หิมพาลัย บทที่ 2 : ดินแดนนี้ไม่มีคนโกหก

หิมพาลัย บทที่ 2 : ดินแดนนี้ไม่มีคนโกหก

โดย : ตรี อภิรุม

หิมพาลัย ดินแดนที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม คนและสัตว์ป่าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขจะมีอยู่จริงหรือเป็นเพียงความฝัน และระหว่างเธอคนนั้น “อุมาวสี” กับ “โลกแห่งความจริงที่จากมา” พิชญ์จะเลือกอะไร…”หิมพาลัย” นวนิยายออนไลน์ที่ตรี อภิรุม จะพาชาวอ่านเอาเดินทางไปกับจินตนาการที่แสนสวยงามและความรักที่มีอยู่จริง
*****************************
สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เจ้าของนามเหลียวมอง ดรุณีแรกรุ่นวัยไม่เกินยี่สิบยืนอยู่นอกกระท่อม มือหนึ่งถือจานอาหารสภาพคล้ายถาด อีกมือหิ้วโคมตาวัว

ชายหนุ่มฉุกคิดได้ว่า หล่อนเป็นญาติเคียะง่วน

“ขอบคุณครับ”

กุลีกุจอรับจานอาหารวางบนแคร่

เด็กสาววางโคมที่หิ้ว ยอบกายพนมมือทำความเคารพ

“เจ้าเรียกข้าว่าอุมาวสีหรือแม่หญิง”

พิชญ์รับไหว้ เป็นชื่อที่เพราะ แตกต่างกับสองชื่อแรกที่ได้ยิน เพ่งพิศฝ่ายตรงข้าม

ผิวขาวนวลเนียน พิลาสพิไลโฉมปานหยาดฟ้ามาดิน เรือนผมประดับดอกไม้สีม่วงชมพู กลิ่นกายหอมกรุ่น

ประดานางงามที่สวมมงกุฎ ไม่แน่ว่าจะเทียบเคียงอุมาวสีได้หรือเปล่า

เขารู้สึกในนาทีนั้นว่า…ตกหลุมรัก

เป็นไปได้ไหม พรหมลิขิตชักพาให้มาพบเนื้อคู่ที่หิมพาลัยเมืองลับแล

“กินข้าวเสียสิ”

“ประเดี๋ยวก่อนก็ได้ ผมยังไม่ค่อยหิว อยากจะคุยกับแม่นาง”

“อย่าเรียกอย่างนั้น” อุมาวสีโบกมือห้าม พราวไปด้วยเสน่ห์ “แม่นางหมายถึงคนที่มีเรือนแล้ว แต่ข้ายังโสด”

“ขอโทษ ผมเองก็โสดครับ”

ดรุณีเฉิดโฉมเพ่งพิศคู่สนทนา เหมือนจะพยายามเจาะลึกให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจว่าจริงหรือคำลวง

“หิมพาลัยเป็นดินแดนสะอาด ทุกคนมีใจใฝ่กุศล ถ้าเจ้าโกหกจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ แม้พญาเสือโคร่งก็จะไล่ตะปบ”

“ผมพูดความจริง”

“เมืองเราไม่มีโจร ขโมย” อุมาวสีอธิบายเพิ่มเติม “คนทุจริต ฉ้อโกง ผิดผัวผิดเมีย”

เล่นเอาพิชญ์ทึ่ง ไม่อยากเชื่อ หิมพาลัยเป็นโลกแห่งพระศรีอริยเมตไตรยเช่นนั้นหรือ ทุกคนรักษาคุณธรรม อยู่กันอย่างสันติสุข

“คุกตะรางล่ะ”

“เราไม่ได้สร้าง ใครที่โกหกสองครั้งแรก จะถูกส่งไปดินแดนภาคทัณฑ์ ทำงานหนัก ครั้งที่สามจะไล่ออกนอกเขต”

ชายหนุ่มใคร่ครวญ การกล่าวเท็จสังคมไทยเราไม่ค่อยจะถือสา เคร่งครัดเฉพาะผู้ทรงศีล ปุถุชนหลีกเลี่ยงยาก บางกรณีโกหกก็เป็นการรักษาภาพลักษณ์และมารยาทสังคม

ตั้งปฏิญาณว่า ตราบใดที่ยังอยู่ในหิมพาลัยนคร เขาจะไม่พูดพล่อยๆ จนกลายเป็นโกหก

“สถานที่อาบน้ำอยู่ที่ไหน แม่หญิง”

“อากาศหนาวขนาดนี้เจ้าจะอาบรึ”

“เปล่า ผมถามเพื่อเป็นความรู้รอบตัว”

“ลำธาร บ่อน้ำแร่ สองแห่ง พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเอง”

เด็กสาวไหว้ลาเขาอย่างแช่มช้อย หิ้วโคมตาวัวกลับที่พัก หนุ่มผู้พลัดถิ่นมองตาม จนกระทั่งหล่อนเลี้ยวลับแนวพฤกษ์

พิจารณาอาหารในจานรูปสี่เหลี่ยมมุมตัด ใช้ช้อนสแตนเลสเขี่ยพิสูจน์ พอจะให้คำจำกัดความได้ว่า ข้าวผัดทรงเครื่อง สีสันแปลกสดสวย หากมองเผินๆ คล้ายอาหารของพวกชาวฮินดู

ข้าวซ้อมมือเป็นหลัก ผสมถั่วแดง ถั่วลันเตา ผักสีเหลือง ส้ม แดง และม่วง หั่นฝอย ผักกาดหอมรองก้นจาน

พิชญ์ตักบริโภค ได้กลิ่นพริกไทย กระเทียม รสชาติไม่ถึงกับอร่อยหรือว่าคายทิ้ง

“โอเค อาหารธัญพืช มีปลาทอดหั่นชิ้นแจมมาให้บ้าง”

ในที่สุดก็อิ่ม รินน้ำจากคนโทดื่ม รสปร่า อาจจะเป็นน้ำฝนที่ตกจากชายคามุงแฝก

เขาออกไปนั่งชันเข่า แปรงฟันที่ลานดินข้างก้อนหิน แลเห็นห่างออกไปร่วมสองร้อยเมตร ชาวบ้านนั่งล้อมกองไฟผิงกันหนาว

แปรงก็แสนจะทุเรศ ถือไม่ถนัดปัดๆ เป๋ๆ ยาสีฟันแทบว่าจะไร้ฟอง ค่อนข้างเผ็ด ฟอกสบู่สมุนไพรล้างหน้าได้กลิ่นขมิ้น

ทุกอย่างเกิดจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ห่างไกลคำว่าเทคโนโลยี แตกต่างกับเมืองไทยลิบลับ ชาวไฮโซชอบใช้ของนอกแบรนด์เนม ราคาแพงเสียจนพวกระดับรากหญ้าขนหัวลุก

เท่าที่สังเกต ชาวหิมพาลัยน่าจะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เอื้อเฟื้อ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน

โอ…โน่นอะไรกันเล่า

เสือโคร่งตัวเล็กกว่าที่เขาเห็นตอนเย็น เดินวาดหางช้าๆ ไปที่กลุ่มคนผิงไฟกันหนาว

“เหวอ!”

ชาวกรุงพเนจรรีบปิดประตูไม้ค้ำ ไม่ไว้ใจสัตว์เขี้ยวเล็บ

หมุนรีหมุนขวางอยู่บนแคร่ เอายังไงหว่า หรือว่าจะนอนทั้งชุดเดินทาง ท่าจะไม่เหมาะ เผื่อจะมีโอกาสกลับกรุงเทพฯ เราจะได้สวมชุดเดิมที่ดูดีพอสมควร

พลันเหลือบพบชุดสีเปลือกมังคุดหนาเทอะวางไว้บนชั้น เคียะง่วนคงจะจัดไว้ให้สับเปลี่ยน เพียงแต่ว่าความฉุกละหุกทำให้ลืมบอก

พิชญ์ตรวจชุดพื้นเมืองรุ่มร่าม ค่อยยังชั่ว ชั้นในเป็นเสื้อยืดแขนกุดติดต่อกับกางเกงขาสั้นยาวถึงเข่ารัดรูป

จัดแจงผลัดเปลี่ยนชุด ชั่วประเดี๋ยวก็เรียบร้อย รวมทั้งสนับแข้งเต็มยศ

“เรากลายเป็นชาวหิมพาลัยแล้วโว้ย”

เขาขบขันตนเอง พลางฉุกคิดถึงโทรศัพท์มือถือ ดึงมันออกจากซองที่เหน็บเข็มขัด

อนิจจา…แบตเตอรี่หมด สภาพไม่แตกต่างอะไรกับก้อนหินไร้ประโยชน์

คืนนั้น อากาศหนาวเย็นยะเยือก ดูเหมือนว่ามันจะซอกซอนเจาะลึกถึงกระดูกทีเดียว ผ้านวมเกือบจะเอาไม่อยู่ พิชญ์นอนตัวงอซุกมือไว้ในช่องขาอาศัยความอบอุ่น

ยังไม่เคยชินต่อสภาพแวดล้อม จึงจัดว่าเป็นคืนมหาวิบาก เขาหลับๆ ตื่นๆ

ฝันถึงทุ่งบุปผชาติ ฝูงผีเสื้อบินพึ่บพั่บล้อแสงตะวัน อุมาวสีพาเขาเที่ยวริมลำธารระหว่างไม้ดอก น้ำเซาะแก่งหินริ้งๆ ฟังไพเราะดุจดุริยางค์ทิพย์

“พรุ่งนี้ข้าจะเอาเสื้อกางเกงของเจ้าไปให้พรรคพวกซัก”

“อย่าเลย ของใช้ส่วนตัวผมทำเอง”

“เจ้าเป็นคนแปลกถิ่น ข้าเกรงว่าจะไม่สะดวก” ดรุณีผู้พิลาสโฉมมองตาเขา คลี่ยิ้มหวานละมุน “ห้ามปฏิเสธ”

ดวงตาที่ล้อมขนตายาวงอนนั้นทรงอำนาจลึกลับ ประหนึ่งสะกดจิต ชายหนุ่มตะลึงเคลิบเคลิ้ม ไม่กล้าขัดใจหล่อน

“ดอกไม้ชนิดไหน เจ้าอยากจะให้ข้าแซมผม”

พิชญ์ชี้มือเหนือศีรษะอธิบายประกอบ ขณะอุมาวสีมองตาม

“กล้วยไม้สีม่วงแดงขอบริมขาว”

“ลองล้วงหยิบทรายในลำธาร เจ้าจะเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น”

ฝ่ายตรงข้ามทรุดกายนั่งชันเข่า เอื้อมมือลงไปในน้ำเย็นเฉียบกำขยุ้ม แบออกพิสูจน์

ตะลึงตื่นเต้น เป็นไปได้อย่างไร ไม่อยากเชื่อ

ทรายนั้นผสมแร่ทองคำเม็ดเล็กๆ บางเม็ดเท่าถั่วเขียว ก้อนกรวดเป็นพลอยสีต่างๆ สามารถนำมาเจียระไนเป็นเครื่องประดับ

เหง่ง-หง่าง-เหง่ง-หง่าง!

เสียงระฆังวังเวงค่อนรุ่ง ไล่เลี่ยกับสุนัขหอนวู้หลายตำแหน่ง

ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นจากความฝันอันชวนพิศวง

ตะเกียงดับ มืดมนอนธการรอบทิศ เสมือนอยู่ในหุบเหวที่อุณหภูมิใกล้จะถึงจุดศูนย์องศาเซลเซียส

ช่วงเวลาต่อเนื่อง สวดประสานเสียงยานคางแทรกซึมมากับลมหนาว เช่นเดียวกับตอนดวงตะวันชิงพลบวันวาน

นอนไม่หลับ พลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่ในโปงผ้านวม

เวลาผ่านไป เช้าตรู่หมอกลงจัด พิชญ์เปิดประตูไม้ค้ำหน้ากระท่อม สัมผัสกระแสลมหนาวกรูเกรียวจนอยากจะปิดตามเดิม หากเขาเป็นเด็กเล็กคงจะสั่นงั่ก ฟันกระทบกันกึกๆ

อารมณ์ร่าเริงแบบคนหนุ่ม เขาคิดทางบวก

‘เปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้าง เราอยู่กรุงเทพร้อนทั้งปี’

หมอกขาวอ้อยอิ่ง คล้ายควันไฟปกคลุมทั่ว ไม่สามารถจะเห็นไกลเกินสี่เมตร รู้สึกว่าชาวบ้านเดินกุกกักผ่านทางสัญจร

พิชญ์ออกไปแปรงฟันล้างหน้าหลังที่พัก น้ำเย็นเฉียบไม่ผิดละลายจากน้ำแข็ง

แสงอรุณเบิกฟ้าขับไล่ละอองหมอก ผู้คนสัญจรมากขึ้น เด็กวิ่งเกรียวกราวคึกคะนอง

อุมาวสีปรากฏตัว พร้อมถ้วยชามอาหารใส่ถาด พิลาสพิไลโฉมประหนึ่งเทพธิดาจำแลง

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งคือ เรือนผมประดับช่อกล้วยไม้สีม่วงแดงขลิบริมกลีบสีขาว

ตรงกับความฝันเมื่อคืน ชวนให้คิดว่าความฝันกลายเป็นความจริงเช่นนั้นหรือ

“ข้านำข้าวต้มผักมาให้เจ้า สีสันอาจจะไม่น่ากิน แต่ให้สารอาหาร มีประโยชน์ต่อร่างกายครบถ้วน ข้าขอเสื้อผ้าของพิชญ์เอาไปให้เพื่อนซัก”

ผู้ฟังประหลาดใจครั้งที่สอง นี่ก็ตรงกับความฝัน หรือว่าเหตุบังเอิญ

ยอมมอบเสื้อกางเกงให้เด็กสาว กล่าวขอบคุณ และแถมพก

“ผมล้างจานช้อนเมื่อคืน แต่มันคงจะไม่ค่อยสะอาด”

หล่อนกำชับให้เขากินข้าวต้ม สักครู่จะมารับไปสำรวจสถานที่สองแห่ง สำหรับอาบน้ำ

เมื่ออยู่ตามลำพังคนเดียว พิชญ์กินอาหารอุ่นจัด เละคล้ายโจ๊ก สีพะอืดพะอมชวนให้อาเจียน

รสไม่แตกต่างกับมื้อแรกสักเท่าใด แต่ถึงอย่างไร อิ่มย่อมดีกว่าอด

ใกล้จะเกลี้ยงชาม เคียะง่วนแวะมาเยี่ยม ถือถาดใส่ผลเชอร์รีสีแดงคล้ำ วางลงที่แคร่

“ของฝาก เจ้าคงจะชอบ”

เขาลองชิม หวานอมเปรี้ยวอร่อย ประเมินราคาเชอร์รีนอกที่กรุงเทพฯ แพงเฉียบ ดูเหมือนว่าจะเหนือกว่าผลไม้อื่นๆ ทั้งหมด

เคียะง่วนแนะนำว่าไม่ต้องล้างชาม เดี๋ยวเขาจะจัดการเองรวมทั้งทำความสะอาดกระท่อมด้วย เตรียมตัวไปพบอุมาวสีที่รอโคนต้นมะพร้าว ญาติผู้พี่จะนำชมพื้นที่บางส่วนแห่งหิมพาลัยนคร

ใช้เวลาชั่วครู่ ชายหนุ่มก็จัดธุระส่วนตัวเสร็จ

“ผมซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อ แต่อยากจะกลับเมืองไทยที่ครอบครัวรออยู่”

“เจ้ากินผลไม้คุณธรรม หนทางยากมาก ข้าไม่รู้วิธี ลองปรึกษาแม่หญิง หรือแม่เฒ่าจันจู”

พิชญ์เดินไปตามทางที่เด็กหนุ่มชี้บอก ท่ามกลางแสงอรุณช่วยให้คลายหนาว

ชัยภูมิเนินเขาลดหลั่น พื้นที่เกษตรกรรมเขียวชอุ่ม สลับแซมไม้ดอก ผีเสื้อ แมลงปอ และนกนานาชนิดบินว่อน กระท่อมปีกไม้เรียงรายเป็นระยะ บ้านตึกรูปถ้วยกาแฟคว่ำแซมอยู่บ้างประปราย

เคยประเมินไว้ครั้งแรกร้อยกว่าหลังคาเรือน ผิดถนัด ความจริงมีมากกว่านั้นหลายเท่า

ปราสาทรูปเก๋งจีนประยุกต์สูงตระหง่าน ประกอบด้วยหอระฆัง เณรสองรูปเดินเล่น นุ่งจีวรสีกรัก ผ้าอังสะเฉวียงบ่า

“อ้อ…ระฆัง เสียงสวดดังมาจากวัดนี้เอง”

อุมาวสีรอโคนต้นมะพร้าว ยิ้มรื่นแต่ไกล สิริโสภาเหมือนนางไม้ที่ปรากฏโฉมในไพรพฤกษ์

“คอยผมนานไหมครับ”

“แป๊บเดียว ข้าขอร้องอะไรเจ้าอย่างหนึ่ง คราวหลังเรียกตัวเองว่าข้า อย่าใช้ผม”

“ทำไมล่ะ”

เขาเลิกคิ้ว ดวงตาจุดประกายยิ้มวิบวับเจ้าชู้

“เจ้าหน้าตาคล้ายพวกเราชาวหิมพาลัยครึ่งตัวแล้ว จะได้เป็นโดยสมบูรณ์”

หนุ่มชาวกรุงยอมรับความจริง หน้าตาเขาแบบชาวเอเชียละม้ายแม้นชาวหิมพาลัย นึกต่อด้วยอารมณ์ขันว่า อย่าว่าแต่ข้า-เจ้าเลยต่อให้มึง-กูเขาก็เคยใช้กับเพื่อนสนิท

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดความรักแรกพบ แต่เขาก็ไม่ต้องการจะจมปลักอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต ตัดขาดจากพ่อแม่ญาติพี่น้อง

กรุงเทพมหานครแตกต่างกับหิมพาลัยเหมือนฟ้ากับเหว

“ตกลง”

ดรุณีสะคราญโฉมพาเขาผ่านไปตามทางสัญจรคดเคี้ยว ระหว่างแมกไม้ร่มรื่นสลับกับแสงแดด เจอชาวบ้านที่ยิ้มแย้ม ทักทายภาษาพื้นเมืองล้งเล้ง

บางทีสวนกับชาวบ้านขี่ล่อวิ่งเหยาะๆ ไม่วายส่งยิ้มให้อีก สะท้อนความบริสุทธิ์ใจ และมิตรภาพ

พิชญ์เปรียบเทียบกับบ้านเกิดเมืองนอน สัญลักษณ์สยามเมืองยิ้มจางลงทุกที

หรือว่าต่างความคิด อุดมการณ์ ไม่มีใครยอมลดราวาศอก ทำให้สัญลักษณ์เปลี่ยน

“แม่หญิง พลเมืองหิมพาลัยมีสักเท่าไร”

“ประมาณสองแสน” หล่อนอธิบาย “พ่อแม่มีลูกไม่เกินสอง บางคู่เป็นหมัน ทารกไม่เกิด”

“การคมนาคมใช้ล่อเป็นพาหนะ หรือไม่ก็เดิน” คนแปลกถิ่นตั้งข้อกังขา “ไม่ช้าเกินไป”

“เราไปไหนได้เร็วมาก ถ้าจำเป็น แต่เราชอบใช้วิธีธรรมชาติ”

ทันใดนั้น ชายหนุ่มเหลือบพบงูเหลือมสีน้ำตาลอมเหลืองลายพร้อยเลื้อยอืดอาด ชาวบ้านไม่สนใจไยดีมัน ต่างคนต่างอยู่ เขาชี้มือที่เจ้าสัตว์จอมเขมือบ

“โน่น แม่หญิง”

ปราศจากปฏิกิริยาตอบรับ

อ้าว…ไม่ทราบว่าคู่สนทนาหายไปไหน เหลียวสำรวจ พบว่าอุมาวสียืนอยู่ระยะห่างสองร้อยเมตร

หล่อนไปถึงที่โน่นได้อย่างไรชั่วพริบตาเดียว เร็วยิ่งกว่าซิ่งจักรยานยนต์

เขาวิ่งเหยาะๆ จนกระทั่งถึงร่างงามระหงที่หยุดรอ เด็กสาวชี้แจง

“เมืองเราสัตว์-คนเป็นมิตร ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน”

“ไม่ใช่ ข้าอยากรู้ว่าทำไมแม่หญิงเดินทางได้รวดเร็วเหลือเชื่อ”

“เอาไว้เมื่อถึงเวลาอันสมควร ข้าจะตอบ”

สองหนุ่มสาวคุยกันไปเรื่อยๆ เชิงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พิชญ์เปิดเผยว่า เมืองไทยเป็นชาติที่กำลังพัฒนา เทคโนโลยีหลายอย่างอำนวยความสะดวก ทุ่นเวลาทุ่นแรง เพิ่มผลผลิต สร้างความมั่งคั่ง

อุมาวสีเล่าว่า เจ้าเมืองหิมพาลัยยึดกุศโลบายเศรษฐกิจพอเพียง ความสุขของประชากรเป็นหลัก ความละโมบกอบโกย ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ สร้างทุกข์

ตีนเขา ชัยภูมิระนาบเอียง สูงขึ้นตลอดเส้นทาง ลำธารกว้างน้ำใสไหลแรง แยกเลี้ยวไปสู่พื้นที่เกษตรกรรม ไร่นา เรือกสวน

ทางเดินริมลำธาร แมกไม้ให้ความร่มรื่นเป็นระยะ นกร้องจิ๊บเจี๊ยบในพุ่มพฤกษ์ ผีเสื้อ แมลงปอหลายตัวบินว่อน น้ำเซาะแก่งหินริ้งๆ ไพเราะดุจบทเพลงแห่งธรรมชาติ

ทั้งสองหยุดพักบนลานหินริมตลิ่ง ชายหนุ่มอัศจรรย์ยิ่งนัก เหลียวซ้ายมองขวาล่อกแล่ก

เหลือเชื่อ เหมือนในความฝันเปี๊ยบ แม้กระทั่งกล้วยไม้สีม่วงแดงขอบกลีบขาวบนคาคบไม้สูง

“เจ้าลองขยุ้มทรายก้นลำธาร”

พิชญ์ทรุดกายนั่งชันเข่า  มือหนึ่งเหนี่ยวรากไม้ยึด โน้มตัวลงต่ำ จักแหล่นจะลื่นตกน้ำเสียให้ได้ เอื้อมขยุ้มกรวดทรายเต็มกำมือ แบมือพิสูจน์

คุณพระช่วย!

เกือบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง ทรายผสมเม็ดแร่ทองคำบริสุทธิ์ บางเม็ดเท่าปลายนิ้วก้อย

กรวดคือ พลอยหลากสี บางก้อนรูปหลังเบี้ย สามารถเอาไปทำหัวแหวนได้เลย โดยไม่ต้องเจียระไน

“เป็นยังงี้ทั้งลำธารเรอะ”

“ใช่แล้ว”

ปลื้มปีติ แต่แล้วก็ลดวูบลง เมื่อคิดว่ามันไร้ประโยชน์สำหรับเขา

หากใครในโลกไฮเทคมาทำเหมืองแร่ทองคำ จะเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านง่ายๆ โดยสุจริต มิได้เกิดจากการฉ้อโกง

“เกลือทะเลมีคุณค่าสำหรับเรามาก เคียะง่วนเคยเอาเม็ดทองผ่านทวารภพ ไปแลกเกลือจากชาวสยาม”

ชายหนุ่มหย่อนทรัพยากรลงลำธารเช่นเดิม แกว่งมือล้างน้ำยืนเคียงข้างหล่อน

“ถามจริงๆ เถอะ แม่หญิงเข้าฝันข้าเมื่อคืนนี้ใช่ไหม”

อุมาวสีคลี่ยิ้มหวานละมุน แววตาล้อเลียน

“อะไรทำให้เจ้าคิดแบบนั้น”

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงตามความฝันทั้งหมด”

“ไม่ขอตอบ จริงหรือไม่จริง เจ้าคิดเอาเอง”

ผู้ฟังคิดสะระตะ อุมาวสีเคยสำแดงกายหายวับไปปรากฏที่ใดที่หนึ่ง แล้วทำไมปาฏิหาริย์อย่างอื่นจะสำแดงไม่ได้เล่า

นี่คือ เมืองลับแล คล้ายโลกพระศรีอริยเมตไตรย

ชาวหิมพาลัยไม่โกหก ฉะนั้น การไม่ตอบก็เท่ากับการยอมรับ

“บริเวณอาบน้ำล่ะ”

“แถวนี้กลางลำธารน้ำลึก พวกเราไม่นิยม อาจจะเกิดอันตรายจากน้ำเชี่ยว ตามข้ามาเถอะ”

เด็กสาวพาอาคันตุกะพิเศษไต่ขึ้นเนินเขาที่แมกไม้ปกคลุม เสียงน้ำตกจั้กๆ กระหึ่มกลบเสียงนกร้อง กล้วยไม้ป่า ไม้ดอกเต็มไปหมด ประหนึ่งดินแดนเนรมิต

พ้นจากช่วงตลิ่งชันก็ถึงที่ลาดริมลำธาร ชายหาดทรายเม็ดทองกับพลอย

นั่นปะไร!

ประดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ร่วมยี่สิบคนเล่นน้ำ แหวกว่าย ตีกรรเชียงสนุกสนาน

ทุกคนนุ่งกางเกงขาสั้นสีเข้ม แบบเดียวกับที่เขานุ่งชั้นในกระชับ ส่วนเสื้อคลุม สนับแข้ง และรองเท้าแตะวางกองบนโขดหิน

“นี่แหล่งของผู้ชาย ผู้หญิงอยู่ข้างบน เป็นสัดส่วนต่างหาก”

“ข้าจะลงไปว่ายน้ำ”

“ยังงั้นสักชั่วโมง เราจะพบกันที่ตีนเขาข้างล่างสุด”

อุมาวสีไต่ขึ้นเนินเขาที่เอนระนาบลดเลี้ยวซับซ้อน พิชญ์มองตามจนกระทั่งร่างไฉไลลับแนวพฤกษ์

เปลื้องชุด กองไว้บนโขดหิน ถอดรองเท้าแตะ ก้าวลงน้ำจ๋อมเย็นจัด ใกล้เคียงน้ำในตู้เย็น

หนุ่มชาวหิมพาลัยยิ้มแย้มร่าเริง ทักทายภาษาไทยสำเนียงเพี้ยนกระท่อน กระแท่น แต่ก็พอจะรู้เรื่อง

สิ่งที่น่าสังเกต พวกเขาเอาสบู่หอมมาด้วย แต่ไม่ยักใช้ฟอกตัว เด็กชายวัยแตกพานหนุ่มวักน้ำสาด พร้อมทั้งหัวเราะยิงฟันขาว เขาวักสาดบ้าง เล่นด้วยฉันมิตร ไม่เกรงว่าผมเปียก

“เจ้าหนูอายุเท่าไร”

“เรียกว่าเจ้าหนูรึ”

“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าอายุสิบสามละมั้ง”

“มากกว่าสามสิบ”

พูดแล้ว เด็กรุ่นกระทงก็ว่ายโผเข้าไปหากลุ่มพรรคพวก ป้องกันพิชญ์ถามรายละเอียด



Don`t copy text!