จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 8 : ในวารวัน

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 8 : ในวารวัน

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

รถฮอนด้าแจ๊ซกลางเก่ากลางใหม่ ทำให้ฉันต้องถอยที่นั่งคนขับออกไปจนสุด

ข้างในสะอาดเอี่ยม หอมฟุ้งด้วยกลิ่นใบเตยที่ฉันชอบ ไม่รู้ว่าหล่อนกะเกณฑ์เอาไว้ก่อนว่าจะให้รถฉันยืมใช้ หรือมันเป็นแบบนี้ของมันอยู่แล้ว

ฉันขับรถช้าๆ ไปตามถนนลาดยาง วนเข้าเส้นโน้นออกเส้นนี้ เมื่อเข้าเส้นสุโขทัย-สวรรคโลก บริเวณบ้านทับผึ้งมีการขยายเป็นถนนสี่เลนส์ ต้นไม้ใหญ่ข้างทางที่เห็นมาตั้งแต่ยังเด็กโดนโค่น ฉันชะลอรถจนเกือบจอด ฝุ่นผงบนถนนปลิวว่อน เห็นรถบดดินจอดทิ้งเอาไว้ไม่มีคนทำงาน เดาว่าพวกเขาคงรอเวลาให้การจราจรเบาบางและกลับมาทำถนนอีกครั้งในช่วงเวลากลางคืน

ฉันมองต้นคูณขนาดเกิน ๑ คนโอบนอนเรียงรายอยู่ในร่องถนน ความรู้สึกของฉันเหมือนใครเอาหินปาลงบ่อ คลื่นน้ำขยับแผ่เป็นวง แรงกระเพื่อมนั้นไม่รุนแรงทว่าพลิ้วพรายเหมือนผีเสื้อขยับปีก ฉันรู้สึกคล้ายอยากร้องไห้ มันไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นความอ่อนไหวปริ่มเอ่ออยู่แถวขอบตา

วัยเด็กผ่านไปแล้ว ไม่เหลือเศษซากอะไรอีกแล้ว

ฉันตัดสินใจขับรถวนไปหน้าอำเภอศรีสำโรง แล่นผ่านไปช้าๆ โดยไม่จอด ขับผ่านไปรษณีย์แล้วเลี้ยวเข้าถนนเส้นหลังที่ว่าการอำเภอ บ้านพักข้าราชการเรียงรายอยู่เหมือนเดิม สนามแบทบินตันที่ฉันเคยเล่นก็ยังอยู่ ทว่ารกรื้นไปด้วยพงหญ้า ฉันขับตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าตรอกแคบๆ ที่รถไม่สามารถสวนกันได้ ตอนนี้มันเป็นวันเวย์ ซึ่งก็สมควรแล้ว

ตัวตลาดของอำเภอศรีสำโรงเป็นเพียงสี่แยกแยกหนึ่ง มันอัดแนนไปด้วยร้านค้า ผู้คน และรถจำนวนเกินถนน การจอดซ้อนคันเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเดือดร้อน

ตอนนี้มีร้านสะดวกซื้อสองร้านเยื้องกันอยู่คนละฝาก ตรงหัวมุมในตำแหน่งห้ามจอด แต่ใครจะสนกันล่ะ ทุกที่มีแต่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ จอดกันตามสะดวก ซึ่งถ้าฉันยังคงรักษามาตรฐานคนในเมืองที่ไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ ก็คงหมดหวังจะลงไปหาขนมวงมากินเล่น

ฉันมองภาพระเกะระกะแล้วก็นึกขำ น่าแปลกที่ว่าถ้าเป็นในกรุงเทพฯ ภาพเหล่านี้จะทำให้ฉันหงุดหงิด และอาจจะพาลหัวเสียไปครึ่งวัน แต่ตอนนี้ฉันกับมองมันอย่างไม่ถือสา เพราะอย่างไรรถของฉันก็ยังสามารถเคลื่อนช้าๆ ไปข้างหน้าได้อยู่ดี

ฉันตัดสินใจไม่จอด แต่ขับต่อไปตามคำบอกกล่าวของกูเกิ้ลแมบ ไปยังร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งระหว่างทางศรีสำโรง-สวรรคโลก ที่ถูกรีวิวเอาไว้ในเวบแนะนำร้านอาหาร

มันเป็นร้านของลูกหลานคนสุโขทัยที่ไม่พอใจชีวิตในเมือง หลังเรียนจบและทนทำงานได้สองปี ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจกลับบ้าน แล้วสร้างร้านกาแฟซึ่งไม่ใช่ทางผ่านของใครต่อใครขึ้นมาในสวน

ฉันสั่งกาแฟมาอีกแก้ว กับเค้กที่คนรีวิวบอกว่าต้องกินให้ได้ และเมื่อได้ชิมก็ได้รู้ว่า ชื่อเสียงของมันมาจากลวดลายผ้าซิ่นบนหน้าเค้กไม่ใช่รสชาติอย่างที่ฉันหวังเอาไว้ในตอนแรก

อย่างไรก็ตามเมื่อมันมารวมกับกาแฟหวานมันแบบไทยๆ ทุกอย่างก็ราบรื่นอยู่ในปาก และทำให้เวลาครึ่งเช้าของฉันเป็นไปในทางที่ดีอย่างที่คาดหวังเอาไว้

 

โรงเรียนยังเหมือนเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว เพราะมันผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้ว

พ่อเล่าให้ฉันฟังในวันที่พามาสอบว่า ถนนทุกเส้นในโรงเรียนสมัยพ่อยังเป็นนักเรียนนั้น เป็นถนนราดยาง ทางเข้าทั้งทางทิศเหนือและทิศใต้ปลูกหูกวางต้นสูง มันแผ่กิ่งให้ร่มเงาแก่นักเรียนทั้งยามเช้าและยามโรงเรียนเลิก

ไม่มีอาคาร ๕ เด็กมัธยมศึกษาปีที่ ๑ สมัยพ่อมีแต่อาคารชั่วคราว เรียกว่าอาคารเล้าไก่ ซึ่งปลูกสร้างอยู่หลังโรงเรียน ส่วนพื้นที่ของอาคาร ๕ นั้นเคยเป็นสนาม มีต้นกัลปฤกษ์ปลูกอยู่สองต้น พอเข้าฤดูร้อนมันจะออกดอกสีชมพูเป็นพวงระย้า พ่อและเพื่อนเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้าที่จุดนั้น บอกลาโรงเรียนกันก็ที่จุดนั้น ยามใดเมื่อต้นกัลปฤกษ์ออกดอก มันก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่า หมดเวลาของเด็กมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้ว

เวลาของฉันห่างจากเวลาปัจจุบันไม่นานเท่าพ่อ ถึงกระนั้นระยะเวลาที่หายไป ๑๕ ปี ก็ทำภาพบางอย่างพร่าเลือน แต่ขณะที่เท้าย่ำอยู่บนถนนคอนกรีตระหว่างอาคาร ๑ อันเก่าแก่ กับอาคาร ๕ ที่ใหม่และใหญ่กว่า ฉันจึงพึ่งรู้ว่าสิ่งก่อสร้างพวกนั้นมันฉายภาพออกมาได้

ตอนนี้พวกมันกำลังเดินเครื่องอย่างเต็มกำลัง ฉันได้ยินเสียงฝีเท้า เห็นภาพเพื่อนๆ วิ่งกรูกันออกมาจากตึก จำตัวเองเดินห่อไหล่โย่งๆ จนอาจารย์ต้องเตือนให้มั่นใจในรูปร่าง จำกบที่โลดแล่นในสนามบาส จำข้าวในโรงอาหาร รวมถึงความสนุกในชั่วโมงเรียนคหกรรมของพวกเราได้ด้วย

ในที่สุดภาพฉายซ้ำพวกนั้นก็ทำให้ฉันยิ้มให้หัวมุมถนน ฉันเดินตรงไปยังอาคาร ๔ ที่ทาสีฟ้าสด ตั้งเด่นอยู่ระหว่างอาคาร ๒ สีเขียวและอาคาร ๓ สีชมพู นึกดีใจว่ายังมีต้นจามจุรีใหญ่ยักษ์ยืนรอคอยต้อนรับฉันอยู่ที่เดิม

วันนี้มันยังคงผลิดอกสีชมพูเป็นพู่สะพรั่ง บานอยู่บนกิ่งและร่วงโรยอยู่ใต้ต้น ฉันจำได้ว่าหลังฤดูฝนเมล็ดของมันจะแทงยอดอ่อน แต่ไม่เคยมีต้นไหนรอดมายืนแข่งกับต้นแม่ได้แม้แต่ต้นเดียว

ฉันเงยหน้ามองต้นจามจุรีนึกถึงคำพูดของอังศุมาลิน “ต้นแม่ของมันกำจัดลูกของตัวมันเอง แต่มันคงไม่ได้ตั้งใจหรอกนะเจ๋ง ต้นไม้ต้องการแสงแต่พอแม่ปกป้องลูกมากเกินไปไม่ให้เจอแสงบ้าง ลูกก็เลยไม่รอดเลยสักต้นเดียว” เธอว่าแล้วหัวเราะคิกคักกับคมความคิดใหม่ที่ผุดขึ้นมา

ภาพของอังศุมาลินทำให้ขมับของฉันเต้นตุ๊บ ฉันกัดริมฝีปากแน่น อังศุมาลินตายได้อย่างไร ซอกหลืบดำมืดเร่งความอยากรู้และขาของฉันให้ก้าวขึ้นบันไดไปสู่ห้องเรียนริมสุดบนชั้นสาม

บรรยากาศยามเที่ยงมีเสียงจ๊อกแจ๊กตามไล่หลังอยู่ข้างล่าง เสียงนั้นไกลออกไป และไกลออกไป บนตึก

เรียนเงียบเชียบ ไม่มีเด็กนักเรียนคนไหนขึ้นมาวิ่งเล่น ก็มันโรงเรียนมัธยมนี่นะ ฉันจะเอาอะไรกับวัยรุ่นพวกนี้กันเล่า เด็กผู้หญิงไม่แต่งหน้ามาเรียนก็บุญโข นี่ฉันคิดฝันว่าจะได้เห็นเด็กอายุเกิน ๑๒ เล่นตี่จับหรือเล่นเตยกับเสาหน้าระเบียงอยู่ในอาคารอย่างนั้นหรือ

ฉันขันความคิดไร้เดียงสาของตัวเองแล้วสืบเท้าขึ้นบันไดไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

พลันเวลาบนตึกเรียนก็ถอยหลังกลับ ภาพเมื่อ ๑๕ ปีก่อนฉายเข้ามาเหมือนช็อตหนังสั้นๆ อดคิดไม่ได้ว่าสายตาของผู้ใหญ่เวลามองพวกเราก็คงไม่ต่างจากฉันที่มองเห็นเด็ก “สมัยนี้” ของเวลานี้เหมือนกัน เราต่างมี “เด็กสมัยนี้” เป็นของตัวเองสินะ ฉันคิดอย่างขำๆ

เท้าชะงัก หูเงี่ยฟัง เสียงสีซอแล้วหยุดเป็นห้วงๆ ไม่มีท่วงทำนองที่ใกล้เคียงกับคำว่าเพลง มันน่าจะเป็นการตั้งสายซอมากกว่าที่จะเป็นการฝึกสีของมือใหม่ ฉันเดินขึ้นบันไดช่วงสุดท้าย หัวใจเต้น ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น กบสอนดนตรีใช่ไหม ฉันเดาว่านั่นคือเสียงซอของเขา และเมื่อโผล่หน้าเข้าไปในห้องริมสุดทางเดิน ฉันก็เห็นชายผู้หนึ่ง ผิวขาว จมูกเป็นสัน ทว่าผอมจนกระดูกมือโปน กำลังนั่งตั้งสายซออยู่ในห้องนั้นจริงๆ

“กบ…” ฉันเรียกชื่อเขา

เจ้าของชื่อหันมา

ภาพสมัยมัธยมสว่างวาบขึ้นมาซ้อนทับ ราวกลับเวลาได้พาฉันเดินย้อนไปสู่อดีตแล้ว

 

สมัยนั้น เห็นกันชัดๆ ว่ากบนั้นหล่อมากถ้าเขาจะเลือกเป็นผู้ชาย และก็สูงมากพอถ้าเขาจะเลือกเป็นนักกีฬา ซึ่งกบเลือกอย่างหลังและจัดว่ามีพรสวรรค์อย่างมาก

เขาทำได้ดีทั้งบาส วอลเล่ย์บอลและการวิ่ง จริงๆ แล้วเขาควรจะเลือกเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลเพราะเป็นแหล่งรวมคนประเภทเดียวกัน แต่กบกับเลือกเป็นนักบาสที่ทั้งสนามมีแต่ชายแท้

“เรื่องอะไรจะไปอยู่กับตุ๊ดด้วยกันให้โง่ล่ะ” เขาบอกฉันกับอังศุมาลิน

“โง่ยังไง” ฉันจำได้ว่าถาม

“ไอ้เจ๋ง… แกนี่มันซื่อบื้อ ไม่สมกับเป็นเด็กกรุงเทพสักกะติ๊ด….เดียว”เขาลากเสียงติ๊ดยืดยาว “แกไม่เห็นพี่ๆ นักบาสหรือไง พวกแกว่าฉันจะมีโอกาสคลุกคลี สีแขน สีขาพวกนั้นได้ตอนไหนล่ะ ดีไม่ดีเขาคงจะกอดฉันด้วยถ้าฉันโดดชู้ตสามคะแนนให้ทีมได้”

“แบบตอนเผลอนะเหรอ” อังศุมาลินถาม เธอไม่ได้ประชดหรอก แค่ถามเฉยๆ แต่กบสะบัดหน้าอย่างนึกหมั่นไส้

“เขาว่ากันว่าบางคนก็ไม่ค่อยรู้ความต้องการของตัวเอง ใครจะไปรู้ล่ะว่าพี่อาร์ตอาจจะเป็นชายเหนือชายก็ได้ ถ้าเขาได้ใกล้ชิดฉัน”

กบสาธยายแผนและเอ่ยถึงรุ่นพี่ชั้นมอสาม ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวมัธยมต้นทั้งโรงเรียน  ฉันก็เกือบจะเชื่อเขาอยู่เหมือนกัน แต่ความมุ่งมั่นในสนามทำให้ฉันคิดว่าเขารักกีฬาบาส และอายเกินกว่าจะยอมรับเรื่องนั้น

กบถนัดแสดงออกแบบคนขวางโลก ต่อต้านทุกอย่างโดยเฉพาะพ่อแม่ เขาจาดจ้านขึ้นทุกปีการศึกษา แต่จนแล้วจนรอดพ่อของกบก็ไม่เคยด่าว่า ขัดเคืองใจ หรือแสดงออกอย่างเป็นทางการว่าทุกข์ร้อนเรื่องที่เขาเป็นกะเทย

อังศุมาลินเคยบอกฉันว่า จริงๆ แล้วกบอาจจะไม่ใช่กระเทยจริงๆ ก็ได้ ที่กบเป็นแบบนี้เพราะกบต้องการจะแก้แค้นพ่อ ทำนองว่าเขาอยากจะทำให้พ่อเสียใจเพราะเขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ในตอนนั้นฉันเองไม่เชื่อสิ่งที่อังศุมาลินพูดนัก มันจะเป็นไปได้หรือที่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ยอมลงทุนเป็นกะเทยเพื่อประชดพ่อ แต่อังศุมาลินก็ย่นจมูกแล้วบอกว่า “เสือใบไง เจ๋งไม่รู้จักเหรอ”

“เกย์น่ะเหรอ”

“ไม่ใช่… เกย์น่ะยังไงก็ชอบผู้ชายไม่ใช่เหรอ แบบนี้คืออะไรก็ได้ เพศไหนก็ได้ เพียงแต่กบเลือกที่จะทำตุ้งติ้งเพื่อทำให้พ่อโกรธเท่านั้นเอง เจ๋งไม่สังเกตหรือไง เวลาที่กบนั่งเฉยๆ หรืออยู่ในสนามบาส กบก็ดูเหมือนผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง”

ฉันพยักหน้ารับ บอกไม่ถูกว่าเห็นด้วยหรือเปล่า และเรื่องนี้เราก็ไม่เคยวิภาควิจารณ์กบออกไปตรงๆ อังศุมาลินได้แต่เพียงกระซิบกระซาบ เพราะในความคิดเด็กที่ได้รับการเอาใจใส่อย่างทะนุถนอมแบบอังศุมาลินนั้น การประชดประชันพ่อแม่เป็นเรื่องไม่สมควรและเป็นการก่อกรรมทำเข็ญประเภทหนึ่ง

ตอนนั้นที่ฉันไม่เชื่ออังศุมาลินเสียทีเดียว เพราะฉันไม่เข้าใจกบว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม แต่ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้ว น้าพุดซ้อนก็น่าโมโหเหมือนพ่อกบนั่นแหละ

ทำเป็นยอมรับทุกอย่างอยู่ได้ จนฉันคิดร้ายๆ อยากจะให้หล่อนทำตัวร้ายกาจออกมาบ้าง แต่หล่อนก็ทำให้ฉันรู้สึกเสมอว่าฉันบ้าไปคนเดียว

กบอยากจะแก้แค้นพ่อก็คงเหมือนที่ฉันอยากจะทำอยู่ในต่อนี้ เพียงแต่ฉันไม่กล้าหาญพอที่จะทำประชดประชัน หรือแสร้งทำเลวและร้ายกาจเหมือนที่กบกล้าทำ

ถึงแม้ความพยายามท้าทายพ่อของกบจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่กบก็ประสบคววามสำเร็จดีในฐานะนักกีฬาบาสเกตบอลชายระดับมัธยมต้น

ในสนามโรงเรียนเรานั้นชายแท้อย่างพี่อาร์ตเป็นดาวเด่น พี่ท๊อป พี่เดโม่และพี่ผาเป็นดาวรองๆ ลงมา แต่ถ้าในสนามของกีฬาจังหวัดกบจะเป็นที่จับจ้อง เขาดูเหมือนดาราตัวท๊อปจากค่ายหยางมี และดูเท่มากขึ้นไปอีกในฉากบนสนามที่เขาใช้ลูกสูตรส่งย้อนออกจากหัวกะโหลกออกไปให้พี่อาร์ต พี่อาร์ตรับแล้วเลี้ยงหลบคู่แข่งส่งย้อนคืนให้กบที่วิ่งโฉบตามออกมา จากนั้นกบจะเลี้ยงลูกบอลตัดเข้าตรงกึ่งกลางระหว่างปีกกับการ์ดของฝ่ายตรงข้าม เมื่อหลอกล่อดึงให้การ์ดคู่ต่อสู้ขึ้นมาป้องกันจนด้านหลังว่างแล้ว จังหวะเดียวกันนั้นพี่อาร์ตจะวิ่งตัดหลังเข้าหาที่ว่างรับลูกบอลที่กบส่งให้  แล้วกระโดดชูตลงห่วงทันที

ถ้าพลาด กบและพี่ผาซึ่งจะวิ่งตัดเข้าในเขต ๓ วินาที  จะคอยรองบอลที่กระดอนจากแป้น แล้วกระโดดลอยสูงชู้ตซ้ำไปอีกรอบ วินาทีที่ลูกมุดลงห่วงทำเอาสาวๆ ข้างสนามกรี๊ดจนตาลาย ยิ่งวินาทีต่อมาที่พวกเขาแตะมือกับเพื่อนร่วมทีมแล้ววิ่งกลับไปตั้งรับนั้น ช่างเหมือนฉากที่หลุดออกมาจากซีรีย์กีฬาสักเรื่องหนึ่ง

ฉันไม่แน่ใจว่ากีฬาบาสไม่เปิดโอกาสให้เขาร้องกรี๊ดเหมือนสาวๆ หัวเกรียนนักวอลเล่ย์บอล หรือว่าลูกบาสเกตบอลมันเข้าควบคุมวิญญาณของเขาหรือเป็นไปตามที่อังศุมาลินสันนิษฐานกันแน่ ตลอดเวลาในสนามกบจึงรักษาภาพมาดแมนได้จนถึงนาทีสุดท้าย และไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ก็มักจะมีแมงเม่า “แรดๆ” ตามนิยามของกบ ส่งเพื่อนหรือถ้ากล้าหน่อยก็เข้ามาขอเบอร์โทรพร้อมกลุ่มเพื่อนกับกบด้วยตัวเอง

เมื่อเหยื่อติดกับ ถ้าเขาเมตตาเขาก็จะปฏิเสธไปเรียบๆ แต่ถ้าเขานึกขวางหูขวางตาเพราะหล่อนๆ พวกนั้นมีกริยาก๋ากั่นเกินงาม เขาจะเชิดหน้าพูดออกไปว่า

“เป็นผู้หญิงประเภทไหน คิดว่าผู้ชายเค้าจะอยากได้คนประเภทวิ่งแร่เข้ามาหาก่อนหรือไงเธอ” ก่อนสะบัดหน้าเดินเชิดกลับเข้ากลุ่มนักกีฬาชายร่างสูง ฉันยังจำท่านั่งไขว่ห้างของเขาบนม้านั่งตัวยาว เอนหลังพิงกำแพงอัฒจรรย์ทางด้านหลัง สายตาไม่ยี่หระมองปราดกลุ่มสาวๆ ที่ยังละล้าละลังอยู่ด้วยไฟแค้นที่เขาก่อขึ้น

เขาไม่หลบตาพวกหล่อน ไม่มีท่าทีคุกคาม แต่ความไม่ใส่ใจทำให้เขาเหมือนซาตานผู้รู้พลังอำนาจของตัวเองที่เหยียดตามองเถ้าธุลีบนพื้นพิภพ ไม่มีใครทานทนสายตานั้นได้นานนัก ในที่สุดก็ล่าถอยออกไปเอง

บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาจงใจขุดหลุมล่อ เพื่อสนุกบนความยับเยินของคนอื่นหรือเปล่า

อย่างไรฉันก็ไม่กล้าฟันธงในเรื่องนี้ กบนั้นมีทั้งความอ่อนโยน อารมณ์อันซับซ้อนรวมถึงความร้ายกาจที่ ปนเปกันอยู่ในตัวของเขาด้วย

และวันนี้ฉันต้องเตือนตัวเองและสาบานว่า ถ้าเขาเดินมาหาฉันด้วยท่าทางมาดแมน ฉันจะไม่เผลอใจให้เขาอีกเด็ดขาด

แต่ให้ตายเถอะ ฉันกระพริบตาถี่เพื่อให้แน่ใจว่าภาพตรงหน้าจะไม่หายวับไป เขาหล่อไม่เปลี่ยน อาจจะผอมไปนิด แต่ตอนนี้เขาสูงกว่าฉันไปแล้ว

“เจ๋ง มาถึงแล้วเหรอ” เขาร้อง ตาเป็นประกาย มองฉันหัวจรดเท้า

กบเอาซอที่ฉันไม่แน่ใจว่าตั้งสายเสร็จหรือยังไปวางบนขาตั้งไม้แล้วก้าวมาหา ฉันอยากจะเขกกะโหลกตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน กบก็ทำให้ฉันประทับใจได้จนใจสั่น

“เจ๋งดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะ” เขาว่า

“กบเองก็เหมือนกัน แต่ผอมลงไปเยอะนะ” ฉันจ้องมองเขา สายตาของความคิดถึงตรึงเราสองคนเอาไว้ครู่หนึ่ง เราไม่ได้โผเข้าหากันอย่างที่เคยชอบทำในวัยเด็ก แต่รวบมือกันและกันเอาไว้หลวมๆ

“ไม่ได้เจอกันกี่ปีแล้วเรา” กบว่าพลางเขย่ามือที่กุมมือของฉันอยู่

“ตั้งแต่จบมอสามไปกี่ปีแล้วล่ะ” ฉันว่า

“นั่นสิ นานมาก…” เขาลากเสียงแล้วหัวเราะ

“แล้วกินอะไรมาหรือยัง”

“ยัง กบล่ะ”

“ยังเหมือนกัน ฉันรอแกอยู่”

“กินที่ไหนดี” ฉันถามเรื่อยๆ ทั้งที่ใจเต้นด้วยความยินดี ฉันอยากจะกระโดดกอดเขา แต่ก็รู้สึกไม่ไว้ใจว่าจะเป็นฉันคนเดียวหรือเปล่า ที่อยากย้อนไปเป็นเพื่อนสนิทกับเขาอีกครั้งหนึ่ง

บางทีเขาอาจจะระแวดระวังความสัมพันธ์ครั้งนี้อยู่ก็ได้ ก็ฉันเองไม่ใช่หรือที่เดินรุดหน้าชนิดไม่เคยเหลียวหลังกลับมามอง ความตายของอังศุมาลินก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ฉันเป็นเพื่อนที่แสนจะไม่เอาไหน จริงๆ

“ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้หวีไหมแก เดี๋ยวนี้เปิดเป็นร้านใหญ่โตอยู่หน้าโรงเรียน เจ้หวียังถามถึงแกอยู่เลย”

“เจ้หวีจำฉันได้ด้วยเหรอ” ฉันนึกแปลกใจ กบเบ้ปาก ค้อนควับ

“พวกผิดเพี้ยนอย่างเรา แล้วผู้หญิงตัวสูงอย่างกับเปรตอย่างแก ใครจะจำไม่ได้” เขาว่า ยกมือทำท่าทัดหูทั้งๆ ที่ตัดผมรองทรงสูง ฉันรู้สึกสมเพชตัวเองขึ้นมานิดๆ ถ้าเขารู้ความจริงว่าตัวเขาเป็นรักแรกพบของฉัน กบจะผะอืดผะอมแค่ไหนนะ

ถ้าไม่อาเจียนสามวันสามคืน เขาก็คงแขยงจนต้องหาน้ำมนต์เก้าวัดมาอาบแน่ๆ

เราพากันเดินออกไปยังร้านขายก๋วยเตี๋ยวตรงข้ามโรงเรียน จากเพิงเล็กๆ สมัยเรียนมัธยมบัดนี้หน้าโรงเรียนเต็มไปด้วยอาคารพานิชสี่ชั้นเรียงตัวเป็นแนวยาวริมฝั่งถนน ร้านขายก๋วยเตี๋ยวสมัยเด็กมีชื่อร้านขึ้นหราว่า ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้หวี (เจ้าเก่าไม่มีสาขา)’ คนเริ่มทยอยเข้ามาจอดรถหน้าร้าน ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยง แต่ก็ยังมีที่ว่างเหลืออยู่หลายที่ กบลากฉันไปที่ซุ้มลวกก๋วยเตี๋ยวซึ่งหญิงร่างใหญ่คนหนึ่งสวมหมวกสีขาว แต่งตัวสะอาดสะอ้านทาปากแดงเลือดนกยืนอยู่

“เจ้ จำได้ไหมว่าใคร”

เจ้หวีเขม่นมองลอดแว่นสายตายาว แล้วร้องอ๋อเสียงดังลั่นพลางชี้มือมาที่ใบหน้าฉัน

“เจ้า…ๆ …ๆ  อะไรนะเรา เจ้จำได้อยู่แก๊งเดียวกับอินังกบนี่แหละ เจน..ใช่ไหม เอะ! อะไรนะ”

“เจ๋ง เจ้ ไอ้เจ๋ง” กบเฉลยหัวเราะร่วน หันมาบอกว่า “เห็นไหมล่ะ เจ้หวีจำได้” กบหันมาพยักเพยิดสะบัดข้อมือรัวๆ

“เจ้จำพวกเราได้ทุกคนเลย” ฉันเกือบจะซาบซึ้ง ถ้าเจ้หวีไม่กรีดปาก พูดประโยคต่อมา

“ว่าแต่เราเถอะทำอะไรอยู่ มีแฟนหรือยัง ผู้ชายหรือผู้หญิง”

“เปิดแชลแนลทางยูทูปกับเพื่อน” ฉันเลือกตอบแค่คำถามแรก

“อ้อ… แบบลีน่า จัง น่ะเหรอ” เจ้หวีถาม ฉันหัวเราะพรืด

“คล้ายๆ แบบนั้นนั่นแหละเจ้”

“ว่าแต่ว่า เสียดายแม่อังศุมาลินนะ ไม่น่าเล้ย…” เจ้หวีตีหน้าเศร้า กำลังจะอ้าปากพูดต่อแต่กบตัดบทด้วยการสั่งก๋วยเตี๋ยวเรือเส้นหมี่ ๒ ชามแล้วลากฉันให้ตรงไปนั่งที่โต๊ะมุมด้านในของร้าน ปล่อยเจ้หวีอ้าปากค้างเอาไว้แค่นั้น

“มีอะไร” ฉันถาม เขาเบะปาก กริยาแทรกจริตมากขึ้นกว่าสมัยเรียนจนฉันแน่ใจว่า ต่อให้เมาหัวทิ่มฉันคงจะไม่มีทางเผลอใจให้เขาเหมือนตอนเป็นเด็กสาวอ่อนไหวง่ายเมื่อหลายปีก่อนแน่ๆ

“แกจะเริ่มนินทาอีกแล้วล่ะสิ เจ้หวีแก่ยังไงก็ยังเหมือนเดิม ขี้นินทา” กบสะบัดเสียง มองเคืองๆ ไปยังคนที่เขาพูดถึง

“นินทาใคร”

“ก็นินทาอังน่ะสิ”

“ยังไง เล่ามา เล่ามาให้หมดเลยนะ”

“ตรงนี้เลยเหรอ” กบลังเล เหลือบตามองซ้ายขวา

“ใช่ ตรงนี้” ความอดทนของฉันหมดลงไปแล้ว ฉันอยากรู้เรื่องอังศุมาลิน อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

ถ้ากบยังขืนเรื่องมากบ่ายเบี่ยงอยู่อีกละก็ ฉันจะหักคอเขากินแทนลูกชิ้นซะเดียวนี้เลย

 



Don`t copy text!