เมฆพรางจันทร์ บทที่ 15 : รักแรก

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 15 : รักแรก

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

ฝ่ายถูกถามกระตุกยิ้มมุมปากนิดๆ ดูท่าทางผู้หญิงคนนี้จะเริ่มฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว

“เธอคิดว่ายังไงล่ะ มีเหตุผลอะไร ทำไมฉันต้องตามช่วยเธอ”

มาสอาภาจ้องหน้าคมคายที่หล่อกว่าผู้ชายทุกคนที่เคยพบเจอมาแล้วเลิกคิ้ว

“คุณคงไม่ได้หลงรักฉันหรอกนะคะ”

ดับปราณหัวเราะเบาๆ

คนถามหน้าแดงก่ำ เพราะเขาไม่ตอบ เอาแต่หัวเราะอย่างมีเลศนัย!

แต่ก่อนจะคาดคั้นหาความอะไรจากผู้นำวิญญาณไปโลกแห่งความตายตนนี้อีก เสียงเรียกของม่านฝนก็ดังขึ้นด้านนอก

“เมฆ…เมฆอยู่ที่นี่หรือเปล่า”

มาสอาภาขมวดคิ้ว ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด เพราะเมื่อราวๆ สองชั่วโมงก่อนเจ้าหล่อนรับโทรศัพท์ของภาณุรุจพูดคุยจี๋จ๋าหวานเจี๊ยบ เธอก็เดินออกจากบ้านมาเฉยๆ ม่านฝนไม่รู้จริงๆ หรือว่าเธอกำลังโกรธ โมโห ไม่พอใจอยู่

ไม่อยากเห็นหน้า…ไม่อยากคุยด้วย…จะมาตามเธอทำไม!

อีกอย่างตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียว

หญิงสาวมองซ้ายมองขวาอย่างนึกขึ้นได้ ตอนนี้ทั้งบ้านมีแค่เธอกับดับปราณสอง…สองอะไรดี ควรจะใช้ลักษณนามว่ายังไงดี สองต่อสองก็แล้วกัน

คน…เอ่อ ยมทูตนั่นอารมณ์ดีอะไรหนักหนา ถึงได้ยิ้มกริ่มแบบนั้น พี่สาวเจ้าของร่างนี้ก็กำลังเดินมา ถ้าหากม่านฝนเจอเขาอยู่กับเธอ…จะคิดว่ายังไง จะให้ตอบไปว่าเราเป็นอะไรกัน

“เธออยากให้เป็นอะไรก็ตามใจเลย” ผู้ล่วงรู้ความคิดบอกหน้าตาเฉย “ฉันไม่ถือ”

เป็นเพราะฝ่ายเรียกประชิดประตูหน้าเข้ามาทุกที มาสอาภาจึงไม่ได้เก็บคำพูดของเขามาคิด แต่หันไปถามกลับ “คุณหายตัวได้นี่”

“นี่บ้านฉัน อยู่ๆ มาไล่เจ้าของบ้านออกจากบ้านได้ยังไง แปลกคน”

นอกจากไม่ยอมหายตัวแล้ว ยมทูตหนุ่มสุดหล่อยังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์บาร์ ส่วนเชื่อมต่อไปยังห้องครัวอีกด้วยซ้ำ

ม่านฝนยังคงเรียกเธออยู่หน้าประตู

“เมฆ…เมฆอยู่ที่นี่หรือเปล่า”

มาสอาภาค้อนใส่จอมยียวน ก่อนจะปรับสีหน้าท่าทาง แล้วเดินไปเปิดประตูแง้มๆ โผล่แค่หน้าออกไป

“มาเรียกทำไม มีอะไร…”

คนเป็นพี่สาวของร่างที่เธออาศัยชะเง้อคอ สอดสายตามองเข้าไปในบ้านข้างๆ พลางพูดยาวเหยียด “พี่คุยโทรศัพท์กับคุณรุจแป๊บเดียว เมฆก็เดินหายออกมาเลย พี่คิดว่าเราไปซื้อของหน้าปากซอย เลยไม่ได้เรียก แต่รออยู่นานเมฆก็ไม่กลับสักที แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยินพี่เรียก ก็ไม่ขานรับ จะมาขลุกอยู่บ้านคนอื่นทำไม บ้านเราก็มี แล้วเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาเมื่อวานเองนะ ทำไมไม่นอนพักที่บ้านเรา”

มาสอาภาหันเข้าไปดูด้านในตามสายตาของผู้หญิงตรงหน้า แล้วถอนหายใจโล่งอกที่ดับปราณยอมหายตัวไปก่อนแต่โดยดี คนหนีมาอยู่ข้างบ้าน จึงบอกด้วยใบหน้าบึ้งตึง

“อยู่ตรงไหนสบายใจก็อยากอยู่ตรงนั้น ฉันโตแล้ว อยู่ไหนก็ได้ แล้วร่างกายฉัน แข็งแรงมาก ไม่ต้องจุ้น”

ม่านฝนพยายามไม่ถือสาคำพูดคำจาห้วนจัดของน้องสาว เพราะหลังจากเถียงเรื่องภาณุรุจ อีกฝ่ายก็จะปั้นปึ่ง เฉยชาแบบนี้เสมอ เธอรู้ดีว่าคนเป็นน้องโกรธเธอมาก

แต่ในเมื่อมันห้ามหัวใจไม่ได้ จะให้เธอทำอย่างไร

“แต่ว่า นี่มันบ้านคนอื่นนะเมฆ เกรงใจเค้า กลับไปพักบ้านเรากันเถอะ ช่วงเย็นๆ คุณรุจจะมากินข้าวด้วย”

มาสอาภาอยากจะจิกหัวนัง…เอ่อ ยัยม่านฝนจอมแอ๊บมาตบซ้ายตบขวานัก เธอแสดงท่าทีชัดเจนว่าเกลียดไอ้หมอนั่นขนาดนั้น ยังจะมาชวนเธอไปร่วมโต๊ะกินข้าวกับมันอีก

ฝันไปเถอะย่ะ!

“ใครมาเหรอ…” อยู่ๆ คน เอ่อ…ยมทูตที่เธอคิดว่าหายตัวไปแล้ว กลับเดินออกมาจากด้านในตัวบ้าน ดึงประตูเปิดกว้าง ถามเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แถมยังโอบไหล่เธอไว้อีกด้วย “นี่ใช่พี่สาว…ที่เล่าให้ฉันฟังหรือเปล่า”

เฮ้…ลุง…ลุงเล่นอะไรอยู่คะ!

มาสอาภาส่งคำถามผ่านสายตาไปรัวๆ เธอรู้ว่าเขาได้ยินความคิดทั้งหมดนั่นแหละ…แต่เขาทำเฉย

ทุบยมทูตสักทีนี่จะตกนรกไหม

“เมฆ…ผู้ชายคนนี้คือ…” ม่านฝนมองผู้ชายตัวสูงสง่า หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกเท่บาดตา ยืนโอบกอดน้องสาวแล้วอึ้งตะลึงงัน

“สวัสดีครับ ผมชื่อปราณ เป็นแฟนของน้องสาวคุณ”

อ่า…เดี๋ยวก่อนนะคะลุง ใจเย็นก่อน

บทสนทนาของพวกเราที่ผ่านมา ไม่มีบางช่วงบางตอนที่ฉันไปตกลงเป็นแฟนลุงเลยนะคะ!

“แฟน…คุณเป็นแฟนของเมฆเหรอคะ ทำไมฉันไม่เคยรู้” ม่านฝนพึมพำ งุนงงหนัก เพราะปกติน้องสาวของเธอจะเก็บเนื้อเก็บตัว เนื้อตัวก็ไม่แต่ง ไม่ดูแลผิวพรรณ ไม่ไปเที่ยวที่ไหนด้วยซ้ำ วันๆ ทำแต่งาน ดวงตาจ้องแต่จอคอมพิวเตอร์ “ไปเจอกันตอนไหน”

นั่นสิคะ!

อย่าว่าแต่ม่านฝนงง คนโดนแอบอ้างเป็นแฟนก็งุนงงไม่ต่างกัน

ดวงตาของผู้ล่วงรู้ความคิดคนอื่นพราวระยับ เขาเหลือบตามองร่างบางในวงแขน ก่อนจะแนบริมฝีปากลงบนเรือนผมแผ่วเบา

มาสอาภายืนตัวแข็ง ขนลุก ระคนขัดเขินไม่น้อย กับการกระทำอ่อนโยนของอีกฝ่าย พวงแก้มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ หัวใจเต้นโครมคราม

“อันที่จริง ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ต้องบอกว่าผมเป็นรักแรก แฟนคนแรก พอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง อะไรต่ออะไรก็เลยง่าย”

รักแรก แฟนคนแรก คืออะไรค้า

แล้ว…ไอ้อะไรต่ออะไรที่ว่าง่ายของลุง นั่นมันอะไร!

มาสอาภาคิด พร้อมมองยมทูตขี้ตู่ว่าเป็นแฟนคนแรกของเธอตาเขียวขุ่น ส่วนเขาแค่เลิกคิ้ว พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้

โอย…ยิ้มแบบนี้ก็ละลายสิค้า ลุงโคตรหล่อ งานดีอะไรอย่างนี้…อ้างไปเลย จะให้เป็นแฟน หรือเป็นอะไรก็ได้หมด

ยอม ยอมทั้งนั้น ยอมเป็นทุกอย่างเลยจ้า

“ไม่ช่วยฉันแนะนำตัวกับพี่สาวเลยนะ” แฟนจอมปลอมทำท่าออดอ้อน ยกมืออีกข้างมาไล้แก้มเธออีกด้วย “เขินเหรอ”

มาสอาภาจึงรู้สึกตัวว่าเผลอคิดเกินเลยกับเขาไปเยอะ สัมผัสนุ่มนวลบนแก้ม ทำให้กะพริบตาปริบๆ ยกนิ้วโป้งขึ้นมากัดระหว่างใช้ความคิด ก่อนจะหันไปบอกพี่สาวของเจ้าของร่าง

“นั่นแหละ ตามนั้น อย่างที่เขาพูดเลย”

ม่านฝนจ้องผู้ชายที่มองน้องสาวของเธอด้วยสายตาหวานฉ่ำล้ำลึกแล้วอดเขินแทนคนถูกมองไม่ได้

ผู้ชายคนนี้ไม่ได้โกหก เขารักน้องสาวเธอจริงๆ…ม่านฝนแน่ใจ

“เอ่อ…ถึงจะบอกว่าเป็นคนรักกัน แต่อยู่กันสองต่อสองแบบนี้มัน…”

ใช่…ชายหญิงอยู่ใกล้ชิดกัน สองต่อสองในที่รโหฐาน ผู้ชายคนนี้เป็นคนยังไง ม่านฝนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แค่มาบอกว่าเป็นคนรัก หรือแฟนคนแรกของม่านเมฆ…เธอจะเชื่อได้อย่างไร

บางทีเขาก็อาจจะมาหลอก

“ฉันโตแล้ว อดเหงาไม่ได้ เห็นเธอมีพี่รุจ ฉันเลยอยากมีแฟนบ้าง”

มาสอาภาเลยรับสมอ้าง เล่นตามน้ำไปก่อน พร้อมกับอิงศีรษะซบไหล่ ‘แฟน’ ให้ม่านฝนดู

‘แฟน’ จึงกระชับอ้อมแขนอีกนิด จงใจส่งสายตาแสดงให้ม่านฝนเห็นว่าเขารักคนที่กอดอยู่มากแค่ไหนอีกหน่อย

“ผมรับรองว่าจะไม่มีอะไรเกินเลย น้องสาวคุณไม่เสียหายแน่นอน” เขาอมยิ้มละมุน ขณะยืนยันมั่นเหมาะ “อย่างมากแค่กอดกับจูบ”

ฮะ…ลุงพูดอะไรออกมา รู้ตัวไหมคะ!

ทำไมคิดแค่นั้น…เอ๊ย! ทำไมพูดแบบนั้น

มาสอาภาเลิ่กลั่ก หน้าร้อนผ่าวจนคิดว่ามันต้องแดงแจ๋ รู้สึกสงสัยขึ้นมานิดๆ ว่าเขาจะจูบเธอตอนไหน…เอ๊ย! ทำไมเธอคิดฟุ้งซ่านได้ขนาดนั้น

“แล้วอีกอย่าง ในบ้านผม ยังมีน้องสาวกับน้องชายอีก น้องสาวผม…คุณเคยเจอแล้วเมื่อวาน”

ม่านฝนหน้าแดงก่ำกับคำกึ่งๆ บอก กึ่งๆ ขออนุญาตของอีกฝ่าย เผลอมองเข้าไปด้านใน แล้วขมวดคิ้วเมื่อไม่พบใครที่เขาเอ่ยอ้าง

“ตอนนี้ สองคนนั้นไปธุระข้างนอก” ดับปราณยังคงพูดเรื่อยๆ “อ้าว…มาถึงพอดี”

วายชีวากับวายชนม์ที่ถูกเรียกตัวจากกระแสจิตให้มาช่วยเหลือด่วน ปรากฏตัวขึ้นนอกรั้ว

ยมทูตสาวมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เห็นร่างสูงของยมทูตหนุ่มสุดหล่อยืนยิ้มหวาน ในวงแขนมีร่างโปร่งของม่านเมฆ ซึ่งบรรจุวิญญาณผู้หญิงที่เขารักหมดหัวใจ

วิญญาณนักแสดงประทับร่างวายชีวาทันที

“ยอมเปิดตัวแล้วเหรอค้าพี่ชาย”

“คิดว่ายังไงล่ะ”

พี่ชายถามเสียงเรียบ ดวงตาคมแวววาวระยับ ไม่คลายอ้อมแขนที่โอบประคองมาสอาภาไว้

คำตอบที่เป็นคำถามชวนคิดของเขาทำเอาวายชีวาเลิกคิ้ว แกล้งล้อเลียน อมยิ้มกรุ้มกริ่ม ขณะเอ่ยชม “ก็คิดว่าพี่ชายของฉันช่างแจ๋วอะไรขนาดนี้ คิดว่าแก่แล้วจะงุ่มง่าม ลีลา ชักช้า ยืดยาด อืดอาด กว่านี้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ”

“ดีแล้วครับเฮีย จะได้ไม่ต้องปิดบังซ้ออีก” เจ้าหนูวายชนม์แสดงความยินดีกับเขาและมาสอาภาจากใจจริง “รักเฮียมากๆ นะครับซ้อ ผมกับเจ่เจ้เอาใจช่วย เฮียรักซ้อมากจริงๆ ผมยืนยันได้”

‘เฮีย’ ถลึงตาใส่เด็กปากมาก แต่ริมฝีปากหยักได้รูปยังคงมีรอยยิ้มพอใจ

ส่วน ‘ซ้อ’ หน้าแดงก่ำหนักขึ้น เพราะเพิ่งนึกออกว่า ซ้อ ที่วายชนม์เรียกเธอ แปลว่า…

“เมียเฮีย” เฮียที่รู้ความคิดของซ้อแอบกระซิบบอกคำแปลให้ฟังเบาๆ ทว่า…ชัดเจน

มาสอาภาเขินจัด ทำตัวไม่ถูกไปใหญ่ รู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่ในงานแต่งงาน ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งประกาศกับม่านฝนเมื่อสักพักนี่เองว่าเป็นแฟนเธอ

อะไรกันคะเนี่ย!

“อืม…ถ้ามีน้องสาวกับน้องชายอยู่ด้วยแบบนี้ พี่ก็เบาใจ ไม่ห่วงมาก แล้วเรื่องข้าวเย็นตอนเย็นนี้ล่ะเมฆ…” ม่านฝนเลิกกังวล เพราะเห็นว่าน้องสาวไม่ได้อยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มสองต่อสอง

“เชิญเธอกินกับไอ้…เอ่อ พี่รุจไปสองคนเถอะจ้ะ ฉันจะกินกับแฟนฉัน”

ไม่รู้ว่าใจจริงอยากประชดอยู่แล้ว หรืออยากอยู่กับ ‘แฟน’ กันแน่ มาสอาภาเลยตอบพี่สาวของม่านเมฆไปแบบนั้น พร้อมกับกอดเอว ‘แฟน’ ไว้แน่นอีกด้วย

“เต็มปากเต็มคำ ชัดเจนกันดีจัง” วายชีวาพึมพำ ก่อนจะหันไปพูดกับม่านฝน “ฉันขอไปกินแทนยัยนี่ได้ไหมคะ อยากคุยกับแฟนคุณอีกจังค่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” ม่านฝนรีบปฏิเสธคนเสนอตัวไปแทน หันมาบอกผู้ชายที่เป็นแฟนน้องสาวอีกครั้ง “ไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัว ฝากยัยเมฆด้วยนะคะ” เมื่อเห็นเขาพยักหน้าเบาๆ จึงหันมาบอกคนเป็นน้อง “อยากอยู่กับแฟนก็ได้ แต่อย่ากลับบ้านค่ำนะ”

มาสอาภาคันปาก อยากจะค้านว่าคนพูดไม่ใช่แม่ และเธอก็โตแล้ว ถึงคืนนี้ หรือคืนไหนๆ เธอจะค้างกับแฟน อยากจะทำมากกว่ากอดหรือจูบ อยากจะ ‘กิน’ เขายันเช้า…มันก็ไม่ผิดอะไร…

แต่ในความเป็นจริง ทำแค่พยักหน้าหงึกๆ ส่งเดชไปเท่านั้น

ผู้ล่วงรู้ความคิดทั้งสามลอบมองหน้ากัน แล้วก็เป็นวายชีวาที่หัวเราะคิกคัก เพราะขำความคิดของมาสอาภา



Don`t copy text!