หิมพาลัย บทที่ 5 : สมาชิกใหม่

หิมพาลัย บทที่ 5 : สมาชิกใหม่

โดย : ตรี อภิรุม

Loading

หิมพาลัย ดินแดนที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม คนและสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจะมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงความฝัน และระหว่างเธอคนนั้น “อุมาวสี” กับ “โลกแห่งความจริงที่จากมา” พิชญ์จะเลือกอะไร…”หิมพาลัย” นวนิยายออนไลน์ที่ตรี อภิรุม จะพาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่แสนสวยงามและความรักที่มีอยู่จริง
*****************************
สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พิชญ์จับสายบังเหียน ล่อย่ำเหยาะย่าง ฝ่าแสงทองแห่งอรุณ ชั่วพริบตา เหลียวมอง

ไม่พบอุมาวสี เหตุการณ์ธรรมดา รู้แล้วว่าหล่อนสามารถล่องหน ไปไหนได้รวดเร็วปานจรวด

สัตว์พาหนะพาชายหนุ่มชมวิว สองฟากทางทิวไม้เขียวชอุ่มร่มเย็น ริมถนนพรรณไม้ดอกหลากสีขึ้นตามธรรมชาติ

เฮ้อ…ชะตาชีวิตผันผวน เคยขับรถเก๋งต้องมาขี่ล่อแทน แต่ถึงอย่างไรเราก็ไม่ยอมขี่หลังพญาเสือโคร่ง กลัวมันขย้ำ

ถนนค่อนข้างจะคดเคี้ยว บางคราวอ้อมสันเนิน ล่อย่ำกุกกักตลอด อัตราความเร็วระดับวิ่งจ็อกกิง สวนกับชาวบ้านที่ขี่ล่อ หาบพืชผลเกษตร ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่รังเกียจที่เขาเป็นแขกต่างเมือง

ในที่สุดก็ถึงย่านชุมนุมชน หรืออาจจะเรียกได้ว่าตลาด สภาพยังกร่อยกลมกลืนกับแมกไม้ใบเขียว ไม่อาจเทียบเคียงย่านพาณิชย์ที่กรุงเทพฯ

ล่อหยุดเดิน พิชญ์โน้มตัวกระโดดตุ้บ ซวนเซเกือบล้ม สัตว์แสนรู้ยื่นจมูกเข้ามาใกล้ ราวกับจะจูบ

“อย่าเชียว ข้าไม่พิศวาสเจ้า”

สังเกตร้านรวงต่างๆ กระท่อมและตึกดิน แปลงสภาพด้านหน้าเป็นร้านชำคล้ายที่ชาวไทยเรียกโชห่วย บางแห่งดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ชาวเมืองที่เตร็ดเตร่ประมาณร้อยคน

อุมาวสีแยกจากกลุ่มญาติมิตรเข้ามาหาชายหนุ่ม พลางบอก

“โน่นไง แม่เฒ่าจันจูอยู่ในกลุ่มผู้อาวุโส”

“พาข้าไปพบเถอะ”

โดยการนำทางของดรุณีสะคราญโฉม เมื่อระยะใกล้พอควร พิชญ์ก็พนมมือไหว้กราดทั้งกลุ่มหกคน ต่างรับไหว้สลอน

นี่หรือ ผู้อาวุโส วัยจากการประเมินของเขาไม่เกินหลักหกสิบ ไม่มีรายใดที่แก่หง่อม ผิวหน้ายับย่น ผมหงอกขาวโพลน ดูช่างซ่อนวัยกันเหลือเกิน เหนือกว่าทำศัลยกรรมแต่งโฉมในโลกแห่งเทคโนโลยี

อยู่กันพรักพร้อม สมคะเน เขาแสดงเจตนารมณ์

“ช่วยข้าด้วย” กระพุ่มมืออีกครั้ง “ข้าอยากจะกลับไปอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพ”

กลุ่มวัยทองต่างมองกันเลิ่กลั่ก บุรุษนายนายหนึ่งเกาท้ายทอยแกรก ยิ้มจางเจื่อน

“เลิกคิดเถอะพ่อหนุ่ม” ว่าแล้วเขาก็เดินหนีดื้อๆ หลายคนตามหลังเป็นขบวน ยกเว้นแม่เฒ่าจันจู นางยิ้มอย่างอารมณ์เย็น

“ถ้าเจ้ามีความรักเต็มเปี่ยมล้นหัวใจ ยอมเสียสละสูงสุด ก็พอจะมีช่องทางคืนกลับภูมิลำเนา เอาละ เจ้าคุยกับแม่หญิง ข้าแก่แล้วคุยไม่สนุก”

แม่เฒ่าตามไปเข้ากลุ่มพรรคพวก ระยะห่างประมาณเจ็ดสิบเมตร แฝงนัยป้องกันการเซ้าซี้รบกวน อุมาวสีกล่าวเสียงหวานพลิ้ว

“ทุกคนยอมรับ เจ้าเป็นสมาชิกใหม่ของหิมพาลัยนคร”

“แต่สมาชิกใหม่คนนี้ไม่เคยหยุดความคิดเดิมๆ นับตั้งแต่ตะลุยทุ่งแห้งแล้ง ตามกลิ่นหอมของผลไม้คุณธรรม”

“ข้าเข้าใจ ความคิดของคนเราห้ามยาก” คู่สนทนาตัดบท “เจ้าลองสังเกต ชุมชนเรากำลังเปลี่ยนแปลง”

จริงตามวาจา เกิดความเคลื่อนไหวทำนองก่อม็อบ หรือประท้วงอะไรสักอย่าง ผู้คนโลกประชาธิปไตยคุ้นเคย

หญิงสาววัยยี่สิบเศษ ความสวยระดับนางงามตกรอบยกม้านั่งมาตั้งกลางลาน หล่อนก้าวขึ้นยืนบนม้าเพื่อให้สูงเด่น หลายคนที่กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ ทยอยเข้ามาห้อมล้อมเป็นวงกลม รวมทั้งกลุ่มแม่เฒ่าจันจู

อุมาวสีชวนพิชญ์เขยิบตาม ทั้งสองอยู่มุมนอก ผู้หญิงร่างเตี้ยสี่-ห้ารายเขย่งกระเย้อกระแหย่ง เพื่อชมเหตุการณ์ถนัด

หญิงสาวซึ่งอาจจะเปรียบได้ว่าผู้ประท้วง โพนทะนาหรือสารภาพผิดไม่แน่นัก สุ้มเสียงระดับใกล้เคียงตะโกน สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพราก พนมมือท่วมหัวไหว้รอบทิศ

กลุ่มผู้อาวุโสปราศรัยบ้าง โดยเฉพาะแม่เฒ่าจันจูออกอาการแจงนิ้ว ดูเข้าท่าประหนึ่งยืนบนโพเดียม

สิ้นเสียงปราศรัยของกลุ่มผู้สูงอายุ ชาวบ้านที่รายล้อมปรบมือกราว พิชญ์พลอยทำตามเปาะแปะ ทั้งที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

วงม็อบสลายตัว หญิงสาวยกม้านั่งไปเก็บ

“เราไปนั่งคุยกัน” อุมาวสีสบตาชายหนุ่ม “ข้าจะเล่าสาเหตุ”

สถานที่นั้นคือ เพิงมุงแฝกที่ต่อเติมหน้าร้านเครื่องดื่ม สองหนุ่มสาวเลือกโต๊ะเล็กข้างพุ่มไม้สีแสด หล่อนสั่งภาษาพื้นเมือง ชั่วครู่พนักงานเสิร์ฟสาวรุ่นก็ยกกาแฟสองที่มาตั้งโต๊ะ พร้อมจานขนมปังกรอบชิ้นเล็ก

“เธอคนนั้นเป็นแม่ม่ายอยู่หมู่บ้านชายแดน เดินทางมาอยู่ในเมืองกับญาติ” อุมาวสีเริ่มเรื่อง “ทำความผิดฐานโกหก สารภาพต่อชุมชนว่าจะไม่ประพฤติเช่นนี้อีก ความผิดครั้งแรก เจ้าหน้าที่จะพาไปอยู่ดินแดนภาคทัณฑ์”

ด้วยระดับสายตา พิชญ์แลเห็นสาวผู้กระทำความผิดขี่ล่อบรรทุกสัมภาระ เจ้าหน้าที่ขี่ล่ออีกตัวนำทาง สัตว์พาหนะสองตัววิ่งเหยาะย่าง ชั่วครู่ก็ลับแนวพฤกษ์

“โกหกเรื่องอะไร แม่หญิง”

เขาคนกาแฟร้อน ยกถ้วยขึ้นจิบ รสชาติหอมเข้มข้น ไม่หวานจัด

“อ้างว่าเป็นสาวโสด ไม่เคยครองเรือน หนุ่มๆ รุมจีบ ในที่สุดพวกเราก็จับได้ว่า แม่นางกล่าวเท็จ”

อเนจอนาถ ที่เมืองไทยการพูดปดเป็นเรื่องธรรมดา ถือว่าเป็นมารยาทสังคมเสียด้วยซ้ำ สตรีใดจะกล้าประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่า ฉันเคยเสียสาวมาแล้วหลายครั้ง หรือนับไม่ถ้วน

ไม่มีหนุ่มใดซอกแซกถามเรื่องส่วนตัว นอกจากสังเกตเอาเอง

“ความผิดฆ่าคนตายล่ะ”

อุมาวสีละเลียดจิบเครื่องดื่ม สองนิ้วคีบชิ้นขนมปังเข้าปาก เคี้ยวกรอบๆ สีหน้าไม่เสบย

“หลายปีหรือนับสิบปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง โทษหนัก”

“ประหารชีวิต!”

พิชญ์พลั้งปาก ดรุณีผู้เลอโฉมส่ายหน้าเนิบ

“หิมพาลัยเป็นเมืองพุทธศาสนา ไม่มีโทษประหาร”

“จำคุกตลอดชีวิต”

“สยดสยองที่สุด ต้องห้าม ข้าไม่กล้าเล่า สักวันหนึ่งเจ้าอาจจะรู้เอง”

ชายหนุ่มเดาว่าจองจำโซ่ตรวน ใช้งานหนักเยี่ยงทาส จนกว่าจะสิ้นลมปราณ

“ไม่ว่าเจ้าจะเดายังไงก็ผิด”

เด็กสาวดักคอ ขณะที่ล่อตัวเดิมย่ำกุกกักมายืนใกล้ รอพิชญ์ขี่หลังรอบสอง

เวลาผ่านไปชั่วครู่ อุมาวสีก็กวักมือเรียกเด็กเสิร์ฟ ชำระเงินด้วยโลหะผสมสามเหรียญ

“เจ้าขึ้นหลังล่อเถอะ มันจะพาไปส่งแหล่งก่อสร้างของเคียะง่วน”

เขายิ้มกริ่ม มองหล่อนด้วยสายตาเชื่อมซึ้ง แฝงนัยเจ้าชู้ กระซิบสุ้มเสียงโรแมนติก

“ข้าจะบอกความในใจแก่แม่หญิงได้หรือเปล่า”

ด้วยไหวพริบ รู้ทันเกม อุมาวสีเอียงอายขวยเขิน เสยกมือแก้มที่แดงปลั่งระเรื่อ

“อย่าเพิ่ง ข้ายังไม่รับฟัง”

“เมื่อไหร่จะรับฟัง”

“สักหลายๆ เดือน รอให้เจ้ามั่นใจเสียก่อนว่าไม่เปลี่ยนใจ”

พิชญ์ยกเท้าซ้ายเหยียบโกลน สปริงร่างคร่อมอานล่อ สัตว์พาหนะย่ำกุกกักเคลื่อนที่ จังหวะเหยาะย่างค่อนข้างเร็ว

อุมาวสีมองตามหลัง อมยิ้มระรื่น หัวใจพึมพำ

ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าพิชญ์จะฝากรัก มันรวดเร็วเหลือเกิน ข้ากลัวความไม่แน่นอน

สถานที่ก่อสร้างอยู่ห่างจากถนนห้าสิบเมตร พื้นที่ขรุขระ ตามภูมิประเทศที่ราบบนสันเขา ทางน้ำซับผ่านด้านหลัง ชัยภูมิดูเหมือนจะเหนือกว่ากระท่อมหลังแรก

เคียะง่วนและพรรคพวกร่วมสิบคนกุลีกุจอร่วมงานร่วมแรง หนุ่มบางรายขุดหลุม โกยดินร่วนปนทราย อีกกลุ่มอยู่ในเพิงมุงแฝกเศษไม้และวัสดุกองเพียบ บ้างเลื่อยไม้ ใช้กบไสให้เรียบ ถากเสาเข็ม ต่อโต๊ะเก้าอี้ โดยประเมินจำนวนคนล้นงาน

ผู้ที่ช่วยเหลือเกะกะหรือลูกมือหยิบของคือ ลือเซียง

ล่อที่วิ่งกุกกักหยุดนิ่ง พิชญ์โน้มตัวลงกระโดดตุ้บ ตั้งหลักมั่นคง ลูบแผงคอล่อ

“เจ้ากลับไปได้แล้ว ไม่ต้องรอข้า”

มันมองเฉย กระดิกหู ไม่รู้ว่าเขาอุปาทานหรือเปล่า ดวงตาสัตว์เลี้ยงคล้ายมนุษย์

สักประเดี๋ยวก็เดินดุ่มไปทางด้านหลังบริเวณก่อสร้าง เล็มหญ้าชุ่มชื้นใกล้ทางซับน้ำ กึ่งคอยรอรับ เขาเชื่อว่าล่อสื่อสารภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

หนุ่มลูกผู้น้องของอุมาวสีสวมหมวกปีกกว้างกันแดด คุมงานท่าทางทะมัดทะแมง เหงื่อซึมที่ขมับ ยิ้มต้อนรับคนมาเยือน

“เจ้าดำริว่าจะสร้างบ้านหลังที่สอง” พิชญ์ทักทาย “ข้าไม่คิดว่าจะดำเนินการได้รวดเร็ว”

“ขืนรอชักช้า ความคิดจะหมดอายุ” เคียะง่วนตอบ “ขาดความกระตือรือร้น”

เขาเสนอตัวช่วยขุดดิน เพราะไม่ถนัดงานช่างไม้ ฝ่ายตรงข้ามยื่นหมวกปีกใบลานให้สวม

เวลาผ่านไป พิชญ์เหวี่ยงจอบฟันดินลึกๆ เล่นเอาสะเทือนไปทั้งแขน เหงื่อออกชุ่ม ลือเซียงฉวยบุ้งกี๋ตักดินขึ้นจากหลุม

บุรุษชาวกรุงเหนื่อยพอสมควร แต่ลูกผู้ชายย่อมจะไม่ย่อท้อ อดจะนึกเปรียบเทียบไม่ได้ ที่เมืองไทยเครื่องทุ่นแรงเพียบ เช่น รถขุดตักเกรดดิน ฯลฯ

เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้มนุษย์ ส่งเสริมวัตถุนิยม และบริโภคนิยมทางอ้อม คนละทิศทางกับระบบเศรษฐกิจพอเพียง

ยิ่งกว่านั้น ถ้าไม่ควบคุมมันให้อยู่ในสภาพเหมาะสม จะมีส่วนทำลายภูมิปัญญาพื้นบ้าน สมานฉันท์ สามัคคีชุมชน

ไม่นานนักก็ถึงช่วงพักผ่อน เหล่าสมาชิกปูเสื่อใต้เพิง แยกเป็นสองวง พิชญ์อยู่ในกลุ่มของเคียะง่วน ลือเซียง ทุกคนยกอาหารมาตั้งกลางวง แบ่งกันกินด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต อาหารรสจืด ใส่ผักและถั่วต่างๆ เป็นพื้น

“ล่อยังไม่ไปไหนเลย เตร่รอพิชญ์”

เคียะง่วนปรารภ สหายต่างเมืองยิ้มร่าเริง

“นั่นสิ ข้าสั่งแล้ว มันฟังไม่รู้เรื่อง”

“พ่อหนุ่มไม่ต้องการรึ ไปไหนมาไหนสะดวกกว่าเดิน”

“ข้าต้องการล่อที่โง่เซื่องตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวที่ฉลาดใกล้เคียงมนุษย์”

ถึงคราวที่เหล่าสมาชิกหิมพาลัยจะมองกันตาปริบๆ เชิงรู้รหัสแต่ไม่ยอมอธิบาย ติดกฎข้อห้าม

“เจ้าจะต้องรู้วิธีควบคุมบังคับ มิฉะนั้น เจ้าล่อตัวที่โง่เซ่อจะพาพิชญ์เตลิดออกนอกเส้นทาง กลับบ้านไม่ถูก เอาละ ข้าจะไล่มันไปที่อื่น”

พูดจบ เคียะง่วนก็ผิวปากหวีดเสียงแหลมคล้ายเป่านกหวีด

ได้ผลชะงัด ล่อในระยะร้อยเมตรเหลียวมอง ก่อนที่จะย่ำกุกกัก มาหยุดนอกเพิง แย้มปากอวดฟันซี่โต

เขาสั่งภาษาพื้นเมือง ล่อจ้องพิชญ์คล้ายจะอาลัยอาวรณ์ แล้วสะบัดเมิน เคลื่อนออกไปห่างหน่อย หยุดชูหางกระดิก ปล่อยมูลกองเผละๆ ได้กลิ่นโชยมาถึงวงอาหาร ต่อจากนั้นมันก็วิ่งควบหายลับแนวโค้งของถนน

“ถ่ายมูลประชด”

พิชญ์ป้องปากหัวเราะหึๆ เคียะง่วนพยักหน้าหงึก

“ช่างมันเถอะ เราให้อภัยสัตว์”

ลือเซียงทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยแกมชื่นชม

“น่าอิจฉา เจ้าเป็นชาวสยามร่างสูงโย่ง ทำยังไงข้าอยากจะสูงเหมือนเจ้า”

ชายหนุ่มเข้าใจความรู้สึก มิน่าเล่า เมื่อวันวานที่ห้องอาบน้ำแร่ ลือเซียงชอบชำเลืองมองศีรษะและรูปร่าง หากจับจ้องเฉพาะอวัยวะบางแห่ง คงจะคิดว่าพันธุ์เบี่ยงเบน

“ความสูงหรือเตี้ยเป็นเรื่องของเผ่าพันธุ์เชื้อชาติ ข้าเองก็อยากจะหน้าอ่อนเป็นเด็กเหมือนลือเซียง เจ้าน่ะรุ่นพ่อข้าทีเดียวนะ”

ผู้ฟังยิ้มแฉ่งชอบใจ

วันนั้น ทำงานต่ออีกร่วมสองชั่วโมง ทุกคนก็พากันเคลื่อนย้ายออกจากแหล่งปลูกสร้าง โดยทิ้งอุปกรณ์หรือแม้กระทั่งหมวกไว้ในเพิง

ชาวคณะมุ่งสู่สถานอาบน้ำรวม ต่างคนจ้ำอ้าวกึ่งวิ่ง บางช่วงลัดขึ้นเนินเขากระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว

พิชญ์ไม่ชำนาญชัยภูมิอยู่ล้าหลัง เคียะง่วนชะลอฝีเท้าช้าลงหน่อยเป็นเพื่อนคุย สวนกับกลุ่มหญิงสาวที่เดินเร็วเกือบจะเป็นจ็อกกิง หนุ่มชาวหิมพาลัยทักทายภาษาพื้นเมือง

เมื่อคล้อยห่างพอควร เขาอธิบายว่า

“ข้าบอกกลุ่มแม่หญิงว่าให้ไปโกยขี้เลื่อย พวกเราชอบมาก มันเป็นเชื้อเพลิงดีที่สุด”

“จำพวกกบ สิ่ว ขวาน ไม่หายเรอะ เคียะง่วน”

“อย่าว่าแต่ลักขโมยเลย แม้แต่ความผิดเล็กน้อย เช่น โกหก เจ้าก็แลเห็นเป็นตัวอย่าง เจ้าหน้าที่ผู้ชายพาคนกระทำความผิด ไปอยู่ค่ายภาคทัณฑ์ทำงานสาธารณะช่วยเหลือสังคม”

“พาข้าไปเที่ยวเขตภาคทัณฑ์บ้างได้ไหม”

เคียะง่วนนิ่งตรึกตรองสักประเดี๋ยว

“ได้สิ ดินแดนแถวนั้นค่อนข้างจะแห้งแล้ง ไม้ดอกไม่งดงามเท่าแถวนี้ ไกลออกไปประมาณห้ากิโลเมตร มีทะเลสาบน้ำจืดริมภูเขาถ้ำทิวทัศน์สวยงามมาก แต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าไปเที่ยว”

“ทำไม”

มันเป็นสิ่งท้าทาย เพิ่มความกระตือรือร้น พิชญ์เหลียวมองคู่สนทนาตาเป๋ง เขาหลบสายตาวูบ

“แฝงความน่าสะพรึงกลัว สยดสยอง แค่พูดถึงข้าก็ยังขนหัวลุก ไม่มีใครกล้าไปแถวนั้น ยกเว้นเฉพาะจำเป็นสุดขีด”

ชายหนุ่มคาดการณ์ว่า ถึงอย่างไรเคียะง่วนก็จะไม่คายความจริง จะต้องปะเหลาะทางอุมาวสี เผื่อจะได้ผล

ณ สถานอาบน้ำแร่ ทั้งสองเจอล่อเจ้ากรรมยืนใต้ต้นมะเดื่อ มันส่งเสียงอื้ออ้าในลำคอเหมือนจะทักทายพิชญ์ เคียะง่วนหัวเราะ

“นั่นไง ล่อรอรับพ่อหนุ่ม”

“ไม่ ข้าชอบเดิน ออกกำลังกายในตัว”

ถอดรองเท้าแตะที่ลานคอนกรีต สองบุรุษเข้าห้องใหญ่ที่มีไอระเหยลอยกรุ่น ผลัดชุดรุ่มร่ามพาดราว

กลุ่มช่างก่อสร้างที่มาถึงก่อนกำลังอาบน้ำฟอกตัวเพลิน ลือเซียงเร่เข้ามาใกล้คนที่เพิ่งมาถึงล้าหลัง

“ข้ารู้นะ แม่หญิงอุมาวสีชอบอัธยาศัยหนุ่มต่างเมือง ทีข้าว้าเหว่เปล่าเปลี่ยว สาวๆ นัดกันเมิน”

“เจ้ายังเด็กนัก” เคียะง่วนตอบ “รอสักสาม-สี่สิบปี อาจจะมีแม่หญิงสักรายสนใจเจ้า”

“พอดีข้าแห้งเหี่ยวหัวโต”

“พระกับพวกโยคีในป่าไม่เห็นว่า ท่านจะต้องไม่ตกร้อน”

“พระคุณเจ้าทรงศีล” เด็กรุ่นกระทงเถียงคอเป็นเอ็น “แต่ข้าเป็นฆราวาส ความต้องการต่างๆ เปี่ยมท้น”

“มันเป็นกิเลส” เคียะง่วนเตือนสติ “เจ้าดำเนินชีวิตทางสายกลาง พอใจสภาพแวดล้อมส่วนตัว เมื่อถึงเวลาสิ่งดีๆ ก็จะเข้ามาเอง ข้าไม่เห็นว่าจะเดือดร้อนกับความเป็นโสด”

เคียะง่วนตักน้ำแร่ในบ่อคอนกรีตราดตัว พิชญ์ฟอกสบู่สมุนไพรใบบัวบก

ได้ยินเรื่องราวโดยตลอด ประเมินได้ว่าลือเซียงอิจฉาเขา เพียงแต่ไม่รุนแรงถึงขั้นวางตัวเป็นศัตรู นึกชมเชยเคียะง่วนที่ใช้แนวธรรมะตักเตือนเด็กวัยรุ่น

กลุ่มแรกทยอยออกจากห้องน้ำทีละคนสองคน กลุ่มใหม่ผ่านประตู ถอดชุดพาดราว กระเช้าเย้าแหย่โขมงโฉงเฉง เตะกันเชิงสัพยอก

สองบุรุษสวมชุดแห้ง เก็บสัมภาระ พากันออกจากห้อง สวมรองเท้าแตะ

ล่อตัวเดิมไม่อยู่ แสดงว่าใครสักคนใช้บริการ ล่อตัวใหม่เพศผู้เดินเตร่โบกหาง เคียะง่วนลูบต้นคอ ส่งภาษาพื้นเมืองล้งเล้ง เสร็จแล้วหันมาพูดกับพิชญ์

“พ่อหนุ่มขี่หลัง มันจะพาไปส่งกระท่อม บางทีตอนค่ำข้าอาจจะไปคุยกับเจ้า”

สัตว์พาหนะคะนองร้องฮี้คล้ายม้า พิชญ์เหยียบโกลนโน้มกายดีดคร่อม ล่อวิ่งเหยาะๆ ลงจากเนินไม่ปรานีปราศรัยเยี่ยงเพศเมีย เขาต้องคอยโขยกกายตามจังหวะ เพื่อมิให้ก้นกบกระแทกอานเจ็บ

 

อุมาวสีเปิดประตูไม้ค้ำ ปัดกวาดทำความสะอาดกระท่อมมุงแฝก ฮัมเพลงภาษาพื้นเมืองหงิงๆ สดชื่นรื่นเริง

เมื่อเสร็จเรียบร้อย ก็ลำเลียงของที่กองบนลานหินเข้าไปเก็บข้างใน นั่งรอหนุ่มชาวกรุง

ล่อพาพิชญ์มาส่ง แม้จะหยุด มันก็ยังซอยเท้าตำแหน่งเดิมด้วยความคึกคะนอง ชายหนุ่มดีดตัวลงจากอานตุ้บ สัตว์พาหนะสะบัดพรืดไม่แยแสอ้อยอิ่ง วิ่งโขยกฝุ่นทรายฟุ้ง หายวับไปกับตา

“โอ…แม่หญิงเอาแจกันไม้ดอกมาตั้งในห้องข้า สวยมาก อาหารเตรียมพร้อม”

ดรุณีโฉมงามคลี่ยิ้มหวานแฉล้ม

“ข้าอยากจะให้พ่อหนุ่มอยู่กับพวกเราตลอดชีวิต หรืออย่างน้อยก็นานที่สุดเท่าที่จะนานได้”

ป่วยการปัญหาเดิมๆ ถึงอย่างไรพิชญ์ก็ยังอยากกลับภูมิลำเนา เยี่ยมครอบครัว ไม่เคยเปลี่ยน

“แม่หญิงเอื้อเฟื้อ บริการด้านอาหารทุกมื้อ ข้าไม่รู้ว่าจะเอาอะไรตอบแทน นอกจากจงรักภักดี ยอมเป็นทาสทางใจของแม่หญิง”

“บ้านเมืองเรา ไม่มีใครนิ่งดูดายให้คนพลัดถิ่นอดอยากหรอก ถ้าข้าไม่ช่วยเหลือ คนอื่นก็ช่วย”

ชายหนุ่มหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ไปผลัดเปลี่ยนในห้องน้ำด้านหลังกระท่อม เมื่อเข้ามาก็ประจักษ์ว่า อาหารตั้งบนแคร่ สีสันของผักสดที่ประดับริมจาน ทำให้ดูน่ากินกว่าทุกมื้อ

“ไม่เร็วไปหน่อยรึ พระยังไม่ตีระฆังเลย”

“กินข้าวค่ำเป็นประจำ น้ำหนักเจ้าอาจจะเพิ่มขึ้น…อ้วน” อุมาวสีชี้แจงเหตุผล “ไม่เป็นไร ข้าจะกินผลไม้เป็นเพื่อน”

ต่างฝ่ายต่างเริ่มบริโภค เด็กสาวฝานลูกพลับ หยิบชิ้นเล็กเข้าปากเคี้ยว

เรื่องราวจากเคียะง่วนค้างคาใจ หนุ่มหล่อลองเลียบเคียง

“ข้าอยากจะไปเที่ยวทะเลสาบน้ำจืด เขาลือกันว่าทิวทัศน์สวยงามนัก”

อุมาวสีตกตะลึง เบิกตาโตเพิ่มเสน่ห์ให้แก่ตนเองโดยไม่รู้ตัว

“อย่าเชียว ดินแดนมฤตยู ต้องห้าม ล่อทุกตัวไม่ว่าฉลาดหรือโง่ จะไม่ยอมไปที่นั่น”



Don`t copy text!