เมฆพรางจันทร์ บทที่ 8 : ผู้ช่วย (?)

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 8 : ผู้ช่วย (?)

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

ร่างหญิงสาวในชุดเสื้อเกาะอกสีดำกับกางเกงขาสั้นอวดเรียวขาขาวเนียน คลุมทับด้วยเบลซเซอร์สีดำประดับเพชรระยิบวิบวับโดดเด่น เดินบนรองเท้าส้นสูงสีนู้ดอย่างอรชรแช่มช้า เข้ามานั่งไขว่ห้างเก๋ๆ บนโซฟา แถมยังโปรยยิ้มหวาน โบกมือทักทายเธออีกด้วย

สักครู่…ก็มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าใสกิ๊ก อายุไม่เกินสิบแปดปีวิ่งตามเข้ามาติดๆ ทั้งคู่ส่งเสียงคุยกันจ้อกแจ้กไม่สนใจคนป่วยในห้อง

“เจ่เจ้…เฮียบอกให้รอก่อนไง”

คนเข้ามาก่อนจิ๊ปาก “ฉันอยากเห็นหน้าคนที่ทำลุงคลั่งรัก เมื่อวานอีลุงบ้านั่น ก็ดันทิ้งฉันกับแกทำงานที่ข้างถนน ชิ! น่าโมโห”

“ก็เจ้ปากหม…มากไง เฮียก็โกรธสิ”

“หึ!” เจ้าหล่อนยกมือกอดอก มองดอกไม้สีม่วงอ่อนในมือไปมา “สุดท้าย ก็เอาพระจันทร์มาซุกไว้ใต้เมฆอยู่ดี แล้วยังบังคับให้พวกเรามาช่วยดูแลอีก”

คนป่วยบนเตียงไม่เข้าใจสิ่งที่ทั้งคู่กำลังถกเถียงกัน หนำซ้ำคนแปลกหน้าคู่นั้นไม่สนใจเธอเลยด้วยซ้ำยังคงตั้งหน้าตั้งตาเมาท์มอยกันต่อ จนมาสอาภาอดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยถามออกไป “ขอโทษนะคะ เข้าผิดห้องกันหรือเปล่าคะ”

หนุ่มน้อยกับหญิงสาวมองหน้ากันแล้วไม่ตอบ สาวสวยกลับมีรอยยิ้มพิศวงส่งมอบให้ มองดูเหมือนยิ้มเยาะ

มาสอาภาเห็นแล้วไม่สบอารมณ์อย่างแรง สองคนนี้ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย

“พวกคุณเข้าผิดห้องหรือเปล่า ฉันไม่รู้จักพวกคุณเลยนะคะ” เธอถามซ้ำอีกครั้ง

“อย่าเพิ่งพูดแทรกสิ ไม่เห็นเหรอว่าเราสองคนกำลังคุยกัน เธอรอก่อนแป๊บหนึ่ง”

คำตอบของสาวสวยทำเอามาสอาภาหัวเสีย เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะออกปากไล่ “พวกคุณสองคนเข้าห้องผิด ออกไปได้แล้ว เชิญค่ะ ไม่งั้นฉันจะกดกริ่งเรียกพยาบาล”

“ว้าย…ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเหวี่ยงสิ แค่ลืมแนะนำตัวไปนิดเดียวเอง” สาวสวยพูดขึ้นมา พลางยกมือเกี่ยวผมทัดหู ก้มหน้าลงนิดๆ ให้ได้องศาที่ต้องการ “ฉันชื่อ…ไวน์นะ ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันเป็น…”

“วายชีวา เธอชื่อวายชีวา” เสียงเข้มขรึมดังขึ้นแทรกขึ้นมา ก่อนที่ร่างสูงของผู้ที่บอกเธอเมื่อคืนว่าเป็น ‘ยมทูต’ ปรากฏตัว

“ทำไมต้องให้คอยควบคุมด้วย ทำตัวตามคำสั่งนี่มันยากมากเลยเหรอ!” เสียงเย็นชาส่งไปที่คนทั้งคู่ เด็กหนุ่มมีสีหน้าจ๋อยๆ ส่วนสาวสวยแค่ยักไหล่เท่านั้น

“คุณ…ดับปราณ”

มาสอาภาครางชื่อผู้ชายที่เข้ามาใหม่ออกมาอย่างอึ้งๆ มองเขา ผู้หญิงสวยชื่อวายชีวา กับเด็กหนุ่มหน้าใส

อย่าบอกนะ!

“พวกคุณ…ไม่ใช่คนใช่ไหมคะ” ถามออกไปก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ ใจหวิวๆ กลัวคำตอบเหลือเกิน

วายชีวาถอนหายใจ เหมือนคร้านจะตอบ แต่จริตจะก้านคือภาคภูมิใจมากกับความสวยของตัวเอง

“เธอคิดว่ามีมนุษย์ผู้หญิงที่ไหนจะสวยเลิศเลอเพอร์เฟกต์ได้ขนาดนี้เหรอ”

ร่างบางบนเตียงคนไข้เม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปอย่างที่คิด “เอ่อ…ฉันว่า ฉันสวยกว่าคุณ”

“นังนี่…” วายชีวาถลึงตาใส่ มองเค้าความสวยของวิญญาณด้านในร่างนี้แล้วครุ่นคิด ก่อนจะเบะปากอย่างยอมให้หนึ่งคน ทั้งที่ไม่เคยยอมใคร แหม…ปากดีเหลือเกินนะยะแม่คนสวยกว่า เชอะ!

ดับปราณกับเด็กหนุ่มอีกคนถึงกับหัวเราะลั่น วายชีวาจึงยกมือกอดอก พร้อมกับค้อนใส่แรงๆ “หัวเราะอะไร พวกตาถั่ว!”

“เอาละๆ ฉันจะแนะนำสั้นๆ” ดับปราณพยายามทำเสียงจริงจัง “วายชีวา กับ วายชนม์ เป็นยมทูตฝึกหัด”

“วายชีวา วายชนม์ ยมทูตฝึกหัด…คะ? นี่ไม่ใช่ความฝันจริงๆ เหรอ” มาสอาภาครางออกมาอย่าง

อึ้งๆ จะให้ตกใจวันละกี่รอบกัน “ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ ฉันก็ต้องอยู่ในร่างใหม่…”

จู่ๆ ความจริงก็ถาโถมโจมตีเข้ามาใส่สมองจนอึดอัดไปหมด มาสอาภารู้สึกมึนงง เวียนหัว หน้ามืด ตาลาย

“ร่างผู้หญิงคนนี้คือใครคะคุณดับปราณ”

“เธอชื่อม่านเมฆ”

“ทำไมฉันต้องมาอยู่ในร่างของม่านเมฆ” มาสอาภาขมวดคิ้ว “ทำไมถึงอยู่ร่างตัวเองไม่ได้”

ฝ่ายที่โดนถามถอนหายใจ เพราะข้อมูลบางอย่างก็ไม่อาจจะบอกได้เช่นกัน จึงใช้น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนปลอบใจ “เอาแบบนี้ รีบพักให้อาการดีขึ้น แล้วรีบไปทำภารกิจ เรื่องอื่นอย่าเพิ่งคิดมาก ตกลงไหม…”

“กับแม่นี่ พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง เสียงอ่อนโยนอ่อนหวาน แต่เวลาพูดกับฉันเดี๋ยวจิกเดี๋ยวกัด” วายชีวาทำท่ากระซิบกับเด็กหนุ่มหน้าใส แต่เสียงไม่เบา

เจ้าหนูวายชนม์ถึงกับหัวเราะก๊าก “เจ่เจ้กวนตีนแบบนี้ไง เฮียถึงจะแดกหัวเอาทุกครั้งที่เปิดปาก”

“ไอ้!” ยมทูตสาวยกมือจะทุบยมทูตหนุ่ม “ปากมากเหมือนกันนะแก เดี๋ยวสาปให้เสียหรอก”

“อย่าทำลายอนาคตผมเลยครับเจ้” เด็กหนุ่มหัวเราะรื่นเริง ก่อนจะบอกอีกฝ่าย “ฟังเฮียก่อนดีไหมว่าเฮียจะให้เราทำอะไรบ้าง”

ดับปราณเหลือบตามาปรามความอึกทึกที่โซฟา ก่อนจะหันมาบอกมาสอาภา “พวกเราจะมีอย่างน้อยหนึ่ง…วนเวียนอยู่ใกล้ๆ เธอตลอด เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวลให้มาก แต่ที่ต้องจำไว้…ไม่ว่าเธอเจอเรื่องอะไร ต้องมีสติ อย่าตกใจ”

“ไม่ต้องกลัวนะครับ” ยมทูตหน้าใสยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน

“แอทเทนชัน พลีส ยูว แฮฟ สติ โอเค้?” ยมทูตสาวแสนสวยกำชับคำบอกของดับปราณด้วยสำเนียงผู้ประกาศบนขบวนรถไฟฟ้า ก่อนจะหัวเราะคิกคักชอบใจ

มาสอาภาพูดอะไรไม่ทันพวกเขา ได้แต่อ้าปากหวอ ตาลอย มองคน…เอ๊ย ยมทูตทั้งสามหายวับไปกับตาอย่างงุนงง และนรกหรือสวรรค์อาจจะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวย ฉลาด ไอคิวดี สมองอุดมไปด้วยวิตามินบีสิบสองและโอเมกาสาม จึงสามารถเข้าใจอะไรได้โดยง่าย เลยส่งผู้หญิงอีกคนเปิดประตูห้องพัก พร้อมกับพุ่งเข้ามาหาเธอที่นอนตาปริบๆ จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกอยู่

ผู้หญิงที่เข้ามาใหม่มีรูปร่างบอบบาง ใบหน้าหวานสวย ประกายตาโศกนั่น ทำให้อีกฝ่ายดูน่าทะนุถนอมมากขึ้น

“เมฆ! เมฆฟื้นแล้ว พี่ขอโทษนะ พี่ขอโทษจริงๆ” คนผมยาวนัยน์ตาหวานระคนเศร้า ปรี่เข้ามาจับมือเธอไปกุม พร้อมกับคร่ำครวญ “เรามีกันแค่สองคนนะเมฆ ถ้าไม่มีเมฆ พี่จะอยู่ยังไง”

เมฆ…พี่สาว…ขอโทษ…

อ่า…ผู้หญิงคนนี้เป็นใครอีกคะ!

“เอ่อ… ฉัน…” มาสอาภาอึกอัก รู้…เมื่อสักครู่ว่าร่างที่อาศัยอยู่ตอนนี้ชื่อม่านเมฆ แต่ก็ยังงุนงง ได้แต่กลอกตาไปมามองคนกำลังคร่ำครวญด้วยแววตาสงสัย “คุณเป็นใคร เรารู้จักกันด้วยหรือคะ”

นึกโกรธยมทูตสามตัวนั่นนัก! นึกจะไปก็ไป ไม่บอกอะไรไว้เลย แล้วเธอจะต้องทำอะไร ยังไงบ้าง…

ฮือ…ขี้โกงชะมัด ยังเจ็บตัวอยู่แบบนี้ จะไปทำภารกิจช่วยอะไรใครได้ยังไง

อยู่ๆ คนกำลังสะอึกสะอื้นมองหน้าคนเป็นน้องสาวด้วยแววตาเสียใจอย่างสุดซึ้งก็โน้มตัวลงมากอดรัดร่างเธอไว้แน่น “อย่าโกรธพี่ขนาดนั้นเลยเมฆ พี่รักเมฆจริงๆ แต่พี่ก็รักคุณรุจมากด้วย พี่รักทั้งคู่ เพราะฉะนั้น เมฆอย่าประชดพี่ด้วยการทำร้ายตัวเองแบบนี้อีกนะ”

เอ๋!

คืออะไร…แล้วใครทำร้ายตัวเอง ร่างนี้ประชดพี่สาวแล้วทำร้ายตัวเองหรือยังไง…

โอ๊ย งงมากแม่! กรอกพาราทั้งกระปุกยังไม่หายงงเลยจ้า

ตั้งแต่ลืมตานี่…มีแต่คำว่า ‘อะไรวะ’ เต็มไปหมด

แล้วคุณรุจที่อีกฝ่ายพูดถึง คงจะเป็นอนุรุจ ศุภรุจ หรือวิศรุต คงไม่ใช่คุณภาณุรุจหรอก…มั้ง

คิดยังไม่ทันจบ คำตอบก็เปิดประตูเข้ามา

“ฝน…เมฆเป็นยังไงบ้าง พอผมเห็นข้อความของคุณเลยรีบมา…”

มาสอาภายังคงกะพริบตาปริบๆ มองผู้ชายร่างสูงที่เธอคุ้นเคยและรู้จักดี เดินพุ่งเข้ามากอดประคองร่างบางที่เขาเรียกว่า ‘ฝน’ เอาไว้

ใช่เลย…คุณรุจที่อีกฝ่ายพูดถึง ไม่ใช่อนุรุจ ศุภรุจ วิศรุต แต่เป็นภาณุรุจจริงๆ!

อะไรกันคะเนี่ย! ทำไมคู่หมั้น ว่าที่เจ้าบ่าว ว่าที่สามีของเธอ ถึงมาโอบประคองผู้หญิงคนอื่นด้วยท่าทีสนิทสนมอยู่ตรงนี้

คนนอนบนเตียงตะลึงจนอ้าปากค้าง กับความจริงที่พอจะเดาได้จากภาพที่เห็น เผลอครางชื่อเขาออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาแหบพร่าราวกระซิบ ราวกับต้องการย้ำให้มั่นใจว่าสิ่งที่กำลังเห็นคือความจริง

“พี่รุจ…”

คนถูกเรียกเหลือบตามองคนเรียกด้วยสายตางุนงง เพราะปกติม่านเมฆจะเฉยชากับเขามาก…ชายหนุ่มรู้ดีว่าถูกน้องสาวของคนรักเกลียดขี้หน้าขั้นรุนแรง และต้องการให้พี่สาวเลิกติดต่อคบหา แต่น้ำเสียงกับสายตาของเธอตอนนี้…ดูแปลก แต่บอกไม่ถูกว่ามันแปลกยังไง

“เป็นยังไงบ้างเมฆ” เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเอื้ออาทร

มาสอาภากัดริมฝีปากแน่น มองหน้าภาณุรุจด้วยสายตาไหวระริกน้ำตาจวนเจียนจะหยด “พี่รุจกับผู้หญิงคนนี้…บอกทีสิว่าไม่จริง”

สรรพนามกับท่าทีแปลกไปของน้องสาว ทำให้ม่านฝนงุนงงเช่นกัน ปกติม่านเมฆจะพยายามหลบเลี่ยง ไม่พูด ไม่คุย หรือเรียกได้ว่าไม่มองหน้าภาณุรุจเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้น้องสาวกลับทำท่าเหมือนรู้จักเขามานาน แถมยังทักทายก่อนอีกด้วย

“เมฆ…เมฆปกติดีใช่ไหม สมองไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรใช่หรือเปล่า”

คนถูกกล่าวหาว่าสมองกระทบกระเทือนเบะปาก ทำอะไรไม่ถูกเข้าก็กระชากผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง แล้วตะแคงข้าง หันหลังทันที

ม่านฝนกับภาณุรุจยิ่งมึนหนักเข้าไปใหญ่ แต่ก็คิดว่าคงจะเป็นอาการข้างเคียงจากการเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่ได้ถือสาอะไร

“หมอบอกว่ายัยเมฆไม่น่ารอดด้วยซ้ำค่ะ” ม่านฝนพึมพำบอกคนรักเบาๆ “หัวคงฟาดพื้นตอนหักมอเตอร์ไซค์หลบรถบรรทุกที่ออกจากซอย… ”

มือใหญ่เลื่อนไปกระชับไหล่บางของม่านฝนไว้ “เดี๋ยวเมฆก็ดีขึ้นนะฝน ว่าแต่คุณพักบ้างหรือยัง กินข้าวแล้วใช่ไหม”

และถ้อยคำหวานซึ้งอื่นๆ อีกมากมายที่เขาไม่เคยใช้พูดกับเธอ หญิงสาวยกนิ้วขึ้นมากัดในผ้าห่ม แปลกที่ทำไมไม่รู้สึกเจ็บปวดใจอย่างที่ควรจะเป็น…ความรู้สึกของเธอคือโกรธ!

ใช่…โกรธมากด้วย

ยมทูตบ้าพวกนั้นเอาเธอมาไว้ในร่างใครกัน!

นี่แค่ลืมตาขึ้นไม่ถึงสองชั่วโมง ยังเจอเรื่องเซอร์ไพรส์หนักขนาดนี้

แล้วอีกสามร้อยสามสิบสี่ชั่วโมงที่เหลือ มันจะพิลึกพิลั่น น่าอัศจรรย์ขนาดไหนกัน!



Don`t copy text!