ลามิลืม บทที่ 27 : คนนี้จะใช่หรือเปล่า?

ลามิลืม บทที่ 27 : คนนี้จะใช่หรือเปล่า?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ตติยาเป็นลูกคนที่สามและเป็นน้องนุดสุดท้องของครอบครัว อีกทั้งยังเป็นลูกสาวคนเดียวที่บิดามารดาหวงแหน หล่อนมีพี่ชายสองคน พี่คนโตนั้นดูแลและเรียนรู้งานต่อจากบิดา ส่วนพี่คนรองยังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศซึ่งหล่อนได้ไปเยี่ยมเยือนเมื่อเดือนก่อน เพื่อหนีหน้าแฟนเก่าที่ยังตามมาง้องอนไม่ยอมเลิกรา หล่อนเล่าให้พี่ชายคนรองได้รับรู้ถึงสาเหตุที่ต้องไปอยู่ด้วยกัน พี่ชายก็แนะนำให้เลิกคบหาผู้ชายจอมเจ้าชู้ เพราะผู้ชายดีๆ ยังมีให้ได้พบเจอ ตติยาเชื่อเช่นนั้นจึงคิดตัดขาดกับหิรัณย์อย่างไม่เหลือเยื่อใยต่อกัน เคยให้โอกาสมาหลายครั้งหลายหน แต่ก็ยังจับได้ทุกทีว่าแอบไปมีสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นโดยไม่คิดสำนึกผิด

บัดนี้หล่อนคงคิดถูกแล้วที่ปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระจากหิรัณย์ เพราะรู้สึกสบายใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตโสดอีกครา ตติยาหวังว่าจะเจอผู้ชายสักคนที่ชอบใจและมีนิสัยดีไม่เหมือนแฟนเก่า

หล่อนกลับมาอยู่กับบิดาและพี่ชายคนโตที่บ้านเกิดได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว โดยให้เหตุผลว่าจะมาช่วยดูแลหรือบริหารงานในโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูไปพร้อมกับพี่ชายคนโต แม้บิดาจะยังไม่ค่อยเชื่อใจนัก แต่ก็ไม่คิดขวางทางลูกสาว หล่อนเผลอไปนึกถึงนรวิชญ์ซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายอีกคนที่คอยให้คำแนะนำและหาที่พักอาศัย ตั้งแต่หล่อนเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ อีกทั้งคอยถามไถ่หรือแวะมาหากันเสมอ ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่ลูกของป้า บางทีตติยาก็อาจคิดกับนรวิชญ์มากกว่าพี่ชาย แต่ก็ไม่ได้หวังจนถึงขั้นนั้นเพราะนรวิชญ์เป็นคนที่มีเจ้าของเสียแล้ว ซึ่งดูจะรักกันดีอีกด้วย จนบางทีหล่อนก็นึกอิจฉาคนคู่นั้นที่ไม่เคยรักๆ เลิกๆ เหมือนตอนที่หล่อนคบกับหิรัณย์ซึ่งเป็นเพื่อนของนรวิชญ์ แม้หิรัณย์จะมีฐานะดี แต่ความเจ้าชู้และชอบเที่ยวกลางคืนเพื่อหาความสำราญใจซึ่งหล่อนคงไม่มีสิทธิ์จะไปเปลี่ยนนิสัยของอดีตคนรักได้ จึงขอมาอยู่กับตัวเองและรอคอยใครสักคนที่จะทำให้มีชีวิตรักที่สวยงาม ไม่ต่างจากคู่ของนรวิชญ์

วันแรกที่หญิงสาวต้องเข้ามาในโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดู เพื่อเยี่ยมชมกิจการของครอบครัวซึ่งเคยมาเดินเพ่นพ่านในตอนที่ยังเป็นเพียงเด็กสาว หรือก่อนจะเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนชื่อดังของจังหวัดและล่วงเลยมาจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครจนจบก็เข้าทำงาน หล่อนจึงไม่เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกเลย ผ่านไปเป็นสิบกว่าปีก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก

หากเดือนที่แล้ว ก็คิดจะเข้าไปในโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดู แต่เผอิญได้เห็นรถยนต์ของแฟนเก่า จอดดักรออยู่แถวด้านหน้าทางเข้าโรงพยาบาล ทำให้หล่อนซึ่งตอนนั้นไม่อยากเจอหน้าหิรัณย์เพราะกลัวใจอ่อน จึงต้องหลบหน้าไปอยู่กับพี่ชายคนรองอย่างเร่งด่วน

วันนี้นั้นไร้ซึ่งวี่แววของคนที่ตัดสินใจจบความสัมพันธ์อย่างแน่วแน่ ทำให้หล่อนขับรถยนต์เข้าโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูได้อย่างสบายใจ และโชคดีอีกเช่นกัน ที่วันนั้นและวันนี้ตติยาได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์อีกคันจึงไม่น่าจะทำให้ผู้ที่มาดักรอนั้นคิดว่าเป็นหล่อน

ตติยาเข้าไปจอดรถยนต์ตรงลานจอดรถของโรงพยาบาล ในช่วงยามบ่ายซึ่งไม่ค่อยจะมีรถยนต์หนาแน่นมากนัก หล่อนนึกในใจคงเป็นเพราะที่นี่คือโรงพยาบาลสัตว์อาจจะไม่วุ่นวายเท่าโรงพยาบาลของคน

หล่อนออกมาจากรถยนต์ด้วยท่วงท่าที่ดูสง่างามไม่ต่างจากนางแบบที่เดินบนรันเวย์ เดินมุ่งหน้าจะเข้าไปในอาคารเพื่อรายงานตัวกับบิดาตามที่เคยบอกไว้ว่าวันนี้จะขอเยี่ยมชมโรงพยาบาลและศึกษางานเพื่อแบ่งเบาภาระของพี่ชายคนโต

ขณะที่ตติยาก้าวขาไปตามทาง ก็มีใครบางคนฉุดแขนหล่อนไว้ทำให้ต้องเหลียวหลังกลับไปมอง

“ตันหยงพี่ขอโทษ คิดว่าจะไม่เจอซะแล้ว มารออยู่หลายวันเลย” หิรัณย์ยืนส่งยิ้มกว้างให้แก่หญิงสาวที่ยังอยู่ในใจไม่ลืมเลือน

หล่อนคิดว่าคงไม่เจอกับอีกฝ่ายแน่นอน เนื่องจากปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปสักอาทิตย์ ถ้านรวิชญ์บอกเพื่อนสนิทให้มาหาหล่อน ก็คงจะมาดักรอเหมือนอย่างเคย เมื่อไม่พบหล่อนติดต่อกันหลายวันอาจจะถอดใจไปเอง แต่ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย

ตติยาทำหน้าตาเฉยและถามเสียงแข็ง “คุณมาที่นี่ทำไมคะ”

“ทำไมพูดกับพี่อย่างนั้นล่ะจ๊ะ วิชญ์บอกพี่ว่าตันหยงมาอยู่กับพ่อที่นี่ พี่ก็ตามมาง้อ อย่าโกรธพี่เลยนะ พี่ขอโทษจะไม่ทำอีกแล้ว” หิรัณย์ยังรู้ตัวว่าตนเป็นฝ่ายผิด จึงไม่ถือสากับคำที่หล่อนใช้เรียกเขา

จากคำกล่าวของชายหนุ่มตรงหน้า หล่อนคิดไม่ผิดที่เพื่อนจะต้องบอกเพื่อนว่าหล่อนอยู่ที่นี่ หิรัณย์จึงพบเจอหล่อนอย่างง่ายดาย ดีแค่ไหนแล้วที่หิรัณย์จำทางไปบ้านของหล่อนไม่ได้

“เหรอคะ” ตติยาพูดออกไปเพียงแค่นั้น หมุนตัวจะออกเดินไปยังอาคารซึ่งเป็นจุดหมาย

หิรัณย์รีบวิ่งมายืนดักหน้าหล่อนและกางแขนขวางกั้นเพื่อไม่ให้หญิงสาวเดินผ่านไป

“พี่รู้ว่าตันหยงยังโกรธพี่อยู่ ให้อภัยพี่เถอะนะ พี่ขอโทษ พี่จะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว”

ตติยาเหลืออดกับคำกล่าวของหิรัณย์ “กี่ครั้งเเล้วคะ ที่คุณพูดแต่คำเดิมๆ อย่างนี้ จะไม่ทำอีกแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว แล้วเป็นไงคะ ก็ทำเหมือนเดิม เลิกพูดเถอะค่ะ ถ้าไม่คิดจะทำจริงๆ”

“ตันหยงยังโกรธพี่อยู่ใช่ไหม จะให้พี่ทำไงล่ะ ถึงจะหายโกรธกัน” หิรัณย์ยังยืนขวางไว้ ไม่ให้หล่อนได้ก้าวเดินไปข้างหน้า

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นหรอกค่ะ เพราะดิฉันไม่ได้โกรธคุณแล้ว ขอให้เราสองคนไม่ต้องมาพบกันอีก ทุกอย่างจบสิ้นตั้งแต่วันนั้นแล้วค่ะ จากนี้เราสองคนเป็นแค่คนเคยรู้จักกันเท่านั้นพอ” ตติยาพยายามใช้คำเพื่อให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าหมดเยื่อใยต่อกันแล้ว พอพูดจบหล่อนก็เบี่ยงตัวเดินไปอีกทาง

หิรัณย์ยังตามมายืนขวางหน้าไว้ ไม่ให้หล่อนไปไหน จนกว่าจะคุยกันให้รู้เรื่อง “ตันหยงจะไม่ให้โอกาสพี่อีกแล้วเหรอ”

“สำหรับดิฉัน ไม่มีโอกาสให้คนอย่างคุณอีกแล้วค่ะ พอกันที” ตติยาเอ่ยออกมาอย่างตั้งใจจริงและให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจน

“แต่พี่ไม่ยอมพอแค่นี้หรอก ยังไงพี่ก็จะไม่เลิกรัก ไม่เลิกคบกับตันหยง บอกพี่มาสักคำสิว่าตันหยงไม่ได้รักพี่แล้ว” หิรัณย์จับแขนหญิงสาว

ตติยาพยายามสะบัดแขนออกจากมือแฟนเก่า แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ “ปล่อยดิฉันเถอะค่ะ ถ้าคุณจะมาทำรุ่มร่ามแถวนี้ ดิฉันจะเรียกยามให้พาตัวคุณออกไป”

“ตันหยงก็บอกพี่มาสิ ว่าไม่ได้รักพี่แล้ว”

“อย่าถามเลยค่ะว่ารักหรือไม่รัก แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ดิฉันรักตัวเองมากกว่า จึงขอออกมาจากชีวิตคุณ อย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกเลยดีกว่านะคะ” หล่อนพยายามพูดดีด้วย

“ไม่” หิรัณย์ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น “พี่จะไม่ยอมเลิกกับตันหยง ยังไงตันหยงต้องเป็นของพี่ พี่ไม่ยอมให้ตันหยงไปรักใครทั้งนั้น”

ตติยาพยายามแกะมือฝ่ายชายให้ออกไปจากแขนของตน จนในที่สุดก็มีเสียงบุคคลที่สามเอ่ยทักมาจากด้านหลังของหล่อน “มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าครับ”

หิรัณย์ปล่อยแขนหล่อน ยืนมองผู้ที่เข้ามาขัดจังหวะด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะบอกออกไป “คนกำลังปรับความเข้าใจกัน พอดีแฟนผมเข้าใจผมผิด”

ตติยารีบหันหน้าไปบอกผู้ที่เข้ามาช่วยหล่อนได้ทันเวลา “ไม่ใช่นะคะ พอดีมีการเข้าใจผิดนิดหน่อย ฉันไม่ใช่แฟนของเขาแล้ว”

คนที่เข้ามาถาม เนื่องจากเห็นความผิดปกติของคนทั้งสอง ไม่ได้ฟังคำของหล่อน ตั้งแต่ได้เห็นหน้าค่าตาของฝ่ายหญิง ทำให้ภาพที่ประทับในหัวใจแจ่มชัดยิ่งขึ้น จนเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจที่ได้มาพบกันในที่แห่งนี้ซึ่งรอคอยมาเนิ่นนานและจดจำหล่อนได้ทันที แม้จะไม่ได้เจอหน้ามาหลายปีก็ตาม “ตันหยงใช่มั้ย นี่พี่เลอนะ ยังจำกันได้อยู่หรือเปล่า”

ตติยามองคนที่มีสีหน้าเปรมดิ์ปรีด้วยความโล่งอกโล่งใจ เมื่อมีบุคคลที่รู้จักหล่อนเข้ามาแก้ไขสถานการณ์อันกระอักกระอ่วนใจ แม้จะยังจำอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ก็เออเออตามไปก่อน “พี่เลอนั่นเอง มาทำอะไรที่นี่คะ”

“พี่ก็มาเป็นสัตวแพทย์ของโรงพยาบาลของพ่อของตันหยงไงล่ะ แล้วนี่มาทำอะไร”

ก่อนที่หล่อนจะตอบคำถามก็มีเสียงกระแอมดังขึ้นแทรกขึ้นมา หิรัณย์เมื่อรู้ว่าไม่ได้เป็นจุดสนใจของคนทั้งสองจึงเอ่ยขึ้น “ตันหยง เรามาตกลงเรื่องของเราก่อน”

“ดิฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณอีกแล้วค่ะ” ตติยาหันหน้าไปบอกอดีตคนรัก แล้วรีบยืนยันกับคนที่อ้างว่ารู้จักหล่อน “ช่วยด้วยค่ะ ตันหยงไม่รู้จักเขาจริงๆ แต่เขาก็ยังจะมาตื๊อขอคืนดี”

หิรัณย์คำรามในลำคอ กัดฟันกรอด เมื่อได้ยินคำกล่าวของหล่อน เขาพยายามเข้าไปใกล้ตัวหญิงสาว แต่ตติยารีบไปยืนหลบอยู่ด้านหลังเลอมานทันทีเพื่อใช้เป็นที่กำบังกาย

“ถ้าคุณคิดจะมาคุกคามผู้หญิงแถวนี้ ผมจะเรียก รปภ.ให้มาจับคุณส่งตำรวจ แล้วไปตกลงกันที่โรงพักด้วยกัน” เลอมานเอ่ยขึ้น

หิรัณย์ไม่ได้กลัวคำขู่ของอีกฝ่าย แต่ไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โตจนกระทบไปถึงบิดาจึงยอมถอย “พี่จะมาหาตันหยงใหม่ กลับไปคิดดีๆ ว่าจะเลิกกับพี่จริงๆ แต่พี่ไม่มีวันยอมให้ตันหยงไปรักคนอื่นเด็ดขาด”

หิรัณย์พูดจบก็ผละออกไปจากที่หล่อนยืนอยู่อย่างว่องไว หล่อนถอนหายใจแรง ด้วยความโล่งอกที่แฟนเก่าเลิกตอแยได้สักที

คิดเพียงแค่วันนี้ก่อน ส่วนวันอื่นค่อยหาทางหนีทีไล่ ตติยามั่นใจว่าหิรัณย์คงไม่ยอมเลิกราวีกันง่ายๆ แน่นอน

“มาขู่ผู้หญิงได้ยังไง ไม่เป็นลูกผู้ชายเลย คนไม่รักกันแล้วก็ปล่อยไปสิ จะมาตามตอแยกันทำไมอีก” เลอมานโวยวายออกมา ทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องราวแน่ชัด หากยังพอเดาเหตุการณ์ของคนทั้งสองได้บ้าง

“ขอบคุณค่ะ” ตติตากล่าวพร้อมทั้งยกมือไหว้

“ไม่ต้องไหว้พี่หรอก พี่ยังไม่แก่ขนาดนั้น หรือไม่ได้เจอกันนาน พี่อาจจะดูแก่ไปเกินอายุจริง ตันหยงมาทำอะไรแถวนี้ ยังไม่ได้ตอบพี่เลย” เลอมานเอ่ยถามอีกครั้ง

หากตติยายังไม่ยอมตอบคำถาม เพราะจำไม่ได้ว่าบุคคลผู้นี้เป็นใคร ทำไมถึงเรียกหล่อนอย่างสนิทสนมจึงสารภาพออกไปตามตรง “ขอโทษนะคะ ตันหยงยังนึกไม่ออกว่าพี่เป็นใคร แต่ที่ทักไปเมื่อกี้แค่ให้คนบางคนรู้ว่าได้เจอคนรู้จัก”

“อ่อ…พี่เข้าใจ ไม่ได้เจอกันเกินสิบปีแล้ว พี่คือนายสัตวแพทย์เลอมานหรือพี่เลอ เราเคยเจอกันเป็นเดือนๆ ตอนที่ตันหยงเป็นเด็กหญิงผมเปีย พอจะจำพี่ได้บ้างไหม”

ตติยาพยายามเรียกความทรงจำในอดีต แต่ก็คลับคล้ายคลับคาว่าเคยรู้จักชายหนุ่มตรงหน้า ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องไปถามบิดาให้แน่ใจ เพราะคนสมัยนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้ บางทีอาจจะกุเรื่องขึ้นมาเพื่อหวังผลบางอย่าง

“เหมือนจะนึกออกแล้วค่ะ ไว้คุยกันใหม่ดีกว่า ตอนนี้ต้องรีบไปพบพ่อ” หล่อนยกแขนขึ้นทำเป็นดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ รีบผละออกมา ทิ้งให้เลอมานยืนมองหล่อนด้วยรอยยิ้มแก้มแทบปริ

“ถ้าคุยกับพ่อเสร็จก็มาหาพี่ได้นะ ถามคนในโรงพยาบาลก็ได้ว่าหมอหมาอยู่ห้องไหน”

ตติยายังได้ยินเสียงตะโกนจากคนที่อ้างว่ารู้จักหล่อน แต่ก็ขอบคุณเขาอยู่ในใจที่ทำให้หิรัณย์แยกตัวไปจากหล่อนได้ หล่อนตั้งใจจะไปขอบคุณเลอมาน หลังจากได้รับคำยืนยันจากบิดาว่าเขาพูดจริง

เลอมานยังยืนยิ้มกว้างมองตามหลังหญิงสาวไปจนลับสายตา เป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดคิด จะได้มาเจอกันในที่แห่งนี้ เหตุผลหนึ่งที่เข้ามาทำงานในโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูก็เพื่อจะได้พบหน้าหล่อนบ้างและที่คบกับผู้หญิงอื่นไม่ยืด อาจเป็นเพราะในหัวใจของเขามีเด็กสาวที่เป็นรักแรกซึ่งฝังแน่นอยู่ข้างในมาเนิ่นนาน เมื่อคบกับคนอื่นก็ไม่มีใครเหมือนตติยาเลยสักคน เป็นเหตุให้เขาผิดหวังเรื่อยมา หรือเพราะว่าใจนั้นรอคอยหญิงสาวผู้นี้เพียงคนเดียว

พอเข้ามาทำงานในที่แห่งนี้ คาดว่าจะได้เจอลูกสาวของเจ้าของโรงพยาบาลบ้าง แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เขาเคยถามคนเป็นพ่อและคนเป็นพี่ชายของฝ่ายหญิง จึงได้รู้ว่าหล่อนย้ายที่พำนักไปอยู่ในกรุงเทพฯ อีกทั้งยังได้งานทำที่นั่นเป็นหลักแหล่งถาวร ใจที่เคยพลาดหวัง บัดนี้ก็ฟูฟ่องคับอก

การพบกันในคราวนี้ เลอมานเริ่มมีหวังอีกครั้ง แม้บางอย่างที่ได้เจออาจทำให้เขาหมดทาง แต่ผู้ชายที่มาตามง้อหล่อนนั้นก็คงจะไม่สำเร็จโดยง่าย เลอมานมองเห็นโอกาสที่จะช่วยรักษาใจและอาจได้ใจหล่อนมาครอง

คงเป็นการยืนยันในสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอดว่า…คนที่ใช่จะเข้ามาในชีวิตโดยที่ไม่ต้องออกตามหา

ช่วงเย็น ก่อนเลิกงาน ตติยามาหาเขาถึงห้องที่ใช้ตรวจและรักษาสัตว์ซึ่งเป็นห้องประจำของนายสัตวแพทย์เลอมานหรือหมอหมาซึ่งอยู่คนละด้านกับเพื่อนที่เป็นหมอแมว

ประตูห้องถูกเปิดออก หลังจากที่เขารับทราบว่ามีคนมาขอพบ เลอมานยืนรอต้อนรับด้วยความยินดียิ่ง

“สวัสดีค่ะ พี่เลอ” ตติยาเรียกเขาอย่างสนิทใจมากขึ้น เมื่อได้รับคำยืนยันจากบิดาว่าที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริงและยังได้รับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเด็กซึ่งหล่อนตามติดเขาแจ ในช่วงที่เขามาอยู่กับครอบครัวหล่อนประมานหนึ่งเดือนเต็ม

พอเริ่มจดจำได้ ตอนนั้นเขามาแทนที่พี่ชายตัวจริงซึ่งไปอยู่โรงเรียนประจำ เมื่อตติยาพบพี่ชายต่างสายเลือดคนใหม่อย่างนรวิชญ์ก็ลืมเลือนพี่ชายคนเก่าไปอย่างสิ้นเชิง

“นั่งคุยกันก่อนก็ได้ พี่หมดเคสพอดี ยังไม่รีบกลับ” เลอมานบอกหล่อนพร้อมทั้งเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง

“ตันหยงจะมาขอบคุณพี่เลอ เรื่องเมื่อกลางวันที่ช่วยเหลือกันไว้” ตติยาเอ่ยออกมาตามความตั้งใจที่เข้ามาหาเจ้าของห้อง

“แฟนของตันหยงเหรอ” เลอมานถามด้วยความข้องใจ แม้จะรู้อยู่แล้วก็ตาม

หญิงสาวยอมรับตรงๆ โดยไม่คิดปิดบัง หัวใจเขาก็ลิงโลดขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเป็นไปตามที่คิดไว้ทุกอย่าง จากการกระทำและคำพูดของฝ่ายหญิงนั้นส่อเค้าว่าหมดรักฝ่ายชาย

“อดีตค่ะ ตอนนี้เลิกกันแล้ว แต่ยังตามมาง้อ ตันหยงไม่กลับไปหาเขาหรอกค่ะ หมดเยื่อใยต่อกัน เลิกเด็ดขาดกับผู้ชายพรรค์นั้น ตอนนี้โสดสนิทค่ะ คงเริ่มใหม่กับใครสักคน” หล่อนไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดถึงเล่าให้เขาฟัง หรือเพราะเคยคิดว่าเขานั้นไม่ต่างจากพี่ชายคนหนึ่งซึ่งคอยดูแลเอาใจใส่และคอยปกป้องหล่อนยามมีภัยพาล เรื่องราวในอดีตที่เผลอลืมไป บัดนี้เห็นเป็นภาพชัดยิ่งขึ้นเหมือนน้ำไหลบ่าออกมาจากทำนบที่กั้นไว้ ความผูกพันจึงเกิดขึ้นอีกครา

“เหมือนเขาจะไม่ยอมเลิกกับตันหยงง่ายๆ คงจะมาอีก จะทำยังไง” เลอมานจ้องมองหญิงสาว

“มีพี่เลออยู่ที่นี่ ไม่กลัวหรอกค่ะ” หล่อนพูดทีเล่นทีจริง หากเป็นอย่างนั้นจริงก็อุ่นใจที่ได้เจอกับเขา

ตติยาไม่หวังพึ่งพี่ชายคนโตที่มุ่งมั่นทำแต่งาน ไม่สนใจคนเป็นน้องสาวมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนบิดาก็ไม่กล้าเล่าให้ฟังเพราะเห็นเป็นเรื่องหนุ่มสาวที่ไม่ควรนำไปรบกวนผู้ใหญ่ คงมีเพียงคนตรงหน้าเท่านั้นซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายอีกคนที่พอจะช่วยกันได้ หากแฟนเก่าตามมาขอคืนดี

เลอมานใจพองโตขึ้นมา เมื่อได้ยินคำกล่าวของหล่อน “ถ้ามีปัญหาก็มาบอกพี่ ตันหยงมาทำอะไรที่นี่เหรอ”

“ตันหยงย้ายมาอยู่กับพ่อ ถ้าทำงานที่กรุงเทพคงหนีไม่พ้น ลาออกมาช่วยพ่อทำงานที่นี่ดีกว่าค่ะ”

“ตันหยงพูดจริงเหรอ” เลอมานถามด้วยความดีใจยกใหญ่ที่กักเก็บไว้ภายใน เขาจะได้เจอหญิงสาวผู้นี้ทุกวันและมีโอกาสเร่งทำคะแนนโดยไม่ยากนัก

“จริงสิคะ ตันหยงจะมาล้อเล่นพี่เลอให้ได้อะไรขึ้นมา ว่าแต่พี่เลอเถอะค่ะ มัวแต่มานั่งคุยกับตันหยงอย่างนี้ แฟนพี่เลอไม่รออยู่ที่บ้านเหรอคะ” ตติยาอดไม่ได้ที่จะพูดหยอกเขา หล่อนบอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าเหตุใด พอยิ่งได้พูดคุยก็ยิ่งสนิทใจกันมากขึ้น

“แฟนเฟินอะไรกัน พี่ยังโสด พี่มีแต่น้องสาว”

“คนอย่างพี่เลอเนี่ยนะจะอยู่เป็นโสดมาจนวันนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หรือพี่เลอจะเป็นพวกซ่อนแอบ สุ่มตีประตูหลัง” หล่อนยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ

“พี่ไม่แอบหรอกจ้ะ พี่ชอบผู้หญิง ไม่ได้ชอบผู้ชาย ที่ผ่านมาก็เคยมีแฟน แต่เหมือนพี่ยังไม่เจอคนถูกใจสุดท้ายก็เลิกดีกว่าจะทนคบกันไปทำไม”

“จริงค่ะ ถ้าคบกันแล้วมันเหนื่อยหรือไม่เห็นค่าเรา ก็ไม่คบดีกว่าค่ะ มาอยู่กับตัวเอง รอพบใครสักคนที่รักเราจริง”

“ถูกต้องที่สุด” เขาสนับสนุนความคิดของหญิงสาว

“ถ้าพี่เลอเจอคนที่ถูกใจ อย่าลืมพามาให้ตันหยงรู้จักด้วยนะคะ จากวันนี้ตันหยงขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นน้องสาวของพี่เลออีกสักคน”

“ยินดีครับ” เลอมานมองเห็นความสมหวังในแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบพัฒนาความสัมพันธ์ อย่างน้อยๆ หญิงสาวก็คือคนที่อยู่ใกล้ตัวเขาในปัจจุบัน “น้องสาวของพี่ชื่อลิน น่าจะมีอายุเท่ากัน ตันหยงคงจำไม่ได้เพราะเคยเจอกันไม่กี่ครั้ง ลินทำงานอยู่ที่นี่ เป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ พอดีวันนี้ไม่ได้มาทำงาน ไม่งั้นจะได้แนะนำให้รู้จักกันไว้”

ในช่วงเวลาที่เลอมานยังเป็นเด็กชายได้มาพักอาศัยอยู่กับเพื่อนของบิดานานเกือบเดือน ได้รู้ได้เห็นงานในโรงพยาบาลสัตว์และยังได้ใกล้ชิดกับเด็กหญิงรุ่นน้อง ทำให้เขาค้นพบสองสิ่งในชีวิต สิ่งหนึ่งคืออาชีพในอนาคตจนได้เป็นสัตวแพทย์อย่างใจนึก อีกสิ่งคือหญิงเดียวในดวงใจซึ่งเป็นรักแรกที่เก็บงำไว้ข้างในจวบจนทุกวันนี้

“ตันหยงเข้ามาดูงานในโรงพยาบาลอีกหลายวันค่ะ คงได้เจอกันแน่นอน รบกวนเวลาพี่เลอมามากแล้ว ว่างๆ พี่เลอไปทานข้าวที่บ้านตันหยงสิคะ จะได้รำลึกความหลังด้วยกัน ชวนน้องสาวของพี่เลอไปด้วยจะได้สนุกสนาน พอตันหยงมาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้จักใครเลย นอกจากพี่ชายที่ทำแต่งาน ขลุกอยู่แต่ในห้อง กับพ่อที่ได้พูดคุยกันบ้างยามเจอหน้ากัน แต่จะคุยเรื่องงานมากกว่า ยอมรับค่ะว่าตันหยงก็เหงาปาก ไม่รู้จะคุยเฮฮากับใครดี”

“ได้เลยครับ พี่จะหาเวลาว่างไปกินข้าวด้วยกัน พี่อาจพาเพื่อนพี่ไปด้วยนะ”

“ดีสิคะ หลายคนคงสนุกดี”

ตั้งแต่ทำงานในที่แห่งนี้ เลอมานเคยไปเยือนบ้านของหล่อนเพียงไม่กี่ครั้ง เขามักจะซื้อกระเช้าผลไม้ไปให้บิดาของหญิงสาวในวาระสำคัญเช่นปีใหม่หรือสงกรานต์ แต่ไม่เคยเจอตติยาในบ้านหลังนั้นเลย จึงหมดความหมายที่จะไปเยือนบ่อยครั้ง

เขาอยากต่อเวลาให้นั่งคุยกันในห้องนี้ไปอีกนานแสนนาน แต่ตติยาก็ลุกขึ้นยืน ขอตัวออกจากห้อง ก่อนที่หญิงสาวจะก้าวขาไปทางประตู บานประตูห้องตรวจก็ถูกเปิดออกโดยชายหนุ่มหรือเพื่อนของเขา

“อ้าว! ฉันนึกว่าแกหมดเคสแล้ว ขอโทษด้วยที่เข้ามารบกวน” ทิวพนมโผล่เข้ามาในห้อง แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อพบหญิงสาวอยู่ในห้องตรวจของเลอมาน

ณ ตอนนี้ทิวพนมเกาะติดกับเขาอย่างกับปาท่องโก๋ หลังจากที่เสียใจถูกสาวทิ้งไป เลอมานไม่อยากให้เพื่อนอยู่เพียงลำพัง แม้ทิวพนมจะไม่อาลัยอาวรณ์แล้วก็ตาม

“เข้ามาสิ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก ไม่ใช่เจ้าของสัตว์ที่พาสัตว์ป่วยมารับการรักษาหรอก”

เลอมานเดินเข้าไปจูงแขนทิวพนมให้ก้าวขามาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว

ตติยาจ้องมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ด้วยใจเต้นตึกตัก แม้จะเขินอายโดยไร้สาเหตุ แต่ก็พยายามควบคุมท่าทีให้นิ่งเฉย

เลอมานแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกัน “นี่ตันหยง ลูกสาวของเจ้าของโรงพยาบาล ส่วนนี่ทิวพนมหรือหมอทิว แต่คนทั้งโรงพยาบาลเรียกหมอแมว เพื่อนของพี่เองที่ว่าจะชวนไปกินข้าวที่บ้านตันหยง”

ตติยายกมือขึ้นไหว้อีกฝ่าย

ทิวพนมก็ยิ้มตอบรับหญิงสาวเป็นอย่างดี “นี่น่ะเหรอ น้องตันหยงพี่ได้ยินเลอพูดถึงบ่อยๆ เพิ่งได้เจอตัวจริงก็วันนี้นี่เอง”

“พี่เลอพูดถึงตันหยงว่ายังไงเหรอคะ” ตติยาพยายามชวนทิวพนมพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ทั้งที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก แม้ความรู้สึกของหล่อนนั้นเหมือนได้พบพี่ชายซึ่งไม่ต่างจากเลอมาน แต่ส่วนลึกนั้นรู้ได้ทันทีว่าอยากเป็นยิ่งกว่าน้องสาวสำหรับทิวพนม

เลอมานตอบคำถามแทนเพื่อนชาย “มีแต่เรื่องดีๆ ไม่ต้องห่วงว่าพี่จะพูดให้ตันหยงเสื่อมเสียหรอก”

หญิงสาวจำเป็นต้องเดินออกไปจากห้องและกล่าวลาชายหนุ่มทั้งสองคนโดยไม่คิดจะคุยต่อ

หากการมาเยือนโรงพยาบาลสัตว์ในครานี้ทำให้หล่อนได้พบคนบางคนที่สนใจตั้งแต่แรกเจอ หรืออีกฝ่ายจะเป็นคนที่ใช่ซึ่งกำลังรอคอยให้มาพบเจอกันในที่แห่งนี้

ชายหนุ่มสองคนยังไม่รู้ถึงความรู้สึกของตติยาที่หลงชอบผู้ชายคนหนึ่งตั้งแต่แรกเห็น ด้วยหน้าตาและท่าทีสุภาพทำให้รู้ได้ทันทีว่าควรที่จะคบหา ถ้าอีกฝ่ายยังโสด หล่อนก็อยากให้เป็นมากกว่าพี่ชาย ตติยาต้องหาทางตีสนิทเพื่อสานสัมพันธ์กับทิวพนม

ระหว่างทางที่ขับรถกลับบ้าน หล่อนฉุกคิดขึ้นมาได้ ถ้าคบกับใครสักคน อาจทำให้แฟนเก่าไม่ตามมาตอแยกันก็ได้

ตติยาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คิดอาจไม่เป็นเช่นนั้นเลยและยังส่งผลเสียแก่ใครบางคน

 



Don`t copy text!