เมฆพรางจันทร์ บทที่ 7 : เมฆพรางจันทร์

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 7 : เมฆพรางจันทร์

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

ยมทูตหนุ่มกับวิญญาณสาวเดินผ่านประตูห้องพักผู้ป่วยเข้ามา มาสอาภารีบเดินไปหามารดา ซึ่งนั่งกุมมือร่างเธอไว้แน่น

“มาสจ๋า…มาสลูกแม่…กลับมาหาแม่สิลูก ฟื้นสิคนดี…ลืมตานะลูก ลืมตาขึ้นมาหน่อยนะ โถ เมื่อเช้ามาสยังคุยกับแม่อยู่เลยลูก” คุณอาภาคร่ำครวญหนักขึ้น จนคุณศศินจับไหล่ภรรยาเอาไว้

“คุณกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนเถอะ ทางนี้ผมจะจัดหาพยาบาลพิเศษมาดูแลลูกเอง”

“ลูกเป็นแบบนี้ ฉันคงไม่มีกะจิตกะใจจะนอนหรอกค่ะ ฉันไม่อยากเสียลูกไปนะคะคุณ”

“แต่คุณต้องกิน ต้องนอนนะ ถ้าคุณไม่สบายไปอีกคน ผมจะทำยังไงล่ะ ไหนจะงาน ไหนจะลูก ไหนจะคุณอีก พาให้ห่วงไปหมด”

คุณอาภานิ่งงัน แต่แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มอีก “ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงมาเกิดกับมาสด้วย ฉันไม่เข้าใจเลย อีกไม่ถึงสองเดือน…ยัยมาสก็จะเข้าพิธีแต่งงานแล้วนะคะ แต่กลับต้องมานอนนิ่งแบบนี้”

มาสอาภาร้องไห้ สะอึกสะอื้น ทำได้แค่กอดบิดามารดาไว้ ถึงสัมผัสพวกท่านไม่ได้ อย่างน้อย…ขอแค่ได้รู้สึกก็ยังดี “พ่อขา แม่ขา ไม่ต้องร้องไห้นะคะ ยังไงมาสก็จะหาทางกลับมาหาพ่อกับแม่ให้ได้ค่ะ”

เธอเอ่ยสัญญา ก่อนจะปาดน้ำตาออกให้หมดจากดวงหน้า หันมาหาคนที่สามารถทำให้เธอกลับเข้าร่างได้อีกครั้ง

“ฉันพร้อมแล้วค่ะ…คุณบอกมาได้เลยว่าฉันต้องทำยังไง”

 

ดับปราณพามาสอาภาออกจากห้องพักที่ร่างเธอนอนอยู่ แล้วมาหยุดหน้าห้องพักผู้ป่วยอีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายของโรงพยาบาล เป็นห้องพักพิเศษก็จริง แต่ความหรูหราไม่เท่ากับห้องเมื่อสักครู่นี้ แต่มาสอาภากำลังคิดอยู่ว่าจะต้องทำภารกิจช่วยห้าชีวิตอย่างไร ถึงจะกลับเข้าร่างไปหาคนที่ตัวเองรัก และให้ทันวันแต่งงานภายในสิบสี่วันนี้ให้ได้

อดทนแค่สองอาทิตย์เอง!

เขาส่ายหน้ากับความคิดหมกมุ่นในสมองของเธอ ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง “เธอแน่ใจแล้วนะว่าจะยอมรับเงื่อนไขของยมทูต”

คนถูกถามยกนิ้วขึ้น หน้าตาขึงขังจริงจัง “ฉันพร้อมจะจิ้มคำตอบลงในโทรศัพท์ของคุณแล้วค่ะ”

“ฉันว่าเธอเข้าไปในห้องนี้ก่อนดีกว่า เผื่อคำตอบของเธอจะเป็นนั่งเฟอร์รารี” ยมทูตเตือนด้วยน้ำเสียงเอื้ออารี

มาสอาภาเม้มปาก แล้วกะพริบตาปริบๆ “ฉันพร้อมแล้วจริงๆ ค่ะ ฉันจะทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่ว่าเงื่อนไขของคุณจะเป็นยังไง ฉันยอมรับทั้งหมดแน่นอน”

ดับปราณจึงยิ้มคล้ายจะเยาะ ก่อนจะพาเดินทะลุกำแพงห้องพักผู้ป่วยเข้าไป

ห้องพักผู้ป่วยทางปีกซ้ายของโรงพยาบาลนี้ เล็กกว่า แคบกว่าห้องวีไอพีที่ร่างเธอนอนอยู่…มาก…แคบมากจริงๆ

มาสอาภากวาดตามองไปรอบตัวด้วยความสงสัย เห็นร่างบอบบางของผู้หญิงคนหนึ่งบนเตียงคนไข้ มีร่องรอยฟกช้ำตามตัวคล้ายกับเกิดอุบัติเหตุอะไรมาสักอย่าง ที่ศีรษะมีผ้าพันแผลพันไว้ และยังมีเลือดไหลซึม ข้างเตียงมีผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งหน้าเศร้าซึม ร้องไห้สะอึกสะอื้น จับมือคนนอนไว้แน่น เธอจึงหันหน้ามาถามคนที่พาเข้ามา

“เธอเป็นใครหรือคะ คุณจะให้ฉันช่วยเธอเหรอ ชีวิตที่หนึ่งใช่ไหม”

ยมทูตถอนหายใจ “เธอยังไม่ได้เซ็นสัญญาสักหน่อย ชีวิตที่หนึ่งอะไรกันล่ะ”

“ก็รีบเอาสัญญามาให้เซ็นสิคะ”

“เธอไม่อยากรู้แล้วเหรอว่าฉันพามาที่นี่ทำไม”

“ก็…อยากรู้นะคะ แต่อยากฟื้นมากกว่า”

“ถ้าอยากฟื้น เธอก็ต้องอยู่ใน ‘ร่างใหม่’”

“หา!” มาสอาภาอุทานด้วยความตกใจ “คุณว่ายังไงนะ อยู่ในร่างใหม่หรือคะ แล้วร่างของฉันล่ะ”

“ตามเงื่อนไขของยมทูต เธอต้องอยู่ในร่างผู้หญิงคนนี้ ตลอดระยะเวลาสิบสี่วัน เพื่อช่วยชีวิตห้าชีวิตให้สำเร็จ และห้ามแสดงตัวตนที่แท้จริงกับใครทั้งนั้นว่าเธอคือมาสอาภา มิฉะนั้น…เวลาของเธอจะถูกลดลงไปหนึ่งวัน”

มาสอาภากะพริบตาปริบๆ เรียบเรียงคำพูดของเขาลงสมอง แล้วร้องลั่น “ให้ฉันอยู่ในร่างผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วฉันจะทำอะไร…ฉันจะทำได้ยังไงกันล่ะ เงื่อนไขอะไรกันคะ เอาเปรียบผู้บริโภค เอ่อ…เอาเปรียบผู้ตาย เอ่อ…ไม่สิ…ฉันยังไม่ตาย…วิญญาณ ใช่! เงื่อนไขพวกคุณเอาเปรียบวิญญาณ!”

“หึ แสดงว่าเธอไม่ตกลงรับเงื่อนไข ถ้าอย่างนั้นเราไปนั่งเฟอร์รารีกันดีกว่า”

หญิงสาวสั่นหน้า ขณะขืนตัวไว้ นั่งเฟอร์รารีกับเขาก็แสดงว่าต้องตายจริงๆ สิ ไม่เอาหรอก

“ใช่ ตายจริงๆ เธอจะอยากอยู่ไปทำไม โลกมนุษย์ที่แสนยุ่งเหยิง วุ่นวาย มีแต่คนหลอกลวง น่าเบื่อจะตาย”

“ขอเวลาคิดอีกหน่อยได้ไหมคะ”

ดับปราณจึงรอให้เธอตัดสินใจ ไตร่ตรองถึงผลดี ผลเสีย เงียบๆ สักครู่

“นี่คุณดับปราณ ฉันมีเรื่องจะต้องถามคุณอีกหน่อย” ในที่สุดเธอก็โพล่งออกมา หลังจากนิ่งคิดไปพักใหญ่

“จะเป็นยังไง ถ้าฉัน…เอ่อ…ไม่ยอมเข้าไปอยู่ในร่างนั้น แต่จะพยายามหาทางเข้าร่างตัวเอง”

“ก็ไม่เป็นยังไง” ดับปราณมองหน้าเธอนิ่ง ดวงตาสีดำสนิทดุจราตรีกาลนั่น ทำให้มาสอาภาอดมองอย่างเคลิบเคลิ้มไม่ได้ ทั้งที่เป็นสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน “ถ้าเธอไม่ยอมเข้าร่างผู้หญิงคนนี้ เธอก็ต้องจากโลกนี้ไปตลอดกาล ทางเลือกของเธอมีแค่นี้”

พอฟังเขาพูดจบ เธอจึงรู้สึกตัว กลอกตาไปมาขณะนึกถึงความตาย ก่อนจะเริ่มร้องไห้โฮ “ไม่นะ ฉันตายไม่ได้ ฉันยังต้องอยู่ เพื่อพ่อ แม่ และคนรักของฉัน ไหนจะธุรกิจของฉันอีก…คุณต้องช่วยฉันนะคะ”

คนถูกขอร้องให้ช่วย เมินหน้าไปอีกทางอย่างเหนื่อยหน่าย ขณะพึมพำ “ฉันช่วยเธอมาตลอดนั่นแหละยัยซื่อบื้อ…แต่เธอไม่รู้”

“คะ…คุณว่าอะไรนะคะ” มาสอาภาได้ยินไม่ถนัด เพราะกำลังสูดน้ำมูกเสียงดัง

“ไม่มีอะไร” คนช่วยมาตลอดเข้าสู่โหมดเข้มขรึม “ตกลงว่ายังไง จะเข้าร่างนี้ หรือจะไปนั่งเฟอร์รารี”

“ฉันตกลงค่ะ ฉันจะทำทุกอย่าง…แค่ให้ฉันมีชีวิตกลับไปหาคนที่ฉันรักก็พอ”

ดับปราณมองคนตรงหน้าที่เจ็บปวดราวกับจะขาดใจ เขาถอนหายใจเหนื่อยๆ อีกครั้ง…

มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้แหละ ตอนอยากได้ในสิ่งที่ต้องการก็สัญญาว่าจะทำทุกอย่าง แต่พอได้สิ่งที่ตัวเองต้องการครบถ้วนจนพอใจแล้ว กลับจำคำที่สัญญาไว้ไม่ได้!

เขาจึงยื่นโทรศัพท์เธอ “ถ้าเธอกดปุ่มสีเขียวในจอ นั่นแสดงว่าเธอยินดีจะใช้ชีวิตในร่างของผู้หญิงคนนี้ เป็นเวลาสิบสี่วัน และจะช่วยชีวิตห้าชีวิตให้สำเร็จ โดยไม่แสดงตัวว่าแท้จริงแล้ว เธอคือใคร”

มาสอาภากลั้นใจ แต่คิดถึงหน้าพ่อแม่แล้ว นิ้วเรียวจึงจิ้มลงไปบนหน้าจอทัชสกรีนทันที พร้อมกับนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน

 

หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในช่วงเช้า หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ร้าวระบมไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากเป็นผง ค่อยๆ หลับตาลงคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น

เมื่อวานช่างเป็นวันที่ยาวนานเหลือเกิน…ยาวนานที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

อาจจะเป็นเพราะถูกปลุกด้วยความฝัน ทำให้ตื่นเช้าทันตักบาตรกับแม่ และหลวงตาก็ทักให้ระวังเรื่องกรรม…แล้วเธอก็ไปหาจิตแพทย์ เพื่อปรึกษาเรื่องความฝันประจำปี กลับถูกสรุปว่าเป็นโรคไบด์ซิลลา หรือโรคเจ้าสาว

หลังจากไประบายความทุกข์กับชีวินที่ร้านยอดชีวิน เวดดิง สตูดิโอ ระหว่างนั้นพนักงานจากบริษัทอาหารเสริมก็โทร.มาแจ้งว่าโดนแจ้งความข้อหาโฆษณาสรรพคุณสินค้าเกินจริง แต่ยังไม่ทันได้จัดการอะไร พสุธาก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว

มาสอาภาจึงอารมณ์ดีขึ้นมาก และไปช็อปปิงที่ห้างสรรพสินค้า อ้อ…ขากลับบ้านเธอจำได้แม่นเลยว่าโดนบิ๊กไบก์คันหนึ่งขับจ่อท้าย จึงโชว์สกิลความเร็วและความแรงของเครื่องยนต์แบบทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ จนกระทั่ง…ไปเจอรถบรรทุกขับออกจากทางแยก และ…

อ่า…ใช่ เธอประสบอุบัติเหตุรถพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง แถมยังฝันเป็นตุเป็นตะว่าเจอผู้ชายหล่อสุดจิตสุดใจคนนั้นด้วย!

เขาบอกว่าตัวเองเป็นยมทูต…

หญิงสาวเบะปากขำๆ กับความฝันที่พอจะจำรายละเอียดได้รางๆ เธอพูดคุยกับยมทูตเป็นเรื่องเป็นราว และยังได้รับสิทธิ์เป็นวิญญาณระดับพริวิเลจ…ยมทูตสุดหล่อกล้ามอกแน่นนั้น เสนอเงื่อนไขให้เธอทำภารกิจช่วยห้าชีวิตให้สำเร็จ ภายในสิบสี่วัน

โอ๊ย…มาสอาภา เธอกินอะไรเข้าไป ถึงได้มโนหนักหน่วง เพ้อเจ้อเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้

จู่ๆ ภาพที่เธอซบอยู่บนหน้าอกของผู้ชายที่อ้างว่าตัวเองเป็นยมทูตก็ปรากฏขึ้น มาสอาภาหน้าแดงก่ำ กลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก แต่ก็พยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านให้ตกไป ใครจะไปเชื่อ…ยมทูตอะไรจะหล่อมาก กล้ามอกตึงมาก กล้ามท้องแน่นมาก งานดีมาก แถมขี่เฟอร์รารีขนาดนั้น คงจะมีแต่สาวๆ ยินยอมพร้อมถวายวิญญาณ ต่อคิวให้เขารับไปโลกหลังความตายเพียบแน่

หญิงสาวอมยิ้มมุมปากขำๆ กับความคิดไร้สาระของตัวเอง ก่อนจะยกแขนข้างที่ไม่เจาะน้ำเกลือขึ้นมอง แล้วรู้สึกไม่ค่อยคุ้นกับมือตัวเอง ปกติจะเรียวยาวขาวสวย แต่ทำไมดูเหมือนมัน…เอ่อ แปลกๆ

ดวงตามองไปที่ปลายเตียง มีตู้บิลต์อินยาวทั้งแถบ มีโทรทัศน์จอแอลซีดีขนาดสามสิบสองนิ้วแบบติดผนัง เหลือบไปมองทางซ้ายก็เห็นประตูกระจก มีส่วนระเบียงเชื่อมต่อออกไปนิดหน่อย หันมาทางขวาห่างจากเตียงคนไข้ที่เธอนอนอยู่แค่สองช่วงแขน ก็พบโซฟาหนังเทียมสีเขียวเข้ม บนนั้นมีหมอนกับผ้าห่มวางพับอยู่

ห้องวีไอพีของโรงพยาบาลนี้ทำไมแปลกๆ เหมือนห้องพิเศษธรรมดาทั่วไป

ความไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อม สร้างความงุนงงระคนประหลาดใจหนักมากขึ้น ลืมเรื่องอาการเจ็บปวดตามเนื้อตัวไปจนหมด ก่อนจะขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องโรงพยาบาล



Don`t copy text!