสู่พื้น วิญญาณของหลงก็ถูกปลดปล่อยออกมาภายนอกทันที
วิญญาณของเด็กชายสะสมไว้แต่ความเจ็บปวดและเคียดแค้น เขาพุ่งตัวออกจากบ้านหลังนั้นอย่างบ้าคลั่งไร้จุดหมาย เขาล่องลอยไปที่ชุมชนท้ายหมู่บ้าน ไล่ไปจนถึงท้ายตลาด หลงมองเห็นเด็กบางคนที่ถูกทิ้งให้อยู่ที่บ้านคนเดียวบ้าง เด็กบางคนก็ถูกพ่อแม่ทุบตีและขังไว้ในบ้าน ทำให้เขารู้สึกเหมือนมองเห็นตัวเองในตัวเด็กเหล่านั้น หลงจึงคิดว่า เขาจะไม่ยอมให้เด็กๆ เหล่านั้นถูกทำร้ายและถูกทอดทิ้งแบบเขาอีก เขาต้องช่วยเด็กเหล่านั้นให้ได้
ดังนั้นในคืนเดือนดับคืนแรกหลังจากหลุดพ้นออกจากที่กักขัง พลังวิญญาณของหลงกล้าแข็งขึ้นมาก หลงจึงเข้าไปที่บ้านของเด็กรายแรกที่ถูกส่งมาที่โรงพยาบาล เด็กคนนั้นเป็นลูกของแรงงานต่างด้าวในชุมชนท้ายหมู่บ้านไม่ไกลจากบ้านของเขานัก เป็นเด็กที่พ่อแม่มักจะทิ้งให้อยู่บ้านเพราะต้องไปทำงานรับจ้าง เด็กน้อยคนนั้นยังอายุไม่ถึงวัยเข้าเรียนประถมเลย แต่กลับต้องถูกปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว หาอาหารกินเองไปวันๆ นั่งเล่นคนเดียว โดยมีตุ๊กตาหุ่นยนต์เก่าๆ ที่ขยับแขนขาไม่ได้เป็นเพื่อน
หลงใช้พลังเท่าที่ดวงวิญญาณดวงเล็กๆ ของเขามีอยู่ ช้อนเอาวิญญาณเพียงส่วนเดียวแต่เป็นส่วนที่แสนจะสำคัญ คือ ขวัญ ของเด็กคนนั้นออกมา ขวัญที่ทำหน้าที่กำกับความเคลื่อนไหว ความรู้สึกนึกคิดของดวงวิญญาณและกำหนดให้รับรู้สัมผัสต่างๆ ของร่างกาย หลงไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเด็กคนนั้น เขาคิดเอาง่ายๆ แบบเด็กๆ ว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด สิ่งที่เขาทำคือการช่วยเด็กคนอื่นๆ ให้ไม่ต้องเจ็บปวดต่างหาก เขากำลังช่วยให้ทุกคนมีเพื่อน และไม่ต้องทนอยู่กับพ่อแม่ที่ไม่รักพวกเขาอีกต่อไป
ขวัญของเด็กคนนั้น จึงถูกพากลับมาที่บ้านของหลง เขาแค่พา ‘เพื่อน’ มาอยู่ด้วยกัน
และในคืนเดือนดับต่อมา หลงก็ไปหาเพื่อนอีกคน ที่มักจะโดนพ่อแม่ดุด่าเฆี่ยนตีเป็นประจำ บางทีพ่อเมาเหล้ากลับมาก็ลากเด็กไปตีไปซ้อมอย่างทารุณ แม่ของเด็กก็ไม่ได้ช่วยอะไร แถมบางครั้งยังเป็นคนลงมือทำร้ายลูกเองด้วยซ้ำ
ในมิติของหลง มีเพียงภาพของเด็กทุกคนนั่งเล่นหัวเราะ วิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน หลงเห็นเพียงแต่ว่าเพื่อนของเขาที่ได้มาอยู่ด้วยกัน ทุกคนดูมีความสุข ไม่มีใครต้องร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งหรือถูกทำร้าย หลงจึงเชื่อว่า เขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องและคิดว่าเขาจะต้องช่วยเหลือเด็กคนอื่นเพิ่มขึ้นอีก
เด็กผู้หญิงคนถัดไป เป็นลูกสาวของครอบครัวที่มีฐานะดี แต่พ่อแม่ไม่สนใจ มักจะโยนแกทิ้งไว้กับพี่เลี้ยง ทำให้เด็กหญิงต้องเล่นคนเดียว พูดคนเดียว กินข้าวคนเดียว และในช่วงนั้นที่พ่อแม่ของเธอไปทำงานที่ต่างประเทศ พี่เลี้ยงที่มักจะแอบทำร้ายเด็กหญิงบ่อยๆ เวลาแกดื้อ ก็ทำโทษเด็กหญิงอย่างแรง เพียงแค่เด็กหญิงทำช้อนตก ทำให้เศษอาหารตกลงมาที่พื้น พี่เลี้ยงก็เอาไม้ตีที่มือของเด็กหญิงหลายครั้ง หลงได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กหญิงจึงตัดสินใจมาพาขวัญของเด็กหญิงไปอีกคน
จนมาถึงรายล่าสุด คือ เด็กชายติ๊บ ลูกป้าแก้ว ที่เคยเป็นเพื่อนเล่นของเขา และร่วมอยู่ในเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่หลงจะโดนพ่อทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตนั่นเอง
คืนนั้น วิญญาณของหลงได้พุ่งผ่านไปทางบ้านของติ๊บพอดี เห็นเด็กชายติ๊บกำลังนั่งทำการบ้านอยู่คนเดียวในบ้านดูเหงาหงอยและน่าสงสารยิ่งนัก ป้าแก้วน่าจะยังไม่กลับมา รอบบ้านก็ดูไม่มีคนอยู่เลย ติ๊บอยู่คนเดียวจะอันตราย เสียงในหัวบอกหลงว่า ติ๊บเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา เป็นคนเดียวที่ยอมเล่นกับเขาโดยไม่รังเกียจ เขาต้องช่วยติ๊บ ต้องพาติ๊บไปอยู่กับเพื่อนๆ
“ผมแค่ไม่อยากให้เด็กพวกนั้นต้องเหงาเหมือนผม อยากให้เขามีเพื่อน และพวกเค้าจะได้ไม่ต้องรู้สึกเจ็บปวดเวลาโดนพ่อแม่หรือโดนคนอื่นตีอีก”
ไม่มีขวัญ ก็เหมือนกับไม่มีวิญญาณ ใครจะทำอะไรกับร่างที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้น วิญญาณก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวด เหมือนเด็กชายหลง ที่หลังจากหมดลมหายใจ หลงก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว หลงเป็นอิสระจากพ่อที่ทุบตีเขาจนปางตาย และยังทิ้งร่างเขาไว้ให้หมดลมหายใจไปอย่างเลือดเย็น
เด็กพวกนั้นก็คงไม่อยากเจ็บปวดเหมือนกัน ไม่ควรมีเด็กคนไหนต้องเจ็บปวด จากพ่อแม่ที่เป็นที่พึ่งเดียวของเด็ก โลกของเด็กทุกคนยังแสนสะอาดนัก พวกเขาไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมคนที่เขารักต้องทำร้ายเขา และสิ่งเหล่านี้จะถูกฝังลึกลงไปในจิตใจของเด็ก สุดท้าย เมื่อเขาเติบโตขึ้นมา ภาพความทรงจำที่เลวร้ายเหล่านั้น ก็จะกลายเป็นสิ่งขับเคลื่อนชีวิตและพฤติกรรมของพวกเขาให้กลายเป็นคนในแบบเดียวกัน เป็นวงจรที่ต่อเนื่องวนไปไม่มีที่สิ้นสุด
พบจันทร์และทุกคนรู้สึกสลดหดหู่ เศร้าเสียใจแทนเด็กทุกคนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดแทนหลง เด็กชายที่ต้องมาจบชีวิตอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ด้วยความผิดเพียงแค่เขามีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากคนปกติทั่วไปเท่านั้น ก็ทำให้เขาถูกตัดสินว่าเป็นคนที่ไม่ควรมีชีวิตอยู่ต่อบนโลกใบนี้
“น้องหลง พี่อยากขอโทษหลงนะคะ พี่พบขอเป็นตัวแทนขอโทษหลงแทนทุกคนในโลกใบนี้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครที่เคยทำร้ายหลงด้วย พี่รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนดี เค้าทำร้ายหลงที่ไม่ได้มีความผิดอะไร เค้าทำร้ายเด็กที่ไม่มีทางสู้ ทำร้ายลูกของตัวเอง”
“แต่วิธีที่หลงเลือกทำ นั่นก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนะคะ เด็กๆ พวกนั้นเค้าอาจจะไม่ได้อยากนอนหลับเหมือนตายทั้งเป็นแบบนั้น พ่อแม่เค้าก็อาจจะรักลูกมาก แต่แค่ไม่มีเวลาดูแลจริงๆ หรือถ้าเค้าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี ทำร้ายลูกจริงๆ เราก็ต้องหาวิธีช่วยแบบอื่น โดยที่ไม่ทำให้เพื่อนของเราต้องนอนแบบไม่มีวิญญาณแบบนั้น เพราะถ้าเค้าทิ้งร่างไปนานๆ ร่างของเค้าอาจจะตาย และวิญญาณของเด็กทุกคนก็จะสลายไป ก็เหมือนหลงได้พรากชีวิตพวกเค้าไปเหมือนกัน มันจะทำให้หลงต้องมีบาปติดตัวเพิ่มขึ้นนะคะ พี่อยากให้หลงได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี และมีแต่ความสงบสุข ไม่ต้องรับโทษอะไรเพิ่มอีกแล้ว”
พบจันทร์พยายามอธิบายอย่างใจเย็น
“ใช่ครับ พี่อยากให้หลงค่อยๆ คิด ว่าสิ่งที่เราทำไปอาจจะหวังดี แต่ก็เหมือนกับเราไปทำร้ายเด็กพวกนั้นเข้าไปอีก เค้าอาจจะอยากกลับบ้านไปหาพ่อแม่ก็ได้ พ่อแม่ไม่ได้ใจร้ายทุกคนนะครับ”
หมอเมฆาช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง เขาสงสารหลงจับใจ เด็กตัวเท่านี้ ก่อนจะสิ้นลม เขาจะทรมานมากขนาดไหน ทั้งมืด ทั้งหนาว ทั้งเจ็บปวด ผู้ใหญ่บางคน หัวใจทำด้วยอะไรกันถึงทำร้ายเด็กที่เป็นลูกได้รุนแรงขนาดนี้ น้องสาวเขา เด็กหญิงมิลิน ได้รับความรัก การดูแลและเอาใจใส่อย่างดีจากทุกคนในครอบครัว แต่พอถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต น้องไม่ได้บอกลาใคร และจากไปโดยมีคนดูแลคือพี่เลี้ยงและพยาบาล เขาเองได้เห็นหน้าน้องในวินาทีสุดท้าย เขายังเสียใจและโกรธตัวเองที่ทำให้มิลินต้องอ้างว้าง และโดดเดี่ยวในวาระสุดท้ายของชีวิต
“ป้าแก้ว แม่ของติ๊บเค้าต้องไปทำงานหาเลี้ยงลูกค่ะน้องหลง เค้าก็ไม่ได้อยากทิ้งลูกไว้คนเดียว หลงก็น่าจะรู้จักป้าแก้วนะคะ ป้าแก้วไม่ได้เป็นคนใจร้ายเลย หรืออย่างพ่อแม่ของเด็กอีกสามคนนั่น เค้าก็คงไม่มีใครเคยบอกพวกเค้าว่า เค้าต้องดูแลลูกยังไง หรือไปตักเตือนเค้าว่าพ่อแม่ก็ไม่มีสิทธิทำร้ายลูก เดี๋ยวนี้เรามีคนมากมายที่สามารถช่วยเด็กๆ ที่ถูกทำร้ายแบบนี้ได้แน่นอนค่ะ”
“หลงคืนขวัญให้ทุกคนไปเถอะค่ะ เชื่อพี่นะ แล้วพี่สัญญาว่า จะไปช่วยดูแลเด็กๆ ที่โดนทำร้ายแทนหลงเอง นี่ไง มีพี่หมอเมฆ มีพี่ขวัญเอย ทุกคนจะช่วยกันนะ”
พบจันทร์เกลี้ยกล่อมต่อเมื่อเห็นท่าทางของหลงค่อยๆ สงบลง แต่ยังคงนั่งก้มหน้าร้องไห้ด้วยเสียงโหยหวนที่กรีดเข้าไปในหัวใจของทุกคนที่อยู่ที่นั่น
“แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมผมต้องตายด้วยล่ะครับ” หลงเงยหน้าขึ้นมาถามทุกคน น้ำตาของวิญญาณเด็กน้อยไหลรินออกมาเป็นสายเลือดสีแดงก่ำ
“มันเป็นกรรมเดิมที่ผูกกันมาด้วยส่วนหนึ่งครับ ชาติก่อนน้องหลงก็เคยเกิดเป็นผู้ชายที่ทำร้ายลูกตัวเองแบบนี้เหมือนกัน หลงทำร้ายจนลูกตัวเองมีใบหน้าที่พิการ เป็นบาดแผลสาหัส และเด็กที่เป็นลูกของหลงก็เสียชีวิตไปตอนอายุประมาณเดียวกันกับหลงตอนนี้ หลงที่เป็นพ่อในตอนนั้น เอาร่างของลูกไปกองทิ้งไว้ในป่าช้าโดยไม่ทำศพ ไม่ฝังด้วยซ้ำนะครับ ปล่อยให้ร่างถูกสัตว์ต่างๆ มากัดแทะไปจนหมด ชาตินี้น้องหลงเลยต้องกลับมารับกรรมที่เคยทำไว้ในอดีตครับ และเด็กคนนั้น ก็คือพ่อของหลงในชาตินี้ครับ”
ปันน้ำอธิบายให้หลงฟัง นี่เขาถึงกับยอมเปิดเผยอดีตชาติให้เด็กชายรู้ เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องราวให้มากขึ้น ถึงหลงจะยังเด็กแต่ในภาวะที่ดวงวิญญาณได้มีบทเรียนต่างๆ มากมายในชีวิตแล้ว ก็สามารถซึมซับเรื่องราวต่างๆ ได้ ไม่ต่างจากดวงวิญญาณของผู้ใหญ่
“ผมก็เคยฆ่าพ่อเหมือนกันเหรอครับ”
“แล้วถ้าอย่างนั้น ชาตินี้เค้าฆ่าผม ชาติหน้าผมจะต้องเกิดไปฆ่าเค้าอีกมั้ยครับพี่ เราจะต้องฆ่ากันไปมาแบบนี้ตลอดไปมั้ยครับ”
“ไม่หรอกครับ น้องหลงหยุดวงจรนี้ได้นะครับ ถ้าน้องเข้าใจทุกอย่างแล้ว และยอมปล่อยเด็กๆ ทุกคนไป หลงอาจจะต้องลงไปให้ทางยมโลกตัดสินคดี แต่ด้วยความผิดที่ทำ พี่เชื่อว่ายังไม่ได้ร้ายแรงอะไรมาก เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครเสียชีวิต น่าจะได้รับเป็นโทษสถานเบา และหลังจากรับโทษครบแล้ว น้องหลงก็จะได้ไปเกิดใหม่ และไม่ต้องผูกกรรมกับใครต่อไปอีกแล้วครับ”
ปันน้ำค่อยๆ อธิบาย และดูท่าทีของหลงไปด้วย
“แต่ถ้าน้องหลงไม่ปล่อยไป เด็กๆ ทุกคนอาจจะตาย น้องหลงก็จะได้รับโทษที่หนักมาก อาจจะไม่ได้กลับไปเกิดอีกเลยต้องรับการลงโทษในนรกต่อไปอย่างยาวนานไม่มีวันจบสิ้น หรือต้องจะถูกลงโทษให้ไปเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อชดใช้กรรมอีกหลายชาติ”
หลงมองหน้าทุกคน ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและหันไปบอกปันน้ำ
“ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะไปกับพี่ครับ” เด็กชายหันไปทางพบจันทร์ ขวัญเอยและหมอเมฆา
“ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนมากครับ ผมจะไม่ทำผิดอีกแล้วครับ ผมอยากไปเกิดใหม่ อยากได้อยู่กับพ่อแม่ที่รักผม ผมอยากมีครอบครัวที่มีความสุขเหมือนคนอื่นบ้างจริงๆ ครับ”
พบจันทร์เดินเข้าไปหาหลง ที่ค่อยๆ ปรากฏร่างชัดขึ้นจนเหมือนร่างกายมนุษย์ กลับมาเป็นเด็กชายหลงในสภาพเดิมที่หน้าตาน่าเอ็นดูแม้จะมีนัยน์ตาหม่นเศร้า ตัวผอมบาง ซีดเซียว แต่ไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆ หลงเหลือบนร่างกายอีกแล้ว
พบจันทร์ค่อยๆ สวมกอดหลงอย่างเบามือ จับให้ศีรษะของเด็กชายมาซบที่ไหล่
“ดีมากเลยค่ะ หลงเป็นเด็กดีมากนะ พี่รู้ และเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของหลงเลย หลงต้องไม่โทษตัวเองนะ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ทุกอย่างเป็นผลมาจากกรรมที่เราเคยทำไว้ แต่หลังจากนี้ คนผิดจะต้องได้รับโทษแน่นอนค่ะ พี่สัญญา และพี่ก็เชื่อว่าหลงจะไม่ต้องรับโทษหนัก หลงจะได้ไปเกิดไวๆ จะได้ไปอยู่กับครอบครัวที่ดีและมีความสุขในภพหน้านะ”
เด็กชายยืนนิ่ง ค่อยๆ พยักหน้ากับพบจันทร์ น้ำตาค่อยๆ ไหลออกมา
“ว่าแต่พี่จะพาเพื่อนหลงคนอื่นๆ กลับไปได้ยังไงคะ หลงพาเพื่อนๆ ไปอยู่ที่ไหน” พบจันทร์แตะไหล่ของหลงแล้วถามอย่างอ่อนโยน
“ทุกคนอยู่บนนั้นครับ” เด็กชายชี้มือไปที่ห้องชั้นบนที่มีร่างของเขาอยู่
“แต่พี่ต้องให้พ่อแม่เค้ามาเรียกเค้ากลับไปครับ ถ้าอยู่ไกลก็ให้ทำพิธีเรียกขวัญเหมือนที่ยายของพี่เคยทำก็ได้ครับ ถ้าทำพิธีด้วยความรักและพ่อแม่รักเค้าจริงๆ เด็กทุกคนก็จะได้ยินเสียงเรียก แล้วขวัญจะกลับไปเข้าร่างเองครับ”
หลงพูดและหันไปทางหมอเมฆา
“พี่ครับ น้องสาวพี่เค้าก็ใกล้จะได้ไปเกิดแล้วครับ ผมเคยเจอน้องแล้ว แต่พี่ต้องยอมปล่อยน้องไปนะครับ และอีกไม่นานน้องเค้าก็จะได้กลับมาหาพี่อีกครั้งครับ”
หมอเมฆาได้ยินสิ่งที่เด็กชายหลงบอก น้ำตาก็ไหลพรากออกมาทันที เขาพยักหน้ารับแต่ก็พูดไม่ออก จุกแน่นไปทั้งอก เป็นเขาเองนี่แหละ ที่ยึดติดไม่ยอมปล่อยให้มิลินจากไป เขาเป็นคนร้องขอให้น้องอยู่กับเขา
พบจันทร์เดินมาหา และเอื้อมมือไปจับมือหมอเมฆา
“คุณเมฆคะ เดี๋ยวเราค่อยกลับไปหาน้องมิลินกันนะคะ” พบจันทร์ใช้อีกแขนโอบเบาๆ ไปที่หัวไหล่ที่กำลังสั่นไหวนั้น
หมอเมฆาพยักหน้ารับอีกครั้ง ยกมืออีกข้างขึ้นเช็ดน้ำตา
“ครับ คุณพบ ขอบคุณมากๆ ครับ”
ปันน้ำยืนมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกออกมาได้ ดวงตาของยมทูตคงถูกสร้างมาให้นิ่งสนิทล้ำลึกจนเดาความรู้สึกอะไรไม่ได้ แต่ขวัญเอยที่ยืนอยู่ไม่ไกล กลับสามารถสัมผัสความรู้สึกของเพื่อนรักได้
ขวัญเอยเดินไปหาปันน้ำ แล้วจับมือเพื่อนรักไว้แน่น
“ปันน้ำ ไอ้พบมันรักแกมากนะ วันที่แกหายไปน่ะ มันร้องไห้จนช็อกไปเลยเหมือนกัน จนยายต้องไปตามคนมาทำพิธีเรียกขวัญให้มัน ตอนนั้นชั้นก็อยู่ด้วย ชั้นตกใจเหมือนกันที่มันช็อกไปแบบนั้น มันถึงเป็นชื่อร้านชั้นไงแก ขวัญเอย ขวัญมา เพราะชั้นอยากให้ไอ้พบมันมีขวัญติดอยู่กับตัวไปตลอด”
ขวัญเอยตบบ่าเพื่อนยมทูตเบาๆ
“ชั้นรู้ว่าแกก็รักไอ้พบ แต่ตอนนี้ก็ให้หมอเมฆาเค้าดูแลมันไปก่อนเนาะ ถ้าแกได้ไปเกิดใหม่เมื่อไหร่ ก็อาจจะได้ไปเจอกับมันอีกนะ”
ปันน้ำหันมามองขวัญเอยแล้วยิ้มให้
“อืม รู้แล้ว ไม่เป็นไรหรอกขวัญ เราเข้าใจทุกอย่างแหละ”
แล้วยมทูตเพื่อนรักของสองสาวก็หันมาบอกทุกคน
“คุณหมอคงต้องให้ที่โรงพยาบาล หาข้อมูลติดต่อและโทรแจ้งพ่อแม่ของเด็กๆ ให้จัดการนะครับ ลองปรึกษายายแสงคำก็ได้ พ่อแม่เด็กอยู่กันคนละที่ ก็ให้เค้าทำพิธีเรียกขวัญของทุกคนกลับไป ส่วนผม ต้องขอพาน้องหลงไปที่นรกสำหรับเด็กและเยาวชนเพื่อพิจารณาคดีก่อน นี่เป็นหน้าที่สุดท้ายของผมแล้ว”
ปันน้ำหันมาหาพบจันทร์และมองพบจันทร์อยู่ชั่วอึดใจ
“พบ เราต้องไปแล้วเหมือนกันนะ ดูแลตัวเองดีๆ อีกไม่นานเราคงจะได้กลับมาเจอกันอีก แต่ครั้งนี้ เราดีใจนะ ที่ได้บอกลาทุกคนดีๆ แบบนี้”
พบจันทร์น้ำตาไหลเมื่อเพื่อนรักต้องบอกลาเธออีกครั้ง เธอเดินเข้าไปบีบมือปันน้ำไว้แน่นและเขย่าแรงๆ เหมือนวันที่ปันน้ำเคยทำก่อนจากเธอไป
“ได้ ปันน้ำ นายก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ ไม่ว่าจะไปเกิดใหม่หรือไปอยู่ที่ไหน ชั้นเชื่อว่าเราจะได้เจอกันอีก หลังจากนี้ชั้นจะทำบุญให้นายเยอะๆ เผื่อท่านยมจะใจดี ให้นายได้ลัดคิวไปเกิดใหม่ ได้มีชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาว ไม่ต้องจากไปเร็วแบบนี้อีก”
คราวนี้ ปันน้ำดึงตัวพบจันทร์ไปกอดไว้แน่น
“เราจะได้เจอกันอีกแน่ๆ พบ ดีใจนะที่ได้รู้จักกัน ทั้งพบ และขวัญ ขอบคุณทุกคนที่เป็นเพื่อนที่ดีของเรา คอยช่วยเรามาตลอด”
ขวัญเอยเดินเข้ามากอดเพื่อนด้วยอีกคน ทั้งสามคนกอดกันแน่น ก่อนที่ปันน้ำจะเอ่ยลาเป็นครั้งสุดท้าย
“ฮือ ปันน้ำ แกต้องกลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างนะ…แต่ไม่เอาแบบเป็นยมทูตนะ ชั้นยังไม่อยากตาย”
ขวัญเอยกอดเพื่อนไว้แน่น ทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ยังไม่วายจะติดตลก ซึ่งก็ช่วยเรียกรอยยิ้มจากเพื่อนทั้งสองคนได้ท่ามกลางบรรยากาศที่อวลไปด้วยความโศกเศร้า
“ต้องไปจริงๆ แล้วละ พบ ขวัญ ทางโน้นเรียกตัวแล้ว” ปันน้ำคลายอ้อมกอดจากเพื่อนรักทั้งสองและหันไปจูงมือหลง
“ขวัญเอย พบจันทร์ ปันน้ำ เราสามคนจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไปนะ ดีใจที่ได้กลับมาเจอกัน ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ ลาก่อนนะทุกคน”
ปันน้ำกล่าวลาและจ้องหน้าพบจันทร์นิ่งนาน ราวกับพยายามจะประทับภาพของหญิงสาวตรงหน้าไว้ในความทรงจำให้สนิทแน่นที่สุด ก่อนที่จะหันกลับและเดินก้าวไปยืนเคียงข้างร่างของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่บัดนี้แม้แต่รอยปานดำขนาดใหญ่บนใบหน้าก็เลือนหายไป ไม่มีสิ่งอันเป็นที่น่ารังเกียจในสายตาผู้คนอีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงใบหน้าที่น่ารักน่าเอ็นดูของเด็กผู้ชายที่ยังคงเหลือร่องรอยเพียงดวงตาที่ดูเศร้าหมอง ทั้งสองยกมือขึ้นโบกลาทุกคน ก่อนจะหายวับไปและทิ้งไว้เพียงประกายสีเงินระยิบระยับลอยค้างอยู่ในอากาศ
หมอเมฆายังคงขยี้ตาตัวเองและตบหน้าผากตัวเองเบาๆ อย่างแสนจะสับสน เพียงไม่กี่เดือนที่เขาได้เจอพบจันทร์ เหมือนโลกของเขามีแต่การผจญภัยและเรื่องมหัศจรรย์เต็มไปหมด
“ไม่ต้องหลงทางอีกต่อไปแล้วนะน้องหลง…พี่ขอให้หลงได้กลายเป็นมังกรที่อยู่บนสวรรค์ในสักวันนะ พี่จะหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”
พบจันทร์เงยหน้าขึ้นพูดลอยๆ กับท้องฟ้า ก่อนจะหันหน้ามาหาทุกคน
“ไปค่ะ คุณหมอ ขวัญ กลับไปโรงพยาบาลกันก่อน ต้องไปขอที่อยู่กับเบอร์ติดต่อของพ่อแม่เด็กแต่ละคน หมอพีทกับหมอปุณน่าจะช่วยได้ แล้วก็ลองโทรหาทุกคนกัน”
พบจันทร์หันมาทางหมอเมฆา
“และถ้าเสร็จแล้ว เราค่อยกลับไปที่ร้านกันนะคะ หนูมิลินรออยู่ที่นั่นค่ะ”
เมื่อรถของขวัญเอยกลับมาถึงที่ร้าน หมอเมฆารีบลงจากรถและพุ่งตัวเข้าไปในร้านของพบจันทร์อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ขวัญเอยเดินตามเข้ามาและหันไปมองที่หน้าประตู
“อ๋อ ก็ว่าทำไมแกโดนวิญญาณเด็กหลงนั่นทำร้ายได้ แกเสียบปิ่นจันทร์เสี้ยวไว้ที่นี่เอง” ขวัญเอยหันไปเห็นปิ่นจันทร์เสี้ยวที่ถูกเสียบไว้ที่หน้าประตู และหยิบออกมาให้พบจันทร์
“ใช่แก ชั้นลืมไปเลยจริงๆ วันนั้นรีบมากไปหน่อยก่อนจะออกไป ก็คิดแค่ว่าจะไว้แจ้งลูกค้า VI13 ว่าไม่รับแขก แต่ลืมไปสนิทเลยว่าต้องใช้ป้องกันตัวเองเหมือนกัน” พบจันทร์ยิ้มเบาๆ กับตัวเอง
“แต่ก็คงเพราะไว้ใจไงแก ว่าถ้าปันน้ำอยู่ด้วย ยังไงชั้นก็จะปลอดภัยแน่นอน”
ทั้งสองคนเดินตามหมอเมฆาเข้าไปในร้าน สิ่งที่เห็นคือ เขากำลังนั่งคุกเข่าลงกับพื้น กอดร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งที่อยู่ในชุดสีฟ้าลายดอกไม้เล็กๆ
“มิลิน น้องมิลินจริงๆ ด้วย” หมอเมฆาน้ำตาไหลพรากๆ ในที่สุดเขาก็ได้เจอกับน้องสาวสุดที่รักของเขาอีกครั้ง คราวนี้เด็กหญิงปรากฏร่างให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจน มิลินยิ้มอย่างดีใจและกอดพี่ชายไว้แน่น ก่อนที่จะดึงตัวออกมาและเอามือเล็กๆ ช่วยเช็ดน้ำตาให้พี่ชาย
“มิลิน พี่ขอโทษ พี่ผิดเองรั้งน้องเอาไว้ ทำให้น้องไม่ได้ไปเกิดใหม่ พี่ขอโทษ” หมอเมฆาพร่ำพูดขอโทษวนไปมาอยู่อย่างนั้น
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เมฆ หนูก็จะได้อยู่ดูแลพี่เมฆด้วยไงคะ” มิลินหันไปทางพบจันทร์
“แต่ตอนนี้พี่เมฆมีคนดูแลแล้ว หนูก็สบายใจแล้วค่ะ” เด็กหญิงมิลินยิ้มให้พบจันทร์
“มิลิน น้องไม่ต้องห่วงพี่แล้วนะ น้องไปเกิดใหม่ได้แล้ว พี่ขอให้น้องได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีและมีความสุขนะ” หมอเมฆากอดน้องสาวไว้แน่น
“แต่เราจะได้กลับมาเจอกันอีกใช่มั้ย” เสียงของหมอเมฆาสั่นเครืออย่างที่สุดจะระงับได้
“ได้เจอค่ะพี่เมฆ เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีก” แล้วร่างของเด็กหญิงก็ค่อยๆ โปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ
“พี่เมฆดูแลตัวเองดีๆ นะคะ พี่พบ หนูฝากพี่เมฆด้วยนะคะ”
ร่างของมิลินที่ยืนโบกมือให้ทุกคน ค่อยๆ จางหายไป พร้อมกับประกายแสงสีเงินระยิบระยับที่พุ่งเป็นทางยาวหายขึ้นไปบนท้องฟ้า หมอเมฆายังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้า เหมือนจะส่งความรักและความอาลัยไปถึงน้องสาวสุดที่รักเป็นครั้งสุดท้าย
“หมอเมฆคะ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่ะ เรามาจัดการส่วนที่เหลือกันก่อนดีมั้ยคะ” พบจันทร์ยิ้มและเอียงคอถามหมอเมฆา
“พวกเรายังมีอะไรต้องทำอีกเหรอครับ ” หมอเมฆาถามกลับ แต่คราวนี้ขวัญเอยเป็นคนที่ยกมือขึ้นตอบแทน
“ต้องไปตามตัวไอ้พ่อใจร้ายที่ทำน้องหลงตายไงคะ ไปค่ะ ไปหาคุณตำรวจกันต่อ”
เมื่อทุกคนเดินทางไปแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจ ก็มีความชุลมุนขลุกขลักอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะไม่รู้จะแจ้งความว่าไปเจอศพของเด็กชายที่นั่นได้อย่างไร หมอเมฆาเลยต้องอธิบายไปว่า มีเด็กป่วยไปที่โรงพยาบาลและมีเด็กคนหนึ่งเคยอยู่แถวนี้ ทางทีมหมอก็เลยมาตรวจดูสถานที่เผื่อจะเจอร่องรอยการเกิดโรคหรือต้นเหตุของอาการป่วย ก็เลยได้เจอร่างของหลงโดยบังเอิญ
ตำรวจตามไปยังที่เกิดเหตุ และดำเนินการตรวจสอบก็เดาได้ไม่ยากว่าหลงต้องจากไปเพราะอะไร จึงออกหมายจับนายเส็งให้กลับมารับโทษ ส่วนนางจำปาที่โดนบังคับให้ติดตามไปด้วย เมื่อกลับมาและได้เห็นศพลูกก็ร้องไห้เสียใจจนเป็นลมไปไม่รู้กี่รอบ เอาแต่ตีอกชกหัวตัวเองว่าไม่ช่วยลูก ทำให้ลูกต้องตาย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจจะไปบวชชีที่วัดเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ลูก ส่วนนายเส็งก็ถูกลากไปรับโทษตามกฎหมาย
“เฮ้อ จบซะที เหนื่อยชะมัด” พบจันทร์บ่นออกมาเมื่อขับรถกลับมาถึงร้านจนเย็นย่ำ วันนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้ามาตั้งแต่ใกล้ค่ำ ปั้นหยากับเฮียจู้ก็โผล่หน้ากันมาสลอน อยากรู้สถานการณ์ไปด้วย
“เป็งไงมั่งอาพบ/เป็นไงบ้างคะพี่พบ” สองวิญญาณประสานเสียงถามพร้อมกัน
“เรียบร้อยแล้วค่า อากง ปั้นหยา”
“เอ๊ะ ว่าแต่ ปั้นหยา เมื่อไหร่เธอจะได้ไปเกิดล่ะเนี่ย ล่าสุดได้ข่าวว่าเพื่อนพี่ขวัญเอาหนังสือเล่มนั้นมาให้ที่ร้านแล้วนี่นา” พบจันทร์สงสัย ปั้นหยาน่าจะได้ทำสิ่งที่ต้องการแล้ว ทำไมยังอยู่ที่นี่ต่ออีก หรือยังมีอะไรค้างคาใจอยู่อีก
วิญญาณเด็กสาวยืดบิดตัวม้วนแขนไปมา ก่อนจะตอบด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยว่า
“หนูขออยู่ต่ออีกนิดนะคะพี่พบ แถวนี้มีแต่หนุ่มหล่อๆ อะค่ะ ทั้งพี่หมอ ทั้งพี่ยมทูต คือแบบ…ขออยู่ดูหนุ่มหล่อๆ อีกนิดนะคะพี่ มันชื่นนนนใจ” ผีสาวทำท่าเชิดจมูก เหมือนจะสูดดมกลิ่นหอมที่ลอยมาในอากาศ
“ปั้นหยา!” พบจันทร์และขวัญเอยตะโกนขึ้นมาพร้อมกันด้วยเสียงที่ปนกับความเหนื่อยหน่าย
“โอ๊ย ยัยผีคลั่งรัก” ขวัญเอยหันมาเหน็บก่อนจะเดินกลับเข้าไปที่ฝั่งของร้านขวัญเอย ขวัญมา หยิบข้าวของ สินค้าต่างๆ ขึ้นมาทำความสะอาดและจัดเรียงใหม่หลังจากที่ไปวุ่นวายเรื่องอื่นอยู่นาน
พบจันทร์ส่ายหัวไปมาอย่างอ่อนใจ แต่ก็แอบยิ้มขำๆ กับผีสาวที่น่ารักตนนี้ ก่อนจะเดินไปหยิบป้าย VI13 ออกไปแขวนที่หน้าร้าน
“เอาละ คราวนี้ก็เปิดให้บริการได้เหมือนเดิมแล้ว ห้อง VI13 พร้อมให้บริการค่ะ!”
ระหว่างที่กำลังยกปิ่นจันทร์เสี้ยวสีน้ำเงินสดขึ้นเสียบมวยผมเล็กๆ ที่เกล้าไว้ครึ่งศีรษะด้านหลัง ก็มีคนผลักประตูเข้ามา พร้อมเสียงเรียกคุ้นหูที่แสนสดใส
“คุณพบครับ ผมมารับหนังสือเล่มที่ฝากสั่งไว้ครับ”
หมอเมฆาเดินยิ้มกริ่มเข้ามายืนที่หน้าเคาน์เตอร์ เท้าแขนแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ พบจันทร์
“แล้วก็อยากมารับคุณเจ้าของร้านหนังสือไปกินข้าวเย็นด้วยครับ ไม่รู้ว่าพอจะมีเวลาว่างมั้ย”
“อร๊ายยยยย/กรี๊ดดดดด/หว่าาาาา”
เสียงของขวัญเอย ปั้นหยา และเฮียจู้ดังขึ้นพร้อมกัน แต่หมอเมฆาได้ยินแค่เสียงของขวัญเอยคนเดียว เพราะตั้งแต่วันที่ปันน้ำจากไป พลังของเขาก็หายไปด้วย ทำให้หมอเมฆาไม่สามารถมองเห็นอะไรได้อีก
“ขออนุญาตนะครับคุณขวัญ” หมอเมฆาหันมาขออนุญาตเพื่อนรักของพบจันทร์
“โอ๊ย เอาไปเลยค่าคุณหมอ เอาไปแล้วอย่าเอามาคืนนะคะ หนังสือร้านนี้ซื้อขาดค่ะ ไม่รับเปลี่ยน ไม่รับคืนค่ะ” ขวัญเอยยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหู พบจันทร์ยืนหน้าแดงเอามือม้วนปลายผมพันไปมาด้วยความเขิน โอ๊ย! เกิดมาก็เพิ่งจะได้มีฟีลนี้เหมือนกับสาวๆ คนอื่นเขาบ้าง
“ได้ครับ ไม่คืนครับ ผมชอบอ่านหนังสือครับ เล่มไหนชอบมากก็จะยิ่งเก็บและถนอมไว้อย่างดี ไม่ให้ช้ำ ไม่ให้ชำรุดเลยครับ” อยู่ดีๆ หมอเมฆาก็จะปากหวานขึ้นมาด้วยอีกคน
“โดยเฉพาะเล่มนี้ To the Moon and Back ครับ รักเท่าระยะทางไปกลับดวงจันทร์เลยครับ”
“โอ๊ย หวานเกิน ไม่ไหวละค่ะคุณหมอ ไปค่ะๆ จะไปกินข้าวที่ไหนก็ไปกันค่ะ ฝากร้านด้วยขวัญ ปั้นหยา อากง”
แล้วพบจันทร์ก็รีบจูงมือหมอเมฆาเดินออกจากร้านไปพร้อมกับใบหน้าแดงแจ๋ของหมอเมฆา คนที่พูดเองก็ยังเขินเองเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ท่ามกลางสายหมอกบางๆ ของอากาศที่เริ่มเย็นลง แสงเหลืองนวลในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่สาดส่องทั่วท้องฟ้าของหมู่บ้านเดือนเต็มดวง ส่องให้เห็นร่างในชุดขาวที่มีรังสีเป็นแสงทองเรืองรอง ยืนอยู่บนเสาไฟฟ้าที่หน้าร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง และจ้องมองลงมายังชายหนุ่มหญิงสาวที่เดินจูงมือกันเดินออกจากร้านไป
พบจันทร์พูดคุยกับหมอเมฆาอย่างมีความสุข แสงจันทร์และแสงไฟจากข้างทาง ส่องให้เห็นรอยยิ้มที่
แสนใจดีและอบอุ่นของพบจันทร์…รอยยิ้มที่เคยมีให้เขามาก่อนนี้นานนัก…
“ฉันกลับมาแล้ว ยัยพบจันทร์จอมบื้อ…ใครจะไปยอมปล่อยเธอให้อยู่กับนายหมอแว่นนั่นได้อย่างสุขสบาย…ฝันไปเถอะ…”
แล้วเทวดาปันน้ำ อันมีกลิ่นประจำกายที่หอมละมุนบางเบาคล้ายกลิ่นดอกโมก เทวดาประจำพื้นที่บรรจุใหม่ ผู้ได้รับคำสั่งให้กลับมาจุติและมีหน้าที่คอยดูแลหมู่บ้านเดือนเต็มดวง ก็คลี่ยิ้มออกมาเบาๆ ที่มุมปาก ก่อนจะสยายปีกสีขาวดังพรึ่บพร้อมกับมีประกายสีเงินคล้ายดวงดาวเล็กๆ กระจายออกมา แล้วบินทะยานขึ้นไปยังหมู่เมฆขาวบนท้องฟ้ายามราตรี…
– จบบริบูรณ์ –
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 12 : To the Moon and Back (จบบริบูรณ์)
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 11 : เชื่อสิ..ว่ามีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 10 : อีกฟากฝั่งของดวงจันทร์
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 9 : ความลับของคืนวันอมาวสี
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 8 : คนร้ายในคืนเดือนมืด
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 7 : เหตุระทึกขวัญคืนพระจันทร์ข้างแรม
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 6 : การปรากฎกายของนายยมทูตไร้ชื่อ
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 5 : รู้ใช่ไหม..ว่าพระจันทร์ไม่เคยลับลา
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 4 : มาต้อนรับสมาชิกใหม่กันเถอะ
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 3 : ในที่สุด..เจ้าของร้านก็เผยโฉม
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 2 : ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง
- READ Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 1 : หลานสาวของยายกลับมาแล้ว







