นายหายนะ บทที่ 3 : ตัวตายตัวแทน

นายหายนะ บทที่ 3 : ตัวตายตัวแทน

โดย : น้ำน่าน

Loading

เตรียมพบกับ #นายหายนะ ของ #น้ำน่าน ฉบับรวมเล่ม ทั้งในรูปแบบหนังสือและอีบุ๊ก #พร้อมตอนพิเศษที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนได้ที่บูธ CC 05 ของ GROOVE PUBLISHING ในงานมหกรรมหนังสือฯ ระหว่าง 30 กันยายน ถึง 11 ตุลาคม 63 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของทาง GROOVE 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เร็วๆ นี้ ที่แฟนเพจ GROOVE PUBLISHING

***************************

– 3 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“เดี๋ยวก่อนโจ้ ใจเย็น ๆ” เสียงของหนุ่มร่างบางที่ยืนอยู่ข้างหลังท้วงขึ้น

“โอกาสของเรามาถึงแล้ว มึงจะรออะไรอีกวะเกื้อ” คนชื่อโจ้หันไปดุเพื่อนเสียงดัง

กว่าจะรวบรวมแต้มบุญที่สะสมมานานจนกลายเป็นพลัง ตามเจ้าดวงชะตาขาดคนนี้มาถึงโรงพยาบาลได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งที่แห่งนี้ก็มีดวงวิญญาณเดินสวนทางกันขวักไขว่ มากเกินกำลัง ‘เจ้าที่’ จะรับมือไหว พวกเขาเลยเข้าถึง ‘ตัวตายตัวแทน’ ได้อย่างง่ายดาย

“ทางสะดวกขนาดนี้ ไม่ต้องรออะไรแล้ว”

โจ้ยิ้มอย่างหมายมาด ไม่เสียแรงที่พวกเขาอุตส่าห์จัดฉากให้ไอ้คนขับ ซึ่งตอนนั้นมันกำลังมึนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ บังคับบิ๊กไบค์ออกนอกเส้นทางจนเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็นั่นแหละ ถ้านายคนนี้มันตายคาที่ พวกเขาคงไม่ต้องเหนื่อยรวบรวมพลังที่มีอยู่อย่างจำกัด ตามมาถึงที่นี่

โจ้มีเวลาไม่มาก หากครั้งนี้ไม่สำเร็จ พวกเขาต้องกลับไปเฝ้ารออยู่ตรงจุดเดิม จนกว่าจะมีผู้ที่ดวงถึงฆาตคนต่อไป…

“ถึงอย่างนั้นมึงก็ควรถามความสมัครใจเขาก่อน” คนชื่อเกื้อว่า หันไปทางธีร์ที่นอนหน้าตาตื่นอยู่บนเตียง

“ใช่ ถ้ามันอยากไป พวกเราจะไม่ห้าม” หนุ่มตัวดำที่ยืนอยู่ข้างหลังพูดบ้าง

โจ้ฮึดฮัด แต่ก็หันไปถามธีร์ “จะมาชวนไปอยู่ด้วย จะไปไหม”

“ไปไม่ได้หรอก ยังเรียนไม่จบ” ธีร์ตอบงงงง มองไปที่หนุ่มแปลกหน้าทั้งสี่

“ไม่ต้องเรียนแล้ว เสียเวลา ไปอยู่กับพวกกูดีกว่า” โจ้พูดเสียงดัง

“ไปไม่ได้จริง ๆ ขาหักด้วย เดินยังไม่ได้เลย” ธีร์ย้ำคำเดิม เมื่อมั่นใจว่าไม่รู้จักพวกเขาแน่ ๆ

“มึงต้องไป ถ้าไม่ไป พวกกูก็ต้องอยู่ที่นั่น…”  ท่าทางของโจ้ดูไม่สบอารมณ์

“ก็บอกแล้วว่าไม่ไป ขาหักอยู่เนี่ยเห็นไหม” ธีร์เริ่มหงุดหงิด “จะไปได้ยังไง ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ”

“ปากดีนักนะมึง” แววตาของโจ้เป็นสีแดงเพลิงขึ้นมาทันควัน โผเข้าหาธีร์ หมายใจจะบีบคอให้ตายคามือ

เกื้อตะโกนห้าม ตรงเข้าไปคว้าแขนไว้ ธีร์ที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของคนทั้งกลุ่มอยู่ตลอดมองตามแล้วตกใจจนขนหัวลุก เมื่อเห็นกับตาว่าร่างของโจ้กับเกื้อที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันนั้น แปรเปลี่ยนเป็นเงาโปร่งแสง มองทะลุผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

ธีร์ได้คำตอบในนาทีนั้นว่า แก็งค์วัยรุ่นที่ยืนกันสลอนอยู่ตรงปลายเตียง…ไม่ใช่คน

“หยุดนะโจ้ มึงทำอย่างนั้นไม่ได้ กฎเรามี ถ้าเขาไม่เต็มใจ ยังไงก็เอาไปไม่ได้” เกื้อพยายามอธิบายอย่างใจเย็น ในขณะที่เพื่อนอีกสองคนก็ขยับตัวมาขวางโจ้ไว้ ไม่ยอมให้เข้าใกล้ธีร์ “ไม่อย่างนั้นโทษของเราจะหนักขึ้น มึงอยากถูกจองจำอยู่ตรงนั้นตลอดไปหรือไง”

“กูไม่รอแล้ว กูจะแหกกฎ” โจ้บอกอย่างผู้ที่ตัดสินใจแล้ว หันไปบอกเพื่อนร่วมแก็งค์ทั้งสามท่าทางจริงจัง “พวกมึงฟังกู ไอ้คนนี้ดวงมันถึงฆาตแล้ว จะช้าหรือเร็ว มันก็ต้องตาย ต่อให้มันไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายมันก็ต้องไปเป็นตัวตายตัวแทนของเราอยู่ดี”

“แทนที่จะมาเถียงกัน กูว่าเรามาช่วยให้มันตายเร็วขึ้นไม่ดีกว่าเหรอ”

“กูเห็นด้วยกับไอ้โจ้” หนุ่มตัวดำโพล่ง มองไปที่ธีร์อย่างหมายมาด

“กูด้วย” ชายร่างสูงที่นิ่งเงียบมาตลอดออกความเห็นบ้าง

“เหลือแต่มึงแล้วไอ้เกื้อ” โจ้หันไปมองเพื่อน “จะสละสิทธิ์ก็ไม่ว่านะ”

“ได้ไงวะ พวกมึงลืมไปแล้วหรือไง ตอนที่รถกระบะของพวกเราถูกสิบล้อเมายาบ้าคันนั้นชน จนเปลี่ยนจากคนมาเป็นผี กูตายก่อนพวกมึง” เกื้อตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันใด จ้องหน้าเพื่อนเขม็ง “ถ้าไอ้คนดวงจู๋นี่จะต้องเป็นตัวตายตัวแทนใครสักคน มันควรจะเป็นตัวแทนของกู”

“เห็นไหม สุดท้ายมึงก็อยากไปเกิดเหมือนกันนั่นแหละ” หัวโจกของกลุ่มจงใจหัวเราะเสียงดังเย้ยเกื้อ หันไปมองธีร์ที่นอนหน้าซีดเผือดไร้หนทางหนีอยู่บนเตียงพยาบาล เดินสามขุมเข้าไปหาชายหนุ่มช้า ๆ แววตาบ่งชัดถึงความกระหยิ่มยิ้มย่อง “ตามกฎของตัวตายตัวแทนคือหนึ่งต่อหนึ่ง แต่พวกเรามีกันตั้งสี่”

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ใครได้ดวงจิตของมันก่อน ไอ้คนนี้คือตัวแทนของคนนั้น”

ธีร์ตาเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อจู่ ๆ ร่างของวิญญาณทั้งสี่ก็เรืองแสงขึ้นมาพร้อมกัน คราวนี้เป็นสีแดงอมส้มดูดุดันอาฆาตรุนแรง ชายหนุ่มเขยิบตัวหนีตามสัญชาตญาณ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยเท่าไรนัก

วิญญาณของโจ้ก้าวพรวดเดียวก็ถึงตัวเขา แล้วกระโดดขึ้นคร่อมกลางลำตัว ยื่นมือมาคว้าหมับที่คอแล้วกดบีบอย่างแรง ในขณะที่วิญญาณของหนุ่มตัวดำก็ยกมือทุบที่แผลผ่าตัดตรงหน้าขาเขาจนร้าวระบมไปหมด ส่วนวิญญาณร่างสูงตรงปลายเตียงก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขย่าแผงเหล็กที่หน้าแข้งของธีร์อย่างแรงจนเลือดไหลออกมาตรงปากแผล

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เกื้อที่ตอนแรกพยายามห้ามโจ้ กลับพุ่งตรงเข้ามาบีบจมูกเขาหน้าตาเฉย

ความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ แต่ธีร์ก็ยังพยายามตั้งสติ ยกมือทั้งสองข้างจับที่คอของตัวเอง หมายใจจะง้างมือที่เรืองแสงของโจ้ออก แต่ไม่สำเร็จ จึงได้แต่ปัดป่ายมือไปมาเป็นพัลวัน ธีร์เริ่มตาเหลือก ดิ้นขลุกขลักทุรนทุราย น้ำหูน้ำตาไหล ขาดอากาศหายใจ และกำลังจะตาย ลมปราณสุดท้ายมาจุกเป็นก้อนที่คอ

ในเสี้ยววินาทีนั้น ธีร์เห็นรอยยิ้มของผู้ชนะจากดวงวิญญาณของเกื้อ…

 

 “ยานีธะ ภูตานิ สมาคะตานิ                ภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข

สัพเพ วะ  ภูตา สุมะนา ภะวันตุ  อะโถปิ สักกัจจะ สันตุ ภาสิตัง…

 

สิ้นเสียงสวดของดวงเกษม วิญญาณทั้งสี่พลันหายวับไปกับตา ธีร์ได้โอกาสสูดออกซิเจนเข้าเต็มปอด และนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอยู่อย่างนั้น ครั้นไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ จากดวงเกษม จึงค่อยหันไปมองหาเพื่อนสนิทผู้อาสามาเฝ้าไข้ ที่นอนยาวหลับใหลอยู่บนโซฟาตรงมุมห้อง

 

“เมตตัญจะ สัพพะโลกัส์มิง                 มานะสัมภาวเย อะปะริมาณัง…”

 

ตาของดวงเกษมยังคงปิดสนิท คล้ายคนเข้าสู่ภาวะหลับลึก ไม่รู้สึกตัว ทว่าปากกลับพึมพำเป็นบทสวดมนต์ภาษาบาลีที่เขาไม่คุ้นเคย ดวงตากลมโตของธีร์ จับจ้องไปทั่วห้องอย่างหวาดระแวง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้าคือความว่างเปล่า วิญญาณร้ายหายไปแล้ว

เขารอดมาได้ เพราะคนเคยบวชเรียน อย่างดวงเกษมละเมอแท้ ๆ

 

“แปลก ทำไมจู่ ๆ แผลมันถึงอักเสบขึ้นมาอีก ตรงหน้าแข้งเหมือนมีคราบเลือดติดอยู่ด้วย”

สร้อยทองที่ยืนชิดติดขอบเตียงบอกสามีเสียงเครียด คราบเลือดแห้งกรังที่ติดอยู่รอบรูแผงเหล็กซึ่งฝังไว้ยึดกระดูกตรงหน้าแข้งของลูกชาย ทำให้มารดาของธีร์มีท่าทางเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอไล่สายตาสำรวจไปทั่วร่างของธีร์ ก่อนจะมาหยุดตรงที่หน้าขา

“ดูสิพ่อ ขาก็บวม ดูเหมือนจะใหญ่กว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ” ว่าพลางยกมือขึ้นแตะขาขวาธีร์เบา ๆ

“ลูกเพิ่งผ่าตัดใส่เหล็กลงไปตรงนั้นเมื่อวาน มันก็น่าจะบวมเป็นธรรมดานะ พ่อว่า” พ่อเลี้ยงวีร์พยายามอธิบาย หวังให้ภรรยาคลายกังวล แล้วหันไปสบตาลูกชายคนเดียว ถามอย่างห่วงใย เมื่อเห็นธีร์ดึงผ้าห่มที่วางอยู่กลางหน้าอกขึ้นปิดคอ “แอร์เย็นเหรอลูก”

“นิดหน่อยครับ” ธีร์ส่งยิ้มซีดเซียวให้พ่อ กลัวท่านทั้งสองเห็นรอยแดงเป็นปื้นที่คอมากกว่าเรื่องอื่นใด

“ไหนลองเล่าให้แม่ฟังซิ ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงมีเลือดออกที่หน้าแข้งของลูกได้” มารดาของธีร์ยังไม่หายสงสัย

“ไม่รู้เหมือนกันครับแม่ เมื่อคืนธีร์เมายาสลบ ไม่ค่อยมีสติเท่าไหร่” ธีร์ตอบคลุมเครือ ก่อนยกข้อสันนิษฐานของตัวเองมาอธิบาย ไม่ยอมปริปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนค่อนรุ่งให้พ่อกับแม่ฟัง “อาจเป็นไปได้ว่าธีร์น่าจะนอนดิ้น หรือไม่ก็พลิกตัวแรงไปหน่อย ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น”

สร้อยทองก้มหน้าดูคราบเลือดที่หน้าแข้งลูกชายอีกครั้ง ทำหน้าประหลาดใจ ต้องพลิกตัวแรงขนาดไหนกันนะ ถึงจะทำให้เลือดไหลออกมาจากรูเหล็กได้มากมายขนาดนี้ อ้าปากจะถามต่อ แต่ธีร์ไวกว่า เพราะจับตาดูความเคลื่อนไหวของมารดาอยู่แล้ว รีบเปลี่ยนประเด็นทันใด

“ที่สำคัญ ตอนนี้ธีร์คันแผลมากเลยครับ” ไม่ว่าเปล่า ชายหนุ่มยังยื่นมือไปเกาแผลตรงขาให้มารดาดูด้วย

“หรือจะเป็นเพราะว่ากินของแสลง” แม่เลี้ยงสร้อยทองกวาดตาไปที่กระเช้าของเยี่ยมไข้สารพัดที่โต๊ะข้างเตียง

“ธีร์ไม่ได้กินอะไรที่นอกเหนือจากที่แม่สั่งเลยนะ กินแต่อาหารของโรงพยาบาลตลอด” ชายหนุ่มรีบบอก

“แล้วไข่ล่ะ กินไหม” มารดาของธีร์ยังซักไซ้ไม่เลิก

“ไม่ได้กินเลยครับแม่ ถามมิ่งกับดวงดูก็ได้ ธีร์จงใจเขี่ยออก…” ตอบเอาใจมารดา

อันที่จริงช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัดเช่นนี้ หมอเจ้าของไข้แนะนำให้เขากินอาหารจำพวกโปรตีนมากกว่าอาหารหมู่อื่น เพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม และไข่ มาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทว่ามารดาซึ่งเป็นคนเหนือเต็มขั้น มีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า การกินไข่และเนื้อสัตว์ใหญ่ในช่วงหลังผ่าตัด จะทำให้แผลผ่าตัดอักเสบ แข็งนูนคล้ายคนปลูกฝี และมีอาการคันคะเยอที่แผล

จึงสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ธีร์กินไข่…

“แล้วแบบนี้ มันเกิดจากอะไร” แม่เลี้ยงสร้อยทองยังจับจ้องไปที่หน้าแข้งของลูกชาย

“พ่อว่า ให้หมอเป็นคนตอบดีกว่านะ เดี๋ยวก็มาแล้ว”

แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ฟันธงว่าเลือดที่ซึมออกมาจากรูเหล็กตรงหน้าแข้งธีร์เกิดจากอะไร แต่ก็ได้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะเกิดจากการกระทบกระเทือนในระหว่างเคลื่อนย้ายธีร์ลงจากเตียงผ่าตัด หมอยังบอกอีกว่าสภาพโดยรวมของบาดแผล ปกติดี ไม่มีอะไรน่าห่วง

“อีกเจ็ดวันตัดไหม แล้วก็รอดูอาการอีกสักพัก จนแน่ใจว่าแผลผ่าตัดทั้งสองแห่งไม่มีอาการอักแสบหรือติดเชื้อ ก็กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้วนะครับ” หมอเจ้าของไข้บอกอย่างใจดี “จากนั้นค่อยมาหาหมออีกครั้งตามนัด ซึ่งหมอคิดว่าเราน่าจะได้เจอกันอีกหลายครั้งเลยละ กว่าจะได้ถอดแผงเหล็กที่หน้าแข้งออก”

“ในระหว่างนี้อย่าเอาแต่นอนติดเตียงนะครับ ต้องหมั่นพลิกตัวด้วย ไม่อย่างนั้นอาจมีแผลกดทับที่สะโพก อ้อ และถ้าคนไข้อยากกลับมาเดินได้เหมือนเดิมเร็ว ๆ ต้องขยันทำกายภาพบำบัดนะ พยายามหัดใช้ไม้ค้ำยันให้คล่อง เพราะคนไข้ต้องอยู่กับไม้ค้ำยันไปอีก อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหกเดือน”

สร้อยทองฟังหมอแล้วดีใจจนตาเป็นประกายสุกใส ความกังวลที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมาตลอดสองอาทิตย์ว่า ลูกชายจะเดินไม่ได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อหมอเจ้าของไข้ขอตัวออกไปตรวจคนไข้รายอื่นต่อ เธอจึงหันไปถามดวงเกษมที่นั่งหน้ายิ้มอยู่ไม่ไกลจากเตียงพยาบาลอย่างอารมณ์ดี

“ดวงอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก แม่กับพ่อว่าจะลงไปซื้อของที่มินิมาร์ทข้างล่างพอดี”

“ไม่เป็นไรครับแม่ อีกสักพักผมก็จะกลับแล้ว” ดวงเกษมบอกอย่างเกรงใจ โชคดีที่ตอนนี้สารนิพนธ์ของเขาก้าวหน้าไปมาก จึงมีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนธีร์ได้อย่างเต็มที่ เขากับมิ่งมงคลตกลงกันไว้ว่าจะสลับกันมานอนเฝ้าไข้ธีร์ จนกว่าเพื่อนหนุ่มจะได้ออกจากโรงพยาบาล

“ได้ยังไงกันลูก นี่ก็จะสิบโมงแล้ว ตั้งแต่เช้า ดวงยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่ ใช่ไหม…” สร้อยทองถามเองตอบเองเสร็จสรรพ “ดวงมีน้ำใจมาอยู่เฝ้าไข้ นอนเป็นเพื่อนธีร์ทั้งคืน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ที่ข้าง ๆ โรงพยาบาลมีร้านข้าวขาหมูเจ้าอร่อย เดี๋ยวแม่แวะไปซื้อใส่กล่องมาให้ดวงดีกว่าเนาะ”

“ดวงกินเสร็จแล้วค่อยกลับไปพักผ่อนเอาแรงที่หอ” แม่เลี้ยงสร้อยทองว่า “หรือจะห่อกลับไปด้วยก็ได้”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับแม่” ดวงเกษมจำต้องรับไมตรี

สร้อยทองยิ้มถูกใจ หันไปจับแขนสามีชวนกันลงไปข้างล่าสง “ถ้าอย่างนั้น แม่ฝากธีร์อีกแป๊บนะ”

 

รอจนแน่ใจว่าพ่อกับแม่ที่เดินออกจากห้องพักไปไม่ย้อนกลับมาแน่แล้ว ธีร์ไม่รอช้า จ้องหน้าเพื่อน โพล่งถามในสิ่งที่ค้างคาใจเอากับดวงเกษมทันที “เออนี่ดวง บทสวดภาษาบาลีที่ขึ้นต้นประมาณว่า ยานีธะ ภูตานิ อะไรสักอย่างนี่แหละ มันมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรวะ”

ดวงเกษมเงยหน้าจากสมาร์ทโฟนทันควัน “ทำไมอยู่ดี ๆ มึงถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา”

“กูอยากรู้…” ธีร์ทำท่าคิด “แล้วก็มีที่สวดว่า เมตตัญจะ สัพพะโลกะ อะไรนั่นอีก กูไม่เคยได้ยินมาก่อน”

คราวนี้หนุ่มหน้าตี๋ถึงกับลุกเดินมาหาเพื่อนถึงขอบเตียงเลยทีเดียว

คนที่ไม่เคยบวชเรียนมาก่อนอย่างธีร์ ปกติเวลาฟังพระสวดตามงานบุญต่าง ๆ ก็แค่ฟังผ่านหู ร้อยทั้งร้อยไม่น่าจะจำได้ว่าถ้อยคำภาษาบาลีที่พระสวดมีคำขึ้นต้นหรือหมายความว่าอย่างไร การที่จู่ ๆ เพื่อนของเขาคนนี้ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยสนใจเรื่องศาสนาไปมากกว่าการทำบุญตามเทศกาล ถามถึงความหมายของบทสวดมนต์จึงไม่ใช่เรื่องปกติ

“บอกกูมาก่อนธีร์ มึงไปได้ยินบทสวดสองบทนี้จากที่ไหน” ท่าทางของดวงเกษมเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด

“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากรู้เฉย ๆ” ธีร์ปด “มึงก็รีบบอก ๆ มาเถอะน่า กูคาใจ”

“บทสวดมนต์พิธี…” ดวงเกษมไขข้อคาใจหน้าตาจริงจัง “คำสวดบทแรก ยานีธะ ที่มึงว่า คือคำขึ้นต้นของรตนสูตร ส่วนอีกอัน เมตตัญจะ มาจากบทสวดมนต์ที่ชื่อว่ากรณีเมตตสูตร เขาใช้สวดกันในงานมงคลต่าง ๆ ที่มีการกรวดน้ำ เจริญพระพุทธมนต์”

“เนื้อหาโดยย่อพูดถึงคุณของพระรัตนตรัย การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร และขออโหสิกรรมต่อสัมภเวสี ผีไม่มีญาติ ที่เราได้ล่วงเกินทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ” ดวงเกษมเคยบวชเรียนเป็นสามเณรมาก่อนตั้งหกปี มีความรู้เรื่องศาสนามากกว่าเพื่อนทุกคนใจกลุ่ม “พระอาจารย์สายวิปัสสนาหลายรูป ท่านแนะนำให้สวดคาถาสองบทนี้ก่อนนอน จะฝันดี เทวดารักษา ภูตผีปีศาจไม่มารบกวน”

“จะเรียกบทสวดมนต์สองบทนี้ว่ามนต์ขับผี หรือคาถากันผีก็ไม่ผิด” เพื่อนหนุ่มสรุป

“มิน่า แก็งค์นั้นถึงหายวับไปกับตา…” ธีร์พึมพำเสียงเบา นึกไปถึงเมื่อคืนแล้วขนลุกขึ้นมาอีกรอบ

“มึงว่าอะไรนะ กูได้ยินไม่ชัด”

“เปล่า ไม่มีอะไร ขอบใจมึงมากนะดวงที่อธิบายให้คนห่างวัดอย่างกูฟัง”

“ทีนี้จะบอกได้หรือยังว่ามึงไปได้ยินที่ไหนมา” ดวงเกษมย้ำคำเดิม

“มันแวบ ๆ เข้ามาในสมอง สงสัยเป็นผลข้างเคียงจากยาสลบ” ธีร์บอกปัด ไม่ยอมสบตาเพื่อน

“มึงปิดกูไม่ได้หรอกธีร์ บอกความจริงมา” หนุ่มหน้าตี๋ขยับแว่นหน้าเตอะ จ้องหน้าเพื่อน

ธีร์เม้มริมฝีปาก รู้แน่แก่ใจว่าปดเพื่อนไม่ได้จึงบอกความจริง…แค่ครึ่งเดียว “กูได้ยินที่มึงละเมอเมื่อคืน”

“หา กูละเมอออกมาอย่างนั้นเหรอ” หนุ่มแว่นชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ใช่ ตอนตีสี่กว่า” ธีร์โพล่ง “เสียงดังมาก จนกูสะดุ้งตื่น”

“ปกติกูไม่เคยนอนละเมอนะ” ดวงเกษมขมวดคิ้ว “แล้วก็ละเมอออกมาเป็นคาถากันผีด้วย ยิ่งแปลกไปใหญ่”

“ไม่เห็นแปลกตรงไหน ถ้ารู้ตัวจะเรียกว่านอนละเมอได้ยังไงวะ”  ธีร์ได้จังหวะเบี่ยงประเด็น

“นั่นสินะ…” ชายหนุ่มผู้เชื่อเรื่องลี้ลับมากกว่าใครพยักหน้าเห็นด้วย ขยับแว่นตาหนาเตอะของตัวเองตามความเคยชิน แล้วเริ่มสำรวจร่างกายเพื่อนอย่างละเอียดอีกครั้ง “ว่าแต่ พิรอดแขนของมึงยังอยู่ใช่ไหม”

ธีร์ยื่นแขนข้างซ้ายให้เพื่อนดู ตอนค่อนรุ่ง หลังเหตุการณ์ชวนสยองผ่านพ้นไป เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้สวมพิรอดแขนที่ดวงเกษมเคยให้ไว้ คิดได้ในเวลาต่อมาว่าถูกมารดาถอดออกตอนก่อนเข้าห้องผ่าตัด และหลังจากนั้นก็ลืมไปเลย พอได้สติ ธีร์จึงเสาะหา

และเห็นว่าพิรอดแขนสีดำสนิท วางอยู่บนหัวเตียงพยาบาลนั่นเอง

“ใส่ติดแขนไว้นะธีร์ มันช่วยให้มึงอุ่นใจ เชื่อกู” ดวงเกษมย้ำ ท่าทางจริงจัง

ธีร์พยักหน้า เอามือจับพิรอดแขน หมุนไปมาช้า ๆ หันไปสบตาเพื่อน “กูเชื่อมึง”

 

“กูรู้นะ ว่ามึงมองหารัตน์…” ท่าทางชะเง้อมองเหมือนรอคอยใครสักคนของดวงเกษม ทำให้หนุ่มหน้าเข้มที่เดินตัวปลิวเข้ามาในห้อง เอ่ยปากแซวทันใด เรื่องเดียวที่หนุ่มหน้าตี๋ปิดเพื่อนไม่ได้ เห็นจะเป็นเรื่องหัวใจนี่กระมัง “ใจเย็น ๆ ยิ้ม ๆ เข้าไว้ เดี๋ยวขวัญใจมึงก็มา”

“ทำไม มีอะไรวะ” อยู่กันสามคน ดวงเกษมถามทันควัน ไม่สนคำแซวเพื่อน

“ไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรหรอก พอดีอาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์เรียกพบที่คณะ เหมือนจะขอข้อมูลเพิ่มเติมอะไรสักอย่างนี่แหละ รัตน์มันก็เลยให้กูมาก่อน เสร็จแล้วจะตามมา” มิ่งมงคลรายงาน “รัตน์มันโชคดี ได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่ใส่ใจ ตัวมันเองก็ขยันด้วย สารนิพนธ์เลยก้าวหน้าไปมาก”

“ดูทรงแล้วนะ รัตน์น่าจะจบก่อนเพื่อน”

ท่าทางเป็นกังวลของคนที่นอนอยู่บนเตียง ทำให้มิ่งมงคลรีบบอกทันควัน “เอาน่า อย่าเครียดไปเลยธีร์ มึงเรียนเก่งจะตาย ยังไงก็ต้องรับปริญญาพร้อมพวกกูอยู่แล้ว เมื่อวันก่อนกูเอาใบรับรองแพทย์ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาของมึง ท่านยังบอกเลยว่า มีเวลาถมเถ รักษาตัวให้หายก่อน ที่เหลือค่อยว่ากัน”

“ท่านยังฝากกูมาบอกมึงด้วยนะว่าจะหาเวลามาเยี่ยม”

ธีร์พยักหน้า ทว่าไม่เอ่ยคำใด ดวงเกษมเลยเป็นฝ่ายถามแทน “ว่าแต่มึงเถอะมิ่ง เรื่องลิน โอเคหรือยัง”

“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” คราวนี้มิ่งมงคลถอนหายใจยาว จนถึงวันนี้เกวลินแฟนสาวของเขายังโกรธเรื่องที่เขาไม่ได้ไปงานวันเกิดของเธอเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เพราะต้องมาอยู่โยงเฝ้าไข้ธีร์ที่โรงพยาบาล ไม่วายที่มิ่งมงคลจะพยายามอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจว่า เขาต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นคนทำให้ธีร์เจ็บ แต่ดูเหมือนว่าเกวลินจะไม่ฟังเหตุผลของเขา

“เหมือนเดิมนี่คือยังไง” ดวงเกษมได้ทีขี่แพะไล่ “ดีกันเหมือนเดิม หรือทะเลาะกันเหมือนเดิม”

มิ่งมงคลชักสีหน้า ถอนหายใจอีกหนึ่งคำรบ “มึงคิดว่าอันแรกหรืออันหลังล่ะ”

“ดูจากหน้ามึงแล้ว กูว่าน่าจะอันหลัง” หนุ่มหน้าตี๋หัวเราะร่วน เป็นอันรู้กันในหมู่เพื่อนฝูงว่า คู่นี้ทะเลาะกันบ่อย แฟนสาวของมิ่งมงคลทั้งขี้หึงและเอาแต่ใจ ที่สำคัญเธอเข้ากับเพื่อน ๆ ของแฟนตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะกับจงรัตน์ด้วยแล้ว เจอกันทีไรเป็นต้องหาเรื่องปะทะคารมกันตลอด

“สู้ ๆ นะมิ่ง กูเชื่อในความพยายามของมึง ค่อย ๆ ง้อไป เดี๋ยวลินก็ใจอ่อนเองแหละ” ถึงเวลาที่ดวงเกษมต้องกลับไปพักผ่อนแล้ว ชายหนุ่มลุกขึ้น เดินไปตบบ่าให้กำลังใจมิ่งมงคล หันไปถามธีร์ “อยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม ถ้าหาได้ พรุ่งนี้กูจะได้เอามาให้”

“อยากได้หนังสือสวดมนต์สักเล่ม”

 

เพื่อนสาวคนเดียวของกลุ่มมาถึงโรงพยาบาลตอนเวลาอาหารเย็นของธีร์พอดี เห็นมิ่งมงคลก้มหน้าก้มตาเขี่ยสมาร์ทโฟนอย่างมันมือ ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจคนป่วยที่กึ่งนั่งกึ่งนอน พยายามใช้แขนข้างซ้ายที่ไม่ถนัดตักข้าวเข้าปากอยู่บนเตียง จงรัตน์ก็ทำหน้ามุ่ย

หันไปดุเพื่อนหนุ่มหน้าเข้มอย่างไม่สบอารมณ์ “แกนี่นะ ก็เห็นอยู่ว่าธีร์ไม่สะดวก ทำไมไม่ช่วยเพื่อน”

“ให้ช่วยป้อนข้าวงี้ ธีร์แค่ขาหักปะวะ ไม่ได้เป็นง่อย” มิ่งมงคลเงยหน้าจากจอสมาร์ทโฟน ยักไหล่ไม่ยี่หระ

“ฉันขอแช่งให้แกขาหักสักสิบท่อน” จงรัตน์ชี้หน้าเพื่อน เดินไปแย่งช้อนในมือธีร์มาถือไว้ “มา ฉันช่วย”

มิ่งมงคลมองตามแล้วทำตาโต “โอ พระเจ้า…นี่อย่าบอกนะว่าแกจะป้อนข้าวไอ้ธีร์มัน”

“ก็เออนะสิ แกก็เห็นนี่ว่ามือข้างที่ธีร์ถนัดมีเข็มน้ำเกลือปักคาอยู่ ลำพังแค่จะยกแขนยังลำบาก ใช้มือซ้ายตักข้าวกินช้าระดับนี้ ดีไม่ดีกว่าจะเสร็จก็โน่น สองทุ่ม” หญิงสาวยักไหล่ ไม่สนใจท่าทางจับผิดของมิ่งมงคลแต่อย่างใด หันไปออกคำสั่งกับคนป่วยที่ทำหน้าไม่ถูกอยู่บนเตียง

“อ้าปากสิธีร์ ฉันจะป้อน” ว่าพลางบรรจงตักข้าวจ่อปากธีร์อย่างสบายอารมณ์

“ไม่เป็นไรรัตน์ ฉันกินเองได้” ธีร์เอนตัวหนีทันควัน ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ไม่ชินกับการที่จู่ ๆ ก็มีคนป้อน

“ต้องเกรงใจ เรื่องแค่นี้เองฉันช่วยได้ สบายมาก” เพื่อนสาวฟังแล้ว ยิ้มตีความไปอีกทาง พลางล้วงกระเป๋าผ้าที่สะพายอยู่หยิบเอากล่องพลาสติกออกมาวางตรงหน้า ภูมิใจนำเสนอสุดฤทธิ์ “นี่หมูปิ้งนมสดของโปรดแก ฉันตั้งใจทำมาให้โดยเฉพาะเลยนะ มา ๆ รีบกิน จะได้พักผ่อน”

“แกลืมไปแล้วหรือไงว่า แม่ไอ้ธีร์ห้ามไม่ให้กินไข่กินเนื้อสัตว์” มิ่งมงคลแกล้งขัดจังหวะ

“ไม่ได้ลืมย่ะ แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่ กินได้ จะได้หายไว ๆ ไง ไม่ดีเหรอ” จงรัตน์หันไปทำตาคว่ำใส่มิ่งมงคล เปลี่ยนไปจ้องตาคนที่นอนบนเตียง ยื่นหมูปิ้งนมสดขึ้นจ่อใกล้จมูกชายหนุ่ม “อย่าคิดมากไปเลยธีร์ รีบกินเถอะ เดี๋ยวเย็นหมด ไม่อร่อยกันพอดี”

ธีร์ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ  ไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายเลยจำต้องอ้าปากให้จงรัตน์ป้อนแต่โดยดี

มิ่งมงคลเห็นแล้วแอบยิ้ม ท่าทางของธีร์บ่งชัดว่าอึดอัด ในขณะที่จงรัตน์ยิ้มร่าอย่างมีความสุข แม้จะสงสารธีร์อยู่บ้างที่จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวหน้าตาดีและดุเป็นบ้าอย่างจงรัตน์มาคอยดูแลเอาใจใส่อย่างชนิดกัดไม่ปล่อย แต่อีกใจหนึ่งมิ่งมงคลก็นึกดีใจที่กามเทพแผลงศรให้จงรัตน์ปิ๊งธีร์

เพราะถ้าหากกามเทพเล่นตลกเปลี่ยนเป้าหมายมายิงธนูใส่เขา ชีวิตคงวุ่นวายน่าดู

“ขอออกไปโทรศัพท์ข้างนอกแป๊บนึงนะ” มิ่งมงคลเกิดอาการอยากแกล้งธีร์ขึ้นมากะทันหัน

จงรัตน์ว่า ตาเป็นประกาย “จะไปไหนก็ไป ไม่มีใครมัดแกไว้สักหน่อย”

ธีร์พยายามส่งสายตาไปหามิ่งมงคลคล้ายขอร้องให้อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่รับมุกจึงถอนหายใจพรืด แล้วหันเหความสนใจทั้งหมดไปที่กับข้าวตรงหน้า เมื่อจงรัตน์ยกช้อนตักข้าวเข้าจ่อปาก ธีร์จึงรีบกินอย่างรวดเร็ว หวังปิดการขาย

จงรัตน์บอกเสียงหวาน เข้าใจไปอีกทาง “ค่อย ๆ กินก็ได้ เดี๋ยวก็ลำสักหรอก”

“ฉันอิ่มแล้ว” ชายหนุ่มตัดสินใจปิดการขาย

“อะไรกัน อิ่มแล้วเหรอ เพิ่งกินไปได้ไม่มีคำเอง”

“ก่อนแกมา ฉันซัดข้าวหลามกับไอ้มิ่งไปสองกระบอก” ธีร์ว่า

จงรัตน์ชะโงกไปที่ถังขยะข้างเตียง เห็นซากกระบอกข้าวหลามแล้วตีหน้าเศร้า “แล้วก็ไม่บอก”

“ยังไงฉันก็ต้องขอบใจแกนะ ที่พยายามช่วยฉันตลอดในทุก ๆ เรื่อง” ธีร์รีบบอกทันควัน เกรงว่าเพื่อนสาวจะคิดมากไปกันใหญ่ “ไว้ฉันหายดีแล้ว แกมีอะไรให้ช่วย ฉันสัญญาว่าช่วยแกเต็มที่เลย”

“แกสัญญาแล้วนะ” จงรัตน์ค่อยยิ้มออก ชวนคุยต่อ “วันนี้มีใครมาเยี่ยมแกบ้าง”

ธีร์ตอบคำถามไปตามจริง “ก็มีพ่อกับแม่ ดวง มิ่ง และก็แกนี่แหละ”

“ผู้หญิงคนนั้นไม่มาเยี่ยมแกอีกเลยใช่ไหม” ยามนี้หญิงสาวดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

“คนไหน” ธีร์ยังงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่จงรัตน์พูด

“คนที่มีส่วนทำให้แกต้องมานอนอยู่ที่นี่ไง” จงรัตน์ยักไหล่ ดีใจยิ่งนักที่เพื่อนหนุ่มจำผู้หญิงคนนั้นไม่ได้

ธีร์ถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย ไม่ชอบเอาเสียเลยที่จงรัตน์เที่ยวปรักปรำคนอื่นไปทั่ว อุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับปานแก้วตาเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอคือคนที่ช่วยชีวิตเขาด้วยซ้ำ ชายหนุ่มตั้งท่าจะเถียงแทนเธอ แต่ดูเหมือนว่าจงรัตน์จะไม่สนใจฟัง

“ไม่มาน่ะดีแล้ว ฉันไม่ชอบ ไม่ถูกชะตา”

 

ศิราดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เมื่อจู่ ๆ ปานแก้วตาก็รับนัดกินข้าวกับเขาอย่างง่ายดาย

หนำซ้ำยังให้ชายหนุ่มเลือกร้านอาหารเองอีกด้วย โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ ศิราจึงไม่รอช้ารีบโทรศัพท์จองที่นั่งร้านหมูกระทะชื่อดังริมแม่น้ำกกทันควัน ยามเย็นอากาศหนาว ได้นั่งเอ้อระเหยกินหมูกระทะกับคนที่ตัวเองพึงใจ ไม่มีอะไรจะโรแมนติกไปกว่านี้อีกแล้ว

แม้ว่ากลิ่นไหม้ที่กรุ่นจากเตา จะทำให้ ‘หัวเหม็น’ ไปหน่อยก็ตาม

ศิราคีบหมูสามชั้นที่กำลังสุกได้ที่ให้หญิงสาว “อะ กินเข้าไป ไม่ต้องกลัวอ้วน”

“ขอบใจ” ปานแก้วตาใช้ตะเกียบคีบเข้าปาก “แกก็กินบ้าง ไม่ต้องเอาแต่คีบมาให้ฉัน”

“ก็กินอยู่นี่ไง…” ชายหนุ่มคีบเนื้อไก่ใส่ปากบ้าง ความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แสดงออกผ่านคำพูดของหญิงสาว ทำให้ศิราเผยยิ้มกว้าง แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ระหว่างเขากับปานแก้วตามีคำว่าเพื่อนกั้นกลางมาตลอด ทั้งที่เขาแสดงออกชัดเจนว่ารู้สึกอย่างไร แต่ปานแก้วตากลับไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ไปมากกว่าเพื่อน

อีกไม่กี่เดือนก็จะจบมหาวิทยาลัยแล้ว เวลาเหลือน้อยเต็มที ศิราต้องรีบทำคะแนน

“พอสารนิพนธ์เสร็จ แกก็จะคืนหอเลยใช่ไหม” ชายหนุ่มชวนคุย

“ใช่ ใจจริงฉันอยากกลับน่านตอนนี้เลยด้วยซ้ำ ฉันเป็นห่วงแม่ แต่พี่ขวัญไม่ยอม เธอกังวลว่าฉันจะขับรถไปกลับไกลเกินไป มันอันตราย” ศิรารู้เรื่องความเป็นไปในครอบครัวของเธออยู่แล้ว จึงพรั่งพรูไม่ปิดบัง “ฉันก็เลยต้องอยู่ต่อ อย่างน้อยก็จนกว่าสารนิพนธ์จะเสร็จ”

“เอาอย่างนี้ไหมละขิม ถ้าวันไหนแกขับรถกลับไม่ไหวจริง ๆ เรียกใช้บริการฉัน” แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วว่าหญิงสาวจะต้องปฏิเสธความหวังดีของเขา แต่ศิราก็ยังไม่ละความพยายาม เสนอตัวอีกรอบ “ฉันขับให้แกได้นะ ขอค่าจ้างแค่น้ำเงี้ยวชามเดียวพอ”

ปานแก้วตาหัวเราะ ตัดจบความหวังดีของศิราทันควัน “ฉันยังไหว ไม่รบกวนแกหรอก”

“แหมแกก็ ไม่ต้องรีบปฏิเสธขนาดนั้นก็ได้” ศิราทำเสียงยาน ใจแป้วในทันใด “เห็นตามสื่อต่าง ๆ เขาพูดกันว่าเมืองน่านน่าอยู่ ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัลเมืองที่สะอาดที่สุดในเอเชียด้วยนี่ใช่ไหม ฉันก็แค่อยากลองไปเที่ยวเมืองน่านบ้านแกสักครั้งก็เท่านั้น”

“ไว้มีโอกาสนะศิรา ฉันจะพาเที่ยวเอง” ปานแก้วตาให้คำมั่น “รอให้ฉันสะสางเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยก่อน”

“ได้ ฉันรอได้” ศิรายิ้มตาเป็นประกาย คีบกุ้งตัวใหญ่ใส่จานให้หญิงสาว “นานแค่ไหนก็จะรอ”

“อากาศหนาว ๆ อย่างนี้ แกว่าคนที่ใส่เขาเหล็กดามกระดูกที่แข้งและขาจะเจ็บไหม” คำพูดประโยคหลังของศิรา ปานแก้วตารู้และเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่เลือกที่จะตีมึน และรีบเปลี่ยนเรื่อง “ฉันเหมือนเคยอ่านมาจากที่ไหนสักแห่งนี่แหละว่า โลหะมันหดได้ถ้าเจอความเย็น”

ศิราหน้าตึงขึ้นมาทันใด “อยากไปเยี่ยมนายคนนั้นใช่ไหมล่ะ”



Don`t copy text!