เมฆพรางจันทร์ บทที่ 16 : เจ้าของโรงงานน้ำตาล

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 16 : เจ้าของโรงงานน้ำตาล

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

รอจนม่านฝนเดินออกจากรั้วบ้านหลังนี้ และเดินเข้าบ้านตัวเองเรียบร้อยแล้ว มาสอาภาจึงเอ่ยถามยมทูตสามตนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พวกคุณหัวเราะอะไรกันคะ” แล้วคนถามก็หน้าแดงเอง เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเผลอคิดอะไรออกไป

บุญบาป…เมื่อกี้เผลอคิดว่าอยากจะ ‘กิน’ แฟนยันเช้า

พวกขี้โกง! พวกเขารู้ความคิดเธอทุกอย่าง!

“ไม่ต้องเขินหรอกน่ามาสอาภา มีแฟนหล่อแบบลุง เธอไม่คลั่งรัก ไม่อยาก ‘กิน’ เขาสิแปลก” วายชีวาพูดเหมือนเห็นใจ แต่ดวงตาเป็นประกายวิบวับ หน้าตากรุ้มกริ่ม พร้อมกับยิ้มอรุ่ม ขณะถามเจ้าหนูวายชนม์ “ชนลี่…เราควรอยู่ตรงนี้ ดูหนังสดกันต่อ หรือไปที่อื่นกันดี”

“ตามใจเจ่เจ้เลย ถ้าเจ่เจ้จะดู ผมก็จะดูเป็นเพื่อน” วายชนม์ตอบ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“หนังสดอะไรกันคะ! ทุกคนพูดอะไรกันออกมา” ใบหน้าของมนุษย์คนเดียวในบ้านนี้ยังคงแดงก่ำ ร้องถามออกมา พลางนึกได้ว่าตัวเองอยู่ในวงแขนของดับปราณ จึงหันไปเตือนเขา “คุณก็ปล่อยฉันได้แล้วไหม ยัยนั่นเข้าบ้านไปแล้ว กอดฉันทำไม”

“กอดคนรักผิดตรงไหน” เขาแย้งเสียงขรึม “เมื่อกี้ฉันก็พูดกับพี่สาวเธอชัดเจนแล้วว่า อย่างมากแค่กอดกับจูบ”

“ฮะ…” มาสอาภาหน้าร้อนอีกครั้ง ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้จุดกำเนิดไอเย็นยะเยือก หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ “เมื่อกี้ก็แค่ละครตบตายัยม่านฝนนั่นไม่ใช่เหรอคะ”

แล้วก็พบว่าตัวเองคิดผิดมหันต์ เพราะยมทูตสาวขยิบตาให้

“ไม่น่าเชื่อว่าลุงอย่างแจ๋วอะ” วายชีวายกนิ้วให้ยมทูตหนุ่มรุ่นพี่ “เห็นเงียบๆ หงิมๆ นึกว่าอยู่มานาน สนิมจะกินเสียอีก ที่แท้ก็แอบกว้านซื้อหุ้นโรงงานน้ำตาลเก็บไว้นี่เอง ซื้อไว้เยอะไหมลุง ถึงได้หวานขนาดนี้”

“เจ่เจ้ก็อย่าปั่นเฮียมากสิครับ เฮียเขาตามดูแลซ้อมานาน ก็น่าเห็นใจเฮียนะ อ้อ…แล้วหวานขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นหรอกเจ่เจ้ เจ้าของโรงงานมาเองเลยละ” วายชนม์เสริมบ้าง พร้อมกับยกมือแปะกับวายชีวา หัวเราะคิกคัก ชอบอกชอบใจ

โอ๊ย! ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดแล้วค้า ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

“ลุงจะเคลียร์กับยัยมาสเอง หรือจะให้พวกหนูช่วย” วายชีวาเอ่ยถามตามตรง เพราะดูท่าทางมาสอาภากำลังสับสนหนักหน่วง

“จะไปไหนกันก็รีบไป” คำตอบของเขา ทำเอาคนกำลังสับสนเงยหน้ามามอง พร้อมกับขืนตัวออกจากอ้อมอกกว้าง ขมวดคิ้วนิดหน่อยที่ได้ยินเสียงเข้มขรึมข่มขู่ยมทูตในความดูแล “ใครแอบดู โดนส่งไปเฝ้าสวนฤทัยสวรรค์!”

 

และแล้วภายในบ้านก็เหลือเธอกับดับปราณอยู่กันตามลำพัง สองต่อสอง อีกครั้ง

ซึ่งครั้งนี้…คนละฟีลกับช่วงก่อนหน้าที่เธอเข้ามาหาวายชีวาด้วยอารมณ์แห่งความอึดอัด หงุดหงิดปะปนกับความคับข้อง ขุ่นเคืองใจ

มาสอาภาเดินมึนๆ มานั่งบนโซฟากว้างตามเดิม ดวงตาล่องลอย พยายามเรียงลำดับเหตุการณ์ว่าพาตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

มันสมควรไหมที่หัวใจจะเต้นโครมคราม เพราะยมทูตที่บอกว่าตัวเองเป็นรักแรก และแฟนคนแรกของเธอ แถมยังทำตัวเป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาลอีก!

ดับปราณนั่งไขว้ขาบนอาร์มแชร์ตัวเดิม กอดอก มองหน้าเธอนิ่งๆ

“เอ่อ…เมื่อกี้คุณไม่ได้แสดงละครตบตายัยม่านฝนจริงๆ เหรอคะ” อดถามย้ำอีกครั้งไม่ได้

เขาพยักหน้า

ใบหน้าร้อนวูบ สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณที่แท้จริงด้านใน เธอกลืนน้ำลายลงคอ และกลั้นใจถามต่อ “คุณบอกยัยนั่นว่า คุณเป็นรักแรก และเอ่อ…เป็นแฟนคนแรกของฉัน หมายความว่ายังไงคะ”

คราวนี้เขาขมวดคิ้ว “ต้องแปลอีกเหรอ”

“ฉันหมายถึง คุณเป็นรักแรกของฉันจริงๆ หรือรักแรกของร่างนี้…ของมาสอาภา หรือ ของม่านเมฆ” มาสอาภาเอ่ยถามออกไปด้วยความสับสน แต่ก็กลั้นใจรอฟังคำตอบ

“เธอคิดว่ายังไงล่ะ”

ลุงอย่าเฉไฉสิคะ!

“อ่า…ฉันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ค่ะ”

“ก่อนอื่น เธอไม่ควรเรียกรักแรกของตัวเองว่า ‘ลุง’”

“ไม่ได้เรียกสักหน่อย แค่คิด” เธอบ่นอุบอิบ

“ก็เลิกคิด” เขาบอกเหมือนสั่ง “เลือกใช้คำดีๆ แทน”

มาสอาภาขมวดคิ้วบ้าง มองคน เอ่อ…ยมทูตจอมยวนอย่างกังขา

“คิดยังไงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า คุณเป็นรักแรกของใคร ร่างที่อยู่ตรงหน้าคุณ หรือฉัน…วิญญาณที่อยู่ข้างใน”

“ผู้หญิงซื่อบื้อ คิดว่าฉลาดขึ้นแล้วแท้ๆ” ดับปราณพึมพำขำๆ ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งข้างร่างบางบนโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้ม “ฉันช่วยม่านเมฆอยู่เหรอ”

ไอเย็นยะเยือกจากร่างกายของเขา ไม่ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวหายร้อนได้เลย มาสอาภาสูดลมหายใจจนลึก ขยับตัวนั่งหันหน้าเข้าหาเขา พร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คุณหมายถึงฉัน…มาสอาภา ใช่ไหม”

คิ้วเข้มดกดำซึ่งพาดเฉียงบนดวงตาคมสีดำสนิทเลิกขึ้น ริมฝีปากหยักได้รูปอมยิ้มหน่อยๆ

“เหลือเชื่อ” คนได้รับคำตอบจากภาษากายของเขาอุทานออกมา “มันไม่น่าเป็นไปได้ อิมพอสซิเบิลสุดๆ รักแรกของฉันกับยมทูตเหรอ แฟนแทสติกมาก”

ดับปราณถอนหายใจ มองใบหน้าแท้จริงของเธอที่ถูกก้อนเมฆบดบังไว้ “แน่นอนว่า ฉันไม่ได้เป็นยมทูตมาตั้งแต่เริ่มต้น เรื่องราวของพวกเรา ก็เหมือนคู่รักคู่อื่นนั่นแหละ”

“ยังไงคะ” จู่ๆ มาสอาภาก็อยากรู้ขึ้นมา

‘รักแรก’ ของคนถามใช้สายตาเปี่ยมปริ่มด้วยความรักท่วมท้น เต็มไปด้วยริ้วอารมณ์หวามหวาน จ้องใบหน้าแท้จริงของ…ผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ

“ไม่มีอะไรมาก แค่เริ่มต้นจากรัก ค่อยๆ ขยับเป็นรักมาก รักที่สุด แล้วก็รักมาตลอด”

อืม…เขาเป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาลจริงๆ นั่นแหละ

ชูการ์ อิน มาย แอเรีย เลยจ้ะ!

หัวใจสั่นไม่ไหวแล้ว…

มาสอาภาเขินหนัก รู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่นแน่นอน

“คุณหมายถึงชาติก่อนเหรอคะ”

“นานกว่านั้น…”

หืม…นานขนาดไหนกัน

“นี่เรื่องจริง หรือว่าฝันอยู่กันแน่” มาสอาภามองใบหน้าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติอย่างอึ้งๆ ดวงตาของเขามองมาอย่างเปิดเผยความรักล้นปรี่ ริมฝีปากหยักได้รูปกำลังแย้มยิ้มกรุ้มกริ่มนั่น ถ้าแนบลงมาสัมผัสบนริมฝีปากของเธอ มันจะเร่าร้อนจนหัวใจละลาย หรือเย็นเฉียบจนหัวใจหยุดเต้นกันแน่

“ลองดูไหมล่ะ” เขาขยับตัว พลางยกมุมปากขึ้นยิ้ม คล้ายจะท้าทายแกมเชิญชวน “ว่าจะร้อน หรือ เย็น”

มาสอาภากะพริบตาปริบๆ เผลอกัดริมฝีปากล่างอย่างเผลอไผล ไม่ทันไร เธอก็ได้ยินเสียงตัวเองถามเขาออกไปอย่างเพ้อๆ

“จูบกับยมทูต มีความผิดไหมคะ จะโดนลงโทษอะไรหรือเปล่า”

ถามออกไปแล้วก็หน้าแดงซ่านอย่างขัดเขิน เพราะเขาวางหน้านิ่ง เหลือบตามองบนเรียวปากนุ่มเฉยๆ “ไม่รู้สิ อย่างที่บอกว่า อาจจะต้องลอง…จะได้รู้ว่ามีความผิดไหม หรือจะโดนลงโทษหรือเปล่า”

“ฮะ…”

แล้วถ้าเธอมีความรักกับยมทูต มันจะประหลาดมากไหม

แต่เดี๋ยวก่อน…เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็นับว่าประหลาดมากอยู่แล้วนะ…มันคงไม่มีอะไรพิลึกพิลั่น มหัศจรรย์ แฟนตาซี ไปมากกว่านี้แล้วละ

ผู้ล่วงรู้ความคิดหัวเราะ ก่อนจะยั่วเย้า “เหมือนเธอจะลืมว่า ไม่ควรคิดดัง”

“คุณขี้โกงอีกแล้ว คุณรู้ว่าฉันคิดอะไร แต่ฉันไม่รู้เลยว่าคุณคิดอะไร”

“ถ้าอยากรู้ ทำไมไม่ถาม”

น้ำเสียงอ่อนโยนของเขา ทำเอาเธอเขิน “ถ้าถามออกไปแล้ว คุณจะตอบทุกคำถามเลยหรือคะ”

ดับปราณเลิกคิ้ว รู้สึกดีที่ได้ต่อปากต่อคำกับเจ้าหล่อน…อีกครั้ง

“ก็ถ้าคำถามอย่างเช่น…ทำไมถึงต้องตามช่วย ทำไมถึงต้องคอยดูแล ทำไมถึงต้องใส่ใจ รักมานานแล้วหรือยัง…หรือจูบได้ไหม ก็พอจะตอบได้อยู่”

มาสอาภากะพริบตาปริบๆ เธอควรใจสั่นกับยมทูตจริงๆ ใช่ไหม!

 

สรุป…ก็ไม่ได้จูบ เอ๊ย! ก็ทนอยู่สองต่อสองกับเจ้าของโรงงานน้ำตาลต่อไม่ได้อยู่ดี!

พี่แกเล่นเหมารถบรรทุกอ้อยมาคว่ำใส่ไม่ยั้งเลยทีเดียว

เธอต้องการเวลาทำความเข้าใจอีกนิด

มาสอาภาเดินเหม่อกลับมาที่ทาวน์โฮมสองชั้นหลังข้างๆ พอโดนเขา ‘รุก’ หนักเข้า เธอก็ ‘ลุก’ หนีเขามาเฉยๆ อย่างนั้น พอดีกันกับที่นาฬิกาส่งสัญญาณบอกเวลาสามโมงเย็น

จนตอนนี้ก็ยังงงไปหมด อะไรเป็นอะไร มันช่างสับสนจริงๆ

หญิงสาวมองจุดสีดำบนนิ้วโป้งแล้วพยายามตั้งสติ ก่อนจะเขม้นมองร่างสูงคุ้นตา ที่ทำท่าหามุมหลบ เพื่อคุยโทรศัพท์อยู่ข้างบ้าน

“ก็บอกแล้วไงวะ ว่าฉันเอาออกจากบัญชีมาได้แค่นี้” ภาณุรุจเกรี้ยวกราด หัวเสีย ซึ่งปกติตลอดสองปีที่คบกับเขามา อีกฝ่ายแทบไม่เคยพูดเสียงดังเลยสักครั้ง เขานอบน้อม อ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษอยู่เสมอ “แกจะมาคาดคั้น บังคับมากกว่านี้ไม่ได้นะ ถ้าเกิดคุณพ่อของแกรู้เข้า หรือเอะใจขึ้นมา พวกเราจะพาซวยกันหมด และฉันไม่ยอมพังคนเดียวแน่!”

มาสอาภายกมืออุดปาก ไม่ให้หลุดเปล่งเสียงอะไรออกไป พยายามซ่อนตัวข้างเสา ทำตัวให้เล็กที่สุด แม้กระทั่งลมหายใจ เธอยังพยายามกลั้นเอาไว้ ระหว่างแอบฟัง

คุณพ่อของแกที่อีกฝ่ายพูดคือใคร…

แล้ว ‘แก’ ที่อยู่ปลายสายเป็นใคร!



Don`t copy text!