จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 6 : เคหาสน์ดาว

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 6 : เคหาสน์ดาว

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

ดวงจันทร์ถูกแขวนอยู่กลางท้องฟ้า มันไม่ได้กลมสนิทแต่มีส่วนเว้าที่ดูเหมือนก้อนไอศรีมวนิลาซึ่งโผล่ส่วนหนึ่งออกมาจากโคนถ่านชาโคลสีดำและกลมกลืนไปกับฉากหลัง

แจ๊ซห้าประตูของแม่เลี้ยงฉันคับแคบลงไปเมื่อรู้สึกอิ่มแปร้ หล่อนจะสั่งอะไรมานักหนาก็ไม่รู้ ฉันกินอย่างเสียดายของ และง่วงขึ้นมาปัจจุบันทันด่วนเมื่อโดยลมแอร์

สิบห้านาทีต่อมาเราก็มาถึงบ้านย่า ฉันงัวเงียลงจากรถ ราวกลับโลกหมุนย้อนกลับ ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับภาพอดีต แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

มะม่วงตลับนากและต้นจำปียังอยู่ตรงนั้น มันใหญ่โตเหมือนเก่า นอกชานยังโล่งกว้างไร้หลังคาคลุม และที่เหนือขึ้นไป ฉันมองเห็นดาวจระเข้เดือนกุมภาพันธ์เกาะท้องฟ้าเอาไว้แบบเดิม

ฉันเคยคิดว่าคงจะไม่มีโอกาสได้กลับมาเยือนที่นี่อีก แต่ตอนนี้ฉันกลับมายืนอยู่ที่นี่แล้ว

ฉันเดินอ้อมไปท้ายรถ พยายามจะไม่มองบ้านของย่า ความโหยหาเป็นของน่ากลัว มันกระชากเอาอารมณ์อ่อนแอออกมาวางแผ่ ใครๆ ก็รู้ว่าฉันรักบ้านนี้แค่ไหน ฉันไม่อยากให้พ่อมีความหวัง หรือน้าพุดซ้อนเป็นปลื้มเพราะได้รับรู้ว่าฉันกำลังอ่อนไหวเพียงใด เมื่อได้กลับมายืนตรงนี้

ระหว่างหยิบกระเป๋า ฉันกลัวเหลือเกินว่าหล่อนจะพูดว่า “เจ๋งกลับมาที่นี่ได้ทุกเมื่อ น้ารู้ว่าเจ๋งรักที่นี่มาก คุณย่าคงดีใจที่เจ๋งกลับมาบ้านซะที”

ถ้าหล่อนพูดแบบนั้นหรืออะไรที่ใกล้เคียงนั้น ฉันจะรีบเดินออกจากบ้าน โดยไม่นึกถึงมารยาท หรือหัวใจของใครเลย สาบานได้…

แต่หล่อนก็ไม่ได้พูด และดูเหมือนจะหมกหมุ่นกับการโฆษณาบอกพ่อเหมือนเพิ่งระลึกได้ว่า กบเพื่อนเก่าของฉันจะได้ออกรายการในช่องของฉันด้วย

“ภพเล่าให้พุดฟังค่ะ ถามถึงเรื่องช่างแต่งหน้าด้วย แต่ดูพุดสิคะเป็นยายเชย รู้จักก็แค่น้าแหม่มที่สระไดร์ พวกสาวๆ บ้านนอกแถวนี้เท่านั้นแหละ”

หล่อนสาธยายมือก็กางรถเข็นของพ่อและขยับมันจนเข้าที่

ฉันนึกออกเลยว่าคนช่างจ้อสองคนมาเจอกัน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าต้องระบุคุณสมบัติของพี่ภพเหมือนเขียนฉลากยาด้วยคำว่า ‘เจ้าชู้ สำอาง ขี้ประจบ เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง’ ก็น่าจะใกล้เคียงกับเขาที่สุด ส่วนน้าพุดซ้อนนั้นมีข้อหนึ่งที่ฉันนึกออกก็คือคำว่า ‘ลิงหลับ’ เพียงแค่นี้ก็เห็นภาพแล้วว่า บทสนทนาของทั้งคู่นั้นคงต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น

“ได้แล้วค่ะคุณน่าน” หล่อนอมยิ้มพูด ฉันกลัวว่าเสร็จธุระจากพ่อ หล่อนจะหันมาชวนฉันคุย เลยรีบยกสัมภาระเดินดุ่ยขึ้นบันได ชะงักนิดหนึ่งเมื่อจำได้ว่า บันไดแห่งนี้ฉันมักจะกระโดดนับขั้น มีย่าคอยเดินตามหลัง ย่าไม่เคยห้ามเรื่องฉันกระโดดขึ้นบันได แต่คอยกางมือประคองและเตือนให้ระมัดระวังเท่านั้น

ฉันยิ้มกับบันไดแล้วก้าวต่อไปยังนอกชาน เมื่อหันลงมาข้างล่างก็รู้สึกโมโหตัวเอง อยากจะใจดำกว่านี้แต่ก็ทำไม่ได้…

ฉันสาวเท้าถี่ ลงไปช่วยเข็นพ่อขึ้นมาตามทางลาดคอนกรีต พ่อยิ้มไม่หุบแม้ว่าจะพยายามไม่ยิ้ม ส่วนแม่เลี้ยงของฉันน่ะหรือ หล่อนกระพริบตาใส่ฉันเหมือนเห็นภาพลวงตา เมื่อตั้งสติได้ก็ฉีกปากกว้างแทบจะถึงใบหู

หล่อนซอยเท้ารัวๆ ตามขึ้นมาเปิดประตูบ้าน เสียบกุญแจผิดๆ ถูกๆ อยู่พักหนึ่ง เมื่อไขได้แล้วหล่อนก็บอกฉันให้พักห้องเดิม

“น้าจัดเอาไว้ให้แล้ว ของน้องเจ๋งยังอยู่ครบ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยค่ะ” หล่อนประสานมือหันไปยิ้มกับพ่อ ฉันพยักหน้ารับบึ้งๆ แต่ไม่สามารถหยุดสีหน้าปลื้มปริ่มของหล่อนได้ ฉันเลยหันหลังเดินตรงดิ่งไปห้องตัวเอง

บ้านหลังนี้มีสี่ห้องนอน ย่านอนอยู่ในห้องใหญ่ ห้องนอนเล็กสองห้องอยู่ตรงข้ามกันมีเอาไว้ต้อนรับลูกหลาน ถัดไปเป็นห้องพระเล็กๆ มืดทึบ ส่วนห้องของฉันเป็นห้องที่ไกลห้องนอนใหญ่ที่สุด มันใกล้กันกับห้องน้ำติดกลับส่วนที่เป็นครัว ห้องน้ำบ้านย่ามีสองห้องซึ่งสร้างเอาไว้ติดกัน ห้องน้ำใหญ่เป็นทั้งห้องอาบน้ำและห้องส้วม ส่วนห้องเล็กนั้นเป็นแค่ห้องส้วม เพื่อจะได้ไม่ต้องคอยกันหากว่าใครเข้าไปอาบน้ำ ย่าเล่าว่าเมื่อก่อนมันเคยเป็นส้วมซึมแบบคอห่าน แต่ฉันเกิดไม่ทันเพราะเมื่อโตขึ้นมามันก็กลายเป็นชักโครกไปทั้งสองห้องแล้ว

บ้านโบราณในต่างจังหวัดก็อย่างนี้ มักจะสร้างห้องน้ำแยกไปจากตัวบ้าน บางหลังแยกเอาไว้ด้านล่างต้องเดินลงบันไดไปก็มี แต่บ้านย่าดีหน่อยแค่เพียงต่อชานออกมาด้านข้าง เวลาเดินเข้าห้องน้ำต้องเดินตากแสงดาวแสงเดือน บางครั้งก็ต้องตากน้ำค้างและวิ่งหนีสายฝน บางทีที่ฉันไม่ค่อยป่วยนั้นอาจจะมาจากอาการ ‘หัวแข็ง’ เพราะชินกับการตากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นได้

ห้องนอนของฉันนั้น ปรับปรุงมาจากห้องเก็บของ เมื่อก่อนย่าใช้เป็นที่วางเข่งเก็บถ้วยจานกระเบื้อง แก้วน้ำ และข้าวของจิปาถะสำหรับงานบุญ ตอนที่ย่าตายพ่อและพวกอาๆ ตัดสินใจยกเข่งใส่จาน ช้อนสั้น และแก้วน้ำไปให้วัด เก็บของมีราคาอย่างเครื่องแก้ว ขันลูกบาตรเงิน เชี่ยนหมากเงินและเครื่องทองเหลืองใส่ตู้โชว์เอาไว้ ตอนที่ขอห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวฉันซึ่งอายุ ๑๓ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่เมื่อหันกลับไปมอง ฉันคาดว่าอาจเพราะเริ่มเป็นวัยรุ่น ฉันเลยอยากมีชีวิตห่างไกลพ่อแม่ที่แนบชิดกันมาตลอดชีวิตบ้าง

ในห้องทุกอย่างยังเหมือนเดิม เตียงอยู่ทางซ้ายมือ ข้างเตียงวางโต๊ะหนังสือไม้สักเก่าแบบมีลิ้นชักตรงกลาง  ตู้เสื้อผ้าทำจากไม้มีประตูกรุกระจกเงาด้านหนึ่งแบบโบราณวางติดกับชั้นหนังสือ ซึ่งเป็นของเพียงชิ้นเดียวที่เป็นของใหม่

พ่อซื้อชั้นวางหนังสือเพิ่มเข้ามาให้ตอนที่ปรับปรุงห้องนี้เป็นห้องนอนของฉันแล้ว

ฉันเดินไปที่ชั้นหนังสือ แบบเรียนสำหรับเด็กมัธยมสามยังเรียงรายอยู่ในนั้น ชั้นบนสุดวางรูปถ่าย ฉันเห็นตัวเองตอนอายุไม่เต็มขวบนั่งอยู่กับพ่อแม่ กรอบต่อมามีรูปถ่ายฉันกับย่า รูปถ่ายวันกีฬาสีกับเพื่อนร่วมห้องและอาจารย์ประจำกลุ่ม รูปสุดท้ายในกรอบใหญ่สุดเป็นรูปถ่ายร่วมกันของฉันกับกบและอังศุมาลิน

สองชั้นล่างสุดมีหนังสือการ์ตูน นิตยสารแฟชันที่ตอนนี้ปิดตัวไปหมดแล้ว อัลบั้มกระดาษจากร้านล้างอัดรูปสองเล่ม รวมถึงหนังสืออ่านเล่นซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องผี มีตำราทำนายใจฉบับวัยรุ่นแทรกอยู่อีกเล่มหนึ่ง

ฉันลงนั่ง หยิบออกมาดูทีละเล่ม ลมอดีตวูบใหญ่หวนเข้ามา

๑๕ ปีผ่านมาแล้ว แต่ในห้องห้องนี้ช่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยจริงๆ…

 



Don`t copy text!