ลามิลืม บทที่ 35 : สูญเสียแค่ไหน? ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

ลามิลืม บทที่ 35 : สูญเสียแค่ไหน? ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

รำไพยังมีอาการมึนศีรษะ ใช้เวลาอยู่สักพักก็นึกออกว่าหญิงสาวตรงหน้าคือปิ่นสุดา หากสภาพแต่ก่อนกับปัจจุบันพอนำมาเปรียบเทียบกัน รำไพก็รู้สึกน่าเวทนา แต่สิ่งที่เคยทำกับหลานชายไว้นั้น ทำให้หมดความสงสาร อีกทั้งยังสะใจไม่น้อยกับสิ่งที่หญิงสาวนั้นได้เจอ ซึ่งดูจากหน้าตาและตามเนื้อตัวก็คงไปรองมือรองตีนคนมาแน่นอน จึงซมซานกลับมาหาทิวพนมซึ่งยังเป็นคนดีที่เหลืออยู่

“มาทางไหนกลับไปทางนั้น ที่นี่ไม่ต้อนรับแล้ว ตาทิวอยู่ดีมีสุข เมื่อไม่มีผู้หญิงอย่างเธอ” รำไพเอ่ยปากไล่อีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเก่าและแสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรออกมา เมื่อปิ่นสุดายังยืนทำหน้าทำตาไร้ความรู้สึก หรืออยากให้เห็นใจกัน

“ปิ่นผิดไปแล้ว ที่ทิ้งทิวไป ปิ่นรู้ตัวดี แต่ที่ปิ่นมาที่บ้านของทิว วันนั้นปิ่นลืมสร้อยคอไว้ในห้อง ขอเข้าไปเอาของได้ไหมจ๊ะ ปิ่นไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่กับทิว” หญิงสาวบอกความประสงค์ด้วยเสียงเว้าวอนและให้ดูน่าสงสาร

“สร้อยอะไร นี่มันก็หลายเดือนแล้ว ตั้งแต่หนีหายไป ฉันเข้าไปทำความสะอาดห้องนั้น สร้อยคงสร้อยคอก็ไม่มีให้เห็นสักเส้น” รำไพยังซักด้วยความสงสัย ฝืนตัวเองให้มีเรี่ยวแรงที่จะต่อปากต่อคำกับปิ่นสุดา

“ปิ่นเก็บไว้ในที่ที่ไม่มีใครรู้จ้ะป้า วันนั้นปิ่นรีบไปก็เลยไม่ได้หยิบไปด้วย ปิ่นขอเข้าไปเอาสร้อยนะจ๊ะ” หญิงสาวยกมือไหว้พลางร้องขอ “ขอแค่นี้เองนะป้านะ แล้วปิ่นจะรีบออกมา ไม่รบกวนป้านานหรอก”

พอรำไพรู้เจตนาแน่ชัดของปิ่นสุดา พร้อมกับสภาพที่เห็นแล้วก็ช่างเวทนาเหลือหลาย จึงใจอ่อนยอมเปิดประตูให้อีกฝ่าย เพื่อจะได้ไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้เสียที ตนก็จะได้พักผ่อน ไม่ต้องมายืนฝืนทนเวียนศีรษะหรือต้องเรียกเรี่ยวแรงเพื่อพูดคุยกันให้มากความ

หากเจ้าของบ้านไม่รู้เลยว่าเรื่องที่ได้ยินนั้นเป็นเพียงเล่ห์กลของคนที่ตั้งใจมาลวงหลอกเพื่อกระทำบางอย่างโดยง่าย

ปิ่นสุดาดั้นด้นมาบ้านหลังนี้ แม้จะปวดระบมตามกายก็ตาม เพราะเกินจะต้านทานความต้องการของเสี่ยผู้นั้นที่ชอบใช้ความรุนแรงต่อกันยามราคะตัณหาครอบงำสติ จนหนีได้สำเร็จพร้อมเงินติดตัวนิดหน่อย แต่อยากมีเงินไปตั้งตัว คงมีที่นี่ที่เดียวที่จะให้ความปรารถนาเป็นจริงและยังได้ความสวยสดใสคืนกลับมาดังเดิม

ปิ่นสุดาเดินเข้าไปในบ้าน จำได้ทุกซอกทุกมุม กระทั่งมีสิ่งใดวางไว้ตรงไหนบ้างก็ยังจำได้ หญิงสาวทำเป็นเดินไปยังชั้นสองตรงไปยังห้องที่เคยอยู่อาศัย หากยังมองเห็นห้องที่มีโกศเก็บกระดูกคนตายซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้

“เก็บไว้ตรงไหน ก็รีบไปเอาซะ จะได้ออกไปจากบ้านนี้สักที แต่ถ้าคิดจะมาอยู่ด้วยกันก็ไม่ต้องคิด บ้านนี้ไม่ต้อนรับเธอ” รำไพซึ่งเดินตามหลังหญิงสาวมาทุกฝีก้าว ก็เอ่ยให้รู้ถึงเจตนาของตน เมื่อหญิงสาวเข้าไปในห้องนั้น

ปิ่นสุดากำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ แต่แสร้งทำเป็นเดินหาสร้อยคอ เพื่อคิดหาคำที่จะใช้โต้แย้งกลับไปให้รู้สึกเจ็บแสบเช่นกัน

หญิงสาวหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับรำไพ สิ้นสุดแล้วที่เสแสร้งหรือคิดถ่วงเวลา เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง “คิดอยู่อย่างเดียวสินะว่าฉันอยากจะอยู่ที่นี่ แต่ไม่เคยอยู่ในความคิดของฉัน รู้ไว้ด้วย ที่นี่มันจนก็จน เงินก็ไม่มีให้ฉันใช้ จะอยู่ทำไมล่ะ” ปิ่นสุดาหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ “ถ้าฉันไปไหนได้โดยไม่ลำบาก ฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่ให้เสียเวลา แต่ที่นี่มีสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจึงมาเจอแก จำไว้ซะอีแก่”

รำไพเบิกตากว้าง ไม่คาดว่าหญิงสาวจะตะโกนใส่หน้ากันในคำพูดสุดท้าย รีบยกแขน ชี้นิ้วไปทางหน้าบ้าน “แกออกไปเลยนะ มาทางไหนไปทางนั้น ฉันก็คิดไว้อยู่แล้ว คนอย่างแก มันเชื่อไม่ได้ ฉันโง่เองที่นึกเวทนาสงสาร สันดานคนมันไปเคยเปลี่ยนจริงๆ โอ๊ย!”

รำไพพูดเสียงดังเหมือนคนเลือดขึ้นหน้าเพราะโกรธจัด แต่พูดได้เพียงแค่นั้นก็ถูกปิ่นสุดาผลักตัวอย่างแรง จนล้มลงไปกองกับพื้น เจ็บปวดตรงก้นกบ ทำให้ยันตัวลุกขึ้นยืนไม่ได้

“แกจะทำอะไร แกจะเข้าไปในห้องพระทำไม” รำไพตะโกนถาม เมื่อเห็นปิ่นสุดารีบเดินเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง

หญิงสาวหันมายิ้มให้อย่างมีเลศนัย ก่อนจะหายเข้าไปให้ห้องที่หมายใจไว้ตั้งแต่แรก

รำไพพยายามกระเสือกกระสนพาตัวเองเข้าไปในห้องพระ โดยต้องคลานตะเกียกตะกายไปตามพื้นเพราะลุกยืนไม่ไหว พอเข้าในห้องพระได้ก็เงยหน้ามองเห็นหญิงสาวหยิบพระพุทธรูปองค์เก่าแก่ที่ทำจากทองคำซึ่งอยู่บนหิ้งไว้ในอ้อมแขน รวมทั้งพระเครื่องใส่ลงกระเป๋าที่เตรียมมา

ปิ่นสุดาเห็นรำไพอยู่ตรงประตู ก็คว้ากระถางธูปที่ยังมีก้านธูปปักไว้ซึ่งปลายยังติดไฟอยู่ ปาไปเฉียดศีรษะรำไพ หากปลายก้านธูปได้ตกลงไปตรงผ้าม่านเข้าพอดี “มาสิอีแก่ ห้ามฉันได้ก็เข้ามา นี่แหละที่ฉันอยากได้ จ้องไว้ตั้งแต่คราวก่อนแล้ว ถ้าเอาไปขาย คงได้เงินมากอย่างที่แกเคยบอกฉันไงล่ะ” ปิ่นสุดาหัวเราะเสียงดังเป็นการปิดท้าย

หากรำไพยังพยายามคลานเข้าไปใกล้ตัวหญิงสาว คว้าขาปิ่นสุดาไว้ได้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไปจากห้อง

ปิ่นสุดารีบคว้าหลังตู้ไม้ที่สูงเท่าระดับอกเพื่อไม่ให้ล้มลงไป หากแขนข้างหนึ่งไปถูกตะเกียงที่ยังมีเปลวไฟให้ล้มลงจนน้ำมันไหลออกมาเป็นทางลงสู่พื้นและกองผ้าที่วางไว้ใกล้ตู้ไม้ เพียงไม่นานน้ำมันก็ติดไฟ แต่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนทั้งสอง

“แน่จริง แกก็ยืนสู้แบบตัวต่อตัวกับฉันสิ อีแก่ เก่งนักไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวพูดเป็นเชิงท้าทาย ด้วยสีหน้าอย่างคนพร้อมจะหาเรื่อง

รำไพได้ยินดังนั้น ก็แข็งใจลุกขึ้นยืน แม้จะเจ็บแสนเจ็บ แต่กัดฟันเพื่อเข้าไปฉุดรั้งปิ่นสุดาและจะเอาสมบัติของครอบครัวคืนมา แต่โดนผลักให้ล้มลงไปอย่างแรงจนนอนแน่นิ่ง

“สิ้นฤทธิ์สักทีนะ อีแก่” ปิ่นสุดาแผดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น หากจมูกได้กลิ่นควันจึงเหลียวไปมอง

หญิงสาวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ขอแค่นำพาชีวิตออกไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ ก่อนที่จะถูกพระเพลิง ทำลายในไม่ช้า จนอาจไม่เหลือแม้แต่เสาสักต้นเดียว

เพียงไม่นาน ผู้สิ้นสติอยู่บนพื้นก็จมหายไปในกองเพลิงพร้อมกับบ้านทั้งหลัง

 

ทิวพนมแทบยืนไม่อยู่ เมื่อทราบข่าวไฟไหม้บ้านของตน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เป็นป้าคงไม่สามารถหนีรอดออกมาได้ พอถึงที่เกิดเหตุ ชายหนุ่มเห็นเพียงซากเศษไม้สีดำเมื่อมกับกองเถ้าถ่านที่ถูกไฟไหม้ ยังมีควันไฟลอยขึ้นมาเพียงเล็กน้อย แต่เขาไม่พบรำไพ ถามใครต่อใครก็ไม่มีใครพบเห็น ทั้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทั้งชาวบ้านต่างคาดการณ์กันว่ารำไพต้องอยู่ในบ้านขณะเกิดอัคคีภัย และไม่มีใครรู้สาเหตุของเพลิงไหม้ที่แท้จริง ลงความเห็นกันว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เขาก็คิดเช่นนั้น คนเห็นเหตุการณ์ยังเล่าให้รู้ว่าตอนแรกแค่เห็นไฟไหม้บ้านไปแล้วส่วนหนึ่ง กว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึงเพลิงก็โหมกระหน่ำรุนแรง ทำลายบ้านจนไม่เหลือชิ้นดี และยังเผาผลาญชีวิตของรำไพที่ป่วยอยู่จึงไม่มีแรงวิ่งหนีออกมา โชคยังดีที่บ้านของเขาไม่ได้อยู่ติดกับบ้านหลังอื่น ไฟจึงไม่ลุกลามไปสร้างความเสียหายให้แก่เพื่อนบ้าน มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ต้องพบกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ครานี้ ทิวพนมสูญเสียทุกคนในครอบครัวไปจนหมดสิ้นและไม่เหลือสิ่งที่เคยมี ถ้าตามความจริง คงเหลือเพียงที่ดินกับพวกเศษซากปลักหักพังที่ยังมีรอยไหม้หรือเป็นเพียงเถ้าถ่าน เขากลายเป็นคนหมดสิ้นทุกอย่างในชีวิตแล้วจริงๆ

สุดท้ายผู้เป็นป้าก็จากไป โดยไม่ได้ร่ำลากัน และยังไม่มีลางบอกเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย

เลอมานที่มาพร้อมกับเขา ก็ได้เพียงยืนข้างๆ ยกมือจับบ่าเขาอยู่เช่นนั้นไม่ยอมปล่อย “แกยังมีฉันนะทิว ไปอยู่บ้านของฉันได้ ฉันกับลินยินดีต้อนรับ”

เขาหันมองเพื่อน ทั้งที่ดวงตาสองข้างยังมีน้ำใสๆ คลอหน่วยอยู่เต็มสองตา โดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด นอกจากส่งสายตาแทนคำขอบคุณที่เพื่อนไม่เคยทิ้งกันไปไหน ยามที่เขาไม่มีใครและไม่เหลือสิ่งใดในชีวิต นอกจากเสื้อผ้าชุดที่สวมใส่กับรถยนต์หนึ่งคันที่ขับไปทำงาน เลอมานก็ยังเป็นเพื่อนแท้ซึ่งอยู่ข้างเคียงกันให้เขาได้มองเห็น

“ทุกอย่างเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้” เพื่อนชายยังบอกเขาอีก “เสื้อผ้าแกก็ใช้ของฉันไปก่อน ของส่วนตัวก็ค่อยไปหาซื้อเอาใหม่”

เลอมานคงพยายามไม่ให้เขาต้องคิดมาก หากเป็นความจริงที่ทุกสิ่งเป็นของนอกกาย ทว่ามิตรแท้นั้นหายากกว่าของทุกอย่างที่สูญสิ้นไปกับกองเพลิง แต่เขายังได้เจอจากเลอมาน

สติของทิวพนมยังล่องลอยไปกับความสูญเสียฉับพลันในช่วงระยะหนึ่ง สองพี่น้องช่วยกันประคับประคองเขาไว้และจัดงานศพให้แก่รำไพจนงานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้เศษกระดูกของผู้ตายก็ยากที่จะค้นเจอจึงปล่อยให้อยู่บนพื้นที่แห่งนั้นชั่วกาลนิรันดร์ ไปพร้อมกับเถ้ากระดูกของผู้อื่นในครอบครัวที่ถูกเผาไหม้อีกครา

เลอมานและมาลินทร์ยังคอยเรียกขวัญให้เขากลับมาเป็นคนเดิม เมื่อเรื่องทุกอย่างเสร็จสิ้นโดยไม่หลงเหลือปัญหาใดให้ต้องแก้ไข ทิวพนมพยายามไม่จมจ่ออยู่กับความสูญเสียหรือเป็นคนเสียศูนย์ให้นานนัก แม้ความรู้สึกนั้นยากที่จะฟื้นคืนในเร็ววัน

เขายังดำเนินชีวิตต่อไป โดยพักอาศัยอยู่ในบ้านของเพื่อนชาย

เหตุการณ์เลวร้ายผ่านไปเหมือนความฝัน แต่มันเป็นเรื่องจริง จากวันนั้นจนล่วงเลยมาหนึ่งสัปดาห์ ทิวพนมได้พบโอเลี้ยงในสภาพผอมโซตรงบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านของเขา มันคงหนีเตลิดไปไกล แต่ก็หวนกลับมายังที่ที่เคยอาศัย เขาจำมันได้และมันคงจำรถยนต์ของเขาได้จึงออกมายืนข้างทางในตอนที่เขาขับรถไปตรงบริเวณบ้านที่ยังแจ่มชัดเสมอในความทรงจำ เขานำโอเลี้ยงมาเลี้ยงไว้ที่บ้านของสองพี่น้อง ส่วนกาแฟ บัดนี้ก็ยังไม่เจอตัวมันอีกเลย ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ก็ขอให้ได้เจอเจ้าของใหม่ที่ดูแลมันได้เป็นอย่างดีไม่ต่างจากที่เคยอยู่กับพวกเขา

ทิวพนมทำงานด้วยความรู้สึกที่ยังโหวงเหวงกับชีวิตซึ่งไม่เหมือนเก่า ไม่มีสมาชิกในครอบครัว ไม่มีบ้านที่เคยอยู่ตั้งแต่เด็ก แต่เขาต้องอยู่ให้ได้ เผื่อคนเหล่านั้นที่อยู่เบื้องบนจะยังเฝ้ามองเขาและคอยเอาใจช่วยให้เขามีชีวิตที่เป็นสุขดี

หลังจากตติยากลับมาจากไปเยี่ยมพี่ชายที่ต่างประเทศเป็นเวลาสองอาทิตย์ เมื่อรับรู้เรื่องราวของเขาก็รีบเข้ามาแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผ่านไปสองวันเขาก็ได้พบหล่อนอีกครั้ง หากหญิงสาวมาพร้อมกับบุคคลสองคนที่เพิ่งได้รับรู้เรื่องราวของเขาเช่นกัน

เขาจะไม่ให้การต้อนรับก็คงไม่ได้ เมื่อสองคนนั้นเดินเข้ามาในห้องตรวจของเขาโดยที่ตติยาเป็นคนพาเข้ามา

ทิวพนมลุกขึ้นยืนเป็นการต้อนรับคนทั้งสอง หนึ่งคนคงเคยพบเขาในที่แห่งนี้ ส่วนอีกคนอาจจะมาหาเขาที่นี่เป็นครั้งแรก

“พี่ทิวคะ ตันหยงเล่าเรื่องพี่ทิวให้พี่วิชญ์กับพี่กานต์ฟัง พวกเขาอยากมาพบพี่ทิว ตันหยงจึงพามาที่นี่ค่ะ” ตติยาเป็นฝ่ายพูดก่อน เมื่อเห็นหน้าตานิ่งเฉยของทิวพนม

“อย่าว่าตันหยงเลยครับ ผมผิดเองที่บังคับให้พามาพบพี่ หลังจากที่ทราบเรื่องของพี่ พวกเราแสดงความเสียใจกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยนะครับ” นรวิชญ์เอ่ย

“ตอนแรกกานต์ก็จะพามา แต่ไม่มั่นใจว่าหมอทิวจะอยู่ที่เดิมไหม ต้องรอให้ตันหยงกลับมาจากต่างประเทศก่อน พอทราบเรื่อง พวกเราก็รีบมาทันที” กานต์สินีบอกเขา

ทิวพนมได้แต่ยืนนิ่งรับฟัง ใบหน้ายังคงไร้รอยยิ้มตั้งแต่แรกเห็นคนทั้งสามเข้ามาในห้อง เขาบอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้ตรงใจกับความรู้สึกตัวเองมากกว่ากัน ระหว่างยืนอยู่ตรงนี้ดังเดิมหรือหลบหน้าไม่อยากเจอใคร แต่ด้วยมารยาทเขาต้องอยู่คุยกับคนทั้งสามในห้อง

“ตันหยงเล่าเรื่องพี่ทิวให้พี่วิชญ์ฟังตั้งหลายวันแล้วค่ะ แต่ยังอยู่ที่ต่างประเทศ ที่จริงพี่วิชญ์จะมาก่อนก็ได้ แต่รอตันหยง พี่ทิวไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ ที่ตันหยงปากไม่ดีเล่าเรื่องของพี่ทิว” ตติยาเอ่ยเสียงเบา เพราะกลัวเขาจะต่อว่ากัน

“อย่าโกรธตันหยงเลยครับ ผมเองที่อยากมาหาพี่ ผมนำเรื่องของพี่ไปเล่าให้พ่อฟัง พอพ่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่ก็ให้ผมรีบมาหา” นรวิชญ์ก็ยังเอ่ยให้เขาเข้าใจกัน

“ผมไม่มีอะไรจะไปยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกแล้ว” ทิวพนมพูดออกมาได้ในที่สุด เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงพ่อแท้ๆ

มาลินทร์ที่เข้ามายืนอยู่เคียงข้างตอนไหนก็ไม่รู้ จับแขนเขาไว้เพื่อให้ลดอารมณ์ฉุนเฉียว

นรวิชญ์ไม่สนใจคำของเขา พูดออกมาตามความตั้งใจที่ตัดสินใจมาพบกัน “พ่อให้ผมมาชวนพี่ไปอยู่ด้วยกัน ถ้าทางนี้พี่ไม่มีบ้านจะอยู่แล้ว พวกผมยินดีต้อนรับพี่เสมอ”

“ขอบคุณ” น้ำเสียงของทิวพนมยังแข็งกระด้าง “ฝากไปบอกเขา ผมเติบโตในที่นี่ ผมขออยู่ที่นี่ ต่อให้ไม่มีบ้าน ผมก็จะอยู่ที่นี่ ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งใคร”

“แต่พ่อฤทธิ์ก็เป็นพ่อของพี่” นรวิชญ์เริ่มขึ้นเสียง

“เขาไม่ใช่พ่อของผม ผมมีพ่อคนเดียวคือพ่อเดช เขาคือพ่อของคุณคนเดียวเท่านั้น อย่านำผมไปข้องเกี่ยวด้วยเลย”

“พี่คงยังไม่รู้ ตั้งแต่วันนั้น พ่อยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล ผมรู้ว่าพ่อคอยให้พี่ไปเยี่ยม ถึงแม้พี่จะไม่ไปอยู่กับพวกเรา ขอให้พี่ไปเยี่ยมพ่อฤทธิ์บ้าง พ่อต้องการกำลังใจ”

ทิวพนมยืนนิ่ง ไม่รับปากนรวิชญ์

“กานต์ยังสงสารท่าน อยากให้ท่านมีกำลังใจอยู่กับพวกเราไปอีกนาน หมอทิวหาเวลาไปเยี่ยมท่านบ้างนะคะ” กานต์สินีพูดขึ้นเมื่อเขายังยืนเงียบอยู่

“พี่ทิวไปเยี่ยมลุงฤทธิ์ด้วยกันนะ ว่างวันไหนไปกับตันหยงก็ได้” ตติยาเอ่ยสนับสนุนสองคนนั้น

“ถือว่าผมขอร้อง ในฐานะน้องชายคนหนึ่งของพี่ พี่ไปเยี่ยมพ่อได้ไหม สักครั้งก็ยังดี ส่วนเรื่องบ้าน ถ้าพี่จะสร้างใหม่ ขาดเหลืออะไรก็บอกผม ถือว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว” นรวิชญ์ยังขอร้องเขาด้วยใจจริง

หากความรู้สึกของทิวพนม บัดนี้รู้แล้วว่าชีวิตเขาก็มีเพียงแค่เพื่อนชายและน้องสาวของเพื่อนซึ่งยังยืนอยู่เคียงกันเพื่อให้เขามีอารมณ์เย็นลง ชายหนุ่มทำเป็นใจแข็ง ยืนยันกับตัวเองตามความตั้งใจเดิมที่ไม่อยากจะสานสัมพันธ์กับผู้คนในตระกูลชิษณุวงศ์

“พวกคุณกลับไปก่อนดีกว่า ผมอยู่กับเพื่อนของผมได้ คงไม่รบกวนคุณ ขอบคุณอีกครั้งกับความหวังดี” ทิวพนมผายมือไปยังประตูทางออกราวกับไล่แขกที่เข้ามาในห้อง

หากส่วนลึกในใจของเขา ก็ไม่อยากเห็นหน้าหญิงสาวที่เคยรู้สึกดีด้วยและไม่คิดจะเข้าไปอยู่บ้านหลังเดียวกันกับอีกฝ่ายแน่นอน

“ถ้าพี่ทิวไม่รู้จะอยู่บ้านไหน หรือเบื่อที่จะอยู่บ้านของพี่เลอแล้ว ไปอยู่บ้านตันหยงก็ได้นะคะ อยู่ที่นี่เหมือนกัน ไปมาโรงพยาบาลก็สะดวกด้วยค่ะ” ตติยายังเอ่ยด้วยเสียงสดใสเหมือนจะเป็นคนเดียวในห้องที่ไม่มีความเคร่งเครียดเลย

ประตูห้องถูกเปิดออก เพื่อนของเขานั่นเองที่เข้ามาหาได้ถูกจังหวะพอดี เลอมานต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นคนภายในห้องที่มีเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีแค่น้องสาวและเจ้าของห้อง

“ขอโทษครับ นึกว่าทิวจะอยู่คนเดียว” เลอมานเอ่ยขึ้น แสดงถึงมารยาทที่เข้ามาขัดจังหวะ

“ไม่เป็นไรหรอก ทุกคนกำลังจะกลับพอดี ผมต้องขอเวลาส่วนตัวด้วยนะครับ พอดีมีเรื่องคุยกับเลอ” ทิวพนมไล่แขกกลายๆ

ผู้ที่เข้ามาพบเขาเหมือนจะทำตัวไม่ถูก ยังแสดงสีหน้าไม่เข้าใจในตัวเขา มาลินทร์ที่พอจะเข้าใจทิวพนมจึงอาสาเป็นคนส่งแขก “เชิญค่ะ ตันหยงด้วยนะคะ พอดีพี่ทิวจะคุยเรื่องเคสกับพี่เลอ ไว้คราวหน้ากลับมาตกลงกันใหม่ก็ได้ค่ะ ตอนนี้ยังอยู่ในเวลางาน มีเคสมารอดูอาการด้วยค่ะ ขอเชิญทุกคนออกจากห้องตรวจก่อนนะคะ”

ผู้ช่วยสัตวแพทย์สาวเดินไปเปิดประตูให้กับคนทั้งสาม แขกทั้งหลายจึงยอมออกไปจากห้องอย่างว่าง่าย หากตติยายังบอกเขาก่อนออกไป “ตันหยงขอไปส่งพี่วิชญ์กับพี่กานต์ก่อนนะคะ เลิกงานจะมาหาพี่ทิว”

เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างหนักหน่วง เมื่อผู้มาเยือนทั้งสามคนออกไปจากห้องได้สักที

เลอมาทักขึ้น “แกจะทุกข์ใจอะไรขนาดนั้น”

“พวกเขามาชวนให้ฉันไปอยู่ด้วยกัน แต่ฉันไม่ไปหรอก อยู่กับแกดีกว่า ฉันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา” ทิวพนมบอกเพื่อนชาย โดยสรุปใจความสำคัญ

ทั้งที่เขาอยากตัดให้ขาดก็เหมือนจะยังหลงเหลือสายใยต่อกัน เพราะผู้มีสายเลือดเดียวกันยังคิดจะเข้ามาพัวพันในชีวิตตราบที่เขายังมีลมหายใจ

“บ้านฉันยินดีต้อนรับแกเสมอ จะอยู่กี่ปีก็ได้ พูดถึงก็ไม่คิดเลยนะ ชีวิตของแกจะมาเจอแบบนี้ เป็นฉันก็ยังใจหายไม่เลิก อยู่ดีๆ คนที่รู้จักจากไปทีละคน ฉันเข้าใจความรู้สึกแก แต่ไม่มีใครห้ามความตายได้หรอก”

“แต่ฉันยังไม่เข้าใจ ทำไมความตายต้องมาเกิดกับคนในครอบครัวของฉัน จนไม่เหลือใครสักคน ฉันก็ไม่เคยได้เอ่ยคำลาหรือทำอะไรเพื่อร่ำลากันเลย ทุกคนจากไปกะทันหัน ไม่ให้ฉันได้ตั้งหลักไว้ก่อนเลย”

“เอาเถอะ ยังไงพวกเขาก็จากเราไปแล้ว คนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ต่อไป โดยไม่ทุกข์หรือตรอมใจไปซะก่อน”

เลอมานพยายามพูดให้เขามีกำลังใจที่จะอยู่เรื่อยมา ตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายไม่คาดฝันก็ยังมีสองพี่น้องอยู่ข้างกายคอยให้เขามีความสดใสกลับคืนมาเร็วไว

อยู่ดีๆ เพื่อนของเขาก็เข้ามาตบบ่า แล้วพูดขึ้น “ถ้าวันหนึ่งฉันเป็นอะไรไป ฉันจะใช้เวลาที่เหลือบอกลาแกเอง ไม่ต้องห่วง ถ้าวันนั้นเราสองคนต้องจากกันจริงๆ”

เขาก็ได้แต่ยิ้มอ่อนให้กับเลอมานที่พูดให้เขาสบายใจ ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับคำกล่าวของเพื่อน ตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องทำให้ทุกวันมีแต่ความสุข แม้ลึกๆ จะยังนึกถึงทุกผู้ทุกคนที่จากไปก็ตาม

คงไม่มีใครโชคร้ายกว่าเขาที่เจอเรื่องสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารอวันหนึ่งอาจจะถึงคราวของตัวเองที่ต้องจากไป เพราะตอนนี้ครอบครัวของเขาก็เหลือเขาเพียงผู้เดียวที่ความตายยังไม่มากล้ำกราย บางทีผู้ที่จากไปก่อนอาจเป็นเขาไม่ใช่เพื่อนชายคนสนิท

ถ้าถึงตอนที่เขาไม่สามารถฟื้นขึ้นมากล่าวลากันได้ อาจต้องทำอะไรเพื่อใช้เป็นการร่ำลาเพื่อนแท้อย่างเลอมาน เพื่อให้การจากลานั้นจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ

ทิวพนมจะมีโอกาสได้ทำตามที่คิดไว้หรือไม่ เพราะความตายไม่มีเสียงเตือนให้คนเราต้องเตรียมตัวก่อนที่จะตายจากกัน

 



Don`t copy text!