สีตคีตา (๒๔๗๕) : บทนำ

สีตคีตา (๒๔๗๕) : บทนำ

โดย : กันต์พิชญ์

Loading

สีตคีตา (๒๔๗๕) โดย กันตNพิชญ์ เรื่องราวของ ‘ฮันกี’ หนุ่มน้อยชาวเกาหลี และ ‘คีตา’ ทายาทสายเลือดตระกูล ‘ชระ’ คนสุดท้าย ที่จะเป็นผู้ปลดปล่อยวิญญาณมากมายซึ่งถูกจองจำภายใต้อาคมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในเรือนมนิลาแสนสวยงาม วิญญาณทุกดวงจะสู่สุขคติไหม อ่านออนไลน์ได้ในเว็บไซต์ anowl.co ที่ๆ มีนวนิยายออนไลน์สนุกๆ ให้อ่านออนไลน์

ณ คลองมอญ พ.ศ.๒๔๘๙

ไอ้ประดู่เลาหางขาวโก่งคอขันแข่งกันกับไก่บ้านอื่นก่อเสียงระงม ทว่าแสงอาทิตย์กลางฤดูหนาวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาง่ายๆ

ไก่ชนราคาหลายบาทตัวนี้ พ่อเลี้ยงของเขาดั้นด้นไปหาซื้อมาจากตลาดวัดกลางซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคลองสำเหร่กับคลองบางน้ำชน ได้ยินว่าเป็นไก่พันธุ์ดีมาไกลจาก ‘ถิ่นตีไก่’ บ้านกร่าง เมืองพิษณุโลกโน่นเทียว

และยามนี้ สภาพเด็กหนุ่มร่างงามล่ำสันก็ไม่ต่างอะไรกับไก่อูในบ่อน

เขากำลังนั่งงงเป็นไก่ตาแตก จ้องไวโอลินสีเหลืองนวลจากการลงวาร์นิชหรือน้ำมันชักเงายางไม้สีอำพัน พื้นผิวของมันกำลังล้อแสงจากเปลวไฟตรงปลายไส้ฝ้ายถักของตะเกียงน้ำมันมะพร้าวเป็นมันปลาบ

“กะหมอกทำอะไรอยู่หรือ”

นางสน เมียคนที่สองของพ่อเลี้ยงเอ่ยถามเสียงเบา ขณะย่ำขึ้นมาตามขั้นบันไดที่เชื่อมต่อซุ้มประตูหลังคาคฤห

ในมือนางสนถือกระบอกไม้ไผ่พะรุงพะรัง หล่อนมองเห็นแสงบนเรือนจากที่ไกลๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่ ดูวับแวมคล้ายหิ่งห้อยตัวกระจิริดบินมาเกาะอยู่ริมตลิ่งคลองมอญ

ดวงหน้านางสนดูอิ่มเอิบสมวัยสิบห้า เนื้อตัวมีกลิ่นกรุ่นปะปนกันอยู่ระหว่างกลิ่นเย็นๆ ของดินสอพองทาตัว กับกลิ่นฉุนของหมากและปูน บางคราวก็มีกลิ่นขมิ้นชันบำรุงผิวพรรณหลังอาบน้ำ

นัยน์ตานางสนช่างคมกล้า เพ่งพิศทุกสิ่งรอบกายได้อย่างละเอียดลออ

ผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นกระบอกในมือแม่เลี้ยง ก็รู้ได้ในทันทีว่าสิ่งบรรจุในกระบอกคือน้ำตาลสดจากงวงมะพร้าว

“พี่จะเอาตะไลไหม ข้าจะได้ไปหยิบมาให้”

กะหมอกแข็งขันอาสาไปหยิบถ้วยขนาดเล็กออกมาจัดแจงตระเตรียม และที่เด็กหนุ่มเรียกนางสนว่าพี่ ก็เพราะเมียคนนี้ของพ่อเลี้ยงอายุห่างจากเขาเพียงแค่ขวบปีเท่านั้น

นางสนส่ายหน้า พยักพเยิดไปทางเรือนฝาขัดแตะหลังเล็ก

“ไม่เป็นไร หยิบเอาออกมาเช็ดไว้ในเรือนครัวตั้งแต่ก่อนไก่ขันแล้ว ยังไงช่วยไปผ่าหัวตะโหงกเตรียมเชื้อไฟให้หน่อยซี”

“ได้ๆ”

กะหมอกรับคำนางสนอย่างว่าง่าย แต่แทนที่จะรีบไปสับโคนของทางมะพร้าวแห้งเตรียมจุดไฟ เด็กหนุ่มกลับวิ่งเข้ามาช่วยถือกระบอกน้ำตาลสด จังหวะนั้นถึงได้เหลือบลงไปเห็นเศษไม้ปะปนอยู่ในกระบอก

“เศษขี้เลื่อยตกลงไปในน้ำตาลหมดเลย แบบนี้คนซื้อไม่ด่าแย่หรือ”

“อะไรกัน ย้ายมาอยู่กับชาวสวนตั้งเกือบปี แต่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ได้อย่างไร” นางสนหัวเราะ แซวไปอย่างนั้นเอง “ฉันเป็นคนสับเนื้อไม้พะยอมใส่เองนั่นละ เขาเรียกว่าไม้เชื้อ ใส่เอาไว้ในน้ำตาลสด จะได้ไม่บูดไม่เน่า”

เด็กหนุ่มหอบกระบอกไม้ไผ่ไปแขวนไว้ริมฝาเรือนครัว ด้วยเกรงว่าน้ำตาลจะหก แล้วรีบผ่าหัวตะโหงกเตรียมติดเตา

“เมื่อคืนตาสมเอาเครื่องดนตรีมาให้หรือ”

คล้ายนางสนพยายามใช้น้ำเสียงเปรยขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้จงใจให้ฟังเหมือนเป็นการคาดคั้นเอาคำตอบ

กะหมอกผงกศีรษะ “พ่อสมบอกว่า บ้านนั้นยกให้ ข้าจะได้ดูเป็นผู้ดีมีศิวิไลซ์เหมือนคนอื่นในตระกูลขึ้นมาบ้าง”

กะหมอกเอ๋ย จะว่าไปชีวิตแกนี่ ดูอาภัพลำเค็ญเสียยิ่งกว่าชาวไร่ชาวสวนอย่างฉันเสียอีกนะนี่…นางสนนึก

“แต่ก็ยังไม่ยอมบอกอยู่ดีว่าพ่อที่แท้จริงของข้าเป็นใคร ตระกูลศิวิไลซ์นั่นคือตระกูลไหน” นัยน์ตาเด็กหนุ่มหม่นแสงลง

“เพราะถ้าเอ็งรู้กำพืดของตัวเอง ก็คงไม่อาจทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรล่ะ!”

“พ่อสม…” เด็กหนุ่มลุกพรวด

กลิ่นสุราคลุ้งตลบเข้ามาก่อนที่ร่างของชายวัยสามสิบห้าจะก้าวพ้นซุ้มประตูเรือน เขาปรายตามองไวโอลินซึ่งวางอยู่บนพื้นกระดานหน้าเรือนฝาสำหรวดขนาดย่อม

เรือนทางทิศตะวันออกหลังนี้เขาสร้างเอาไว้ให้กะหมอกอยู่ อีกหลังหนึ่งอยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เป็นที่หลับนอนของไอ้สมกับนางสน ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นเรือนครัว ทั้งหมดเชื่อมด้วยชานแล่นขนาดไม่กว้างนัก กลุ่มเรือนเหล่านี้จึงออกจะดูเรียบง่ายและใช้วัสดุน้อยอยู่สักหน่อย ทั้งที่ตัวมันเองก็เป็นนายช่างสร้างเรือนมานานนมแท้ๆ

สาเหตุไม่ใช่อื่นใด เป็นเพราะเงินที่มันหามาได้ทุกบาททุกสตางค์ ล้วนถูกผลาญไปกับกับการตีไก่ไฮโล ทิ้งให้นางสนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายในบ้านแทนอย่างไม่รู้สึกรู้สา

“ข้าอุตส่าห์ไปเอามาจากช่างทำเครื่องสายแถววัดระฆังโน่น” น้ำเสียงไอ้สมอ้อแอ้

“พี่ไปซื้อมาหรือ” นางสนเป็นคนถาม

“เปล่า คนอย่างข้าเนี่ยนะ จะไปซื้อเครื่องดนตรีราคาแพงให้เด็กจบแค่ประถม 4 อย่างไอ้หมอก” ไอ้สมผินหน้ามองเด็กหนุ่ม หัวเราะอย่างดูแคลน “ผู้หญิงตระกูลนั้นเป็นคนไปสั่งเอาไว้ให้เอ็งต่างหากล่ะ ข้าก็แค่เป็นธุระปะปังให้ เพราะคนตระกูลนั้นจ่ายค่าแรงงาม…”

กะหมอกนั่งลงสับหัวตะโหงกต่อ กัดริมฝีปากแน่น ในอกของเขาราวกับมีไอร้อนพลุ่งพล่านอยู่เต็มไปหมด

ไอ้สมหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือน “คงอยากรู้ใจจะขาดสิท่า ว่าโคตรเหง้าศักราชของเอ็งเป็นใคร ทำไมถึงทิ้งขว้างให้เอ็งมาอยู่แบบอดๆ อยากๆ กับนายช่างสร้างเรือนจนๆ อย่างข้า”

“พ่อสม…” เด็กหนุ่มกำพร้าในมือจนข้อนิ้วขาวโพลน

“ยืนจะไม่ไหวอยู่แล้ว ยังไม่รีบเข้าไปนอนอีก พูดมากอยู่ได้” นางสนตัดบท

“หลังจากนางยี่สุ่นเป็นไข้ทรพิษตาย ก็นึกว่าหูข้ามันจะโล่งจะโปร่งขึ้นมาบ้าง…” ไอ้สมหมายถึงเมียคนแรก ซึ่งมาด่วนจากไปเพราะไม่ใคร่นิยมการปลูกฝีป้องกันโรคฝีดาษ “ที่ไหนได้ มาได้แม่ชาวมอญเพิ่มขึ้นอีกคน”

นางสนกำเศษหัวตะโหงกทางมะพร้าวมาจุดไฟในเตา พลางเอ่ยปลอบกะหมอก “จบประถม 4 มาตั้งหลายปีแล้ว นับว่าโตเป็นหนุ่ม จิตใจต้องหนักแน่น”

“จะบอกให้ก็ได้ ไอ้พวกดัดจริตนั่นน่ะรังเกียจเอ็งเสียยิ่งกว่าผีสางปีศาจ ที่ข้ารีดไถเงินพวกมันมาจุนเจือเอ็งได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะข้ากุมความลับของพวกมันเอาไว้อย่างไรล่ะ ฮ่าๆ ไม่อย่างนั้นพวกมันไม่มีทางให้อัฐให้เงินเอ็งแม้แต่สตางค์แดงเดียว” ไอ้สมพล่ามก่อนผลุบหายเข้าไปในเรือน

เด็กหนุ่มอายุสิบสี่ก้มหน้าต่ำ นั่งนิ่ง ความน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งขึ้นมากระแทกคอหอย พานให้หางตาหมาดชื้นด้วยหยาดน้ำใส

“ใครไม่อยากให้เรายุ่งเกี่ยวก็ช่างหัวเขาปะไร ช่วยพี่เอาของในสวนไปค้าขาย ขี้คร้านจะมีกินเหลือเฟือไปทั้งปีทั้งชาติ”

กะหมอกพยักหน้า เมื่อได้กลิ่นกุหลาบมอญเจือมากับสายลมเย็น เขาจึงเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างตุ่มเคลือบขนาดกะทัดรัด มองผ่านรั้วลูกกรงไม้เสี้ยมปลายแหลมลงไปยังดอกกุหลาบที่ขึ้นแน่นขนัดเป็นพุ่มหนาข้างเรือนครัว

กลีบดอกสีชมพูเข้มที่เห็นได้แม้อยู่ท่ามกลางแสงมัว ก่อความสงบเงียบงามตา ทำให้เขารู้สึกห่างไกลจากบรรยากาศการชิงดีชิงเด่นบนผืนแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาราวอยู่คนละโลก

นับตั้งแต่ศูนย์กลางการปกครองย้ายจากฝั่งกรุงธนบุรีไปยังฝั่งกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเรือนแถบนี้ยังคงเป็นชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรมริมคลอง วิถีชีวิตแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ทั้งยังไม่ได้มีการ ‘พัฒนา’ ดังเช่นฝั่งตะวันออก ทั้งที่ในละแวกยังคงใช้เป็นที่ประทับของพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอ บรรดาเสนาบดี ขุนนาง รวมถึงข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ก็ตามที

ลักษณะบ้านเรือนสามัญชนส่วนใหญ่มักปลูกเป็นเรือนแพอยู่ริมแม่น้ำลำคลองสายสำคัญ และผู้คนส่วนมากก็ยังอาศัยอยู่ที่เดิมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นชาวไทย ลาว แขกอิสลาม และมอญ

โดยเฉพาะเรือนฝาสำหรวดหลังเล็กของนางสนชาวมอญผู้นี้ แม้มีเพียงสายหมอกบางเบาห่มคลุม ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนใครเขา ทว่ากะหมอกกลับรู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย ไม่ได้รู้สึกขาดสิ่งใดจนต้องไขว่คว้า

ขอแค่มีความโอบอ้อมอารีของนางสน เพียงเท่านั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกคล้ายอยู่ในสถานที่แสนงดงามในห้วงฝันอย่างไรอย่างนั้น

นางสนเดินเข้ามาบีบไหล่กะหมอกเบาๆ “คิดอะไรอยู่หรือ”

กะหมอกหันหน้ามายิ้มแห้งให้พี่สาวผู้มีศักดิ์เป็นแม่ บรรยากาศและภาพที่เห็น เพียงพอจะข่มความหมองหม่นภายในใจของเด็กหนุ่มลงไปได้อักโข

“ตั้งกระทะเคี่ยวแล้วนี่ เดี๋ยวข้าช่วย” เด็กหนุ่มเสตามองโค…ไม้ไผ่สานเป็นวงสำหรับครอบกระทะเวลาน้ำตาลเดือดจะได้ไม่ล้น “วันนี้ไม่เคี่ยวน้ำตาลปี๊บด้วยหรือ”

“เฉไฉเก่งจริง” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่เตรียมตะไลเอาไว้ก็เพราะตั้งใจจะทำน้ำตาลปึก กะหมอกมีอะไรก็ไปทำเถอะ ก่อนเอาของไปขายที่ตลาดจะทำกับข้าวเอาไว้ให้”

“ไม่ยอมให้ข้าช่วย เย็นนี้อย่ามาบ่นปวดหลังปวดเอวก็แล้วกัน”

“พูดอย่างกับฉันเป็นยายแก่ เดี๋ยวก็โดนทุบสักทีหรอกเด็กคนนี้”

กะหมอกวิ่งย้อนกลับไปหาไวโอลินเจ้าปัญหา ทรุดกายนั่งลง ยกไวโอลินเก็บเข้ากล่องบุผ้ากำมะหยี่ “ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นอยากเล่นตลกอะไร ถึงได้เอาไวโอลินมาให้คนที่เล่นไม่เป็น”

ตูม!

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก

เสียงวัตถุขนาดใหญ่ตกน้ำ ดังมาจากทางเรือนแพของนางเรี่ยมตรงปากคลองมอญไม่ใช่หรือ

“หรือว่า…”

กะหมอกสังหรณ์ประหลาด ประหนึ่งมีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ชัดว่า เสียงวัตถุกระทบผิวน้ำดังก้องแทรกฝ่ากลุ่มละอองน้ำเหนือผืนดินมายังเรือนฝาสำหรวดของเขานั้น เป็นเสียงอะไร

เด็กหนุ่มกระโจนลงตรงหน้าบันได วิ่งไปยังเรือนแพตรงปากคลองมอญ เห็นนางเรี่ยม หญิงวัยยี่สิบหกกำลังรินน้ำซาวข้าวออกจากหม้อดิน ทั้งที่เลยเวลาไก่ขันมานานมากแล้ว

“เมื่อตะกี้แม่ได้ยินเสียงตรงแม่น้ำเจ้าพระยาหรือเปล่า” กะหมอกละล่ำละลักร้อนใจ

“ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรนี่” นางเรี่ยมไร้ท่าทีแยแส

“แต่เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงมาจากทางเรือนแพของแม่เรี่ยม”

นางเรี่ยมยกหม้อดินตั้งลงบนเตาฟืน ก่อนหันไปง่วนกับการทอนทางมะพร้าว สลับกับการฉีกกาบเขียงแห้งให้เป็นริ้ว แล้วมัดให้เป็นกำสำหรับทำเชื้อไฟ

อาการนางเรี่ยมดูลุกลี้ลุกลน คล้ายพยายามหางานให้ตัวเองยุ่งขิงตลอดเวลา “อีกอย่างข้าไม่ใช่แม่ของเอ็ง บอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ว่าไม่ต้องมานับญาติอะไรกับฉัน”

“แต่ก่อนหน้านี้แม่เรี่ยมยังให้ฉัน…”

“นั่นมันเรื่องเมื่อก่อน ประเดี๋ยวนี้ก็คือประเดี๋ยวนี้ ถ้าข้าไม่เห็นกำไลทองของตระกูลอัปมงคลนั่นละก็…”

กะหมอกกระวนกระวาย ถามสอดนางเรี่ยม “มะม่าวล่ะ”

“ไม่รู้ มันคงรับความจริงไม่ได้ คงหนีไปตรอมใจตายที่ไหนเสียละมั้ง”

วันสองวันมานี้ ไม่รู้ทำไมนางเรี่ยมถึงได้เปลี่ยนไป มองเขาแต่ละที อาการเหมือนคนกำลังมองกิ้งกือไส้เดือนก็ไม่ปาน

เด็กหนุ่มกลืนความเคลือบแคลงลงท้อง ก้มมองตามสายตาของนางเรี่ยม ถึงได้รู้ว่าเมื่อครู่ตัวเองเผลอคว้ากล่องไวโอลินติดมือออกมาด้วย และเพิ่งสังเกตเห็นว่าใต้กล่องมีโลหะสีเงินรูปนกอินทรีสยายปีกติดอยู่ กรงเล็บของมันข้างหนึ่งขยุ้มกิ่งมะกอก อีกข้างคีบเกาทัณฑ์

“ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเอ็งจะมีหีบอะไรหรูหราเหมือนพวกคหบดี”

นางเรี่ยมไม่วายกระแนะกระแหน แต่กะหมอกไม่ใคร่จะต่อความยาวสาวความยืด

เด็กหนุ่มวิ่งเลาะไปตามแนวตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา พลางพร่ำอธิษฐานในใจ ไม่ให้ลางสังหรณ์เป็นจริง

ความมืดก่อนรุ่งสางนั้น มักเป็นสภาวะไร้แสงที่มืดมิดที่สุด ความมืดที่รายล้อมรอบกายเด็กหนุ่มราวกับจะกลืนกินสรรพสิ่ง ช่องว่างระหว่างกะหมอกกับนางเรี่ยมไร้สิ่งใดขวางกั้น มีเพียงสายลมโชยแซมด้วยกลิ่นหญ้าชื้นแฉะและซากใบไม้เน่าเปื่อย

เมื่อนางเรี่ยมเห็นว่ากะหมอกวิ่งห่างออกไปไกลแล้ว หล่อนจึงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน…จนแทบแหลกละเอียด

มะม่าวที่กะหมอกถามหาเมื่อครู่ เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของหล่อน

ลูกสาวนางเรี่ยมอยู่ในวัยย่างสิบห้า เป็นสาวผุดผาดเหมือนบุปผาแย้มกลีบ ใครเห็นเป็นครั้งแรกก็สะดุดตา จนต้องไต่ถามว่าสาวสวยผู้นี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร

เมื่อถูกกระเซ้ากระซี้มากเข้า กระทั่งครั้งหนึ่งนางเรี่ยมก็เผลอไผลหลุดปากด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวขณะนั่งในหอฉันรอถวายเพล ทั้งที่งำความลับเอาไว้มานานเกือบสิบห้าปี

‘มะม่าวมันก็เหมือนพ่อของมันน่ะซี พี่น้องของพ่อมันหน้าตาดีทุกคน’

‘โอ…แบบนี้ก็หมายความว่าผิวพรรณขาวนวลดูผ่องใสผิดสาวชาวไร่ที่ตากตรำอยู่กลางแดดกลางดินของมะม่าวได้มาจากพ่อมันทั้งกระบิอย่างนั้นซี’ แววตาตาแก่ตัณหากลับที่นั่งรอถวายเพลข้างนางเรี่ยมเปล่งประกายแพรวพราว

นางเรี่ยมหุบปากฉับ เบิกตาโพลง คล้ายเพิ่งสำเหนียกว่าตนเพิ่งหลุดปากเรื่องสำคัญออกไป

แต่อดีตก็คืออดีต ถึงอย่างไรนางเรี่ยมก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ สิ่งที่หล่อนพิพักพิพ่วนอักอ่วนในยามนี้คือ ‘ขี้ปาก’ ชาวบ้านมากกว่า

เพราะมะม่าวไม่ได้สนใจหนุ่มบ้านไหนแม้แต่คนเดียว ยิ่งใครมาป้วนเปี้ยน พยายามไปมาหาสู่ที่เรือนแพ เห็นบ่อยเข้าเด็กสาวก็พาลชังน้ำหน้า รำคาญไปเสียหมดทุกคน

ในตอนนั้นนางเรี่ยมหารู้ไม่ ว่ามะม่าวมีชายในดวงใจอยู่แล้ว จึงแสดงพฤติกรรมแปลกประหลาดออกมา

ในเมื่อไม่รู้ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่แม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างนางเรี่ยมจะเป็นกังวล ด้วยมะม่าวพ้นวัยโกนจุกมาได้ปีสองปีก็ถือว่าโตเป็นสาวแล้ว

เด็กสาวบางคนในละแวกอายุเพียงสิบสาม พ่อแม่ก็ให้ออกเรือนไปจะได้หมดห่วง เพราะขืนปล่อยให้ลูกสาวอยู่ในบ้านนานๆ ก็เกรงว่าชาวบ้านชาวช่องจะนินทาว่าร้าย เห็นว่ามะม่าวไร้คุณสมบัติจนไม่เป็นที่หมายปองของชายใด กลายเป็นสาวเทื้อขึ้นคาน

ที่สำคัญ…

วันเวลาผันผ่านกระทั่งสองวันก่อน ความขมขื่นในอดีตที่นางเรี่ยมพยายามกลบฝังไปจนมิดตั้งแต่สิบสี่ปีก่อน กลับย้อนขึ้นมากรีดซ้ำรอยแผลเป็นในอกให้หลั่งเลือดออกมาอีกครั้ง

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่มะม่าวแอบชิงสุกก่อนห่าม ลักลอบได้เสียกับกะหมอกจนท้องได้สามเดือน

เรื่องนี้นางเรี่ยมไม่ได้ว่าอะไร อย่างน้อยหล่อนก็เห็นกะหมอกมาตั้งแต่เด็ก รู้ดีว่าเด็กหนุ่มเป็นคนขยันขันแข็ง เอาการเอางาน

แต่เป็นเพราะไอ้สมหลุดปากตอนเมาออกมาว่า กะหมอกเป็นลูกแท้ๆ ของผู้ชายที่เธอชิงชังเข้ากระดูกดำต่างหาก…

กะหมอกเป็นลูกชายของไอ้ชั่วช้าอัปรีย์ยิ่งกว่าผีสางและปีศาจนั่นอย่างนั้นหรือ!?

เป็นเพราะไอ้สมแท้ๆ ที่ชวนฉันไปเป็นคนใช้ในเรือนมนิลาหลังนั้น…

นางเรี่ยมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบสี่ปีก่อนพลางเปล่งเสียงลอดไรฟัน เรือนสองชั้นตกแต่งด้วยลายฉลุกลึงเสากับการเข้าไม้ฝาอย่างประณีตนั้นยังคงแจ่มชัด

ภาพในสมองของหล่อนปรากฏเป็นฉากเหตุการณ์แสนเลวร้าย ผู้ที่ได้บรรดาศักดิ์ถึงคุณพระ แต่พฤติกรรมกลับระยำตำบอน นิสัยกักขฬะหยาบกระด้าง ไม่แบ่งชายหรือหญิง

เพียงระยะเวลาไม่กี่วันในเรือนมนิลา หล่อนก็ถูกล่วงล้ำทางเพศแทบไม่เหลือสภาพ

นางเรี่ยมนึกสงสัยอยู่แล้ว เมื่อเห็นกำไลทองฉลุลายใบมะกอกที่กะหมอกยกให้ลูกสาวหล่อนแทนสินสอดทองหมั้น

ตูม!

หล่อนเห็นกะหมอกทิ้งหีบในมือก่อนกระโจนลงน้ำเจ้าพระยา

ครู่ใหญ่เด็กหนุ่มก็ลากร่างซีดเซียวของมะม่าวขึ้นมานอนพักเอาไว้ตรงริมตลิ่ง

นางเรี่ยมออกวิ่งไปหาหนุ่มสาววัยแรกรุ่นทั้งสองทันที

หล่อนยกมือสั่นระริกขึ้นปิดปากอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา เพราะเรื่องเกี่ยวกับกะหมอกที่หล่อนเล่าให้ลูกสาวฟังเมื่อคืนนี้กระนั้นหรือ…

มะม่าวถึงได้คิดสั้น!

นางเรี่ยมยืนทำอะไรไม่ถูก ทำได้เพียงจ้องกะหมอกที่กำลังพยายามผายปอดยื้อลมหายใจให้ลูกสาวของหล่อนเอง

ฉับพลัน ไม่ไกลจากเด็กน้อยวัยแรกแย้มทั้งสอง แสงแรกแห่งอรุโณทัยก็ตกกระทบลงบนเหลี่ยมกำไลทองฉลุลวดลายใบมะกอกเอาไว้อย่างวิจิตร มะม่าวคงถอดเอาไว้ก่อนกระโดดลงน้ำ และขณะนี้มันกำลังล้อแสงวิบวับพุ่งขึ้นมาแยงหางตาของนางเรี่ยม

“กำไลทองของตระกูลปิศาจ” นางเรี่ยมงึมงำพลางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด

“มะม่าว…” กะหมอกเอ่ยเรียกหญิงคนรักเบาๆ น้ำเสียงจวนเจียนจะขาดใจ เรียกสตินางเรี่ยมที่ยืนงงงันอยู่ทางด้านหลังไปในตัว “ทำไมเอ็งทำอย่างนี้ ทำไมกัน” เด็กหนุ่มสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง จับชายแขนเสื้อทรงกระบอกของมะม่าวเอาไว้แน่น ร่ำร้องซ้ำไปซ้ำมา

“กะหมอก…”

เด็กสาวไอขับเอาฟองเลือดระเรื่อ นั่นเป็นสัญญาณภาวะปอดบวมน้ำ หลังเปล่งเสียงแหบแห้งได้เพียงสองพยางค์ ตัวเธอก็เริ่มสั่น ดวงหน้าซีดเซียวภายใต้ความสลัวรางนั้นดูรวดร้าวระคนหวาดผวา

“อย่าเพิ่งพูดอะไร ข้าจะแบกเอ็งไปหาหมอ”

มะม่าวส่ายหน้า คว้าแขนกะหมอกเอาไว้แน่น เธอพยายามขยับริมฝีปากที่กำลังสั่นระริก เปล่งเสียงเบายิ่งกว่าสายลมโชยผ่านยอดหญ้าให้กระพือไหว แล้วไอโขลกขึ้นมาอีกคำรบ

“ทำไมเอ็งถึงทำอย่างนี้ เมื่อวานก็ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่หรือ”

รูปร่างกำยำสะท้านอย่างสิ้นหวัง หยาดน้ำตาเอ่อท้น เมื่อเห็นสีหน้าคนรักคล้ายถูกน้ำวนใต้ผิวแม่น้ำเจ้าพระยาดูดให้จมลงสู่ความตายเบื้องล่าง

“ตระกูลชระ…”

สิ้นคำ นัยน์ตามะม่าวก็เบิกโพลง นิ่งค้างจับจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่อย่างนั้น

เสียงกรีดร้องแทบขาดใจของเด็กหนุ่มสะท้อนก้องไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ หยาดน้ำตาหยดแหมะลงบนแก้มเมียผู้มีลูกน้อยวัยสามเดือนของเขาในท้อง

กะหมอกรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเสียสติ ผืนฟ้าที่เคยมืดมิดคล้ายเจือจางลง เปลี่ยนจากสีน้ำเงินดำกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าแสงสีทองกำลังจะสาดส่องเข้ามาแทนที่

เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างไม่อาจจะยอมรับความจริง แววตาที่เคยสดใส ตอนนี้กลับเปล่งประกายเหี้ยมเกรียม

กะหมอกคว้าหีบไวโอลิน กำไลทอง แล้วค่อยๆ ช้อนร่างไร้ลมหายใจของเด็กสาวเอาไว้ในอ้อมแขน

“นั่นเอ็งจะเอามะม่าวไปไหน”

นัยน์ตาเด็กหนุ่มว่างเปล่า เขาไม่ยอมตอบคำนางเรี่ยม

ในหัวเขายามนี้มีเพียงคำว่า ‘โต้งขำ’

ใช่แล้ว…

กะหมอกกำลังนึกถึง ‘โต้งรำผี’ ที่ชื่อนายขำ และคำว่าโต้งก็คือผู้อำนวยพิธีรำผี โดยคนมอญเรียกพิธีนี้ว่า ‘เละห์อะนา’

ผู้เฒ่าขำผู้นี้ปลูกกระท่อมอยู่ท้ายสวนมะพร้าวลึกเข้าไปในคลองมอญ เป็นชาวมอญผู้มีความรู้ความชำนาญด้านประเพณีและพิธีกรรมโบราณ

“โต้งขำช่วยข้าได้แน่ๆ” กะหมอกขยับริมฝีปากขมุบขมิบ ขณะกระชับร่างมะม่าวแล้วออกวิ่ง “ไม่ว่าจะแลกด้วยสิ่งใด…พ่อเฒ่าต้องช่วยข้า!”

 



Don`t copy text!