นายหายนะ บทที่ 5 : ตามาดี

นายหายนะ บทที่ 5 : ตามาดี

โดย : น้ำน่าน

เตรียมพบกับ #นายหายนะ ของ #น้ำน่าน ฉบับรวมเล่ม ทั้งในรูปแบบหนังสือและอีบุ๊ก #พร้อมตอนพิเศษที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนได้ที่บูธ CC 05 ของ GROOVE PUBLISHING ในงานมหกรรมหนังสือฯ ระหว่าง 30 กันยายน ถึง 11 ตุลาคม 63 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของทาง GROOVE 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ ที่แฟนเพจ GROOVE PUBLISHING

***************************

– 5 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ภาพตรงหน้าเลือนราง แต่กระจ่างชัดในความรู้สึก

ลำแสงสีนวลตาที่สาดส่องลงมาราวกับจงใจ คลี่คลายกลุ่มหมอกหนาให้ค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความเย็นยะเยือกของไอหนาว ไล่เลียตามรูขุมขนให้ลุกตั้งชูชัน เสียงน้ำหยดลงมาจากที่สูง ตกกระทบพื้นชื้นแฉะเบื้องล่าง ออกซิเจนในอากาศน้อยมากจนแทบหายใจไม่ออก ถึงอย่างนั้นธีร์ก็ยังได้กลิ่นขี้ค้างคาว

ใช่แล้ว เขากำลังอยู่ในถ้ำ!

ในความงุนงงสงสัย ธีร์เห็นแสงสีทองส่องรัศมีออกมาจากในถ้ำ จึงเดินตามเข้าไปอย่างไม่ลังเล เพียงไม่นานชายหนุ่ม ก็ได้พบกับพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ทองอร่าม ประดิษฐานเด่นอยู่ด้านใน ธีร์เห็นตัวเองก้มลงกราบพระพุทธรูปองค์นั้น ด้วยกิริยาอ่อนน้อมศรัทธายิ่ง

น่าแปลก ที่คราวนี้เขาได้ยินเสียงถอนหายใจของตัวเอง

แต่แล้วจู่ ๆ ภาพข้างหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คล้ายภาพสามมิติที่ตัดสลับกันวุ่นวายไปมาจนน่าปวดหัว เขาดีดตัวลุกด้วยความตกใจ เมื่อเห็นฝูงแมงป่องช้างตัวใหญ่ไต่ยั้วเยี้ยเต็มพื้นถ้ำ ยังไม่ทันได้เขยิบตัวหนี ธีร์ก็รู้สึกว่าพื้นถ้ำสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว

เสียงผู้คนหวีดร้องด้วยความตกใจ ดึงสติให้ชายหนุ่มรีบวิ่งออกมาจนถึงปากถ้ำ ตั้งใจจะผลักประตูเหล็กที่เก่าคร่ำครึจนสนิมจับนั้นออกไปภายนอก แต่ประตูเหล็กบานนั้นกลับถูกล็อกกลอนไว้อย่างแน่นหนา ธีร์พยายามร้องขอความช่วยเหลือ เขย่าประตูจนเจ็บมือ แต่ไม่มีใครได้ยิน

“อยู่ด้วยกันเสียที่นี่ อย่าหนีไปไหนอีกเลย” เสียงคุ้นหู ดังก้องออกมาจากถ้ำ

“ไม่!…” ธีร์หันหลังให้ประตูเหล็ก มองฝ่าความมืดเข้าไปในถ้ำด้วยความหวาดระแวง

ไม่มีคำพูดใดเล็ดรอดออกมาจากปากเจ้าของเสียงปริศนา จนธีร์คิดว่าปลอดภัยแล้วจึงพยายามเปิดประตูอีกครั้ง และในจังหวะที่กำลังเขย่าประตูเหล็กอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นเอง ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนถูกกระชากคอเสื้ออย่างแรง คล้ายมีมือที่มองไม่เห็น ลากเขาให้กลับเข้าไปในถ้ำ

ธีร์ดิ้นรนสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะพยายามขัดขืนเท่าไร ก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์

ในความมืด ธีร์รู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้า และเจ็บแปลบที่ขาข้างขวาของตัวเอง เจ้าของเสียงนั้นจงใจผลักเขาอย่างแรง ให้นอนราบลงบนพื้นอันชื้นแฉะ ก่อนจะใช้ผ้าผืนใหญ่โปะลงบนใบหน้าของเขาจนคลุมมิดทั่วศีรษะ ธีร์พยายามสะบัดหน้าหนี ดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกหายใจไม่ออก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก สติที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิด สั่งการให้ธีร์รวบรวมกำลังครั้งสุดท้าย สะบัดศีรษะเต็มแรง ผ้าผืนนั้นหลุดจากศีรษะในทันที เปิดโอกาสให้แสงสลัวจากภายนอก ทวีกำลังส่องผ่านรูม่านตาทีละนิด ธีร์เด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความงุนงงแกมหวาดระแวง

เห็นผ้าห่มผืนหนาวางอยู่บนตัก…เขาฝันไป เป็นฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน

 

“อีกคำนะคะแม่”

ปานแก้วตาบรรจงตักต้มยำไก่บ้านใส่ปากมารดาอย่างเอาใจ รอยยิ้มผุดพรายเต็มใบหน้า ไม่เสียแรงที่ตั้งตระการหอบหิ้วกับข้าวมื้อนี้ใส่ปิ่นโตมาส่ง เพราะทำให้แม่กินข้าวได้มากกว่าทุกวัน แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว มารดาของเธอชอบกับข้าวรสมือป้าน้ำอบ เพื่อนสนิทของท่าน

และยังเป็นป้าแท้ ๆ ของตั้งตระการ พี่เขยเธออีกด้วย

หญิงสาวดีใจที่เห็นมารดาพยายามอ้าปากรับข้าวที่เธอป้อน แม้จะดูยากลำบาก เพราะช่วงหลัง นอกจากจะเคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน ปากและกรามของท่าน ยังมีอาการเกร็งเป็นระยะ แต่แม่ก็ยังพยายามฝืนสภาพร่างกายเพื่อเอาใจเธอ

ปานแก้วตานึกขอบคุณป้าน้ำอบ ที่เพียรทำอาหารสารพัดเมนูใส่ปิ่นโตให้ตั้งตระการพี่เขยของเธอมาส่งให้แทบทุกวัน ในวันที่ท่านว่าง ป้าน้ำอบยังทำกับข้าวมาส่งด้วยตนเองอีกด้วย หวังเพียงจะให้แม่ของเธอกินข้าวได้มาก ๆ ทุกคนหวังดีกับแม่ อยากให้ท่านหาย ไม่เว้นแม้แต่หลวงปู่

หลายวันก่อน ตอนพาแม่ไปทำบุญวันคล้ายวันเกิดที่วัดพระธาตุช้างค้ำ หลวงปู่ชราที่ครอบครัวของเธอเคารพนับถือมาก ถามไถ่ถึงอาการป่วยของแม่ ในระหว่างที่พี่สาวเล่าเรื่องแนวทางการรักษาให้ฟังอยู่นั่นเอง หลวงปู่ท่านทำหน้าเป็นกังวล และมองหน้ามารดาของเธออยู่นาน

พูดแต่เพียงว่า ต้องทำบุญให้มาก ความดีเท่านั้นที่จะช่วยลดทอนกรรมหนัก ให้กลายเป็นเบา

ท่าทางของหลวงปู่ในวันนั้น ทำให้ปานแก้วตาไม่สบายใจ ลุงตุลย์กับป้าน้ำอบเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ท่านทั้งสองถึงกับหันไปสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย โดยเฉพาะป้าน้ำอบถึงกับถอนหายใจพรืด แล้วส่ายหน้า เพราะรู้ดีว่า อาการของแม่เวลานี้ มีแต่ทรงกับทรุด

ความที่ไม่อยากให้มารดาคิดมาก เมื่อกลับบ้าน กิจวัตรประจำวันของหญิงสาวจึงหนีไม่พ้นการทำตัวติดอยู่กับท่านทั้งวัน คอยดูแลเรื่องข้าวน้ำ หยูกยา ชวนคุยหยอกล้อ และบีบนวดให้มารดาอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ปานแก้วตาหวังแบ่งเบาภาระพี่สาว ที่ต้องแบ่งภาคไปยุ่งขิงกับงานที่ ‘ร้านน้ำเงี้ยวครูมวล’

ปานแก้วตายังมีความหวังว่ามารดาจะหาย…

เพราะมีหลายครั้งยามที่หญิงสาวบรรจงบีบนวดไปตามกล้ามเนื้อมัดเล็กตามร่างกายของท่าน ปานแก้วตารู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อบริเวณนั้นมีอาการเกร็ง นั่นแปลว่า ร่างกายของแม่ยังมีการตอบสนอง เธอดีใจ แต่แล้วเพียงไม่นาน ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก

มารดาของเธอป่วยด้วยโรคที่หมอเองก็ฟันธงไม่ได้ว่าเป็นอะไรกันแน่

 

ธีร์ยิ้มแก้มปริ ดีใจที่หมอเจ้าของไข้บอกว่าวันนี้เขาจะได้กลับบ้านแล้ว

หมอยังเน้นย้ำให้เขามาโรงพยาบาลตามนัด ขยันทำกายภาพบำบัด และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ซึ่งธีร์ก็รับคำอย่างว่าง่าย เพราะเวลานี้ใจอยู่ที่ไร่แสนคำรักโน่นแล้ว ชายหนุ่มรีบแจ้งข่าวส่งไปในไลน์กลุ่มบอกให้ผองเพื่อนสนิททั้งสามคนได้รับทราบ เพียงไม่นานเพื่อนทั้งกลุ่มก็เฮโลกันมาที่โรงพยาบาลอย่างพร้อมเพรียง

ธีร์แอบหวังว่าปานแก้วตาจะมาส่งเขา แต่แล้วก็ได้แต่หวัง เพราะเธอไม่มา

ระหว่างที่แม่เลี้ยงสร้อยทองขอตัวไปจัดการเรื่องค่ารักษาพยาบาล บิดาของเขาปลีกตัวไปเอารถมารับ ดวงเกษมก็ขันอาสาเข็นวีลแชร์พาธีร์มาส่งถึงหน้าตึกด้วยความเต็มใจ เช่นเดียวกับมิ่งมงคลและจงรัตน์ที่ช่วยกันหอบหิ้วข้าวของตามมาเป็นขบวน

เมื่อรถยนต์คันหรูของพ่อเลี้ยงวีร์มาจอดเทียบ ทุกคนช่วยกันยกธีร์ขึ้นนั่งที่เบาะหลังเรียบร้อย มิ่งมงคลอาศัยช่วงจังหวะที่ดวงเกษมกับจงรัตน์กำลังขะมักเขม้นช่วยแม่เลี้ยงสร้อยทองจัดของอยู่หลังรถ รีบกดส่งไลน์ให้เพื่อนหนุ่มทันที ดูมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด

“อะไรวะ” ธีร์ก้มมอง แล้วหันไปถาม

“ของขวัญวันกลับบ้านของมึงไง” มิ่งมงคลบอกยิ้ม ๆ “แต่อย่าเพิ่งเปิดนะ รถออกแล้วค่อยดู”

“ทำไมกูรู้สึกว่า มึงดูมีลับลมคมในแปลก ๆ” ธีร์หรี่ตามองเพื่อน

“เออน่า…” เพื่อนหนุ่มหน้าเข้มตัดบท “หายไว ๆ นะ ไว้กูจะไปหาที่ไร่”

ธีร์ไม่เก็บความสงสัยไว้นาน ทันทีที่บิดาออกรถก็เปิดไลน์อ่านทันที คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับเผยยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ เมื่อได้เห็นข้อมูลของปานแก้วตาที่มิ่งมงคลเสาะหามาให้ ที่เรียกได้ว่าครบถ้วนทุกช่องทางการติดต่อ ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ และอินทราแกรม

ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานก็ตัดสินใจแอดไลน์ไปทันที ตามด้วยอินทราแกรม และเฟสบุ๊ค

รอคอยด้วยความหวังว่าเธอจะรับแอด ไม่ช่องทางใดก็ช่องทางหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องใจแป้ว เพราะไม่มีการตอบรับใด ๆ จากปานแก้วตา ธีร์ไม่รู้จะทำอะไรเลยเข้าไป ‘ส่อง’ เฟสบุ๊คของหญิงสาวฆ่าเวลา และได้รู้ว่าปานแก้วตากลับบ้านของเธอที่จังหวัดน่าน

‘นั่นคือเหตุผลที่ขิมมาส่งเราไม่ได้สินะ’

ธีร์ยิ้มกับความคิดของตัวเอง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า เริ่มประทับใจปานแก้วตาเข้าให้แล้ว

 

ธีร์มาถึงไร่แสนคำรักราวบ่ายสามโมง

ความที่เป็นห่วงลูกชายมาก สร้อยทองจึงไม่ยอมให้ธีร์นอนที่บ้านหลังใหญ่ แต่จัดแจงให้ชายหนุ่มไปพักที่เรือนไม้สักโบราณชั้นเดียวขนาดกะทัดรัดที่ปลูกแยกออกมาเป็นเอกเทศลึกลงไปกลางไร่องุ่น ซึ่งแต่ก่อนตอนที่ปู่กับย่าของเขายังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยพักอยู่ที่นี่

ภายหลังจากที่ท่านทั้งสองเสียชีวิต เรือนไม้สักหลังนี้จึงเปลี่ยนมาเป็นเรือนรับรอง เวลามีแขกวีไอพีมาเยือนที่ไร่แสนคำรัก เพราะที่นี่มีความเป็นส่วนตัว ชายหนุ่มเห็นเตียงกว้างขนาดคิงส์ไซส์วางเด่นเป็นสง่าอยู่กลางโถงเรือนก็ทำหน้าแปลกใจ หันไปทางมารดา

“ใช่แล้ว นี่คือเตียงใหม่ของธีร์ไงลูก แม่ให้ป้าสายจัดไว้ตรงนี้เองแหละ” แม่เลี้ยงสร้อยทองไขข้อคาใจ ใบหน้าบ่งบอกถึงความเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “ธีร์ขาเจ็บ ยังเดินเหินไปไหนไม่สะดวก แม่ไม่อยากให้ลูกเดินขึ้นเดินลงบันไดที่บ้านใหญ่”

“ที่นี่สะดวกกว่าหลายอย่าง ที่สำคัญคนไม่พลุกพล่าน ไม่มีใครมารบกวน”

ธีร์เห็นเครื่องอำนวยความสะดวกประดามีที่มารดาจัดแจงให้แม่บ้านขนมาไว้ในเรือนไม้สักก็พยักหน้าเข้าใจ เพราะบ้านใหญ่ ห้องนอนของเขาอยู่ชั้นสอง อีกทั้งเวลานี้ถือเป็นช่วงไฮซีซันของไร่แสนคำรัก บ้านพักตากอากาศทั้งสิบสองหลังถูกจองเต็มยาวไปถึงต้นเดือนมีนาคม ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศไหลหลั่งมารับไอหนาวที่นี่

ด้วยทำเลที่ได้เปรียบ ทำให้กิจการทุกอย่างของครอบครัวภายใต้โลโก้ไร่แสนคำรัก ไล่เรียงมาตั้งแต่ร้านอาหารสร้อยทอง ร้านกาแฟยินดี ไร่ชาธีร์ออแกนิกส์ ไร่องุ่นวีระ ไม่เว้นแม้แต่ฟาร์มควายนมชมพูที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ ธีร์โตมากับธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจรของครอบครัว จึงเข้าใจดี

แต่จะให้เขาอยู่ที่เรือนโบราณหลังนี้ ในขณะที่รู้สึกว่าตัวเอง ‘ไม่ปกติ’ ธีร์ว่ามันก็กะไรอยู่…

“แต่ธีร์ไม่ต้องกังวลไปนะลูก พ่อกับแม่ไม่ได้กะให้ลูกอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก เราคุยกันแล้วว่า จะย้ายมาอยู่ที่นี่กับลูก อย่างน้อยก็จนกว่าธีร์จะกลับมาเดินได้” แม่เลี้ยงสร้อยทองรีบบอกทันควัน ราวกับมองเห็นสิ่งที่ลูกชายคิดอยู่ในใจ พยักพเยิดไปทางห้องนอนขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโถงเรือน

“นั่นไง ห้องนอนของพ่อกับแม่” สร้อยทองว่า

“ขอบคุณครับแม่” ธีร์ยกมือไหว้มารดา ดีใจที่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้นอนคนเดียว

เรือนไม้สักหลังนี้ สร้างตามแบบช่างท้องถิ่นล้านนาโบราณ นั่นคือเป็นบ้านขนาดสองห้องนอน สองห้องน้ำ มีห้องโถงกลางบ้านสำหรับรับแขก และมีครัวไฟสร้างแยกออกไปต่างหากด้านหลัง หลังคาทั้งหมดมุงด้วยไม้แป้นเกล็ด ฝาผนังทุกด้านปิดล้อมด้วยแผ่นไม้สักขนาดใหญ่

ที่สำคัญบ้านหนังนี้ ไม่มีเพดาน จากตำแหน่งที่เตียงของธีร์ตั้งอยู่ มองขึ้นไป เห็นขื่อบ้านไขว้กันชัดเจน

สี่โมงกว่าเห็นจะได้

สร้อยทองกับวีร์ก็ขอตัวไปตรวจงานในไร่แสนคำรัก ปล่อยให้ธีร์ที่ค่อนข้างเพลียจากการเดินทาง ได้งีบหลับในช่วงบ่ายแก่ ๆ โดยมีป้าสายแม่บ้านคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ชายหนุ่มนอนยาวไปเกือบชั่วโมง ตื่นขึ้นมาล้างหน้าเช็ดเนื้อเช็ดตัวอีกทีตอนห้าโมงครึ่ง

พ่อกับแม่กลับมากินข้าวเย็นราวทุ่มครึ่ง พูดคุยสัพเพเหระกันอยู่ชั่วครู่ แล้วก็ขอตัว

“แม่อยู่ในห้องนะ ธีร์มีอะไรเรียกได้ตลอด อย่าเกรงใจ” ก่อนจะเข้าห้องนอน สร้อยทองกำชับลูกชาย

“ครับแม่” ธีร์รับคำอย่างว่าง่าย ในใจเป็นกังวล ความมืดที่โรยตัวคลอบคลุมทุกสรรพสิ่งรอบกาย ทำให้ชายหนุ่มเริ่มจินตนาการไปไหนต่อไหน ตอนที่ปู่กับย่ายังมีชีวิตอยู่ ธีร์เคยมานอนที่บ้านหลังนี้กับท่านหลายครั้ง ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัว และรู้สึกคล้ายมีใครจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา เหมือนเช่นตอนนี้

บ้านไม้ระบายอากาศได้ดี แม้แต่รอยต่อของร่องไม้รูเล็กจิ๋ว ลมก็ยังสามารถลอดผ่านเข้ามาได้ในหน้าหนาว กลางโถงเรือน ธีร์นอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนาบนเตียงกว้าง มีเพียงมุ้งหลังใหญ่บางเบาสีขาวเท่านั้น ที่กางกั้นแบ่งเขตระหว่างเขากับไอหนาวภายนอก

ดึกขนาดนี้ พ่อกับแม่คงหลับไปแล้ว แต่ธีร์กลับนอนลืมตาโพลงสลับนิ่วหน้าเป็นระยะ เพราะรู้สึกปวดหนึบที่หน้าขาขวา ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามข่มใจให้หลับ ชายหนุ่มไม่อยากรบกวนพ่อกับแม่ ความเงียบที่เข้าครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้ธีร์ได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องก้อง

เสียงหมาหอนโหยหวนที่ดังใกล้หูเข้ามาเรื่อย ๆ

แข็งใจข่มความเจ็บปวดอยู่นาน ในที่สุดความง่วงที่เกาะกุมหัวใจก็เป็นฝ่ายชนะ ธีร์เริ่มหาวถี่ขึ้น หาวทีน้ำตาไหลที และรู้สึกว่าหนังตาหนักขึ้นเรื่อย ๆ จึงดึงผ้าห่มคลุมตัว หลับตาลงช้า ๆ หมายใจจะเข้าสู่นิทรารมย์ ความง่วงทำให้ชายหนุ่มลืมแม้กระทั่งการไหว้พระก่อนนอน

เคลิ้มหลับไปที่นอนยังไม่ทันอุ่น ธีร์ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงไม้ลั่นดังสนั่นจนบ้านสะเทือน แสงสลัวที่ลอดผ่านรอยต่อระหว่างช่องฝาบ้านและหลังคา ปรับโฟกัสให้ตาของชายหนุ่มเริ่มชินกับความมืด เงยหน้ามองผ่านมุ้งบางเบาไปบนขื่อ ธีร์ตัวแข็งทื่อ เบิกตาโพลง

ใครกันนั่งห้อยขา ผ้านุ่งปลิวไหว ๆ อยู่บนนั้น…

 

อากาศหนาวหนัก

แต่ธีร์กลับรู้สึกว่าขมับและตีนผมของเขาเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มนอนเกร็งตัวแข็งทื่อ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ลอยมาตามลม และเห็นชัดเต็มสองตาว่าชายชราผู้นั้นจงใจมองมาที่เขา หนำซ้ำยังส่งยิ้มเย็นมาให้อีกต่างหาก

นึกไปถึงเหตุการณ์ตอนแก็งค์ผีวัยรุ่นมารุมบีบคอที่โรงพยาบาล ความกลัวพลันพุ่งจู่โจมทันใด สมองสั่งการให้ธีร์พยายามหนีเอาตัวรอด แต่ติดที่เวลานี้ร่างกายของเขาไม่เอื้ออำนวย จึงทำได้เพียงแข็งใจดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมโปงมิดชิด แล้วหลับตาปี๋

ธีร์นอนนิ่งไม่ติงไหว ขังตัวเองไว้ในผ้าห่มอยู่นาน จนเริ่มรู้สึกว่าหายใจไม่ออก จึงค่อย ๆ แง้มผ้าห่มออกช้า ๆ มารับอากาศภายนอก ชายหนุ่มรวบรวมสติอยู่พักใหญ่ ลืมตามองขึ้นไปบนขื่ออย่างหวาด ๆ ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก เมื่อเห็นว่า ชายชราผู้นั้น ไม่อยู่แล้ว

ถึงอย่างนั้น ธีร์ก็ยังไม่มั่นใจ หันซ้ายหันขวาไปตรวจตราสิ่งรอบตัวอย่างหวาดระแวง

ในจังหวะที่มองผ่านแสงสลัวไปทางด้านซ้ายของเตียงนั่นเอง ชายหนุ่มก็ได้เห็นว่า เวลานี้แขกที่ไม่ได้รับเชิญของเขา ค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพจากชายชราผู้มีเนื้อหนังเฉกเช่นคนปกติ กลายร่างเป็นกลุ่มรัศมีโปร่งแสงสีนวลตา นั่งขัดสมาธิอยู่ในตู้สะสมเครื่องแก้วโบราณของมารดา ด้วยท่าทางสบายใจ

ธีร์กลัวจนตัวสั่น ตะโกนเรียกมารดาเต็มที่ นาทีนี้เขาอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว

ทว่าชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เมื่อสิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ละความพยายาม ตั้งท่าตะเบ็งเสียงเรียกพ่อกับแม่อีกหลายครั้งจนเจ็บคอ ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาจากปากของเขา ธีร์เหลียวมองไปที่กลุ่มควันอย่างหวาดระแวง

แน่แล้ว…ชายชราผู้นี้ จงใจทำให้เสียงของเขาหายไป

ระหว่างเตียงที่เขานอนอยู่กับตู้สะสมเครื่องแก้วซึ่งอยู่ชิดติดผนังห้องห่างกันไม่ถึงเมตร ธีร์รู้สึกว่า เขาและวิญญาณตนนั้นอยู่ใกล้กันจนน่าขนลุก ชายหนุ่มกลัวมาก กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเกร็งไปหมด เมื่อหมดหนทางจะลุกหนี ธีร์จึงทำได้เพียงหันหน้าไปอีกฝั่งของเตียง

แล้วธีร์ก็ได้เห็นว่า วิญญาณโปร่งแสงของชายชราตนนั้น เดินทะลุประตูเข้ามาหน้าตาเฉย!

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงอาการเย็นวาบที่ท้ายทอย สติสั่งให้เขาเอาตัวรอด ตั้งท่าจะยื่นมือไปดึงผ้าห่มมาคลุมโปงอีกครั้ง แต่ธีร์กลับขยับตัวไม่ได้ จึงได้แต่บอกตัวเองสั้น ๆ ว่า เขาโดนผีอำเข้าให้แล้ว ชายหนุ่มทำได้เพียงนอนนิ่งกรอกตาไปมา เฝ้ามองวิญญาณตนนั้นเดินตรงมาหาอย่างช้า ๆ ถึงปลายเตียง

“ไม่ต้องกลัว ตามาดี”

ธีร์สะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินชัดเต็มสองหูว่า ชายชราผู้นั้นพูดกับเขาโดยที่ปากไม่ขยับ หนำซ้ำยังมีเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแถมมาให้อีกด้วย ชายหนุ่มหลับตาปี๋ ระหว่างเขากับ ‘แขกแปลกหน้า’ เวลานี้มีเพียงมุ้งบาง ๆ กั้นกางระหว่างกันไว้เท่านั้น

“ไอ้เด็กกลุ่มนั้นมันตามมา ตั้งใจจะเอาเอ็งไปอยู่ด้วยให้ได้ แต่ตอนนี้ตาไล่พวกมันไปเรียบร้อยแล้ว”

ชายหนุ่มหูผึ่ง เกิดคำถามขึ้นในใจ วิญญาณของแก็งค์วัยรุ่นกลุ่มนั้น ตามเขามาถึงบ้านได้เลยอย่างนั้นหรือ

“ได้สิ จิตของเอ็งกับพวกมันผูกโยงถึงกัน ผีตายโหงพวกนี้มันทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ ถ้ามีโอกาส” ราวกับอ่านใจเขาออก ชายชราท่าทางใจดีที่เวลานี้ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ‘ตา’ ไขข้อคาใจให้ฟัง “บุญเอ็งยังมีนะที่รอดมาได้ แต่เตรียมใจไว้หน่อยก็ดี เพราะนับจากนี้ ชีวิตของเอ็งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

ธีร์ฟังแล้วหลงลืมความกลัวไปชั่วขณะ อย่าบอกนะว่าเขาจะกลายเป็นคนเห็นผี!

“นั่นเป็นเรื่องแรกที่เอ็งต้องทำใจยอมรับมันให้ได้” ผู้มาเยือนหัวเราะเบา ๆ ตาสีนิลแกมใจดียังจับจ้องไปที่คนนอนเกร็งอยู่บนเตียง บอกอย่างเอ็นดู “อันที่จริง แทนที่จะกลัว ตาว่าเอ็งควรภูมิใจกับความพิเศษข้อนี้มากกว่านะ ใช่ว่าคนทุกคนจะสื่อสารกับวิญญาณได้ซะเมื่อไหร่ จริงไหม”

ชายหนุ่มคิดตามแล้วขนลุกซู่ ชายชราผู้นี้บอกให้เขาทำใจกับเรื่องแรก แปลว่าจะมีเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีก

“ใช่แล้ว แต่ไม่ต้องถามต่อนะ ตาบอกได้แค่นี้จริง ๆ” ผู้มาเยือนดักคอ “เสร็จธุระแล้ว ตาไปละ”

สิ้นคำเอ่ยลา แทนที่วิญญาณของชายชราผู้นี้จะหายวับไปเหมือนที่เขาเคยเห็นในภาพยนตร์สยองขวัญ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ธีร์เห็นกับตาว่ามีกลุ่มควันรัศมีสีนวลตาค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาครอบคลุมร่างกายของชายชราที่ยืนอยู่ตรงหน้าให้หายไปทีละนิด เริ่มจากแข้ง ขา มาจนถึงเอว

แล้วจู่ ๆ รัศมีของแสงรอบกายของชายชราก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้า สว่างจ้าขึ้นมาอีกรอบ “เกือบลืมไป บอกพ่อของเอ็งหรือใครก็ได้ ไปซ่อมบ้านให้ตาหน่อยนะ วันก่อนคนงานไร่องุ่นมันฟันกิ่งมะขามซัดโครมเข้าใส่บ้านตา หลังคาหลุดออกมาเป็นแผ่น กลางวันร้อนมาก อยู่ไม่ได้เลย”

ธีร์ยังขยับตัวไม่ได้ จึงได้แต่กรอกตาไปมา และตอบรับคำขอของผู้มาเยือนในใจ ในขณะที่ชายชราซึ่งรับรู้ทุกอย่างได้ผ่านจิต หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี “ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ละ บอกให้แม่เอ็งทำแกงหน่อไม้ใส่ไข่มดแดงส่งมาให้ตาด้วยก็ดีนะ อยากมาก ไม่ได้กินนานแล้ว”

ว่าแล้วร่างของวิญญาณตนนั้นก็หายวับไปกับตา ปล่อยให้ชายหนุ่มที่เวลานี้กลับมาขยับตัวได้อย่างอิสระอีกครั้ง ถอนหายใจอย่างโล่งอก ยกมือขึ้นจับพิรอดแขนแล้วหมุนไปมาอย่างใช้ความคิด พลันเกิดคำถามขึ้นในใจ เหตุใด ‘ของขลัง’ ที่ดวงเกษมมอบให้ จึงใช้ไม่ได้กับทุกกรณี

โดยเฉพาะในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน

 

น้ำพริกหนุ่มกับผักต้ม ปลาดุกย่าง ต้นอ่อนทานตะวันผัดน้ำมันหอย และแกงขนุนใส่กระดูกซี่โครงหมู คืออาหารเมนูโปรดของลูกชาย ที่สร้อยทองจัดแจงให้แม่ครัวจัดทำมาขึ้นโต๊ะในเช้าวันนี้ ธีร์ที่กินแต่อาหารของโรงพยาบาลมานานจนเบื่อ เห็นแล้วถึงกับยิ้มแต้ กินข้าวได้มากกว่าทุกวัน

เสร็จจากมื้ออาหารเช้า แม่เลี้ยงสร้อยทองก็เปิดประเด็น “เมื่อคืนธีร์ได้ยินเสียงบ้านลั่นไหมลูก”

ธีร์สะดุ้ง หูผึ่งขึ้นมาทันควัน “แม่ก็ได้ยินเหรอครับ”

“ได้ยินสิ ลั่นแรงมาก บ้านสะเทือนทั้งหลัง ทำเอาแม่ถึงกับสะดุ้งตื่นเลยทีเดียว งัวเงียควานหามือถือขึ้นมาดูเวลา ตีสองกว่าเห็นจะได้” มารดาว่า พลางยกถ้วยกับข้าวที่อยู่บนโต๊ะ ส่งให้แม่บ้านนำไปเก็บ “ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ แม่ว่าตื่นเต้นดี แม่ชอบ”

“ว่าแต่เรื่องบ้านลั่นนี่มันเกิดจากอะไรเหรอพ่อ” สร้อยทองหันไปถามสามี

“การหดตัวของไม้” พ่อเลี้ยงวีร์ยิ้มให้ภรรยาช่างสงสัย “ไม้มีคุณสมบัติเป็นฉนวนก็จริง คือไม่นำไฟฟ้า แต่เวลาที่มันเจอความร้อนหรือความเย็นมาก ๆ ไม้สามารถยืดและหดได้เหมือนกัน หน้าหนาวแบบนี้ กลางวันแดดแรง บ้านไม้โดนแดดมาทั้งวันเลยขยายขนาด พอตกกลางคืนอากาศหนาว ไม้ก็เลยหด”

สร้อยทองหันไปทางลูกชาย “ว่าแต่ธีร์เถอะลูก เจ็บขาหรือเปล่า”

“นิดหน่อยครับ” ชายหนุ่มบอกมารดาตามตรง หมอบอกไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่า ถ้าอากาศหนาวเขาจะเจ็บเหล็กที่ขา แต่ในยามนี้สิ่งที่ธีร์สนใจ ไม่ใช่เรื่องเหล็กหดบีบกระดูก ชายหนุ่มอยากรู้เรื่องเมื่อคืนมากกว่า “หลังจากบ้านลั่น แม่ได้ยินเสียงอะไรอีกไหมครับ”

“ไม่นี่ลูก แม่กับพ่อหลับสบาย นอนยาวถึงเช้า”

ธีร์ฟังแล้วนิ่ง แปลกใจที่พ่อกับแม่ไม่รู้เรื่องใด ๆ นอกเหนือจากบ้านลั่น เห็นทีชายชราผู้นั้นจะจงใจสื่อสารกับเขาแค่คนเดียวเป็นแน่แท้ อ้าปากจะถามมารดาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก็พอดีกับที่ป้าสายผู้รับหน้าที่ทั้งแม่บ้านและแม่ครัวโพล่งออกมาเสียก่อน

“แม่เลี้ยงคะ เมื่อเย็นวาน คนงานไร่องุ่นตัดกิ่งต้นมะขามล้มใส่ศาลเพียงตา”

“ศาลเพียงตา…” สร้อยทองทวนคำ หันขวับทันควัน “ว่าไงนะป้าสาย”

“ค่ะ ศาลเพียงตาหลังเล็กมุงแผ่นสังกะสีที่อยู่ตรงมุมถนน ก่อนเลี้ยวขวามาเรือนไม้สักหลังนี้ไงคะ โดนกิ่งมะขามอันเบ้อเร่อตกใส่ หลังคาสังกะสีบุบบี้เสียหายยับเยิน” ป้าสายรายงาน ท่าทางดูวิตก “พวกคนงานที่ตัดต้นไม้มันกลัวกันใหญ่ นำข้าวตอกดอกไม้ใส่พานไปขอขมาแล้ว แต่ก็ยังไม่อุ่นใจ”

“เลยฝากป้ามาถามแม่เลี้ยงว่า ควรทำยังไงกันดี”

ธีร์ได้ยินแล้วขนลุกซู่ แน่แล้ว…ชายชราท่าทางใจดีที่มาหาเขาเมื่อคืนคือ ผีเจ้าที่!

 

“ไปบอกลุงแก้วมาหาฉัน” สร้อยทองสั่งการให้คนไปตามหัวหน้าคนงานมาพบเป็นการด่วน คุณแม่ของธีร์เชื่อเรื่องโชคลางและสิ่งลี้ลับเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นจึงสร้างความกังวลใจให้ไม่น้อย ด้วยเกรงว่าจะเกิดอาเพศขึ้นในอาณาจักรไร่แสนคำรัก

“น่าหักเงินเดือนจริงเชียวคนงานพวกนี้ ทำอะไรไม่ระวัง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” สร้อยทองบ่นอุบ หน้าตาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ขณะหันไปสบตาสามีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “เห็นทีวันนี้แม่ต้องไปทำบุญเสียหน่อยแล้วละพ่อ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างนะ คืนนี้นอนไม่หลับแน่ ๆ”

“นี่ก็จะแปดโมงละ มื้อเช้าไม่น่าจะทัน พระท่านฉันจังหันไปแล้ว” มารดาของธีร์เหลียวดูนาฬิกาที่ติดอยู่ตรงฝาผนังบ้าน ตัดสินใจรวดเร็ว สั่งแม่บ้าน “ป้าสายช่วยเตรียมกับข้าวใส่ปิ่นโตให้ฉันสักสองสามอย่างนะ ได้ไหม ให้เสร็จก่อนสิบโมง จะเอาไปถวายเพลพระที่วัด”

“ได้ค่ะ แม่เลี้ยง” แม่ครัวร่างท้วมรับคำทันใด “พอดีเลย เช้านี้ป้าซื้อของมาตุนไว้ในตู้เย็นหลายอย่าง”

“ไหนว่ามาซิ วันนี้จะทำอะไรบ้าง” สร้อยทองเริ่มยิ้มออก สอบถามเมนูอาหารอย่างสนใจ

“แกงหน่อไม้ใส่ไข่มดแดง” จู่ ๆ ธีร์ก็โพล่งออกมา

ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว

 

สายตามีคำถามของมารดา ทำให้ชายหนุ่มรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “เอ่อ…คือธีร์อยากกินอ่ะครับแม่”

“หน้าหนาวแบบนี้จะไปหาไข่มดแดงมาจากที่ไหนกันลูก” สร้อยทองว่า จับจ้องลูกชายไม่วางตา “ที่สำคัญ หมอภูมิแพ้ห้ามธีร์กินไข่แมลงทุกชนิดไม่ใช่เหรอลูก แม่จำได้ คราวก่อนที่ลูกเผลอกินตัวอ่อนของผึ้งเข้าไป แค่นิดเดียวเท่านั้น ก็ตัวบวมฉึ่ง ผื่นแดงขึ้น คันคะเยอทั้งตัว จนต้องรีบหามกันไปโรงพยาบาลทั้งคืน”

“มันก็ใช่ครับแม่ แต่ว่า…” ธีร์เริ่มอึกอัก ไม่กล้าสบตามารดา “ครั้งนี้ ธีร์อาจจะไม่แพ้แล้วก็ได้”

“หรือจะให้คุณธีร์ลองดูคะแม่เลี้ยง” ป้าสายแทรกขึ้น “คืออย่างงี้ค่ะ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีก็ได้ ป้าเพิ่งซื้อไข่มดแดงมาจากตลาดเมื่อเช้านี่เอง แต่ว่ามันไม่ใช่ไข่มดแดงที่ชาวบ้านหามาจากป่าหรอกนะคะ มันมาจากฟาร์มแถวใกล้บ้านเรานี่เอง”

“มีฟาร์มไข่มดแดงด้วยเหรอ” พ่อเลี้ยงวีร์หูผึ่งขึ้นมาทันใด

“ป้าเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันค่ะพ่อเลี้ยง ว่าเดี๋ยวนี้เขาเลี้ยงมดแดงเอาไข่ได้ด้วย เหมือนเขาใช้ขวดน้ำอัดลมมาตัดต่อกันทำเป็นบ้านให้มันอยู่น่ะค่ะ เรียกชื่อเสียดูดีว่าไข่มดแดงคอนโด ป้าลองถามคนที่เอาไข่มันมาขาย เขาว่ารสชาติอร่อยใช้ได้เหมือนกันค่ะ”

บิดาของธีร์พยักหน้า ตาเป็นประกาย “น่าสนใจ เห็นทีต้องไปหาข้อมูลเพิ่มซักหน่อยแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น เมนูแรกป้าทำแกงหน่อไม้ใส่ไข่มดแดงนะคะ หน่อไม้ในไร่เรามีอยู่แล้ว เดี๋ยวให้คนงานไปตัดมา ไม่ต้องซื้อ” ป้าสายคิดถึงวัตถุดิบในตู้เย็น แจ้งเมนูที่เหลือให้ฟัง “ที่เหลือเอาเป็นบวบผัดไข่กับปลาทับทิมราดพริก และผลไม้อีกสักสองสามอย่างน่าจะดี”

“ได้…” มารดาเห็นด้วย หันไปทางลูกชาย “แต่แม่ไม่ให้ธีร์กินแกงหน่อไม้ใส่ไข่มดแดงนะ”

“ตกลงครับ ธีร์ไม่กินก็ได้ เอาไปทำบุญอย่างเดียว” ธีร์แอบยิ้ม ถอนหายใจอย่างโล่งอก

 



Don`t copy text!