MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 4 : จาก…บัดเดอร์

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 4 : จาก…บัดเดอร์

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 4 –

 

พอน้าเอมาปรากฏตัวที่หน้าโรงเรียน เด็กหญิงตัวน้อยก็วิ่งตื๋อมาหา เอกอักษรยิ้มกว้าง โอบร่างน้อยๆ นั้นแล้วนั่งลงคุยด้วยอย่างสนิทสนม ซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปสนิทกันมาเมื่อไหร่

“วันนี้เรียนสนุกไหมคะ เยลลี่”

“สนุกค่ะน้าเอ เยลลี่ตอบคำถามวิชาภาษาอังกฤษได้ด้วย เพื่อนๆ ปรบมือให้ทั้งห้องเลย”

“โอ้โฮ เก่งจังเลยค่า” เธอปรบมือให้รัวๆ เจ้าตัวเล็กก็ปรบตาม “อย่างนี้ต้องมีรางวัลสินะคะ”

“อุ๊ย อะไรคะ” เด็กน้อยหันซ้ายขวา เอกอักษรแกล้งทำท่าล้วงกระเป๋าเหมือนหาไม่เจออยู่ครู่ ก็หยิบรางวัลที่ว่ามาให้

“ว้าว! เค้กพี่หมี!”

หนูน้อยไหว้ขอบคุณแล้วรับกล่องเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มที่ทำเป็นตัวหมีสีน้ำตาลเข้มมาดู ดวงตาดำซึ่งทำด้วยก้อนช็อกโกแลตกลมแป๋ว แล้วเยลลี่ก็เงยหน้าขึ้นมาตาเป็นประกาย

“น่ารักจังเลยค่ะ เยลลี่จะกินลงไหมล่ะคะเนี่ย”

เอกอักษรลูบผมหนูน้อย “ถ้าอย่างนั้นเราเอากลับไปกินพร้อมคุณแม่กับคุณยายดีไหมคะ คุณแม่เห็นพี่หมีน่ารักจะต้องชอบมากแน่ๆ เลย”

เยลลี่เอียงคอน้อยๆ “แต่เราต้องกลับบ้านนี่คะ ไม่ได้ไปบ้านคุณยายสักหน่อย”

“กลับบ้านไปเราก็ไม่เจอใครนี่คะ เพราะคุณพ่อต้องทำงานดึก กว่าจะกลับพี่หมีก็คงหมดอร่อยพอดี เราไปกินกับคุณแม่ คุณยายกันดีกว่านะ เยลลี่ว่าไหมคะ”

เด็กหญิงเอียงคอคิดครู่หนึ่งก็พยักหน้าเห็นด้วย แล้วยิ้มร่าเริง จูงมือกันไปขึ้นรถแท็กซี่ เยลลี่จำทางได้ บอกทางคนขับเสียงเจื้อยแจ้ว แล้วไม่นานน้าเอกับหลานสาวตัวน้อยก็มาถึงหน้าบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งซึ่งไกลจากโรงเรียนกว่าบ้านของพี่เบียร์พอสมควร คงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงให้เยลลี่อยู่กับพ่อ

เยลลี่วิ่งเข้าบ้าน ร้องเรียกหาทั้งคุณยาย คุณแม่ ส่วนเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กรอกเสียงลงไปเร็วๆ

“ฮัลโหลตี๋ ฉันมาถึงแล้ว ทำตามแผนเลยนะ”

 

ภรรยาสาวกับแม่ยายของพี่เบียร์ออกมาทั้งผ้ากันเปื้อน เดาได้ว่าคงทำกับข้าวอยู่ ดูผู้เป็นแม่ตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ ลูกสาวก็มาที่บ้าน หนูน้อยเยลลี่จูงมือแม่กับยายมาที่หน้ารั้ว และทันใดนั้น ตี๋ใหญ่ก็โผล่พรวดมาปรากฏตัวพอดิบพอดี  เอกอักษรกับเพื่อนชายตัวสูงไหว้สวัสดีทั้งสอง ส่งยิ้มกว้างอย่างเขินๆ แล้วแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่เบียร์ที่รับหนูเยลลี่จากโรงเรียนมาส่งให้ที่บ้าน

“ถ้ายังไง อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิคะ” คุณแม่ของเยลลี่กล่าวอย่างเอื้อเฟื้อ

“จะดีเหรอครับ รบกวนแท้ๆ เลย เกรงใจจังครับ”

“อุ๊ย ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะพ่อหนุ่ม” คุณยายว่า “ค่ำมืดแล้ว ฟ้าฝนก็จะตก มาหลบฝนกินข้าวด้วยกันก่อนเถอะ”

“นั่นสิคะ อุตส่าห์ซื้อเค้กมาให้เยลลี่ด้วย อยู่ทานข้าว ทานเค้กด้วยกันก่อนเถอะค่ะ”

“ถ้างั้น ผมขอรบกวนด้วยนะครับ”

ตี๋ใหญ่ค้อมศีรษะแล้วเดินตามเข้าบ้านอย่างว่าง่าย เอกอักษรยิ้มเงียบๆ มาตลอดก็อดนึกขำไม่ได้เพราะคนที่บอกว่าเกรงใจเจ้าบ้านนักหนานั้น ถือถุงผลไม้กับส้มตำไก่ย่างมาด้วยราวกับเตรียมตัวไว้แล้ว ตี๋ใหญ่เพื่อนเธอดูน่าเอ็นดูไม่น้อยยามช่วยจัดอาหารใส่จาน พลางชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้  จนคุณแม่กับคุณยายน้องเยลลี่เริ่มผ่อนคลาย กลายเป็นคุ้นเคย

เมื่อโต๊ะอาหารพร้อม ทุกคนก็มาล้อมวงกัน

“โอ้โฮ กับข้าวเยอะแยะเลย น่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ” คนตัวเล็กที่สุดที่เพิ่งอาบน้ำตัวหอมฉุยมองจานโน้นจานนี้ตาวาว

“น่าทานจริงๆ ด้วยนะเยลลี่” ตี๋ใหญ่เสริมทันควัน “เราชวนคุณพ่อมากินด้วยกันดีไหมคะ”

คราวนี้ทั้งโต๊ะเงียบกริบ ตี๋ใหญ่จึงหัวเราะออกมาแล้วสะกิดแขนเอ “เอ โทรชวนพี่เบียร์เร็ว บอกด้วยว่าทุกคนรอกินข้าวอยู่”

เอกอักษรก็รีบพยักหน้า คว้าโทรศัพท์มากดทันที คุณแม่ซึ่งกำลังจะยกมือห้ามเลยหยุดอยู่แค่นั้น

“พี่เบียร์แกดีนะครับ อยู่ออฟฟิศก็ตั้งใจทำงาน รับผิดชอบงานดี ผมเป็นเซลส์ฮะ ทำงานคู่กับพี่เบียร์มาหลายปี เลยรู้จักแกดี”

เอกอักษรหันมองเพื่อนหนุ่มอึ้งๆ เขาพูดได้หน้าตาเฉยเหมือนมันเป็นเรื่องจริง ว่าแล้วก็ขยับแว่นแก้เก้อ

“อย่างเอเขาก็เป็นทีมเอกสารเหมือนพี่เบียร์ครับ ช่วยกันทำงานเป็นประจำเลย ใช่ไหมเอ” เขากระทุ้งข้อศอกนิดหนึ่ง หญิงสาวอึกอักครู่หนึ่งก็ตอบ

“ใช่ค่ะใช่ ทำงานด้วยกัน ไม่ได้แบ่งว่างานของใครเป็นของใคร ช่วยกันทำตลอด”

“นั่นสิครับ” ตี๋ใหญ่รับลูก “ผมเลยดีใจมากที่วันนี้ได้มาเจอคุณยาย กับคุณพี่ แล้วก็น้องเยลลี่ด้วยนะฮะ เดี๋ยวเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศรู้เข้าต้องอิจฉามากแน่ๆ  รู้ไหมครับว่าในออฟฟิศผมสองร้อยกว่าชีวิตนี่ ไม่มีใครไม่รู้จักพี่เบียร์นะครับ”

‘แน่ละสิ ไม่เคยมีใครรอดพ้นฤทธิ์เดชของพี่ท่าน เอกอักษรค่อนแคะในใจ

“เบียร์เขา เอ่อ สนิทกับคนในออฟฟิศขนาดนั้นเลยเหรอคะ” คุณแม่เยลลี่ถามขึ้นเหมือนไม่เชื่อหู

“ครับผม ประมาณนั้นฮะ พี่เบียร์เป็นคนคุยง่ายครับ สบายๆ นี่ผมยังปรึกษาแกเรื่องต่อสายไฟอยู่เลยฮะ ตอนปีใหม่ที่บ้านผมจะมีกินเลี้ยงกันเล็กๆ น่ะครับ ผมว่าจะเดินไฟหลอดเล็กๆ ประดับบ้าน ต้นคริสต์มาส อะไรพวกนี้ พี่เบียร์เขาเป็นช่างไฟฟ้าด้วยใช่ไหมครับ”

“เอ่อ ใช่ค่ะ เขาจบวิศวะ ไฟฟ้ามาน่ะค่ะ แต่ก็นานเป็นสิบปีแล้วค่ะ”

“ยิ่งนานยิ่งมากประสบการณ์ครับ เขาว่ากันอย่างนั้นฮะ” แล้วทุกคนก็หัวเราะ

เอกอักษรหัวเราะด้วย แม้จะนึกตอบโต้ในใจว่า พวกไฟประดับไม่เห็นจะมีอะไรยุ่งยาก แค่แกะจากถุงมาเสียบปลั๊ก แค่นี้เจ้าพวกหลอดเล็กหลอดน้อยก็กะพริบวิบๆ วับๆ แล้ว ไม่เห็นจะต้องปรึกษาตรงไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าฟังตี๋ใหญ่คุยก็เพลินไม่น้อย สมกับเป็นเซลส์หนุ่มหน้าใสประจำแผนกจริงๆ

ข้างนอกฝนตกหนักราวกับฟ้ารั่ว และทันใดนั้น พี่เบียร์ก็เปิดประตูเข้ามา ร่างท้วมใหญ่ของเขาเปียกฝนม่อล่อกม่อแล่ก ผมเปียกลู่แนบปิดหน้าปิดตา

“อ้าว พี่เบียร์ ลุยฝนมาเลยเหรอพี่” ตี๋ใหญ่ส่งเสียงก่อนใคร เขาลุกขึ้นไปหาชายหนุ่ม “รีบกลับมาเพราะไม่อยากให้รอกันใช่ไหมพี่ ผมละเกรงใจจัง ไม่งั้นคงไม่โทรไปเร่งนะฮะ”

คราวนี้กลับเป็นพี่เบียร์ที่มองตี๋ใหญ่ผ่านผมเผ้าเปียกปรกหน้าอย่างอึ้งๆ แต่เขาก็พยักหน้ารับ เอกอักษรสังเกตว่าคนในบ้านค่อนข้างเฉยเมยกับชายหนุ่ม คล้ายไม่อยากพูดคุยด้วย ผู้เป็นภรรยาก็นั่งเฉย จนคุณยายต้องหยิบผ้าขนหนูมาส่งให้เงียบๆ เขาไม่กล่าวขอบคุณสักคำ เพียงรับแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

“มันจะสำเร็จเหรอวะตี๋ ดูทุกคนเงียบมากเลยว่ะ บรรยากาศน่าอึดอัดชะมัด” เอกอักษรกระซิบกระซาบ

“ต้องสำเร็จสิ แกก็ช่วยพูดหน่อยสิวะ เอาแต่นั่งเป่าสาก เงียบกริ๊บเลยนะแกเนี่ย”

“ก็ฉันพูดไม่เป็นนี่ โกหกหน้าตายอย่างแกใครจะไปทำได้ล่ะวะ”

“ไม่ได้โกหกเว้ย…” ตี๋ใหญ่ยื่นหน้ามาใกล้ “เขาเรียกว่า ตีความไปอีกแบบ มองให้เห็นแง่ดี แล้วก็พูดไป แค่นั้นเอง  มาช่วยกันเร็ว โอกาสมีแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น เพราะวันอื่นจะมาที่นี่อีกก็คงดูแปลกๆ แล้ว”

เอกอักษรพยักหน้าหนักแน่น แล้วทั้งสองก็กลับมาที่โต๊ะอาหาร พอดีกับพี่เบียร์ออกมาจากห้องน้ำ เขาหยิบถุงขนมอาลัวออกมาจากกระเป๋าสะพาย ยื่นให้ลูกสาว

“เอ้า…พ่อให้หนู”

หนูน้อยรับถุงขนมหลากสีมาดู พลิกไปพลิกมา คงจะไม่รู้จัก

“ขนมอาลัว เยลลี่รู้จักไหมคะ” เอกอักษรก้มหน้าลงคุยกับเด็กน้อย “ขนมไทยหากินยากนะคะ นี่คุณพ่ออุตส่าห์ไปหาซื้อมาให้หนูกินแน่ะ เปียกฝนก็เปียก คุณพ่อใจดีจังเลยเนอะ ว่าไหม”

คราวนี้กลับกลายเป็นตี๋ใหญ่บ้างที่มองเธอทึ่งๆ

“จริงด้วยค่ะ คุณพ่อใจดีจังเลย” เสียงแจ๋วๆ นั้นทำให้ผู้เป็นพ่อยิ้มออกมา

เขาเริ่มตักกับข้าวใส่จานลูกสาว “งั้นกินข้าวกันก่อน แล้วค่อยกินขนมนะ”

เด็กน้อยลังเล มองข้าวในจานสลับกับหน้าคุณพ่อ ครู่หนึ่งก็เริ่มรับประทาน แล้วมื้อเย็นก็เริ่มขึ้นอย่างครื้นเครง ไม่เงียบงันอึดอัดเหมือนช่วงแรก คุณยายดูกังวลว่าผู้เป็นแขกจะรับประทานอาหารพื้นบ้านได้ไหม แต่พอเห็นหนุ่มสาวทั้งสองตักเอาๆ ก็ยิ้มได้ แล้วเริ่มเล่าที่มาที่ไป ขั้นตอนการทำแต่ละเมนูอย่างสนุกสนาน  ด้านคุณแม่ก็คอยตักกับข้าวที่อยู่ไกลให้ลูกสาว บางทีก็เผื่อแผ่ไปให้สามีบ้าง จนอาหารเริ่มหมดเกลี้ยง

เอกอักษรกับตี๋ใหญ่ช่วยพี่เบียร์เก็บจานชามเข้าไปในครัว หนูน้อยเยลลี่วิ่งแซงไปเปิดตู้เย็น หยิบเค้กช็อกโกแลตออกมาเสิร์ฟ

“โอ้โฮ มีเค้กพี่หมีด้วย”

“ใช่ค่ะคุณพ่อ น้าเอซื้อมาฝากค่ะ” เด็กหญิงส่งเสียงแจ่มแจ๋ว พ่อของหนูน้อยลูบหัวแล้วจึงหันมาขอบคุณเธอ เขาช่วยประคองมีดพลาสติกตอนหนูเยลลี่ตัดเค้ก หัวเราะกันคิกคักว่าใครจะกินขา กินหูพี่หมี

“เสิร์ฟให้คุณยายก่อนเลยนะลูก ต้องให้ผู้ใหญ่ก่อน” เขาส่งจานเค้กให้เด็กหญิง เยลลี่ก็ส่งต่อให้คุณยายอย่างว่าง่าย

“ชิ้นใหญ่ให้คุณแม่เลยค่า คุณแม่ชอบเค้กช็อกโกแลต”

ภรรยามองเขาแวบหนึ่งแล้วจึงรับเค้กมาจากลูกสาว แม้จะเป็นแค่แวบเดียว แต่เอกอักษรคิดว่าเธอทันได้เห็นความอ่อนไหวในแววตาคู่นั้น

ตี๋ใหญ่กับเธอเองขอแค่ชิ้นเล็กๆ ชิ้นเดียวกินด้วยกัน ด้วยเหตุผลว่ากำลังแข่งกันลดความอ้วน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่จริง

พี่เบียร์ใช้ช้อนตัดเค้กของเขาครึ่งหนึ่ง ใส่ในจานลูกสาว

“คุณพ่อไม่ชอบทานเค้กเหรอคะ”

“ชอบค่ะ แต่พ่อให้หนูไงคะ หนูจะได้ทานของชอบเยอะๆ”

เอกอักษรอมยิ้ม รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาดเมื่อได้เห็นว่าดวงตากลมแจ๋วของเยลลี่ตอนนี้เต็มไปด้วยประกายแห่งความสุข เด็กน้อยหนอเด็กน้อย ถึงแม้ปากจะพูดว่าเกลียด แต่แท้จริงแล้วคำว่าเกลียดมันแปลว่า…รักหนูหน่อย…ต่างหาก

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเกิดฟ้าผ่าดังสนั่นจนบ้านสะเทือน เยลลี่ตกใจร้องไห้ คุณแม่รีบดึงตัวมากอดไว้

“ฝนตกหนักอย่างนี้ น้ำจะท่วมไหมเนี่ย” คุณยายรำพึงรำพัน พี่เบียร์ก็เหมือนนึกขึ้นได้ หันไปถามภรรยา

“คุณ ได้กวาดใบไม้ตรงระเบียงชั้นบนบ้างหรือเปล่า”

“ไม่ได้กวาดเลยน่ะ”

“โธ่ มันมีท่อระบายน้ำนะ ถ้าไม่กวาด ใบไม้อุดท่อจนน้ำขัง เดี๋ยวก็ท่วมชั้นสอง ฝ้าถล่มกันพอดี”

พูดจบร่างท้วมก็ขึ้นบันไดบ้านไปรวดเร็ว จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังซ่า คล้ายใครมาเทน้ำจากชั้นบน  ครู่เดียวพี่เบียร์ก็กลับลงมา

“ผมลอกท่อให้แล้วนะคุณ กวาดใบไม้กับปิดหน้าต่างห้องนอนให้แล้ว ตะกี้นี้ไม่ได้ปิด ฝนสาดเกือบเปียกที่นอนแน่ะ”

“พูดถึงเปียก” คุณยายคล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ “ตายแล้วลูก แม่ตากกล้วยตากปลาไว้ โอ๊ย…ป่านนี้เปียกแฉะเสียหมดแล้ว ทำยังไงดีล่ะลูกเอ๊ย ตายๆๆ”

“ใจเย็นแม่” พี่เบียร์สวนขึ้นมา “ตากไว้ตรงไหนล่ะแม่ เดี๋ยวไปเก็บให้”

“ก็ตากไว้รอบบ้านเลย หลายจานอยู่”

ทุกคนได้ยินเข้าต่างก็รีบออกจากบ้านไปคนละทาง รอบๆ บ้านมีจานเล็กจานน้อยใส่สารพัดของแห้งวางตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมด เอกอักษรหยิบจานกล้วยตาก จานใส่ดอกกระเจี๊ยบกับดอกอัญชันมาได้สามจานก็หอบเข้าบ้านอย่างทุลักทุเล สวนกับพี่เบียร์ที่ออกมาพร้อมกับถาดสเตนเลสใบเขื่อง ทำให้เก็บได้ทีเดียวหลายๆ จานอย่างว่องไว มีภรรยาช่วยหยิบส่งอีกแรง

ทุกคนเปียกโชกกันถ้วนหน้า พื้นบ้านถูกย่ำไปย่ำมาเลอะเทอะเฉอะแฉะไปหมด เอกอักษรกับตี๋ใหญ่สบตากันโดยมิได้นัดหมาย และฉับพลันทันใด ไม่ต้องมีทั้งปี่ทั้งขลุ่ย เอกอักษรก็ลื่นล้มลงกับพื้นดังอั้ก ร้องโอ๊ยดังลั่น คุณแม่รีบถลามาประคอง

“ตายแล้ว! เป็นอะไรมากไหมคะ”

“เจ็บ เจ็บค่ะ เจ็บข้อเท้า” หญิงสาวกุมข้อเท้าซ้ายแน่น พอดีสายตาเหลือบไปสบตากับนายตี๋ เขาขยิบตาให้อีกที ก็รู้ทันทีว่ามันยังน้อยไป  ต้องร้องให้ดังกว่านี้อีก “โอ๊ย! เจ็บจังเลยค่ะ ข้อเท้าแพลงแน่ๆ เลย  โอ๊ย!”

หนูน้อยเยลลี่เพิ่งมาถึงก็เกิดละล้าละลัง เป็นห่วงน้าเอไม่แพ้ใคร ตี๋ใหญ่ก้มลงบอกหนูน้อย “คุณพ่ออยู่ไหนคะ ไปตามมาช่วยน้าเอเร็วเข้า”

จบคำเยลลี่ก็รีบไปจูงมือกึ่งลากพ่อเบียร์มาจากในครัว มีคุณยายตามมาด้วย

“คุณพ่อขา น้าเอข้อเท้าแพลงค่ะ ช่วยน้าเอด้วยค่ะ”

พี่เบียร์มาคุกเข่าลงแล้วจับที่ข้อเท้าซ้าย เอร้องลั่นจนเขาต้องปล่อยมือ

คุณแม่ที่ยืนเอาใจช่วยอยู่ก็ร้อนรนไม่แพ้ลูกสาว “ทำยังไงดีล่ะคะคุณ เรียกรถพยาบาลดีไหม”

“ผมขอน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูหน่อยคุณ ต้องประคบเย็น” แล้วเขาก็หันไปหาลูกสาว “เยลลี่ พ่อขอยืมเก้าอี้ของหนูหน่อยลูก”

ลูกสาววิ่งไปหยิบเก้าอี้พลาสติกสีม่วงมาให้ เขาจับข้อเท้าเธอพาดเก้าอี้แล้วหายเข้าไปในบ้าน ก่อนจะกลับออกมาพร้อมผ้ายืดเตรียมพันรัดรอบข้อเท้า จัดการประคบเย็นอย่างคล่องแคล่ว คอยถามเป็นระยะว่ารู้สึกปวดหรือชามากขึ้นหรือเปล่า

“เอว่า น่าจะพอแล้วละค่ะพี่เบียร์” เธอเริ่มรู้สึกเก้อเขินกับสายตาทุกคนที่จ้องมาเป็นตาเดียว ตอนนี้ทุกคนต่างล้อมมุงเอาใจช่วยกันใหญ่

หนุ่มรุ่นพี่เช็ดคราบน้ำ แล้วพันผ้ารัดข้อเท้าให้ “เอคอยประคบเย็นอย่างนี้สักสามสี่วันนะ ประคบทุกๆ สองหรือสามชั่วโมง เวลานอนก็หาอะไรมาหนุนให้ข้อเท้าอยู่สูงหน่อย เลือดจะได้ไหลเวียน ไม่คั่งอยู่ที่แผล”

เอกอักษรกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ พี่เบียร์ทำท่าจะช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่งเก้าอี้ แต่แล้วก็กลับชะงัก

“เอ๊ะ เดี๋ยวนะ” เขาจ้องมองที่ข้อเท้าซึ่งพันผ้าไว้ “มันดูไม่บวมเลยเนอะ”

เอกอักษรหันไปสบตากับตี๋ใหญ่แวบหนึ่ง เพื่อนหนุ่มเลยรีบตอบ “เอ้อ…สงสัยว่าคงแค่ข้อเท้าพลิกมั้งพี่ อาจจะไม่ถึงกับแพลง ไอ้เอ…แกก็ร้องซะดังลั่น คนเขาตกอกตกใจหมด”

คนโดนว่าหันไปแยกเขี้ยวใส่ พี่เบียร์เรียกตี๋ใหญ่ให้ช่วยกันหิ้วปีกคนละข้าง พลางกล่าวต่อ “เอาเถอะ พรุ่งนี้อาจจะเริ่มอักเสบ ยังไงก็เตรียมยาแก้ปวดหน่อยนะ”

คนเจ็บทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้งอย่างจริงใจ ส่วนตี๋ใหญ่กำลังจะสำทับ เอ่ยปากชมบุรุษพยาบาลจำเป็น ก็พอดีกับเสียงแจ๋วๆ แทรกขึ้นก่อน

“คุณพ่อเก่งจังเลยค่ะ ดูสิ น้าเอดีขึ้นเยอะเลยยังกับหายเจ็บแล้ว”

“นั่นสิคะ” ตี๋ใหญ่ได้จังหวะรีบเข้าขบวน “คุณพ่อนี่เก่งอย่างกับคุณหมอเลยเนอะ เยลลี่ว่าไหมคะ”

“ใช่ค่ะอาตี๋ คุณพ่อนี่ยอดไปเลย ซูเปอร์ฮีโร่!”

ผู้เป็นพ่อมองลูกสาวแล้วยิ้มตาม หนูน้อยยกนิ้วโป้งให้สองข้าง เขาก็ยกนิ้วโป้งไปแตะกับนิ้วน้อยๆ นั้น แล้วหัวเราะเสียงทุ้มประสานกับเสียงหัวเราะใสแจ๋ว คุณภรรยากับคุณยายเองก็ทอดสายตามองทั้งคู่อย่างอิ่มเอมระคนเอ็นดู

อากาศยามเช้าหลังฝนตกเย็นสบาย เอกอักษรเดินมาถึงด้านหน้าออฟฟิศซึ่งเป็นสวนเล็กๆ ก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด ไล่นิ้วแตะทักทายเจ้าดอกทองอุไรสีเหลืองอร่าม บานสะพรั่งอยู่ตามแนวรั้ว

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณเอ” เสียงทักทายดังมาจากป้อมยามเล็กๆ คุณลุงวันชัยในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่งยิ้มกว้าง “วันนี้ดูอารมณ์ดีจังครับ”

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณลุง” หญิงสาวยิ้มตอบ เร่งฝีเท้าเข้ามาถึงที่ป้อม “ฟ้าหลังฝนมันสวยน่ะค่ะ ก็เลยรู้สึกสดชื่น”

“อ้าว แล้วขาไปโดนอะไรมาครับเนี่ย” ลุงชี้ไปที่ข้อเท้าซึ่งสวมปลอกรัดข้อเท้า เธอซื้อมาสวมแทนผ้ายืดเฉพาะกิจปฐมพยาบาลของพี่เบียร์

“อ๋อ เอ้อ…” ว่าแล้วความเจ็บขาก็เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วนเหมือนเพิ่งขึ้นรถไฟฟ้าตามมาจากบ้าน “ก็…นิดหน่อยค่ะลุง” หญิงสาวยิ้มเก้อๆ แล้วทำท่าเดินกะโผลกกะเผลก

“ไฮ้ นิดหน่อยอะไร มาๆ ครับ ลุงช่วย” คุณลุงเดินเข้ามาทำท่าจะช่วยพยุง

“ไม่เป็นไรค่ะลุง! จริงๆ ค่ะ เห็นอย่างนี้หนูยังวิ่งไหว” เธอยกมือเบรก แล้วซอยเท้าแสดงให้ดู

คุณลุงยามเริ่มพยักหน้าหงึกๆ แม้จะยังขมวดคิ้วอยู่ “ไม่เป็นไรจริงด้วยแฮะ แต่ตะกี้ยังกะเผลกอยู่เลยหนา…”

เอกอักษรหัวเราะ “เป็นๆ หายๆ ค่ะลุง เจ็บเล็กน้อย ค่อยๆ ชิน ไม่มีอะไรน่าห่วงค่า”

พอมาถึงที่โต๊ะทำงาน เธอก็แทบไม่เชื่อสายตาว่าเจ้าหน้าที่เอกสารหนุ่มผู้ไม่เคยไม่สาย ได้มาถึงก่อนแล้ว กำลังตั้งใจทำเอกสารทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาเข้างานด้วยซ้ำ เขาถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บแล้วให้ยาทาไว้หลอดหนึ่ง อุตส่าห์แวะซื้อมาให้ทั้งที่ปกติก็ไม่สนิทกันขนาดนั้น

“เยลลี่ท่าทางจะชอบเอมากนะ ไว้ไปเที่ยวบ้านพี่ หรือบ้านแฟนพี่อีกก็ได้นะ”

หญิงสาวประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็ยิ้มรับด้วยความดีใจ  “ค่ะพี่เบียร์ เอก็ชอบน้องเยลลี่เหมือนกัน”

ออฟฟิศในวันธรรมดาวันนี้ดูต่างไปจากที่เคยเห็น ทั้งที่เอกสารยังกองเต็ม เซลส์หลายๆ คนก็วิ่งวุ่นเตรียมออกไปพบลูกค้ากันวุ่นวาย แอร์รี่ก็ยังเอาเอกสารใหม่มาให้ทำ มิหนำซ้ำยังมีของเก่ามาให้แก้เต็มไปหมด พี่ที่แผนกบัญชีก็โทร.มาตามเร่งรายงานสรุปยอดต่างๆ จนเธอต้องแนบโทรศัพท์เข้ากับคอ คุยไปพิมพ์งานไปจนไฟแทบลุกแป้นพิมพ์ แต่ถึงอย่างนั้น หญิงสาวก็ยังรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันดีๆ อยู่ดี

พอมีช่วงจังหวะให้พักหายใจ เธอก็ดื่มน้ำจากกระบอกน้ำบนโต๊ะ ลอบมองหนุ่มร่างท้วมที่นั่งข้างๆ เขากำลังจ้องจอคอมพิมพ์งานขะมักเขม้น บางทีแค่เธอเปิดใจ ยอมเข้าใจและให้อภัย โลกทั้งใบก็เปลี่ยนไปได้เพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง

 

ตี๋ใหญ่กลับมาจากพบลูกค้าตอนใกล้เที่ยง ชวนเธอกินข้าวกลางวันด้วยกัน

“ไอ้พี่เบียร์เป็นยังไงบ้างวะ”

“ตั้งใจทำงานขึ้นผิดหูผิดตาเลยแก นี่ยังไม่เอาอะไรมาให้ฉันทำสักใบ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนได้เร็วขนาดนี้วะ”

ตี๋ใหญ่ยักคิ้ว ทำหน้าเก่งเหมือนเจ้าเด็กจอมซน “มันเป็นเรื่องทางจิตวิทยาเว้ย”

“ก็นั่นแหละ มันยังไงกันแน่วะ นี่ฉันทำตามแผนแกจนเสร็จแล้วก็ยังไม่เข้าใจ สรุปที่เราทำกันทั้งหมดเมื่อวานนี้มันคืออะไรกันแน่ ฮะ…”

“คืออย่างนี้” เขายืดตัวขึ้น “ไอ้พี่เบียร์เนี่ย จริงๆ มันไม่ใช่คนเหลวไหลอะไรหรอก แต่มันทำตัวเองให้เหลวแหลกมาตลอดต่างหาก แกคิดว่าเพราะอะไรวะ”

“อืม เพราะไม่มีกำลังใจงั้นเหรอ”

“คล้ายๆ กัน  เพราะเขามีปัญหาครอบครัว คนที่เขารักทุกคนตัดสินเขาว่าเป็นคนไม่เอาไหน ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง พี่เบียร์ก็เลยเปลี่ยนไปเป็นแบบนั้นจริงๆ โดยไม่รู้ตัว”

เอกอักษรทั้งอึ้งทั้งทึ่ง แต่ก็อดถามไม่ได้ “มันเป็นไปได้เหรอวะ แล้วแทนที่เขาจะทำตัวให้แย่ ทำไมเขาถึงไม่ลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองล่ะว่าเขาก็ทำได้ ให้ทุกคนที่สบประมาทได้เห็นกันไปเลย”

“หลักจิตวิทยามีอยู่ว่า คนเรามักจะเป็นตามที่คนอื่นๆ คาดหวังว่าเราจะเป็นเว้ย อย่างแกที่เป็นพนักงานเอกสารมือหนึ่ง ใครๆ ก็ชมว่าแกเป๊ะ แกก็เชื่ออย่างนั้นและทำออกมาเนี้ยบตลอด ลองให้พี่เติ้งมาคอยว่าว่าแกทำงานไม่ได้เรื่องสิ ทำอะไรก็ผิดตลอด ไม่เคยสำเร็จ ไม่เคยมีดีเลย ไม่นานหรอก ฟอร์มแกก็ตก แล้วก็กลายเป็นอย่างที่พี่เติ้งพูดจริงๆ

“แต่อาจจะเป็นอย่างที่แกบอกก็ได้ ถ้าใครเข้มแข็งพอก็ลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเอง แต่สำหรับไอ้พี่เบียร์ คนที่ดูถูกเขากลับเป็นคนในครอบครัวที่เขารัก อย่างภรรยา หรือแม้กระทั่งลูกสาวแท้ๆ ก็เอาด้วย ใครมันจะไปเข้มแข็งพอวะ”

เอกอักษรคิดตามแล้วก็ค่อยๆ พยักหน้า  ตี๋ใหญ่จึงเล่าต่อ

“ทีนี้ วิธีแก้ที่เราทำกันไป ก็คือการสร้างเวทีให้พี่เบียร์ได้แสดงบทฮีโร่ ให้ครอบครัวเขาเห็นว่า ในตอนนี้ที่พวกเขาไม่เชื่อถือพี่เบียร์แล้วน่ะ จริงๆ คนภายนอกชื่นชมพี่เบียร์ มองว่าเขาดีนะ แล้วก็สร้างสถานการณ์ให้เห็นว่า พี่เบียร์เป็นเสาหลักที่ดีของครอบครัวคนหนึ่ง เกิดปัญหาเฉพาะหน้าก็แก้ได้อย่างสุขุม แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่นึกว่าไอ้พี่เบียร์จะทำได้จริงๆ เหมือนกันแหละ ดูสิ ผ้ารัดข้อเท้าไม่มี ก็ไปตัดชายเสื้อยืดหรืออะไรก็ไม่รู้มาพันให้แทน น่าเอ็นดูว่ะ ฮ่าๆ”

เอกอักษรเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ “อย่างนี้นี่เอง แล้วพอครอบครัวเปลี่ยนมามองเขาอย่างชื่นชม พี่เบียร์ก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เก่ง และเขาก็จะเป็นคนใหม่ที่เยี่ยมยอดได้เหมือนที่คนในครอบครัวเชื่อว่าเขาเป็น อย่างนั้นใช่ไหม”

“ถูกต้องครับผม!”

เขาทำหน้าทะเล้นแล้วก้มกินข้าวผัดกะเพราต่ออย่างเอร็ดอร่อย เธอหัวเราะแล้วทอดมองเขายิ้มๆ บางทีนอกจากพี่เบียร์แล้ว เธอก็คงต้องมองเพื่อนของเธอใหม่เช่นกัน

 

เอกอักษรชอบทำอาหารกินเองมากกว่ากินตามร้านอาหารข้างนอก ถึงแม้จะทำงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลานอน แต่ก็ยังไม่วายต้องหาเวลาเข้าครัว ซึ่งเป็นเพียงมุมเล็กๆ ในห้องพักที่มีชั้นเตี้ยๆ วางหม้อหุงข้าว เตาไฟฟ้า กระทะใบเขื่อง และไมโครเวฟ ตั้งอยู่ใกล้ตู้เย็น

ตอนเช้าก่อนไปทำงาน ถ้ามีเวลาพอก็จะทำอาหารจานเดียวง่ายๆ แต่ถ้าไม่มีเวลามากนัก ก็จะนำกับข้าวที่ทำเป็นหม้อเก็บใส่ตู้เย็นไว้ออกมาอุ่นแทน แต่อย่างวันนี้ที่ตื่นสายและเมื่อยล้าสุดๆ ก็คงทำได้เพียงรวบรวมกำลังลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วไปหาซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งที่หน้าบริษัทเอา กินไปด้วย ทำงานไปด้วย

ระหว่างที่หิ้วถุงหมูปิ้งกลับเข้าบริษัท เธอมองเห็นหญิงสาวร่างบางคุ้นตาผู้ซึ่งหายหน้าหายตาไปหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ กำลังลงจากรถที่เพิ่งเข้าจอดในอาคารจอดรถ เธอโบกมือให้อย่างยินดี

“ดาว!”

เก็จดาว เพื่อนสาวที่สนิทสุดในออฟฟิศไม่ได้ยิน เธอล็อกรถแล้วเก็บกุญแจเข้ากระเป๋าสะพายอย่างทุลักทุเลเพราะหอบสารพัดถุงมาเต็มไม้เต็มมือจนถึงกับต้องหนีบกล่องเหล็กสีแดงไว้กับรักแร้ เวลาเก็จดาวออกสำรวจตลาดต่างจังหวัดเธอมักจะมีของอร่อยประจำท้องถิ่นกลับมาฝากทุกคนในออฟฟิศเสมอ จนใครๆ ตั้งสมญานามให้เป็นเจ้าแม่โอท็อป สุดยอดราชินีของดีสี่ภาค

หญิงสาวเร่งฝีเท้าเข้าไปหาเก็จดาว

“อ้าว เอ!” นักการตลาดสาวร้องเรียกอย่างดีใจ

เอกอักษรยิ้มกว้าง รี่เข้าไปช่วยถือของ

“เป็นไงบ้าง สำรวจตลาดเหนื่อยไหม ไปคนเดียวเลยนะรอบนี้”

“ก็เหนื่อยหน่อยละ ออกตลาดคนเดียว เจ้านายไม่ว่างมาช่วย แต่ลูกค้าใหม่น่ารักทุกเจ้าเลย คุยก็ง่าย ให้ความร่วมมือดีมากๆ ฉันกรุยทางเอาไว้แล้ว รับรองพวกทีมเซลส์ที่มารับช่วงต่อได้ยอดเพิ่มกันถ้วนหน้า”

“ดีจังเลย ดาวเก่งมากๆ  นี่ถ้าไม่ถือของอยู่จะยกนิ้วให้สองข้างเลย”

“ไม่หรอก เครื่องดื่มของบริษัทเรากำลังเป็นที่สนใจของตลาดด้วยแหละ เลยเข้าถึงลูกค้าง่ายหน่อย แล้วที่ออฟฟิศเป็นยังไงบ้าง  ยังวุ่นวายเหมือนเดิมไหม”

“จะเหลือเหรอ” เอกอักษรหัวเราะ แล้วนึกขึ้นได้ “จริงสิ ตอนนี้ฝ่ายการตลาดเราเล่นบัดดี้กันด้วยนะ  บนโต๊ะดาวมีของจากบัดเดอร์วางเต็มเลย”

เพื่อนสาวพยักหน้า “พี่เป้ยก็โทรมาบอกเหมือนกัน แต่ฉันยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาเตรียมของขวัญเลย  ป่านนี้บัดดี้โกรธแย่”

“ไม่หรอกมั้ง ก็ดาวไม่อยู่ออฟฟิศนี่นา”

เอกอักษรเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ถึงแม้เก็จดาวจะไม่อยู่ที่ออฟฟิศ แต่ก็มีบัดดี้แล้วโดยพี่เป้ยเป็นคนจับสลากแทนให้ ทั้งสองแวะวางของในห้องครัว ฝากให้คุณป้าแม่บ้านช่วยจัดแจงใส่จาน ตั้งไว้เป็นของว่างกองกลางสำหรับทุกคน

“แล้วเอล่ะ ได้ของเต็มโต๊ะเหมือนกันไหม บัดเดอร์เทกแคร์ดีหรือเปล่า” เก็จดาวถามขณะผลักประตูเข้าไปในโซนทำงาน สัมผัสได้ถึงไอเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศ

“เต็มโต๊ะสิ งานน่ะ เต็มโต๊ะเลย” พูดไปก็แอบหลบตา “บัดเดอร์ของฉันไม่เคยให้อะไรเลยสักชิ้นเดียว  ฉันว่านะ เขาคงไม่พอใจที่จับสลากได้ฉันเป็นบัดดี้ละมั้ง”

“ไม่จริงหรอก” เก็จดาวสวนทันควัน เอกอักษรหันไปมองเสี้ยวหน้าอ่อนหวานอย่างแปลกใจ เพื่อนสาวจึงกล่าวต่อ “ก็ทำไมบัดเดอร์จะไม่ชอบเอล่ะ ดูนั่นสิ”

แล้วภาพอันชวนให้ตื่นตะลึงจนไม่อยากเชื่อสายตา ก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า

บัดนี้ที่โต๊ะทำงานของเธอถูกประดับประดาไปด้วยเถากุหลาบสีชมพูอ่อน ตั้งแต่โคมไฟเหนือศีรษะ และรอบๆ พาร์ทิชัน มุมโต๊ะมีแจกันกระเบื้องเนื้อดีปักช่อกุหลาบสีชมพูเข้มแซมขาว แม้ช่อกุหลาบทั้งหลายจะเป็นเพียงดอกไม้ประดิษฐ์ แต่คุณบัดเดอร์คงฉีดน้ำหอมกลิ่นกุหลาบไว้ด้วยถึงได้หอมกรุ่นราวกับของจริงปานนี้  เพื่อนพนักงานที่เดินผ่านไปมาเป็นต้องมองเหลียวกันทุกคน เอกอักษรเองยังแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือโต๊ะของตัวเอง

“สวยจังเลย ยังกับสวนดอกไม้ บัดเดอร์ของเอโรแมนติกน่าดูเลย” เก็จดาวเข้ามาหยิบนู่นจับนี่ ดูจะตื่นเต้นไม่แพ้คนเป็นบัดดี้

เจ้าของโต๊ะยิ้มให้แทนคำว่าเห็นด้วย เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีการ์ดสีครีมเล็กๆ ติดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย จึงหยิบมาเปิดอ่าน ด้านในมีตัวอักษรเขียนด้วยหมึกสีดำ ลายมือเป็นระเบียบว่า

ถึง เอกอักษร

ขอโทษที่หายไปนาน หวังว่าคงชอบช็อกโกแลตนะ

จาก บัดเดอร์

เอกอักษรอ่านจบก็พับเก็บ และพบว่ามีกล่องช็อกโกแลตกล่องใหญ่สีแดงคาดน้ำตาลเข้ม ปั๊มนูนเป็นรูปตุ๊กตาหมีชายหญิงนั่งเล่นอยู่บนช่อมิสเทิลโท วางอยู่ข้างจอคอมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เธอคงมัวแต่เพลินตาอยู่กับสวนดอกกุหลาบที่เนรมิตขึ้นมาบนโต๊ะทำงานจนไม่ทันได้สังเกต

เก็จดาวโอบบ่าเพื่อนสาว “บัดเดอร์ของเอหายไปนาน กลับมาครั้งนี้ก็จัดซะแกรนด์โอเพนนิ่งเลย  คุณบัดเดอร์ตัวจริงต้องน่ารักมากๆ เลยนะ เอว่าไหม”

“นั่นสินะ” เอกอักษรพูดแล้วก็อมยิ้มอย่างมีความสุข เป็นยิ้มที่หุบไม่ลงจริงๆ

เก็จดาวกลับโต๊ะไปทำงานแล้ว เธอก็นั่งลงเปิดคอมพิวเตอร์  คิดว่าวันนี้ขอนั่งทำงานกลางสวนดอกไม้สักวัน ตอนเย็นค่อยเก็บออก เหลือแค่แจกันกุหลาบไว้ประดับโต๊ะให้สดชื่นก็คงพอ ส่วนช็อกโกแลต…หญิงสาวหยิบกล่องเหล็กสีสดสวยมาเปิดดู ข้างในเป็นถาดพลาสติกซึ่งแบ่งเป็นช่องเล็กช่องน้อย บรรจุช็อกโกแลตรสชาติต่างๆ ช็อกโกแลตนมเป็นทรงหยดน้ำ ไวต์ช็อกโกแลตสีขาวนวลเป็นรูปดอกไม้ ช็อกโกแลตมินต์เป็นลูกกลมๆ เคลือบเกล็ดสีขาวฟ้าดูคล้ายลูกกวาด ส่วนที่เป็นผลส้มน้อยๆ นั้นก็คงเป็นช็อกโกแลตรสส้ม

หญิงสาวแอบอยากชิมแต่ก็ไม่กล้าหยิบ ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ดูเล่นอีกสักพัก อยากบอกคุณบัดเดอร์เหลือเกินว่าของขวัญช่างน่ารักถูกใจ เขาดีกับเธออย่างนี้ ก็คงไม่ใช่คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดอย่างแอร์รี่อย่างที่คาดไว้ในตอนแรก หรือแม้แต่กับไอ้คุณพี่เบียร์ที่เพิ่งจะเริ่มเข้าใจกันได้วันสองวัน เธอก็ไม่คิดว่าเขาจะลงทุนเซอร์ไพรส์ได้อย่างน่ารักแบบนี้อยู่ดี

แล้วทันใดนั้นเอง ความรู้สึกหนึ่งก็พุ่งเข้ามากระทบใจ เธอนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นกล่องแบบนี้ที่ไหน…

เอกอักษรหันไปมองเก็จดาวซึ่งนั่งทำงานอยู่ข้างๆ ตี๋ใหญ่ ตอนแรกที่เธอเข้าไปช่วยเก็จดาวถือของ ยังเห็นเพื่อนสาวหนีบกล่องเหล็กนี้เข้ากับรักแร้อยู่เลย แต่ตอนที่เดินคุยกันพลางขึ้นอาคารก็ไม่เห็นแล้ว เป็นไปได้ไหมว่า เก็จดาวอาจจะรีบซ่อนลงในกระเป๋าผ้าใบเขื่องนั่น แล้วเอามาวางไว้บนโต๊ะตอนที่เธอกำลังอ่านการ์ด หรือตอนที่เผลอๆ

แล้วสวนดอกกุหลาบนี่ล่ะ หญิงสาวถามตัวเองในใจ เพราะเธอก็เพิ่งจะขึ้นตึกพร้อมกับเก็จดาว แล้วก็มาเจอดอกไม้พวกนี้

หญิงสาวหรี่ตา ดันกรอบแว่นเข้ากับสันจมูก ใครจะรู้ เก็จดาวอาจจะมาเตรียมไว้ก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อวานหรือตอนเช้ามืดก็ได้ อีกอย่าง ในออฟฟิศนี้ก็มีแต่เก็จดาวไม่ใช่เหรอที่ไม่เข้ามาเลยทั้งสัปดาห์ อย่างนี้แล้ว คุณบัดเดอร์ของเธอไม่ใช่เก็จดาวแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ

เอกอักษรนึกกระหยิ่มในเลือดนักสืบของตนเอง สมแล้วที่เป็นแฟนการ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนญี่ปุ่น ขอพิสูจน์ความจริงอีกนิดเถอะ เธออาจจะเป็นคนแรกในออฟฟิศที่จับบัดเดอร์ได้ก็เป็นได้

Don`t copy text!