จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 7 : แผลเก่า

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เสียงนาฬิกาปลุกแบบมีกระดิ่งกลมๆ สองข้างแผดสนั่น ฉันคว้ามันมากดหยุดเสียง มึนงงกับภาพตรงหน้า ครู่หนึ่งก็จำได้ว่าตอนนี้ฉันกลับมานอนบนเตียงตัวเองในบ้านของย่าแล้ว

กลไกบางอย่างของที่นี่ทำให้ฉันนอนต่อไปไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศ สุ่มเสียงของต้นไม้รอบตัว หรือบทเพลงงึมงำของแสงอาทิตย์ สิ่งเหล่านั้นฉุดขาฉันลงจากเตียง ดึงมือไปเปิดหน้าต่าง เพื่อให้ตาได้สัมผัสแสงแรกที่เรืองรองอยู่หลังม่านไม้

ได้กลิ่นควันไฟ ตอนนี้เองที่ได้ยินเสียงลอดออกมาจากครัว ฉันเงี่ยหูฟัง มันเป็นภาษาสุโขทัย ฉันตื่นเต้นนิดๆ หวังลมๆ แล้งๆ ไปว่า ฉันอาจกำลังฝันว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ และย่าก็ยังมีชีวิตอยู่

แน่ล่ะว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของพ่อและแม่เลี้ยง ไม่ใช่เสียงของย่า แต่ที่ต้องประหลาดใจเพราะพวกเขาพูดด้วยสำเนียงสุโขทัยที่ฉันแทบจะไม่เคยได้ยินจากปากของพ่อเลย

แม่ไม่ชอบให้พ่อพูดสำเนียงนี้ แม่กลัวว่าฉันจะติดและดูเหมือนบ้านนอกเข้ากรุง

อันที่จริงฉันว่ามันน่ารักดีออก สำเนียงนั่นไม่เหมือนสุพรรณอย่างที่เราได้ยินในหนังในละคร มีการผันเสียงเฉพาะตัวและมีคำสร้อยอย่างคำว่า ‘เอ๊ง’ เป็นของตัวเอง

เท่าที่ฉันพอจะจับได้ สำเนียงสุโขทัยจะผันเสียงจัตวากลายเป็นเสียงโท เสียงโทกลายเป็นจัตวา อย่าง ‘เสื่อ’ ที่ใช้ปูนั่งจะออกเสียงเป็นเสือ ส่วน ‘เสือ’ ที่เป็นเจ้าป่าดันออกเสียงเป็นเสื่อ

ย่าเคยเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟังว่า มีชายหนุ่มชาวกรุงคนหนึ่งมาเที่ยวสุโขทัย เขาได้ยินชายสองคนตะโกนคุยกันว่า

“เอาเสือมาน๋อยดุ๊”

อีกคนไม่ได้ยินก็ถามกลับไปว่า “อะไรนะ”

เพื่อนเลยตอบกลับไปว่า “เสือ”

แต่ชายคนนั้นหูไม่ดีก็ถามกลับไปอีกว่า“อะไรนะ”

เพื่อนเลยตะโกนกลับด้วยความโมโหว่า “บอกว่า เสือ เสือ”

หนุ่มกรุงเทพฯได้ยินก็ตกใจนึกว่าเสือมา เขาตะลีตะลานกระโดดหนีขึ้นบ้านจนตกบันไดลงมา

ตอนที่ฟังฉันหัวเราะงอหาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องจริงหรือนิทาน แต่ย่ายืนยันว่าสมัยที่ย่ายังเด็กมากๆ ตกกลางคืนทวดของฉันซึ่งคนสุโขทัยบางพื้นที่จะเรียกว่า ‘หง่อม’ ต้องเอาสุนัขที่เลี้ยงเอาไว้ขึ้นบ้าน และยกบรรไดแบบชักได้ขึ้นเก็บ เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น เสือจะมาคาบพวกมันไปกิน

ตอนนี้สุโขทัยไม่มีป่าไม้ มีแต่ป่าอ้อยและไร่ยาสูบ โดยเฉพาะอำเภอศรีสำโรงแถบบ้านของย่า ไร่ยาสูบสะพรั่งสุดลูกหูลูกตา ถ้าเสือจะมีชีวิตอยู่มาได้ มันคงเมายาสูบจนเป็นมะเร็งปอดตายกันหมดแล้ว

ฉันเงี่ยหูฟังต่อไป ตอนนี้เสียงเงียบลงไปแล้ว แต่มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นแทน ฉันไม่ทันเปิดก็ได้ยินเสียงพ่อพูดดังมาจากหน้าห้อง

“ถ้าตื่นแล้วก็อาบน้ำแล้วออกมากินข้าวนะลูก ต้องไปทำงานแต่เช้าไม่ใช่เหรอ”

เมื่อวานฉันบอกพ่อว่าต้องออกแต่เช้า ทั้งๆ ที่นัดกบเอาไว้ตอนเที่ยง แต่วันนี้มีอะไรมากมายเหลือเกินที่จะต้องทำ ว่ากันตามจริงก็เริ่มตั้งแต่การลงไปกินอาหารเช้านั่นแหละ ฉันต้องปั้นหน้าว่าไม่มีอะไรต้องกังวล และพยายามยิ้มเข้าไว้ตอนแม่เลี้ยงตักอาหารใส่ในจานให้ ซึ่งแน่ละว่านักบริการอย่างหล่อนจะต้องทำแน่ๆ  จากนั้นก็ต้องออกจากบ้านไปที่ไหนสักที่เพื่อฆ่าเวลาจนกว่าจะใกล้เที่ยง

แต่เรื่องนี้ไม่ยากหรอก ฉันไม่ได้มาสุโขทัยหลายปีและมีหลายที่ที่อยากจะไป

ถ้ายอมรับอย่างไม่โกหกตัวเอง สุโขทัยเป็นที่แห่งความทรงจำ ไม่ว่าจะในประวัติศาสตร์ชาติไทยหรือประวัติชีวิตของตัวฉันเอง

ฉันอยากไปดูหน้าอำเภอ อยากไปสนามแบดบินตันกลางแจ้งที่เคยนัดเพื่อนมาเล่น อยากไปตลาดเพื่อหาซื้อ ‘ขนมวง’ อยากกินขนมชื่อน่ากลัวอย่าง ‘ขนมไข้เหี้ย’ รวมถึงไปกิน ‘ถั่วทอดใส่กลอย’ ร้อยปี ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของร้านลอนศิลป์ของที่นี่ด้วย

“ตื่นแล้วหรือน้องเจ๋ง” แม่เลี้ยงของฉันทักยิ้มแย้ม เมื่อเห็นฉันโผล่หน้าเข้าไปในโต๊ะอาหาร นึกอยู่แล้วว่าจะต้องเห็นหน้าแป้นแล้นของหล่อน

ฉันพยักหน้ารับ ยิ้มตามมารยาท ตาก็ไพล่ไปเห็นสุนัขตัวหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้าประตูมา มันเป็นสุนัขอิงลิช คอกเกอร์หูยาว ฉันไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสุนัขหรอก แต่ฉันรู้จักมันเพราะมันคือไอ้มุกหมาลูกรักสุดสวาทของแม่

ใช่…หมาของแม่

มันถูกโอนย้ายมาอยู่กับพ่อเมื่อครั้งที่แม่ตายและไม่มีใครรับเลี้ยง เมื่อสามปีที่แล้วฉันยังอยู่หอพัก บ้านที่แม่อยู่ก็ต้องปล่อยเช่า เพื่อใช้ค่าเช่าเป็นค่าส่งธนาคารเลี้ยงตัวมันเอง ถึงแม่จะรอบคอบทำประกันชีวิตเอาไว้ แต่ก็ไม่มากพอที่จะปิดบ้านทาวน์โฮมราคา ๗ ล้านแถวสาธรได้หมด

ฉันไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่พ่อก็เอาเงินประกันของแม่หยัดใส่ธนาคารและทำให้ค่าผ่อนชำระเดือนละห้าหมื่นเหลือเพียงหมื่นห้า เพื่อให้ฉันไม่มีภาระจนต้องขายบ้านที่แม่หาด้วยน้ำพักน้ำแรงทิ้ง

อะไรๆ ในชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงบ่อย ถึงบ้านของเราจะยังอยู่ในชื่อเรา แต่เราก็ไม่เคยอยู่กับมันได้นาน นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ฉันสะสมของเอาไว้แต่น้อย เพราะเมื่อถึงเวลาโยกย้ายหรือตายไป ชีวิตของฉันคงจะง่ายต่อการจัดการต่อ

“มุก ไอ้มุก” ฉันร้องทักเมื่อมันตะเกียกตะกายใส่ฉันอย่างเพื่อนเก่าที่จำกันได้

“แก…ไอ้มุก เป็นยังไงบ้าง” ฉันตั้งใจถามมันจริงๆ โดยไม่คาดหวังคำตอบ ไอ้มุกส่งเสียงหงีดหงาด ฉันไม่รู้ว่ามันจะบอกอะไรหรอก แต่แม่เลี้ยงของฉันตอบแทนหมา

“มันสบายดีค่ะ มันดีใจมากนะคะที่ได้เจอน้องเจ๋ง” หล่อนบรรยายต่อ “ซึมอยู่พักนึง แต่ตอนนี้ปรับตัวได้แล้ว ที่เรื่องมากก็เรื่องกินนั่นแหละค่ะ มันไม่ยอมกินอาหารเม็ด มุกมันติดใจอาหารคนซะแล้ว”

ฉันอุ้มไอ้มุกขึ้นมา แล้วก็สำนึกได้ว่าตัดสินใจผิด เพราะนอกจากมันจะหนักมากแล้ว กลิ่นของมันยังเหมือนหนูเน่ามากกว่าจะเหมือนหมาที่ยังไม่ได้อาบน้ำ

แม่เลี้ยงฉันทำหน้าปุเลี่ยน ก้มดมขนหลังคอของมันก่อนจะส่งเสียงแหลม

“ไอ้มุก… ไปคลุกซากอะไรมาอีกแล้ว เพิ่งอาบน้ำเมื่อวานแท้ๆ”

ฉันแทบจะทุ่มมันลงตรงคำว่า ‘ซาก’ นี่แหละ

จำได้แม่นว่าแม่ก็เคยมีปัญหากับการสื่อสารทางกลิ่นของมัน

มุกเป็นหมาเพ็ดดีกรี มีชาติสกุล นิสัยอย่างหนึ่งที่มุกมันน่าจะภาคภูมิใจ คือการเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหาซากเน่า อย่างคางคกถูกรถทับ ซากนกพิราบโดนยาเบื่อ หรือไม่ก็หนูท่อเก่าเก็บที่นอนตายแห้งอยู่ที่ไหนสักแห่ง และเมื่อพบแล้ว มันก็จะนอนหงายเอาขนขาวสะอาดตรงหลังคอ ไถซากพวกนั้นเพื่อซับกลิ่นเก็บเอาไว้ใช้เป็นเครื่องหอมส่วนตัว

ฉันรู้ว่าสุนัขสื่อสารผ่านทางกลิ่น แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่ากลิ่นเก่าๆ เค็มๆ พวกนั้นมันหมายความว่าอย่างไร นอกเสียจากมันจะถูกฟอกตัวอีกรอบ หรือไม่ก็โดนไล่ให้ออกไปนอกบ้านเดี๋ยวนั้นเลย

“ออกไปเลยนะ ไปเลย” แม่เลี้ยงฉันวิ่งไล่ไอ้มุก มันพยายามขอความช่วยเหลือจากพ่อ แต่แล้วก็ถูกลากลงบันไดแล้วปิดประตูกั้น ไอ้มุกเดินกระวนกระวาย เขี่ยลูกกรงด้วยหน้าตาน่าสงสาร แต่ให้ตายเถอะฉันรู้สึกขมคอ และนึกในใจว่าสมควรแล้ว

 

โต๊ะอาหารพร้อมแล้ว ฉันนั่งลงตรงข้ามพ่อ เช้านี้อาหารของฉันมีข้าวต้มกุ้งกับกาแฟถ้วยยักษ์ ฉันจัดการถ้วยข้าวต้มไปเงียบๆ จำรสมือของน้าพุดซ้อนได้ แวบหนึ่งฉันอยากจะย้อนเวลากลับ ให้หล่อนมีแฟนและแต่งงานไปเสียตอนฉันอยู่มัธยมสาม ให้แม่เลิกบ้างาน และฉันได้เติบโตขึ้นมาในบ้านหลังนี้

มีช่องว่างกลวงๆ เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนาของเราสามคน อันที่จริงฉันไม่แน่ใจว่าแม่เลี้ยงของฉันจะรู้สึกถึงช่องว่างนั่นด้วยหรือเปล่า หล่อนยังคงพูดจ้อไปเรื่อยๆ ดีใจเสียเต็มประดาที่เช้าวันนี้มีฉันอยู่ในบ้าน สีหน้าและความสุขของหล่อนทำให้ฉันนึกเวทนาตัวเองอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำไมคนที่สมควรจะต้องละอาย เข้าหน้าใครไม่ติดถึงไม่ใช่หล่อน แต่กลับเป็นฉัน

ฉันอยากจะให้หล่อนฉลาดกว่านี้ ร้ายกาจกว่านี้ แต่หล่อนก็ไอคิวต่ำเกินกว่าจะโลภหรือวางแผนร้ายๆ ใส่ลูกเลี้ยงที่จะได้เป็นผู้รับมรดกทั้งหมด ถ้าพ่อฉันจะรวยกว่าที่เป็นอยู่น่ะนะ

จนเมื่อดื่มกาแฟหมดแก้ว ฉันก็ออกตัวว่าจะต้องรีบเพราะจำไม่ได้เสียแล้วว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดในการขึ้นรถประจำทางไปโรงเรียนเก่าของตัวเอง ซึ่งมันเป็นคำโป้ปดโง่ๆ ที่ไม่น่าจะมีใครเชื่อ

“เอารถน้าไปสิ วันนี้น้าไม่ได้ไปไหน” แม่เลี้ยงของฉันเสนอ ฉันเกือบจะปฏิเสธ แต่เมื่อสำเหนียกได้ว่าตัวเองไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่จะมาเล่นแง่ และคงดูไร้เหตุผลเอามากๆ ฉันเลยเอ่ยปากขอบคุณแล้วรับกุญแจมา

พ่อเผลอยิ้ม ถอนหายใจโล่งอก คิดว่าวันนี้ทั้งวันพ่อคงจะเป็นปลื้มและคิดเอาเองว่าอะไรๆ มันกำลังดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น

อันที่จริงมันไม่เคยแย่หรอก มันเลยยากที่จะดีขึ้นไปกว่านี้ ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการต่างคนต่างอยู่  มันเลวร้ายกว่าการพยายามโกหกตัวเองและสร้างครอบครัวจอมปลอมขึ้นมาตรงไหน แต่แม่เลี้ยงฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น หล่อนพยายามทุกวิถีทางที่อยากจะให้ลูกเลี้ยงซึ่งถูกหล่อนทำลายครอบครัว กลับมามองหล่อนอย่างที่เด็กคนหนึ่งจะมองน้าหรืออาของตัวเอง

ฉันไม่เคยคิดหรอกว่าหล่อนมันปลิ้นปล้อน เป็นนังจิ้งจอก เป็นหอกข้างแคร่ ต้องพูดว่าหยุดคิดแบบนั้นไปตั้งนานแล้ว

 



Don`t copy text!