นายหายนะ บทที่ 1 : เฉียด

นายหายนะ บทที่ 1 : เฉียด

โดย : น้ำน่าน

เตรียมพบกับ #นายหายนะ ของ #น้ำน่าน ฉบับรวมเล่ม ทั้งในรูปแบบหนังสือและอีบุ๊ก #พร้อมตอนพิเศษที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนได้ที่บูธ CC 05 ของ GROOVE PUBLISHING ในงานมหกรรมหนังสือฯ ระหว่าง 30 กันยายน ถึง 11 ตุลาคม 63 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของทาง GROOVE 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ ที่แฟนเพจ GROOVE PUBLISHING

***************************

– 1 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เสร็จยังวะธีร์”

น้ำเสียงเร่งเร้าแกมหงุดหงิดของเพื่อนหนุ่มหน้าเข้ม ทำให้ธีร์รีบวางกุญแจห้องลงบนเคาน์เตอร์ทันใด อาศัยจังหวะที่พนักงานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มก้มหน้าก้มตาจัดการเรื่องใบเสร็จให้เขา เม้มริมฝีปากสีแดงจัดเข้าหากัน ชายหนุ่มสูดอากาศเข้าปอดเต็มกำลัง หวังจะให้ออกซิเจนช่วยคลายระดับความไม่พอใจที่กำลังตีตื้นขึ้นมาเป็นระลอก

ให้ตายเถอะไอ้มิ่ง ทำไมมึงเสียมารยาทแบบนี้วะ

“เร่งหน่อยไม่ได้หรือไง นี่จะสี่โมงแล้วนะ” มิ่งมงคลดันสมาร์ทโฟนที่หยิบขึ้นมาดูเวลาลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนตัวหนา ยังไม่รู้ตัวว่าคำพูดของเขา ทำให้ธีร์ไม่พอใจ “จากน่านไปเชียงรายไม่ใช่ใกล้ ๆ หนาวก็หนาว ทางก็ไม่ค่อยดี รู้อยู่ เดินทางกลางคืนมันอันตราย โอ้เอ้อยู่ได้ เมื่อไหร่จะถึง”

ได้รับใบเสร็จปั๊บ ธีร์หันขวับไปตีหน้ายักษ์ใส่เพื่อนทันควัน “จะรีบอะไรนักหนาวะ มึงก็เห็นว่ากูเช็คเอาท์อยู่”

หน้าตาที่บ่งชัดว่าเซ็งจนถึงจุดสุดขีดของธีร์ ทำให้มิ่งมงคลเริ่มรู้ตัวว่าชักจะพูดมากเกินไป หนุ่มหน้าเข้มในชุดนักบิดเต็มยศ รีบขยับฝีเท้าเข้าตีคู่เพื่อนขายาวที่กำลังเดินลิ่วไม่เหลียวหลังไปยังลานจอดรถ บอกเสียงอ่อย “ก็กูกลัวว่ามันจะถึงดึกอ่ะ”

“มึงจะกลัวทำไม ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ดึก” ธีร์ยังไม่หายหงุดหงิดที่ถูกมิ่งมงคลเร่ง เมื่อเดินไปถึงบิ๊กไบค์คันงามที่จอดนิ่งอยู่ที่ลานจอดรถ ก็หันมาบ่นใส่เพื่อนอีกชุดใหญ่ “กูไม่เข้าใจ ค่าโรงแรมก็จ่ายไปแล้ว นอนต่อที่นี่อีกคืน พรุ่งนี้ออกแต่เช้าก็ได้ จะรีบกลับไปทำไมวะมิ่ง”

“เออน่า เงินแค่ไม่กี่บาทเอง อย่าขี้เหนียว” มิ่งมงคลตอบไม่ตรงคำถาม

“กูไม่ได้เสียดายค่าโรงแรมโว้ย มึงเข้าใจไหมมิ่ง กูเหนื่อย”

“เอาน่า อย่าบ่น มึงไม่ได้ขับสักหน่อย” มิ่งมงคลสตาร์ทเครื่องยนต์บิ๊กไบค์เสียงดังกระหึ่ม

“บอกตัวเองไว้ไอ้มิ่ง มึงติดหนี้บุญคุณกูอยู่ อย่าให้ต้องได้ย้ำบ่อย ๆ” ธีร์กระทุ้งนิ่ม ๆ

“โอเค ๆ กูขอโทษครับ” มิ่งมงคลส่งยิ้มประจบให้ธีร์ นึกไปถึงเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนชวนเพื่อน ๆ ในกลุ่มมาช่วยเขาลงพื้นที่เก็บข้อมูลทำสารนิพนธ์ที่จังหวัดน่าน ทั้งดวงเกษม จงรัตน์ แม้แต่เกวลินแฟนสาวของเขา ทุกคนต่างอ้างติดงาน ออกตัวปฏิเสธกันหมด เขาเหนื่อยใจ ชวนใครก็ไม่ยอมมา

จะมีก็แต่ธีร์นี่แหละที่มีน้ำใจ เสนอตัวมาช่วย

คำขอโทษของเพื่อนปากไว ทำให้ธีร์อารมณ์ดีขึ้นมาบ้างนิดหน่อย เกรงว่าจะเสียเวลาไปกันใหญ่ หนุ่มหน้าใสจึงหยิบแว่นตาดำขึ้นมาสวม ยื่นมือไปรับหมวกกันน็อกที่มิ่งมงคลยื่นให้ แล้วก้าวขายัดร่างใหญ่ไหล่หนาของตัวเองลงไปตรงที่นั่งด้านหลังคนขับ

“เนี่ยมึงเห็นไหม บอกให้เอารถยนต์กูมาก็ไม่เชื่อ รถบ้าอะไรวะ ราคาก็ตั้งแพง นั่งได้นิดเดียว” ยังไม่ทันได้ใส่หมวกกันน็อก ธีร์ก็บ่นอีก “กูจะบ้าตาย ผู้ชายตัวโตยังกะยักษ์สองคน ต้องมานั่งเบียดเสียดสีกันอย่างชนิดไข่เกยตูดบนรถมอเตอร์ไซค์ เฮ้อ…นี่กูมาทำอะไรวะเนี่ย”

“หยุดเลยนะไอ้ธีร์ นี่ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ธรรมดาโว้ย แต่มันคือบิ๊กไบค์ ดูปากกู นี่คือบิ๊กไบค์ จะพูดจะจาอะไรให้เกียรติชุดที่กูใส่บ้าง แต่งเต็มมาซะขนาดนี้ แหม…” มิ่งมงคลไม่ได้ใส่ใจประเด็นหนุ่มวายไข่เกยตูดที่ธีร์บ่นแม้แต่น้อย ของเล่นชิ้นใหม่ของเขาคันนี้ ราคาตั้งเกือบครึ่งล้านเชียวนะ แพงเกินกว่าจะให้ใครมาหยามได้

“มึงรู้ไหม กว่ากูจะเก็บเงินซื้อได้ ใช้เวลาร่วมสองปีเลยนะโว้ย” มิ่งมงคลบอกอย่างภาคภูมิใจ

“เท่าที่กูรู้ เงินแม่มึงไม่ใช่เหรอ”

“มันก็ใช่…” เจ้าของบิ๊กไบค์คันงามทำเสียงยาน “แต่ในนั้นก็มีเงินกูอยู่ด้วยนะ ตั้งห้า…”

“ห้าหมื่น” ธีร์ต่อให้

“เปล่า ห้าพัน” มิ่งมงคลหัวเราะกับมุกฝืดของตัวเอง “มึงอยากจะลองขับดูไหมล่ะ เผื่ออยากได้สักคัน”

“ไม่เอา มึงนั่นแหละขับ” ธีร์ตัดบท ท่าทางจริงจังขึ้นมาทีเดียว “กูถามจริง ๆ นะมิ่ง กว่าเราจะดั้นด้นมาถึงที่นี่ได้ ทั้งไกลทั้งเหนื่อย ที่สำคัญตอนนี้งานเก็บข้อมูลทำสารนิพนธ์ของมึงก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว นอนพักที่นี่ต่ออีกสักคืนก็ยังได้ ทำไมมึงต้องรีบกลับด้วยวะ”

มิ่งมงคลเงียบไปพักใหญ่ แล้วตัดสินใจบอกความจริง

“พรุ่งนี้วันเกิดลิน กูนัดกับเพื่อน ๆ ของเธอไว้ ตั้งใจจะไปเซอร์ไพรส์คืนนี้”

 

“จะกลับแล้วเหรอ”

ศิราร้องทักทันทีที่เห็นเพื่อนสาวตากลมโตเก็บเอกสารบนโต๊ะลงถุงผ้าใบใหญ่

“ใช่…” ปานแก้วตาพยักหน้า ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจให้คนที่นั่งตรงข้าม ยื่นมือเรียวยาวราวกับลำเทียนไปแตะปุ่มกดบนสมาร์ทโฟนดูเวลา แล้วหันไปสาละวนกับการยัดเอกสารกองโตลงในถุงผ้าต่อ “นี่ก็จะสี่โมงแล้ว หน้าหนาวค่ำเร็ว ขืนออกช้ากว่านี้ เห็นทีกว่าจะถึงคงดึก”

“กะว่าจะชวนแกไปกินข้าวเย็น ฉลองที่เราทั้งคู่ส่งหัวข้อสารนิพนธ์ผ่าน ไปไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม”

น้ำเสียงละห้อยเจือแววน้อยอกน้อยใจของเพื่อนหนุ่ม ทำให้ปานแก้วตาชะงักมือไปชั่วขณะ เธอกับศิราเรียนห้องเดียวกัน สนิทกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง จนถึงตอนนี้ จะเรียนจบแล้ว หญิงสาวเพิ่งรู้ว่า ศิราไม่ได้คิดกับเธอแค่เพื่อน ยิ่งในระยะหลังเพื่อนหนุ่มยิ่งรุกหนักจนลำบากใจ

ปานแก้วตายังไม่พร้อมที่จะมีใคร อย่างน้อยก็ในตอนนี้…

นับตั้งแต่พ่อเสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน แม่ของเธอก็เจ็บออดๆแอดๆมาโดยตลอด เคราะห์ซ้ำกรรมซัดหกเดือนให้หลัง แม่เป็นลมล้มในห้องน้ำ ศีรษะฟาดชักโครก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มานับแต่นั้น กลายเป็นคนไข้ติดเตียง ต้องการคนดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

พ่อตาย แม่ป่วย ‘ร้านน้ำเงี้ยวครูมวล’ ซึ่งเป็นกิจการร้านอาหารของครอบครัวที่เคยทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ และเป็นรายได้หลักจึงได้รับผลกระทบไปด้วย ถึงขนาดปองขวัญพี่สาวของเธอ ต้องตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมารับช่วงต่อ หวังกอบกู้สถานการณ์

จุดมุ่งหมายของปานแก้วตาในเวลานี้ ชัดเจนมาก นั่นคือเรียนให้จบ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่เทอมเดียวเท่านั้น ความฝันของเธอใกล้จะเป็นจริงแล้ว หญิงสาวตั้งใจไว้ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะกลับไปช่วยพี่สาวดูแลแม่เต็มเวลา และหางานทำที่เมืองน่านบ้านเกิด

“ไว้คราวหน้านะศิรา” ปานแก้วตาหันไปบอกเพื่อนหนุ่มอย่างถนอมน้ำใจ

ศิราตาฟังแล้วเป็นประกาย ดีใจที่คราวนี้หญิงสาวไม่ตัดรอนเหมือนเช่นทุกครั้ง สองปีมานี้ชายหนุ่มแสดงออกชัดเจนทั้งคำพูดและการกระทำว่าชอบปานแก้วตา ทว่าหญิงสาวกลับทำตีมึน เหมือนไม่รับรู้ และพยายาม ‘ผลัก’ เขาให้คงสถานะไว้ที่เพื่อนของเธอมาโดยตลอด

แต่ศิราไม่ท้อ เขาเจอคนที่ใช่แล้ว ไม่มีทางถอดใจเด็ดขาด

อันที่จริงเขาประทับใจปานแก้วตาตั้งแต่วันแรกที่ได้พบเธอเสียด้วยซ้ำ นับตั้งแต่ได้รู้จักกันในกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัย ยิงยาวมาจนถึงปัจจุบัน ศิราไม่เคยชายตามองหญิงสาวคนไหนอีกเลย เขาชอบทุกอย่างที่หลอมรวมกันเป็นปานแก้วตา

หญิงสาวผู้เดินทางมาจากเมืองน่าน เธอรูปร่างสมส่วน หน้าตาสวยหวานผุดผ่องติดตรึงใจ เสียงหัวเราะสดใส ดวงตากลมโตฉายแววสงสัยใคร่รู้ ในความรู้สึกของศิรา ปานแก้วตาคือผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์  เหนือสิ่งอื่นใด เธอเอาหัวใจของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

นับตั้งแต่บิดาของปานแก้วตาเสียชีวิต ความสดใสของเพื่อนสาวคนนี้ก็ลดหายลงไปด้วย ศิราเคยนึกเสียดายที่ดวงตากลมโตฉายแววซุกซนของเธอ ถูกแทนที่ด้วยที่ความกังวลครุ่นคิด และนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาอยากอยู่ใกล้ ๆ คอยช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้เธอ

“แกสัญญากับฉันแล้วนะ” ศิรารีบย้ำ ราวกับกลัวว่าหญิงสาวจะเปลี่ยนใจ “ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด”

“ฉันสัญญา” ปานแก้วตายิ้มให้ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาโทรหาพี่สาว

ศิราหัวเราะเมื่อเห็นเพื่อนสาวยื่นสมาร์ทโฟนออกไปไกลจนสุดแขน ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินเสียงบ่นของผู้หญิงที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นพี่สาวของปานแก้วตาลอยลมมาเข้าหู จับใจความได้ว่าคนปลายสายไม่อยากให้หญิงสาวกลับน่านในตอนนี้ และเสนอทางออกให้ปานแก้วตาเดินทางพรุ่งนี้เช้าแทน แต่เธอก็ยังยืนกรานที่จะกลับ

สุดท้ายเสียงที่ศิราได้ยินผ่านสมาร์ทโฟนคือ ‘ขับรถดี ๆ ละกัน’

ปานแก้วตายิ้มอย่างผู้ชนะ ลุกขึ้นบอกเพื่อนหนุ่ม “ฉันกลับก่อนนะศิรา แล้วเจอกัน”

“เดี๋ยวก่อนขิม…” ศิราตาเป็นประกาย เสนอตัวทันควัน “ให้ฉันไปส่งไหม”

“ขอบใจมากศิรา แต่ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้ สบายมาก”

 

ออกจากตัวเมืองน่านมาได้ราวสองชั่วโมงเศษ มิ่งมงคลบรรจงควบบิ๊กไบค์ฝ่าไอหมอกยามเย็นไปตามถนนคดเคี้ยวราวงูเลื้อยสายน่าน – พะเยาอย่างตั้งใจชนิดรวดเดียวไม่มีพัก จนมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตรอยต่อจังหวัดพะเยาจึงค่อยชะลอพาหนะคู่ใจจอดเทียบที่ร้านขายของชำข้างทาง

ธีร์เดินไปขอเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังของร้าน กลับออกมาไม่เห็นมิ่งมงคลจึงยืนบิดขี้เกียจรออยู่ที่ข้างรถบิ๊กไบค์ เพียงไม่นานเพื่อนหนุ่มหน้าเข้มก็เดินยิ้มเผล่ออกมาจากร้านขายของชำ พร้อมเครื่องดื่มในถุงพลาสติกสีใสเต็มไม้เต็มมือ ธีร์ทำหน้านิ่วเมื่อเห็นเพื่อนหยิบเครื่องดื่มกระป๋องสีเขียวออกมาอวด

“แก้หนาว” มิ่งมงคลรีบออกตัว

ธีร์ดักคอ “เออ อย่าลืมก็แล้วกันว่า กูฝากชีวิตไว้กับมึง”

“เออน่า เชื่อมือไอ้มิ่งเถอะ ระดับนี้แล้ว ไม่เมาหรอก” มิ่งมงคลยักไหล่ เปิดกระป๋องเบียร์เสียงดังซ่า ยกขึ้นจ่อริมฝีปาก ดื่มครั้งเดียวหมดไปครึ่งกระป๋อง หนำซ้ำยังมีน้ำใจเชื้อเชิญเพื่อนหนุ่มให้ร่วมวงดื่มด้วยกันอีกต่างหาก “เอาซักหน่อยไหม ฉลองงานเสร็จ”

“งานมึง ไม่ใช่งานกู” ธีร์แกล้งบอกหน้าตาย

“มันก็ใช่ ถึงได้บอกไง ถ้าไม่มีมึงงานนี้ไม่เสร็จแน่ ๆ มึงคือที่สุดของกูแล้วธีร์ กูเป็นหนี้บุญคุณมึง” มิ่งมงคลอวยเพื่อนออกนอกหน้า เปิดเบียร์กระป๋องใหม่ยื่นให้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไหนๆกูก็เป็นหนี้บุญคุณมึงแล้ว ขอต่อเวลาบุญออกไปอีกนิดได้ไหม กินเบียร์เป็นเพื่อนกูหน่อย อะ เปิดให้แล้ว”

“ไม่เอา กูไม่กิน” ธีร์ปฏิเสธ “เร็ว ๆ เข้าเถอะมิ่ง มึงต้องรีบกลับไปเซอร์ไพร์สวันเกิดลินไม่ใช่เหรอ”

“เออ ๆ ไปก็ไป แต่ขอจัดการกับสองกระป๋องนี้ก่อน เปิดแล้ว ไม่กินไม่ได้ เสียดายของ”

มิ่งมงคลไม่ใส่ใจที่ถูกธีร์ขัดจังหวะอารมณ์สุนทรีของตัวเอง ยังคงยืนพิงบิ๊กไบค์คู่ใจ ละเลียดจิบเบียร์กระป๋องเขียวในมือต่อไปอย่างใจเย็น ธีร์เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ ลองเพื่อนหนุ่มหน้าเข้มอ้อยอิ่งเอิงเอยแบบนี้ เห็นทีกว่าจะถึงเชียงรายคงราวตีสอง

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่าธีร์ หมดกระป๋องนี้ก็ไปแล้ว” เห็นเพื่อนหนุ่มเงียบไป มิ่งมงคลเลยรีบบอก คราวนี้น้ำเสียงจริงจังทีเดียว “เอางี้ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ กูจะบอกมึง โอเคไหม หรือไม่เราก็แวะค้างที่บ้านมึงซะเลย เพราะไหน ๆ ขากลับก็ผ่านบ้านมึงอยู่แล้ว”

มิ่งมงคลยิ้มอย่างผู้ชนะ เมื่อเห็นว่าคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นของธีร์คลายลง นอกจากรูปร่างอันสูงโปร่งดูโดดเด่น ผิวพรรณขาวใสราวกับมีออร่า และใบหน้าอันหล่อเหลาระดับเดือนมหาวิทยาลัยที่ทำให้ใครต่อใครสะดุดตามาแต่ไกลแล้ว ‘จุดเด่น’ อีกประการของเพื่อนหนุ่มคนนี้ก็คือความรักครอบครัวนี่แหละ

ที่เพื่อนสนิทซึ่งคบหากันมายาวนานกว่าสี่ปีอย่างเขานำมาใช้เป็นข้อต่อรองได้เสมอ

เป็นอันรู้กันในหมู่เพื่อนฝูงว่าธีร์เป็นคนติดบ้าน กลับบ้านทุกเดือน ในระยะหลังแทบจะทุกอาทิตย์ก็ว่าได้ ครอบครัวของธีร์ทำธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจร ทั้งบ้านพักตากอากาศ ไร่องุ่น ไร่ชาออแกนิกส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือฟาร์มควายนม

กิจการทั้งหมดของครอบครัวธีร์ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่าสามร้อยไร่ในเขตรอยต่อของจังหวัดพะเยา – เชียงราย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทำเลทองอย่างแท้จริง เพราะเป็นทางผ่านไปเที่ยวสถานที่ยอดนิยมอย่างน้ำตกภูซางและภูชี้ฟ้า ทุกคนรู้จักและเรียกที่นั่นว่า ‘ไร่แสนคำรัก’

แต่ในความคิดของมิ่งมงคล เรียกว่าไร่คงไม่ถูกต้องนัก เรียกว่าอาณาจักรน่าจะถูกกว่า

“เอาอย่างนั้นก็ได้” ธีร์เห็นด้วยการตัดสินใจของมิ่งมงคล ไม่ใช่เพราะอยากกลับบ้าน แต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเพื่อนมากกว่า แม้จะรู้ว่ามิ่งมงคลคอแข็ง แต่เรื่องแบบนี้ควรกันไว้ดีกว่าแก้ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายมีคำถาม “แล้วเรื่องเซอร์ไพร์สลินล่ะ เธอจะไม่โกรธมึงเอาเหรอ”

“ไม่หรอก ลินไม่รู้ซักหน่อยว่าคืนนี้จะมีเซอร์ไพร์ส” มิ่งมงคลที่ชักเริ่มติดลมยักไหล่ อาศัยจังหวะนี้เปิดเบียร์อีกกระป๋องอย่างรวดเร็ว พอตัดสินใจแล้วว่าจะแวะพักค้างคืนที่ไร่แสนคำรัก ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่จอดพักรถไม่น่าจะเกินสามชั่วโมง หนุ่มหน้าเข้มเลยเริ่มไหลอย่างสบายอารมณ์

“แล้วถ้าเกิดลินรู้ทีหลังล่ะ มึงจะทำยังไง” ธีร์ถามต่อ เท่าที่จำได้ แฟนสาวของเพื่อนคนนี้ขี้งอนพอดู

“ไว้ค่อยแก้ปัญหา คนเป็นแฟนกันคงให้อภัยกันได้แหละ” มิ่งมงคลบอกหน้าตาเฉย หันมาใส่ใจเพื่อนหนุ่มอย่างจริงจังอีกครั้ง “ว่าแต่มึงเถอะธีร์ นี่ก็จะจบปีสี่อยู่แล้ว ไม่คิดจะลองคบใครดูบ้างเหรอวะ หรือมึงตั้งใจจะหล่อให้สาวกรี๊ดไปวัน ๆ แบบนี้ไปจนแก่”

“กรี๊ดบ้ากรี๊ดบออะไร” ธีร์ทำหน้ายุ่ง “ไม่เจอคนที่ใช่ ให้ทำไงวะ”

“มึงไม่มีทางรู้หรอกว่าคนไหนใช่หรือไม่ใช่ เพราะไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครเลย แม้แต่คนที่ชอบมึงมาตลอดอย่าง…”

“รัตน์น่ะเหรอ” หนุ่มหน้าใสต่อให้ทันควัน

“อือ ก็รู้ว่ารัตน์มันชอบมึงมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ถึงมันไม่ได้พูดออกมา แต่ใคร ๆ ก็ดูออกว่ามันอ่ะ ชอบมึง”

“กูรู้ แต่ทำไงได้ คนมันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ปะวะ” ธีร์โพล่งสิ่งที่อยู่ในใจออกไป จงรัตน์คือเพื่อนหญิงคนเดียวในกลุ่ม ที่ในระยะหลังแสดงออกชัดเจนว่าชอบเขา ทั้งยังดูแลและใส่ใจเขาเป็นพิเศษในแทบทุกเรื่อง แต่ธีร์ก็ไม่เคยคิดกับเธอไปเกินกว่าคำว่าเพื่อน

“ว่าแต่มึงเถอะ กับลินนี่คิดจริงจังขนาดไหน” ธีร์เห็นเพื่อนเงียบไปเลยเปลี่ยนเรื่อง

มิ่งมงคลตาเป็นประกาย ยกเบียร์ที่เหลือดื่มหมดกระป๋อง “คิดไปไกลถึงขั้นแต่งการแต่งงานแล้วว่ะ”

“ขนาดนั้นเชียว” ธีร์เย้า

“แหงสิ กูจริงใจ ไม่ได้คบใครเผื่อเลือกนี่หว่า…” มิ่งมงคลพูดไปยิ้มไป นัยน์ตาเป็นประกาย ขณะยกเบียร์ขึ้นจ่อริมฝีปาก “กูคบกับลินมาตั้งแต่ปีหนึ่ง และก็รู้เลยว่าคนที่กูจะแต่งงานด้วยในอนาคตคือลิน แม้ว่าเธอจะขี้งอน และเอาแต่ใจไปบ้าง แต่กูก็รักลิน”

เพิ่งจะหกโมงกว่า แต่ฟ้ามืดหมดแล้ว

หน้าหนาวค่ำเร็ว ทั้งยังเต็มไปด้วยหมอกสีขาวคลี่คลุมทั่วพื้นถนน ปานแก้วตาจึงต้องเปิดไฟตัดหมอกตลอดเส้นทาง และจดจ่ออยู่กับการขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางสองเลนลดเลี้ยวตัดเข้าสู่เขตป่าเปลี่ยว ไร้ร้างซึ่งบ้านเรือนคน สองข้างทางที่รถแล่นผ่าน มืดครึ้มไปด้วยเงาทะมึนของต้นไม้ใหญ่

แม้จะรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่หญิงสาวก็ข่มใจ และพร่ำบอกตัวเองว่า ข้ามเขาลูกนี้ไปก็ถึงครึ่งทางแล้ว

ถนนสายนี้ปานแก้วตาเดินทางบ่อยจนชิน ใคร ๆ ก็บอกว่าเธอใจเด็ด เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่กล้าขับรถผ่านเส้นทางอันแสนวังเวงและอันตรายสายนี้กลับบ้านคนเดียวแทบทุกอาทิตย์ อันที่จริงหญิงสาวไม่ได้ก๋ากั่นใจเด็ดอย่างที่ใครเขาว่า แต่เธอต้องทำ เพราะความจำเป็นต่างหาก

แม่ขา รอขิมหน่อยนะคะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ได้พบกันแล้ว

อากาศภายนอกหนาวและชื้นหนักจนกระจกด้านในขึ้นฝ้า แอร์ในรถปรับอุณหภูมิตัวเองให้อุ่นโดยอัตโนมัติ ปานแก้วตาเอื้อมมือไปกดปุ่มเครื่องเสียงใกล้พวงมาลัยรถเปิดเพลงคลอเบา ๆ เห็นพระรอดองค์เล็กในกรอบพลาสติกที่แขวนห้อยอยู่ตรงกระจกรถ ใจก็ประหวัดคิดไปถึงบุคคลสำคัญอีกคนในชีวิต…

รถคันนี้คือมรดกที่พ่อทิ้งไว้ให้ ก่อนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ยามเมื่ออยู่คนเดียว ปานแก้วตามักคิดถึงพ่อ การจากไปอย่างกะทันหันของท่าน ทำให้เธอจำต้องโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระพี่สาวที่ยอมสละความฝันของตัวเอง รับอาสามาสานต่อกิจการร้านน้ำเงี้ยวและดูแลแม่ที่นอนป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ยิ่งมืด ยิ่งวังเวง ราวร้อยเมตรก่อนถึงทางโค้งเลี้ยวขวาขึ้นเขา ปานแก้วตายังคงบรรจงขับรถอย่างตั้งใจ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวกับเสียงเรียกเข้าของสมาร์ทโฟนที่ชาร์ตแบตเตอรี่ไว้และวางอยู่บนเบาะคู่คนขับ หญิงสาวตบไฟเลี้ยวซ้ายเข้าข้างทาง เปิดสัญญาณไฟรอ ไม่ได้ดับเครื่อง แต่ดึงเบรกมือไว้

ก่อนเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ทโฟน กดรับสาย

“ขิมกำลังจะขึ้นดอยนางคำค่ะ” ปานแก้วตารายงานพี่สาวเสียงเจื้อยแจ้ว เล่าทุกอย่างให้ฟังโดยไม่ปิดบัง “ใช่ค่ะหมอกลงเยอะมาก มองถนนแทบไม่เห็น ขิมเลยต้องขับช้า ๆ ค่ะ…น่าจะถึงราว ๆ สี่ทุ่ม พี่ขวัญไม่ต้องรอกินข้าวนะคะ พาแม่เข้านอนได้เลย”

คุยกันอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงขอตัววางสาย มาใส่ใจกับการขับรถต่อ หญิงสาววางสมาร์ทโฟนไว้บนเบาะเช่นเดิม เอื้อมมือไปปลดเบรก หมายใจจะเลื่อนรถกลับเข้าสู่เลนถนน ทันใดนั้นเอง รถยนต์ที่สตาร์ทเครื่องอยู่รออยู่แล้วกลับดับพรึบ ปานแก้วตาพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์อีกหลายครั้ง ทุกอย่างนิ่งสนิท

ห้านาทีผ่านไป ปานแก้วตาเริ่มเหลียวซ้ายแลขวา มืดค่ำกลางดงดอยเช่นนี้ อันตรายยิ่งนัก เธอต้องแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด นาทีนี้สติสำคัญ จะลนลานไม่ได้ ว่าแล้วก็หันไปหาสมาร์ทโฟน รีบหยิบขึ้นมาโดยไว ตัดสินใจว่าจะโทรหาพี่สาว แต่ดูเหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้าง

สมาร์ทโฟนที่ชาร์ตแบตเตอร์รี่ไว้ เกิดค้างขึ้นมากะทันหัน โทรออกไม่ได้

อากาศภายนอกหนาวก็จริง แต่ปานแก้วตากลับรู้สึกร้อน มีเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า นั่งหวาดระแวงแกมกังวลอยู่ในรถ คิดสะระตะอยู่กับตัวเองนิ่ง ๆ เช่นนั้นอยู่นาน แล้วก็ได้คำตอบว่า สถานการณ์ยามนี้น่ากลัวกว่าที่คิด ทางสายนี้ขึ้นชื่อนักในเรื่องอาถรรพ์อันตราย

ยามค่ำคืน ทั้งเปลี่ยวและน่ากลัว

แล้วปานแก้วตาก็ขนลุกซู่ เมื่อได้รู้ว่านับตั้งแต่ขับรถเลี้ยวเข้าเขตดอยนางคำ ไม่มีรถวิ่งตามหลังหรือสวนทางมาเลยแม้แต่คันเดียว ความหวังที่จะรอให้คนผ่านทางมาช่วย ดูริบหรี่เหลือเกิน เสียงแมลงกลางคืนที่ร้องเซ็งแซ่ ผสมโรงให้บรรยากาศยิ่งดูหลอนเข้าไปอีก ความกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในใจได้เวลาสำแดงเดช

ปานแก้วตาเริ่มนั่งไม่ติด ลนลานหาที่พึ่ง มองไปเห็นพระเห็นรอดองค์เล็กในกรอบพลาสติกที่แขวนห้อยอยู่ตรงกระจกรถ หญิงสาวรีบยกมือพนมไหว้ทันควัน หลับตานิ่งอธิษฐานขอให้ท่านคุ้มครองแคล้วคลาดจากอันตราย และถ้าหากเป็นไปได้ ขอให้หลุดพ้นจากสถานการณ์อันน่าสะพรึงนี้ด้วยเทอญ

ชะรอยพระรอดจะรับฟังคำอธิษฐาน ปานแก้วตาได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับลงดอยมาแต่ไกล

เสียงท่อไอเสียดังกระหึ่มแบบนี้ น่าจะเป็นเสียงรถบิ๊กไบค์… แล้วก็ใช่จริง ๆ

แม้จะรู้สึกกลัวคนแปลกหน้าจับขั้วหัวใจ แต่หญิงสาวไม่มีทางเลือก นาทีนี้ต้องเอาชีวิตไว้ก่อน จากตำแหน่งที่รถของเธอ จอดอยู่ ปานแก้วตารู้ว่าราวหนึ่งร้อยเมตรข้างหน้าเป็นทางลงเขาลาดชัน หนำซ้ำเป็นโค้งหักศอก จึงตั้งใจว่าจะรอให้รถบิ๊กไบค์ขับเลยโค้งมาก่อน แล้วจึงค่อยออกจากรถไปขอความช่วยเหลือ

เสียงรถบิ๊กไบค์ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ปานแก้วตาได้สติกุลีกุจอเปิดประตูรถ ทว่ากลับเปิดไม่ออก

ไม่อยากจะเชื่อ ประตูรถล็อคอัตโนมัติ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็เปิดออกไปไม่ได้ ทุกอย่างผิดคาดไปหมด ในขณะที่นั่งหน้าซีดอยู่ในรถนั่นเอง หญิงสาวก็เห็นเต็มสองตาว่าบิ๊กไบค์ที่ขับลงดอยมาด้วยความเร็วสูงราวพายุทอร์นาโดนั้น นอกจากจะไม่จอดแล้ว ยังขับเลยเส้นเหลืองมากินเลนขวา พุ่งตรงดิ่งมาหารถของเธอ

ปานแก้วตากรีดร้องสุดเสียง เมื่อเห็นแสงไฟสีส้มสาดส่องมากระทบกระจกหน้ารถ

คล้ายคนขับเพิ่งจะได้สติ ตัดสินใจในนาทีสุดท้าย หักคอรถบิ๊กไบค์ออกไปทางขวา เฉียดหน้ารถเธอไปแค่นิดเดียว เสียงวัตถุสองสิ่งปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นดังพอที่จะทำให้ปานแก้วตาซึ่งนั่งเหงื่อแตกอยู่ในรถ เผลอกรี๊ดออกมาอีกหนึ่งคำรบ

แล้วความเงียบก็เข้ากลืนกินทุกอย่างอีกครั้ง…

 

เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดที่ลอยล่องมากระทบหู

ทำให้ปานแก้วตาได้สติ มือควานสะเปะสะปะหาสมาร์ทโฟนเป็นอย่างแรก หยิบขึ้นมาปลดล็อคทันควัน ดีใจที่คราวนี้เครื่องไม่ค้าง เธอไม่มีไฟฉาย จำเป็นต้องอาศัยแสงสว่างจากเจ้าสิ่งนี้แทน หญิงสาวข่มความกลัว สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด นาทีนี้คนเจ็บต้องการความช่วยเหลือจากเธอ

หันไปเปิดประตูรถอีกครั้ง แล้วก็อุทานอย่างแปลกใจ ประตูรถเปิดออกอย่างง่ายดาย

ปานแก้วตาไม่มีเวลาสงสัย รีบพุ่งออกจากตัวรถ แหวกพงหญ้าเข้าไปหาคนเจ็บเป็นอย่างแรก แสงไฟจากสมาร์ทโฟนในมือ สาดส่องไปกระทบกับซากบิ๊กไบค์สีดำสนิท ที่เฉียดรถยนต์ของเธอไปชนกับต้นไม้ใหญ่ข้างทาง แรงปะทะที่รุนแรง ส่งผลให้บิ๊กไบค์คันใหญ่มีสภาพไม่ต่างจากเศษเหล็ก

เพียงชั่วครู่ หญิงสาวก็ถึงตัวคนเจ็บซึ่งนอนนิ่งไม่ติงไหวอยู่ใต้ซากรถ เธอคุกเข่าลงข้าง ๆ พลางยื่นสมาร์ทโฟนเข้าไปใกล้ หมายใจจะดูให้แน่ชัดว่าเขายังหายใจหรือจิตลอยล่องออกจากร่างไปแล้ว ยังไม่ทันได้ยื่นมือไปจ่อจมูก พลันก็ปรากฏร่างของใครอีกคน เนื้อตัวเปรอะไปด้วยเลือด คลานตะเกียกตะกายออกมาจากไม้พุ่มเตี้ยข้างทาง

ผู้มาใหม่พุ่งตรงเข้าหาคนที่นอนนิ่ง เห็นสภาพคนเจ็บแล้วร้องไห้อย่างเสียสติ

“ไอ้ธีร์!”

 

มิ่งมงคลเหลียวซ้ายแลขวา ครั้นเห็นว่าขาขวาของธีร์ยังถูกมอเตอร์ไซค์ทับอยู่ จึงรีบลุกขึ้นไปดึงซากบิ๊กไบค์ออกจากขาเพื่อนอย่างทุลักทุเล ปานแก้วตารีบเข้าไปช่วยทันควัน เมื่อธีร์เป็นอิสระ มิ่งมงคลก็เขยิบเข้าหาเพื่อน ค่อย ๆ ยกศีรษะธีร์ขึ้นมาแนบอก ถามไถ่ทั้งน้ำตา

“ธีร์ มึงเป็นยังไงบ้าง”

“เลือด มิ่ง เลือดออกมากเลย กูขยับขาขวาไม่ได้” คนเจ็บหน้าซีดเผือด พูดเสียงเบาราวกับกระซิบ แม้ร่างกายจะ เหมือนไร้เรี่ยวแรง แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นยืน ทว่าไม่เป็นผล จึงได้แต่เอื้อมมือไปจับที่ขาขวาของตัวเอง ซึ่งบัดนี้มีสภาพนุ่มนิ่มไม่ ต่างจากเนื้อหมูค้างคืน และชาจนไม่รู้สึกเจ็บ

ปานแก้วตามองตาม “อย่าเพิ่งขยับตัวนะ ขานายหัก”

สองหนุ่มหันขวับมามองเธอทันใด เห็นเลือดไหลมากมายราวกับเปิดก๊อก ปานแก้วตาไม่คิดจะเสียเวลาแนะนำตัว รีบกดสมาร์ทโฟนหาเบอร์โทรศัพท์หน่อยกู้ภัยทันควัน จากนั้นจึงขยับเข้าไปแทนที่มิ่งมงคล จัดแจงให้เขาไปเสาะหากิ่งไม้ข้างทางมาดามขาเพื่อนไว้

ส่วนตัวเธอตัดสินใจถอดเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ที่ใส่อยู่ให้มิ่งมงคลห่อทับลงไปที่ขาของธีร์อย่างแน่นหนาอีกชั้น รออยู่นานเกือบชั่วโมง รถหน่วยกู้ภัยก็เดินทางมาถึง ยกร่างของธีร์ซึ่งเริ่มสะลึมสะลือเพราะเสียเลือดมากขึ้นหลังรถกู้ภัยเป็นที่เรียบร้อย มิ่งมงคลจึงได้โอกาสคุยกับปานแก้วตาที่ตัดสินใจทิ้งรถยนต์ของตัวเองไว้ตรงจุดเกิดเหตุ และอาสาขึ้นรถกู้ภัยมาด้วย

“ขอบใจมากนะที่ช่วยเรากับเพื่อน”

“ไม่เป็นไร” ปานแก้วตารีบบอกทันควัน “เชื่อฉัน เพื่อนนายจะปลอดภัย”

มิ่งมงคลส่งยิ้มซีดเซียวให้ หันไปบอกเพื่อน “อดทนไว้นะธีร์ อีกไม่นานก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว”

หนุ่มหน้าเข้มจับมือเพื่อนที่นอนนิ่งท่าทางเหมือนคนง่วงจัดอยู่บนเปลพยาบาลสีส้ม บีบเบา ๆ ปลอบโยนให้กำลังใจไม่ขาดปาก มิ่งมงคลยิ่งหงุดหงิดใจเป็นกำลัง เมื่อได้รู้จากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยว่า โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้สุด ห่างจากที่เกิดเหตุถึงเจ็ดสิบกิโลเมตร

ไล่สายตาจากต้นขาลงไปถึงปลายเท้า เห็นเลือดมากมายไหลซึมออกมาจากขาข้างขวาของธีร์

น้ำตาของมิ่งมงคลรินไหลอย่างยากที่จะอดกลั้น

 

ถึงโรงพยาบาล ธีร์ถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินโดยด่วน

ในห้องนั้น พยาบาลเวรยังคงทำหน้าที่ได้ดีอย่างไม่มีบกพร่อง ธีร์ถูกจับเปลี่ยนเสื้อผ้า กางเกงยีนสีดำตัวหนาที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกกรรไกรคมกริบตัดฉับ จนเผยให้เห็นแข้งขาที่บวมเป่งน่ากลัว ก่อนที่พยาบาลจะเอาไม้กระดานขนาดกะทัดรัดสอดเข้าไปใต้ขาขวา แล้วใช้ทั้งสก๊อตเทปและผ้าพันไว้อย่างแน่นหนากันกระทบกระเทือน

เดิมทีมิ่งมงคลคิดว่าธีร์แค่ขาหักท่อนเดียว แต่ที่ไหนได้ แรงกระแทกอันรุนแรงจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ ทำให้ทั้งแข้งและขาด้านขวาของเพื่อนหนุ่มหน้าใสหักรุ่งริ่งทีเดียวถึงสามท่อนรวด แถมเนื้อตรงน่องบางส่วนหลุดหายไปด้วย โชคยังดีที่ธีร์ใส่หมวกกันน็อค สมองจึงไม่กระทบกระเทือน

หากเป็นเช่นนั้น มิ่งมงคงคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

“เพื่อนของน้องอาการหนักมาก แล้ววันนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ด้วย ที่นี่ไม่มีหมอใหญ่ เราจำเป็นจะต้องเอารถพยาบาลออก เพื่อส่งคนไข้ไปที่โรงพยาบาลในเมือง” พยาบาลสาวบอกมิ่งมงคลด้วยใบหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ซึ่งเขาก็ได้แต่พยักหน้ารับ แล้วรีบก้าวขาขึ้นรถพยาบาลตามธีร์ไปโดยเร็ว

ปานแก้วตาเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ตัดสินใจในนาทีนั้น ขึ้นรถตามไปอีกคน

 

“เจ็บจังเลยมิ่ง กูเหมือนจะไม่ไหวแล้ว…”

เสียงไซเรนที่ดังระรัวจนแสบแก้วหู ไม่ได้ทำให้มิ่งมงคลหงุดหงิดรำคาญใจเลยสักนิด คำพูดของคนเจ็บที่นอนหายใจรวยระรินอยู่ตรงหน้านั่นต่างหาก ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเข็มเป็นร้อย ๆ เล่มพุ่งฉิวเข้าทิ่มแทงใจให้รู้สึกผิด ทว่าหนุ่มหน้าเข้มไม่สามารถช่วยอะไรเพื่อนได้ นอกจากขยับเข้าไปนั่งใกล้ ๆ บีบมือที่ซีดขาวของธีร์ส่งกำลังใจ

มิ่งมงคลร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล อย่างไม่อายพยาบาลและปานแก้วตา

“ทนอีกนิดเดียวนะธีร์ จะถึงแล้ว”

มิ่งมงคลปลอบเพื่อนด้วยสีหน้าเป็นกังวล หันไปหาปานแก้วตาที่นั่งทำตัวไม่ถูกอยู่ข้าง ๆ อาการของธีร์ทำให้ทั้งคู่กระสับกระส่ายหันรีหันขวางไปมา เมื่อไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรดี หนุ่มหน้าเข้มจึงหันหน้าไปหาพยาบาลสาวคนเดียวในรถ ละล่ำละลัก ขอคำแนะนำ

“เพื่อนผมตาปรือแล้วพี่ ทำยังไงดีครับ”

“คนไข้เสียเลือดมาก น้องพยายามชวนเพื่อนคุยนะ อย่าให้เขาง่วงเด็ดขาด”

คำพูดของพยาบาลทำให้มิ่งมงคลสติหลุดทันใด ร้องไห้โฮจนปานแก้วตาตกใจ หนุ่มหน้าเข้มขยับเข้าใกล้ จับมือธีร์ไว้ มั่น ขณะที่คนเจ็บเริ่มหนังตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ พูดจางัวเงียคล้ายคนง่วงจัด แต่ก็ยังพยายามฝืนยิ้มให้เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างยากเย็น

“มิ่ง ช่วยท่องสวดมนต์ให้ฟังได้ไหม ชินบัญชรก็ได้ กูอยากฟัง…”

ธีร์เริ่มรู้สึกว่า เนื้อตัวของเขาเบาหวิว ความเจ็บปวดทุรนทุรายเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า มลายหายไปหมดสิ้น เมื่อเปลือก ตาของเขาค่อยๆปิดลง เจ้าตัวรู้สึกคล้ายเป็นดวงไฟดวงเล็ก ที่พร้อมจะหลุดลอยไปไกลแสนไกล… แสงสีขาวที่ปลายอุโมงค์เบื้องหน้า ท้าทายให้เขารีบวิ่งตรงเข้าหายิ่งนัก

 “ไม่ มึงจะตายไม่ได้นะธีร์ ธีร์!”



Don`t copy text!