MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 1 : ลาออก

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 1 : ลาออก

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 1 –

 

น้ำใสๆ ร่วงลงมาหยดแปะบนซองกระดาษสีขาว ครั้นแล้วซองนั้นก็สั่นน้อยๆ เพราะมือบอบบางที่ถือมันอยู่สั่นเทาไปด้วยแรงสะอื้น

เอกอักษรปาดน้ำตาลวกๆ แล้วตัดสินใจวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าซึ่งมีเอกสารวางตั้งอยู่ด้านหนึ่ง  ตอนนี้คณาธิป หัวหน้าเธอผู้เป็นเจ้าของโต๊ะไม่อยู่ ความจริงแล้วเธออยากรอพบเขามากกว่า จะได้พูดกันให้รู้เรื่อง แต่คิดอีกที อีกไม่นานเมื่อเขากลับมาที่โต๊ะแล้วเปิดซองขาวนี้ออกดู ก็คงจะรู้และเข้าใจเองว่ามันคือ ใบลาออกของเธอ

“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณจะทำมันพลาด!”

คณาธิป หรือพี่เติ้ง พูดกับเธอที่โต๊ะตัวนี้เมื่อวันก่อนด้วยเสียงที่ไม่เบานัก เธอยังจำได้ทุกคำ เขาเป็นพี่ใหญ่ใจดีของน้องๆ เซลส์ในทีม แต่กับพนักงานเอกสารอย่างเธอแล้ว เขาดูราวกับเป็นคนละคน

“คุณก็รู้ว่างานประมูลนี้มันสำคัญกับบริษัทเราขนาดไหน พวกเซลส์ต้องพยายามกันแทบตายกว่าจะปิดราคามาได้ แต่จะให้ผมเชื่อได้ยังไงว่าทุกอย่างมันพังหมดแค่เพราะเอกสารไม่เรียบร้อย จนส่งไม่ทันเวลา คุณตอบผมสิเอ ว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขายมือหนึ่งอย่างคุณ ทำเรื่องสำคัญขนาดนี้พลาดได้ยังไง!”

“เอ…เอขอโทษค่ะ” เธอตอบได้แค่นี้จริงๆ

“ขอโทษเหรอ..” เสียงเขากึ่งเยาะ ตัวเธอตอนนี้ลีบเล็ก สองมือจิกกันแน่นแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ “ผมต้องการมากกว่าคำว่าขอโทษ ผมต้องการคำอธิบายว่าเรื่องสะเพร่าแบบนี้มันเกิดได้ยังไง คุณไม่รู้หรือไงว่านอกจากเราจะหลุดประมูลครั้งสำคัญที่สุดของปี สูญกำไรไปเป็นร้อยล้านแล้วเนี่ย เรายังโดนปรับเงินหลายแสน  แล้วยังถูกแบนห้ามไม่ให้ร่วมประมูลในปีหน้าด้วย เรื่องใหญ่ขนาดนี้แค่คำว่าขอโทษของคุณคำเดียวมันรับผิดชอบได้หรือไง!”

หญิงสาวกัดปากไม่ให้สั่น หากพี่เติ้งต้องการคำอธิบายว่าทำไมเธอผู้มีประสบการณ์การทำงานนานกว่าใครในแผนก ทำไม ‘เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย’ หรือเรียกกันตามหน้างานว่า ‘พนักงานเอกสาร’ ที่ได้ชื่อว่าทำงานแม่นยำที่สุดอย่างเธอถึงได้ทำผิดพลาดจนล้มทั้งโครงการ กำไรมหาศาลที่เป็นความหวังโบนัสของคนทั้งบริษัทหายวับไปกับตาแล้วละก็ ต้องขอบอกเลยว่า สิ่งเดียวที่เธอยอมรับว่าพลาดก็คือ รับข้อมูลจากเพื่อนร่วมงานมาด้วยความไว้ใจและไม่ได้ตรวจสอบซ้ำ!

นั่นเพราะจริงๆ แล้ว หน้าที่รับผิดชอบเอกสารประมูลชุดนี้เป็นของ ‘พี่เบียร์’ หรือ ‘บูรณ์พิภพ’ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขายอีกคนต่างหาก เขาอายุมากกว่าเธอ แต่ฝีมือการทำเอกสารนั้นเป็นที่รู้กันดีว่า ถ้าไม่มีผิดสักจุดนี่ วันนั้นคงเป็นวันที่ไอ้พี่เบียร์ท็อปฟอร์ม

ไม่เพียงแต่จะทำงานชุ่ยเท่านั้น พี่เบียร์ยังเป็นจอมอู้งาน มาสาย กลับก่อน ลาพักร้อนบ่อย แล้วยังชอบโยนงานให้เธอทำ เอกสารงานประมูลชุดนี้ เขาก็วานให้เธอช่วยทีละใบ สองใบ จนมันกลายมาเป็นงานของเธอแบบเนียนๆ ก็เพราะมันเป็นงานประมูลครั้งสำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอ เธอถึงได้รับมาช่วยอย่างนี้

มีแค่คำเดียวจากปากพี่เบียร์เท่านั้นที่บอกเธอว่า ชุดเอกสารทั้งหมดให้ส่งวันที่ 21 กันยายน เป็นวันสุดท้าย ทั้งๆ ที่กำหนดเดดไลน์จริงๆ คือ วันที่ 12 ต่างหาก กว่าเอจะรู้ตัวก็เลยกำหนดส่งไปหลายวันแล้ว จำได้ว่าทันทีที่รู้ เธอรีบวิ่งไปถามพี่เบียร์ให้ชัดเจนด้วยความตกใจ แต่เขากลับเลิกคิ้วแล้วถามเธอกลับว่า

‘อ้าว ก็ใช่ไง วันที่ 12 ไง เอจำสลับเองหรือเปล่า’

เพียงเท่านั้น แค่คำพูดไม่กี่คำ ความผิด ความชุ่ย ความหละหลวมทั้งหมด ก็ย้ายมาถล่มสุมทับตัวเธอแทน

เอกอักษรมั่นใจว่าเธอไม่ได้จำสลับแน่นอน วันนั้นพี่เบียร์บอกว่าวันที่ 21 จริงๆ แต่ถึงขั้นนี้แล้ว เธอก็ไม่มีคำอธิบายใดๆ ให้คณาธิปทั้งนั้น และไม่อยากกล่าวโทษใครเพราะมันไม่ได้ช่วยให้ได้งานประมูลกลับคืน และที่ตัดสินใจลาออกในวันนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่เพื่ออิสรภาพของเธอเองด้วย

จากนี้เธอจะไปให้พ้นจากความอยุติธรรมของสังคม เมื่อคนที่ทำงานเช้าชามเย็นชามบางคนได้เงินเดือนมากกว่าคนที่เอาใจใส่ทุกรายละเอียดอย่างเธอ เมื่อน้ำใจที่หยิบยื่นช่วยเหลือมันถูกเหยียบย่ำ เมื่อเธอต้องยอมรับความผิดที่ไม่ได้ก่อ ส่วนคนที่ก่อกลับลอยหน้าลอยตาไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร เธอก็จะขอไปจากตรงนี้เองเงียบๆ ก็แล้วกัน

หญิงสาวผละจากโต๊ะทำงานของหัวหน้ากลับมายังโต๊ะตัวเองซึ่งอยู่ห่างออกไปทางสุดมุมออฟฟิศ ตรงนี้มีเอกสารตั้งใหญ่ๆ วางเรียงด้านหลังเต็มไปหมด ข้างๆ เธอก็เป็นโต๊ะของพี่เบียร์ เขากำลังพิมพ์งานด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายหยิบขนมจากซองเข้าปาก พร้อมกันนั้นก็พูดกับเธอโดยไม่มองหน้า

“นี่ เอ ช่วยพี่ออกใบเสนอราคาหน่อยสิ ออกไม่ทันแล้วเนี่ย”

เธอเหลือบมองกองเอกสารบนโต๊ะเพื่อนร่วมแผนก มันพร่องลงไปนิดเดียวเองจากเมื่อเช้า เขาเช็ดมือกับกางเกงสแล็กส์ลวกๆ แล้วเลื่อนเอกสารในกองเกือบทั้งหมดมาไว้บนโต๊ะเธอ

“เอช่วยหน่อยนะ ขอด่วนเลยนะ เซลส์รีบใช้”

พูดจบเขาก็หันไปเปิดกระป๋องน้ำอัดลมยกขึ้นดื่ม หญิงสาวกัดฟันแน่น เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ที่เธอต้องช่วยเขาทำงานด่วนโดยที่พักงานของตัวเองไว้ก่อน ส่วนผู้ไหว้วานก็กลับหายไปเข้าห้องน้ำบ้าง เข้าห้องครัวบ้าง หายไปเป็นนานสองนานก่อนจะกลับมาพบว่าเธอทำงานแทนให้เสร็จหมดแล้ว

แต่รู้ทั้งรู้ เธอก็ยังคงก้มหน้าทำใบเสนอราคาของพี่เบียร์ต่อไป ได้แต่ร้องตะโกนอยู่ในใจว่า ‘เดี๋ยวอีกหน่อยไม่มีเอ แล้วพี่จะรู้สึก!’

 

เอกอักษรรู้ตัวว่าเย็นมากแล้วก็ตอนที่ร่างสูงคุ้นตาผ่านหน้าไป เขาวางกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็วแล้วลากเก้าอี้ล้อหมุนมานั่งกับเธอ จึงได้สังเกตเห็นว่าในออฟฟิศตอนนี้แทบไม่มีใครอยู่แล้ว

“อ้าวเฮ้ย…ตี๋ แกกลับเข้าออฟฟิศทำไมอีกล่ะ ไปหาลูกค้าเลิกเย็นขนาดนี้นึกว่าจะกลับบ้านเลย”

“ก็กลับมาคุยกับแกน่ะสิ” เขาลดเสียงต่ำให้ได้ยินกันแค่สองคน “แกเป็นยังไงบ้าง ฉันเพิ่งรู้เรื่อง”

เอกอักษรนึกขึ้นได้ว่า วันนี้นายตี๋ใหญ่เพื่อนสนิทผู้นี้ออกไปพบลูกค้ากับพี่เติ้งมา ถ้าตี๋ใหญ่กลับมาแล้ว ก็ไม่แน่ว่าพี่เติ้งอาจจะ…

เธอลุกขึ้นชะเง้อมองไปทางโต๊ะทำงานของหัวหน้าซึ่งอยู่เยื้องไปทางด้านหลัง หลังพาร์ทิชันที่กั้นโต๊ะพนักงานระดับหัวหน้าให้เป็นดูเป็นสัดเป็นส่วนนั้น เธอเห็นพี่เติ้งกำลังก้มเก็บของบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้น คล้ายจะรีบกลับบ้าน

เขาเห็นซองขาวนั่นหรือยัง เธอก็ไม่แน่ใจ…

“แกโอเคใช่ไหมวะเอ อย่าคิดมากเลย คนเรามันผิดพลาดกันได้เว้ย บริษัทขาดทุนแค่นี้ไม่เจ๊งหรอก หรือถึงจะเจ๊ง ก็ไม่ใช่บริษัทของแก จะแคร์ทำไม”

“โห ไอ้ตี๋ ทำไมแกพูดใจร้ายอย่างนี้วะ” เธอตีแขนเขาทีหนึ่ง แต่คนถูกตีกลับลอยหน้าลอยตา ไม่ยี่หระ

“ก็หรือไม่จริงล่ะ”

เอกอักษรถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถามว่าโอเคไหม ฉันก็ไม่โอหรอก มันเจ็บที่งานที่ทุกคนคาดหวังมันพังเพราะฉัน เจ็บที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่งานของฉัน แต่ฉันดันแส่ไปยุ่งเอง แล้วพอมันพลาดขึ้นมาก็กลายเป็นฉันที่ผิดซะอย่างงั้น” เธอบุ้ยปากไปทางที่นั่งข้างๆ ซึ่งบัดนี้ว่างเปล่าไร้เงาเจ้าของ “คนนี้นี่ เจ้าของงานแท้ๆ ไม่มีใครพูดถึงสักคำ กลับบ้านไปแล้ว”

ตี๋ใหญ่ หรือนายธีระทิ้งตัวเอนพิงพนักเก้าอี้ ยกเท้าพาดเบาะเก้าอี้อีกตัว “ถึงไม่มีใครพูดอะไร แต่ใครๆ ก็รู้ว่าหมอนี่เป็นยังไง”

“แล้วพี่เติ้งยังโกรธอยู่ไหม วันก่อนดุฉันเสียหูชา จะว่าไปทำงานมาตั้งนานไม่เคยเห็นพี่เติ้งโกรธขนาดนี้มาก่อนเลย”

เพื่อนชายเอื้อมมือมาตบไหล่หนักๆ สองสามที เธอจึงยิ้มบางๆ ให้แทนคำขอบคุณ

“ไม่โกรธแล้วละมั้ง แต่คงกังวลว่าจะรายงานคุณคิมยังไงมากกว่า ส่วนเรื่องแก ฉันว่าเขาก็คงกำลังหาทางช่วยอยู่ ไม่ต้องห่วงหรอก อาจจะดุไปบ้าง แต่คนอย่างป๋าเติ้งไม่เคยทิ้งน้อง  ฉันทำงานกับเขามาตั้งหลายปี ทำไมจะไม่รู้”

เอกอักษรแอบกลืนน้ำลาย ลืมไปเสียสนิทว่าผ่านด่านพี่เติ้งมาได้ ยังมีด่าน ‘คุณคิมหันต์’ ผู้เป็นประธานกรรมการบริษัทรอต้อนรับขึ้นเขียงอยู่

“พี่เติ้งบอกกับฉันว่า ถ้าเรื่องนี้ถึงหูคุณคิมเมื่อไร ฉันตายแน่ๆ”

คราวนี้ตี๋ใหญ่ไม่ตอบคำใด ไม่มีคำปลอบใจมาให้เธอรู้สึกดีขึ้นแม้แต่คำเดียว เพราะทั้งเธอและเขาต่างก็รู้ดีว่า ท่านประธานคิมหันต์มีแนวคิดและสไตล์การทำงานค่อนข้างเหมือนฝรั่ง เฉียบขาด ว่องไว และไม่ไว้หน้าใคร ดังนั้นที่คิดจะให้ท่านเมตตาคนผิดนั้นอย่าหวังเลย

หลังจากเงียบกันอยู่นาน ตี๋ใหญ่ก็เอ่ยขึ้นก่อน

“แล้วทำไมแกไม่บอกพี่เติ้งไปตามตรงล่ะวะ ว่าไอ้พี่เบียร์มันใช้ให้แกทำงานแทน แถมยังบอกข้อมูลสั่วๆ เรื่องมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้”

หญิงสาวถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า “พูดไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมาว่ะแก ไอ้พี่เบียร์มันจะมาด่าฉันซ้ำซะมากกว่า ว่ามาช่วยมันเองแล้วจะโทษมันได้ยังไง คนทำงานด้วยกันทุกวันฉันไม่อยากให้มีปัญหากันว่ะแก ยังไงมันก็พลาดไปแล้วอะ”

“เฮ้อ…” คราวนี้ตี๋ใหญ่ถอนใจบ้าง ประสานสองมือรองท้ายทอย “แกก็เป็นเสียอย่างนี้ละน้าไอ้เอ ไม่รู้จักปกป้องตัวเองแล้วใครมันจะมาปกป้องแกวะ เจ้าชายขี่ม้าขาวหรือไง”

“ไม่ต้องมีใครมาปกป้องก็ได้ แค่หลบไปอยู่ในที่ของฉันก็พอ รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางน่ะ เคยได้ยินไหม”

คราวนี้คนฟังถึงกับขมวดคิ้ว “แกหมายความว่ายังไง”

เอกอักษรไม่ตอบ ไม่รู้จะหาคำตอบดี ๆ ที่ไหนมาให้ ชายหนุ่มสะดุ้งขึ้นมานั่งจ้องหน้า

“อย่าบอกนะว่าแกจะ…ลาออก” คำสุดท้ายแผ่วจนเกือบเป็นกระซิบ

เมื่อเห็นเธอไม่ตอบเขาก็ยิ่งร้อนรน “ไม่ได้นะเว้ยไอ้เอ แกจะลาออกไม่ได้ อย่าคิดสั้นสิวะ ในเมื่อแกไม่ผิดแล้วจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง  ไม่ได้…ฉันไม่ยอมให้แกต้องออกเด็ดขาด ฉันจะไปบอกพี่เติ้งเองว่าเบื้องหลังมันเกิดอะไรขึ้น  เล่าให้ละเอียดยิบ เอาให้ไอ้เบียร์มันอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้เลย แกคอยดู”

เพื่อนหนุ่มพูดจบก็ผุดลุกไปทันที เอกอักษรคว้าแขนไว้แทบไม่ทัน “เดี๋ยวๆ ไอ้ตี๋ใหญ่ แกใจเย็นก่อน”

“เย็นอะไรวะ ยังไงวันนี้ก็ต้องเคลียร์ให้รู้เรื่อง”

“ไม่เอา แกอย่าทำแบบนั้น”

เขาแกะมือเธอออกจากแขน “เฮ้ย แกปล่อยฉันก่อนเร็ว พี่เติ้งจะกลับแล้ว พี่เติ้งครับ!”  คำหลังเขาตะโกนเรียกหัวหน้า เอกอักษรตะครุบปากเขาไว้แทบไม่ทัน

“เดี๋ยวๆ แกฟังฉันก่อนไอ้ตี๋” คราวนี้เธอปิดปากเขาแน่นไม่ยอมปล่อย “คือ… คือ…”

เอาเข้าจริงหญิงสาวก็ไม่มีอะไรจะอธิบาย ในเมื่อสิ่งที่เพื่อนชายเข้าใจมันถูกต้องแล้ว เขาปัดมือเธอลง แล้วจับหัวไหล่เธอไว้ทั้งสองข้าง “อย่าบอกนะว่าแก…ไปเขียนใบลาออกมาแล้ว”

เอกอักษรไม่กล้าสบตา เกือบจะพยักหน้า

ทว่าในช่วงเวลานั้นกลับปรากฏเสียงทุ้มดังขึ้นมาก่อน

“ว่าไงตี๋ เรียกพี่มีอะไร”

จบคำ ร่างสูงใหญ่ของคณาธิปก็มาถึงโต๊ะ เขาถือกระเป๋าโน้ตบุ๊กกับถุงกระดาษสองสามถุง คงพร้อมจะกลับบ้านแล้ว แต่เดินแวะมาหาตี๋ใหญ่ก่อนตามเสียงเรียก

เพื่อนชายหันมาสบตาเธอ หญิงสาวจึงรีบกระตุกแขนเสื้อเขาสองสามทีเป็นเชิงห้าม ครั้นแล้วเขาก็หันไปตอบพี่เติ้งผู้เป็นนายว่า

“อ๋อ เอ่อ คือผมจะบอกว่า เดี๋ยวรายงานพบลูกค้าวันนี้ ผมจะรีบทำส่งให้นะครับ พี่เติ้งไม่ต้องเป็นห่วงฮะ เอ่อ…ขายดีแน่นอนครับ” พูดจบตี๋ใหญ่ก็หัวเราะ พร้อมยกนิ้วโป้งมั่นใจ

พี่เติ้งหัวเราะตาม และเสียงหัวเราะทุ้มต่ำนี้ก็ช่วยให้เอกอักษรรู้สึกผ่อนคลายลงได้มาก

“เอ้อ…เอ”

แต่พอพี่เติ้งเรียก เธอก็อดสะดุ้งไม่ได้อยู่ดี  “คะ คะ”

“คุณคิมเรียกแน่ะ”

พูดจบเจ้านายหนุ่มก็เดินนำไปอย่างรวดเร็วมั่นใจสมกับเป็นหัวหน้าทีม ส่วนเอกอักษรซึ่งคล้ายจะหยุดหายใจไปแล้วนั้น พอตั้งตัวได้ก็รีบวิ่งตาม

พ้นโซนทำงานของพวกพนักงานไปจะมีห้องห้องหนึ่งซึ่งมีประตูไม้สีน้ำตาลเข้มมะฮอกกานี ดูหรูหราและเข้มขรึม ป้ายชื่อหน้าประตูซึ่งเขียนว่า ‘คิมหันต์ เฮงทรัพย์สกุล ประธานกรรมการบริษัท’ คล้ายจะเตือนว่า พนักงานผู้น้อยอย่างเธอกำลังจะถูกพิพากษาความผิดอย่างไร้ความปรานีในอีกไม่ช้า

มือชื้นเหงื่อของเอกอักษรละล้าละลังครู่หนึ่ง ก็เคาะประตูห้องสองสามทีเป็นเชิงขออนุญาต

“เชิญครับ”

เสียงเข้มขรึมตอบมาจากด้านใน หญิงสาวหันไปมองชายร่างสูงใหญ่ข้างกายเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้านายเธอพร้อม ทว่าเขากลับมีเพียงรอยยิ้มมุมปากและคำพูดสั้นๆ ว่า

“โชคดีนะ”

“เอ๋! พี่เติ้งไม่เข้าไปด้วยกันเหรอคะ” เธอพูดเร็วปรื๋อ เพราะปกติแล้วเวลาคุยเรื่องงานสำคัญๆ พี่เติ้งจะเข้าไปคุยกับท่านประธานพร้อมน้องในทีมเสมอ แล้วเรื่องใหญ่หลวงขนาดนี้ เขาจะไม่เข้าไปด้วยได้อย่างไร

“ไม่ละครับ พี่กลับก่อนละ” ไม่พูดเปล่า เขายังผลักประตูให้เธออีก “รีบเข้าไปเร็ว คุณคิมรอ”

“อะ เอ้อ…” ไม่ทันพูดคำใด เธอก็มีอันต้องแทรกตัวเข้าไปในห้องเสียแล้ว

ห้องทำงานกว้างใหญ่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เรียบหรูสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับผนังสีครีม ส่วนผนังด้านที่ติดกับโซนทำงานของพนักงานปิดมู่ลี่ไว้ โต๊ะประชุมเล็กสำหรับหกถึงแปดที่นั่งตั้งอยู่ด้านหนึ่ง ลึกเข้าไปคือโต๊ะทำงานไม้สีเข้มขัดเงา กับชายหนุ่มผู้ซึ่งนั่งนิ่งมองดูเธออยู่อย่างสงบ

เอกอักษรรู้ดีว่าเธอควรจะรีบก้าวเข้าไปพบคุณคิมหันต์ แต่สองขาเจ้ากรรมดันดื้อไม่ยอมขยับเสียได้  พี่เติ้งก็ไม่อยู่…เขายังโกรธเธออยู่หรือเปล่าถึงได้ลอยแพ ทิ้งให้มาเผชิญหน้ากับท่านประธานคนเดียวอย่างนี้ แต่พอนึกย้อนถึงตอนที่โดนเขาอบรมก็ขยาด บางทีพี่เติ้งไม่เข้ามาด้วยอาจจะดีแล้วก็ได้

Don`t copy text!