จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 9 : อาเพศกำสรวล

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 9 : อาเพศกำสรวล

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

กบบอกกับฉันว่า

“อังหนีออกจากบ้านไปตอนขึ้นชั้น ม.๔ มารู้ข่าวเรื่องอังอีกทีก็ตอนที่มีไฟไหม้ที่กรุงเทพ ตอนนั้นพวกเราเรียนอยู่ชั้น ม.๖ แต่ที่นั่นน่ะมันเป็นซ่อง และอังก็ตายอยู่ในนั้น…”

“ฮะ!..” สมองของฉันเหมือนหยุดทำงานไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง กบพยักหน้าย้ำว่าสิ่งที่ฉันได้ยินนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ หูฉันไม่ได้ฝาด หรือสมองแปลความหมายผิด

“เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

“ทำไม”

“ไม่มีใครรู้อะไรเลยเจ๋ง สิบกว่าปีแล้วแต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลย”

 

อังศุมาลินเป็นคนสวยชนิดที่ทุกคนยอมรับ เธอเคยได้รับคัดเลือกให้เป็นดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่ง และทำหน้าที่นั้นได้น่าประทับใจ ส่วนฉันก็อยู่วงโยธวาทิตด้วยเหมือนกัน แต่ได้รับการวางตำแหน่งอยู่แถวหลัง ด้วยการรับหน้าที่เป่าทรอมโบน ซึ่งกบสรรเสริญว่า ฉันช่างเลือกเครื่องดนตรีได้เหมาะกับรูปร่างก้านยาวของตัวเอง

ทุกๆ วัน อังศุมาลินมักจะป้วนเปี้ยนใกล้ตัวฉัน คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฉันเองก็ชอบอังศุมาลินมาก เธอมีทั้งความอบอุ่นและแรงดึงดูด อังศุมาลินมักจะบอกฉันเสมอว่าเจ๋งเป็นคนแปลก ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอหมายถึงอะไร และตัวเองแปลกอย่างไร ฉันเคยถามอังศุมาลินครั้งหนึ่ง เธออมยิ้ม เอียงคอมองแล้วบอกว่า

“ทำไมถึงไม่คิดว่าตัวเองแปลกล่ะ เจ๋งไม่รู้จริงๆ เหรอว่า เจ๋งไม่เหมือนคนอื่น” อังศุมาลินหัวเราะเสียงใส ฉันส่ายหัวมองใบหน้าขี้เล่นหยั่งดูว่าเธอพูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่

“ก็เพราะเจ๋งแปลกจริงๆ น่ะสิ ไม่ใช่การพยายามจะแปลก ไม่ต้องถามหรอกว่ายังไง ก็ส่องกระจกแล้วมองตัวเอง สิ่งที่เจ๋งเป็นอยู่นี่แหละที่มันแปลก”

“ไม่เห็นจะแปลกเลย เราก็ธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ นี่แหละ” ฉันจำได้ว่าตัวเองรู้สึกหงุดหงิด และแน่ใจว่าฉันเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้ดีเด่แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ ถ้าอังศุมาลินจะหมายถึง ฉันไม่เคยเข้าห้องปกครอง ไม่เคยเรียกร้องความสนใจด้วยการพยามเป็นสก๊อย ไม่เคยภูมิใจในความสูงของตัวเอง และไม่เคยยอมทำอะไรๆ หน้าเสาธงหรือบนเวทีโรงเรียนเป็นความแปลกละก็ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากเด่นดังหรือเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน แต่ฉันไม่สามารถควบคุมลูกสะบ้าหัวเข่าให้ทรงตัวอยู่บนเวทีได้ก็เท่านั้น

ดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งอย่างอังศุมาลินคงจะเห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะว่ากันตามภาพ อังศุมาลินเป็นคนขี้อาย เพื่อนน้อย ปรับตัวยาก แต่ถ้าเรื่องแสดงออกในทางที่ดีละก็ เธอสามารถทำได้ไม่แพ้ใครทีเดียว

นั่นคืออังศุมาลินของพวกเรา และเรื่องพวกนั้นคือส่วนหนึ่งในหน่วยความทรงจำระยะยาว ที่ฉันไม่มีวันลืมเลือน

ก่อนหน้านั้นบางอย่างอาจจมหายไปกับคลื่นความทรงจำอื่นๆ แต่เมื่อเท้าของฉันกลับมาสัมผัสสถานที่เดิมๆ ความทรงจำจากซอกหลืบเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมาเหมือนเชื้อเห็ดโดนละอองฝน

 

“มะ..ไม่จริง” ฉันว่า กบกระพริบตาถี่ ตอนนั้นเองที่เจ้หวีผละจากหน้าเตาเข้ามาส่งอาหาร หล่อนมาด้วยตัวเองแทนที่จะใช้เด็ก อาการสอดรู้ของเจ้หวีทำเอากบนั่งคอแข็ง เมื่อเจ้หวีวางจานลง กบก็ทำราวเป็นรออาหารด้วยความหิวโหย เขาลงมือกินโดยไม่ยอมเอ่ยเรื่องอื่นขึ้นมาอีก

ส่วนฉันทำตัวโง่เง่าว่านั้นมาก เอามือสางผมอย่างไม่รู้จะสางทำไม หัวก็คิดแต่เรื่องเดิมๆ วนไปวนมา

“มันอาจจะเป็นเพราะฉันก็ได้” ในที่สุดฉันก็พูดขึ้น หลังจากเจ้หวีผละไปแล้ว

“ทำไมแกคิดอย่างนั้นล่ะ” กบเงยหน้ามาจากจานก๋วยเตี๋ยว แล้วเลื่อนถ้วยของฉันมาตรงหน้า ทำนองว่ากินเสียทีสิ

“ก่อนไปกรุงเทพ อังนัดฉันมาที่โรงเรียน แต่ฉันมาไม่ได้” ฉันว่า

กบนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วว่า “ไม่ใช่หรอกน่า เรื่องแกมันแค่นี้เอง” เขายกมือจิกปลายนิ้วให้รู้ว่ามันเรื่องนี้มันขี้ปะติ๋ว ไม่ได้มีสาระอะไรมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งหนีออกจากบ้านได้เลย

“แต่ฉันสงสัยนี่ กบไม่สงสัยหรือไง คนอย่างอังจะหนีออกจากบ้านไปทำไม”

กบนิ่ง ในที่สุดเขาก็พูดขึ้นมาอย่างพื้นๆ เหมือนคำอธิบายโดยทั่วไปของคนที่คิดฆ่าตัวตาย ว่ามันคงมีหลายเรื่องประดังเข้ามาในชีวิต ไม่ได้เกิดจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันดูห่างเหินจนหมือนเขากำลังพูดเรื่องของคนอื่น

แน่นอนว่าฉันต่อว่าเขาออกไป กบมีสีหน้ารำคาญที่ฉันไม่ปล่อยวางเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ๑๓ ปีเสียที แต่เขาก็ควรต้องเห็นใจคนที่เพิ่งรู้ข่าวนี้อย่างฉันบ้าง

“แล้วแกจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บให้ได้อะไรขึ้นมา”

“ฉันไม่ได้..”

“แกทำ.. ตอนนี้แกกำลังทำ”

“กบ… ฉันรู้ว่ามันผ่านมานานมากแล้ว แต่นั่นมันสำหรับแก แต่ฉันเพิ่งรู้เมื่อสองสามนาทีก่อนนี้ แกจะให้ฉันทำยังไง” ฉันขอความเห็นใจ กบทิ้งตะเกียบ กอดอก ผ่อนลมหายใจแรง

“แล้วแกล่ะ..จะให้ฉันทำยังไง” เขาย้อน น้ำเสียงอ่อนโยนลง ซึ่งเข้าทางฉันเข้าพอดี

“ฉันอยากจะให้แกช่วยพาฉันไปบ้านอังศุมาลิน” ฉันตอบอย่างหนักแน่น กบอ้าปากค้าง

แน่นอนว่าเขาถามว่าฉันจะไปทำไม จริงๆ แล้วฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ได้แต่แก้ตัวถูๆ ไถๆ ไปว่า ฉันอยากจะไปเยี่ยมครอบครัวของเพื่อนเก่า มันคงคล้ายๆ คำพูดที่ว่า เวลาเรารักใครสักคน ถ้าไม่เห็นหน้าเห็นหลังคาบ้านก็ยังดี

ฉันไม่รู้ว่ามันจะใช้ในกรณีนี้ได้หรือเปล่า แต่ฉันก็ไม่มีอะไรให้ทำมากไปกว่านี้อีกแล้ว

กบไม่คัดค้านแต่ดูออกว่าเขาไม่เต็มใจ แต่เขาก็รับปากว่าจะไปรับฉันที่บ้านและพาไปเยี่ยมแม่ของอังศุมาลินในวันพรุ่งนี้

“ไม่ทำงานเหรอ พรุ่งนี้มันวันศุกร์นี่นา”

“วันมาฆบูชา แกไม่รู้หรือไง” กบพูดน้ำเสียงเกือบจะดูถูก แต่ยั้งๆ เอาไว้ก่อน

ฉันทำเป็นรู้ไม่ทันสีหน้านั่น ทั้งๆ ที่แค่เสียงลมหายใจเขา ฉันก็เห็นเข้าไปถึงปอด เวลาที่ห่างกันถึง ๑๕ ปี ไม่น่าเชื่อว่ากบยังทำให้ฉันรู้สึกแบบเดิม ไม่ต้องปั้นหน้า ไม่ต้องระมัดระวังคำพูด เขามีคุณสมบัติในการดึงธาตุแท้ของฉันออกมาวางแผ่ ส่วนตัวฉันนั้นก็คงมีคุณสมบัติที่ไม่ต่างกันนัก เวลาไม่เต็มหนึ่งชั่วโมงที่เรานั่งอยู่ด้วยกัน ฉันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาต่อกันจนติด กบเสียเวลาทำซึ้งแค่ห้านาทีแรก หลังจากนั้นน่ะหรือ ฉันรู้สึกเหมือนวัยกลับ เหมือนได้ย้อนไปเป็นเด็กมัธยมเลยทีเดียว

 



Don`t copy text!