ไนปุรานเริกส์ บทที่ 4 : ขื่อคบตลบยอกย้อนเหลื่อมหล้อนเวลา

ไนปุรานเริกส์ บทที่ 4 : ขื่อคบตลบยอกย้อนเหลื่อมหล้อนเวลา

โดย : กิตติศักดิ์ คงคา

ไนปุรานเริกส์ นวนิยายออนไลน์ โดย กิตติศักดิ์ คงคา หนึ่งในผู้เข้าประกวดจากโครงการช่องวันอ่านเอาครั้งที่ 2 เมื่อแพทย์หญิงในยุคพิบูลสงครามหลุดข้ามเวลาไปยังอนาคต และพบว่าเรือนปุราน สมบัติรักตกอยู่ในสถานะหมิ่นเหม่ที่จะถูกยึดไปเพราะพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เธอจะรักษาเรือนหลังนี้ไม่ให้ถูกคนที่มีประสงค์ร้ายครอบครองได้ไหม

สพลสอนฉันใช้ชีวิต

คนรักของนิรชาสอนการเอาตัวรอดพื้นฐานในโลกยุค ๒๕๖๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม แค่พยายามทำความเข้าใจความต่างระหว่างโรงแรมกับอาคารชุด ฉันก็ใช้เวลาไปร่วมสิบนาที ฉันไม่ค่อยเข้าใจทรรศนะของคนสมัยใหม่เท่าไหร่นัก ทำไมถึงไม่ซื้อบ้านและที่ดินอยู่ ทำไมถึงมาซื้อห้องสี่เหลี่ยมตันที่ราคาก็แทบจะไม่แตกต่างกับบ้านทั้งหลังด้วย แต่พูดคุยได้ไม่นานอีกฝ่ายก็ตัดบท แถมยังบ่นว่าฉันเป็นคนเข้าใจอะไรยากเหลือเกิน

“มีอะไรก็เรียกผมแล้วกัน ห้องผมอยู่ห่างไปอีกสองห้องฝั่งขวามือนะ อ้อ แล้วก็อย่าออกไปไหนข้างนอกด้วย แค่ไมโครเวฟยังใช้ไม่เป็น ออกนอกคอนโด เธอตายแน่”

เขาพูดอย่างขำ ๆ ขณะที่ขนของออกจากห้องไป สพลช่วยจัดการย้ายสิ่งของต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ฉันอาจจะไปเผลอทำอะไรผิดพลาดจนอันตรายไปฝากไว้ที่ห้องตัวเองก่อน เครื่องห้องสมุดฉายภาพยนตร์สั้นได้ด้วย ฉันกับเขาเคยถ่ายหนังขนาดสั้นด้วยกันมากมาย อาการของนิรชาเต็มไปด้วยความรัก วูบหนึ่งฉันก็สงสารสพลขึ้นมาจับใจ ไม่รู้ว่าเขาจะทำใจได้หรือไม่ที่คนรักของตนไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ฉันขอให้เขาไม่เข้ามาในห้องส่วนตัวของฉันอีก ถึงแม้ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ฉันก็คิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ค่ำคืนนั้นฉันนอนไม่ค่อยหลับนัก ห้องเล็กอุดอู้คับแคบทำให้ฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มองไปทางไหนก็มีแต่ความปิดสนิทมืดทึบไปหมด แต่จะให้ออกไปนอกชาน ความสูงที่ยังติดตาก็ยังตามมาหลอกหลอน ฉันผ่านพ้นคืนแรกในโลกต่างมาด้วยคาถาชินบัญชร ฉันรู้สึกสงบ ความรู้สึกสุดท้ายเป็นภาพวาดบนผนังที่ฉันเฝ้ามองก่อนจะล่วงลับหลับไป

เช้าวันรุ่งขึ้นฉันรองท้องด้วยขนมปังง่าย ๆ กับนมที่สพลเอามาฝากให้ติดตู้เย็นไว้ เขานัดไว้ว่าวันนี้ในช่วงเที่ยงจะพาฉันออกไปหาอะไรกินข้างนอก นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันกังวลใจ ฉันไม่อาจใช้ชีวิตแบบนี้ตลอดไปได้ โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากินเลี้ยงปากท้อง จริงอยู่ว่านิรชาน่าจะเป็นคนมีฐานะทางสังคมอยู่บ้าง ทั้งห้องพักในตึกสูง ทั้งเงินสดที่พบในกระเป๋าสตางค์อีกกว่า ๒๐๐ บาท หากจะไม่ทำมาหากินอะไรก็คงจะพอเลี้ยงตัวเองไปได้อีกเป็นปี ฉันไม่มั่นใจเรื่องเงินในบัญชีธนาคารนัก ไม่รู้ว่านิรชามีเงินอยู่อีกเท่าไหร่ ต่อให้ลงนามเบิกออกมาจนหมดได้ แต่วันหนึ่งเงินก็ต้องหมดอยู่ดี

เสียงกดเคาะประตูเรียกจากหน้าห้องดังขึ้น ฉันตรวจสอบความเรียบร้อยของการแต่งกายที่หน้ากระจกอีกครั้ง ชายคนนั้นสอนเรื่องการแต่งตัวฉันมากพอสมควร ฉันเพิ่งรู้ว่าประกาศรัฐนิยมเรื่องการแต่งกายของหลวงพิบูลสงครามถูกยกเลิกแล้ว และวัฒนธรรมของประเทศก็วิวัฒนาการไปเสียมาก สพลฉายรูปให้ฉันดูมากมายเพื่อเป็นตัวอย่างในการแต่งกาย แม้จะฝืนความรู้สึกอยู่บ้าง แต่คงต้องอดทนไปก่อนจนกว่าจะมีโอกาสได้ไปซื้อกระโปรงยาวมาใส่ได้ด้วยตนเอง

“นิ”

เมื่อฉันมาเปิดประตูก็ได้พบกับคนแปลกหน้าอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่สพล ฉันขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะคิดมั่นใจว่าคนตรงหน้ารู้จักฉันแน่ คนตรงหน้ามีผิวขาวสะอาด น่าจะมีเชื้อสายมาจากพวกฝรั่งมังค่า ถึงผมจะมีสีดำแต่ก็ไม่น่าจะเป็นคนไทยแท้ แต่จะค่อนไปทางยุโรปจ๋าก็ไม่เชิง เพราะเค้าโครงหน้าก็ไม่ได้ค่อนไปทางนั้น อาจจะมีเชื้อจีนหรือญี่ปุ่นก็ได้ เมื่อคิดมาคิดไป ดวงตาเรียวบ่งไปทางเอเชียตะวันออกมากกว่า ติดก็ตรงผิวที่ขาวสว่างจนผิดไปจากคนทั่วไป

“เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมไม่ไปทำงาน ไลน์ไปก็ไม่ตอบ แชตเฟสก็ไม่อ่าน โทรไปก็ติดต่อไม่ได้” คนตรงหน้าพูดยาวรัวเร่ง และเป็นอีกครั้งที่ฉันแทบจะแปลอะไรไม่ออกเลย

“คะ” ฉันคิดหาคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ได้เหมือนกัน

“เป็นอะไรรึเปล่านิ ทำไมดูแปลก ๆ ไป”

ดวงตาของเขามีพลังบางอย่างที่ดึงดูดให้ฉันต้องจ้องสบอย่างเสียมิได้ ฉันถอนลมหายใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม รู้สึกเหมือนต้องเริ่มต้นอธิบายอะไรที่พิลึกพิลั่นอีกแล้ว ตอนนั้นเองที่ฉันนึกถึงสพลขึ้นมาได้ ฉันบอกให้เขารอสักครู่ แต่เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องที่ชายผิวน้ำผึ้งเคยบอกไว้ก็มีเพียงความเงียบเชียบที่ตอบกลับมาหลังจากเคาะประตู

“นิ”

ผู้มาใหม่เดินตามมาอีกครั้ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมายนับไม่ถ้วน ฉันได้แต่เม้มริมฝีปากอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี หากคนสมัยนี้นับห้องสี่เหลี่ยมนี่เป็นบ้าน การให้ใครสักคนเข้ามาในห้องก็คงไม่ต่างจากการให้เพื่อนมานั่งในสวนหรือชานเรือนหรอก ตรรกะในใจของฉันคะคานกันไปมาไม่หยุด ใจหนึ่งก็คิดว่านี่คือสิ่งที่สตรีคนหนึ่งไม่ควรกระทำ แต่เมื่อคิดถึงความเป็นจริงบางอย่างตรงหน้า ฉันตายไปแล้ว และฉันอาจจะต้องยอมย่อหย่อนต่อเรื่องบางอย่างบ้างเพื่อรักษาชีวิตให้รอดในโลกใบนี้

“ฉันมีเรื่องต้องอธิบายคุณหลายอย่างเลยค่ะ แต่ก่อนอื่น ฉันกับคุณมีฐานะเป็นอะไรต่อกัน และคุณมีหลักฐานอะไรสนับสนุนคำพูดของคุณบ้าง”

ฉันเปิดประตูให้ผู้ชายเข้าห้องอีกหน คราวนี้ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่านี่คือบ้าน ไม่ใช่ห้องนอน ผู้มาใหม่เดินตามฉันมางง ๆ แนะนำตัวว่าชื่อตะวัน เป็นเพื่อนกับฉันตั้งแต่มัธยม มหาวิทยาลัย ไล่มาจนถึงทำงานที่เดียวกันด้วย หลักฐานอยู่ในเครื่องห้องสมุด ภาพวัยเรียน วัยทำงาน มากจนฉันเชื่อและวางใจ ความจริงเครื่องห้องสมุดก็สะดวกสบายอยู่มาก ฉันเริ่มคิดอยากได้ แต่ตรึกตรองดูแล้วก็เชื่อว่าฉันน่าจะไม่สามารถใช้เป็น

“ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี”

และแล้วกระบวนการโน้มน้าวเพื่อนคนใหม่ให้เข้าสู่ลัทธิโลกหลังความตายของฉันก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แต่ตะวันต่างกับสพลมาก เขารับฟังอย่างเงียบเชียบ ทอดสายตามองฉันนิ่ง เขาอ่านท่าทีของฉันอย่างพิถีพิถันแต่กลับไม่ได้รู้สึกเหมือนถูกคุกคาม เขาพินิจไปตามท่าทาง วิธีพูดจา ท่าทางของฉันอย่างละเอียดลออ ตลอดเวลาที่ฉันพูด เขาเอาแต่ฟังนิ่ง ๆ ไม่เถียง ไม่ขัด ถึงแม้จะแสดงสีหน้าอาการบ้างถึงความมหัศจรรย์ที่ฉันเล่า แต่เขาไม่หลุดคำปรามาสมาแม้แต่คำเดียว

“แต่ผมเชื่อว่าคุณไม่ใช่นินะ”

ตะวันตอบกลับมา ฉันนิ่งไปเล็กน้อยและพิจารณาเขาซ้ำไปซ้ำมา เป็นไปได้หรือที่เขาจะยอมรับเรื่องมหัศจรรย์พันลึกได้โดยดุษณีภาพแบบนี้

“จริงหรือคะ”

คนตรงหน้าถอนลมหายใจออกมายาวเหยียด ริมฝีปากคลี่เผยฟันขาวที่เรียงสวยเหมือนฝักข้าวโพด มือหนึ่งเอื้อมจะมาแตะตัวฉันอย่างสนิทสนม แต่เมื่อฉันผงะตัวน้อย ๆ เขาก็เหมือนจะรู้ตัวว่าความจริงแล้วต่างฝ่ายต่างเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน

“ผมรู้จักกับนิมา ๑๐ ปี” ฉันรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนที่แสนอบอุ่น “ทำไมผมจะแยกแยะไม่ออกว่าคุณไม่ใช่นิ”

เวลาเขายิ้ม ฉันค้นพบว่านั่นมีลักษณะพิเศษบางอย่าง ริมฝีปากของเขาจะเผยกว้าง ตรงมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย ลักยิ้มตรงข้างแก้มจะบุ๋มลงไปสมมาตรกันพอดี ตาจะหยีเล็กจนแทบปิด เหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้า ฉันแอบตั้งชื่อเล่นเรียกอากัปกิริยานี้ว่ารอยยิ้มของตะวัน

“นิชอบขยี้จมูกเวลามีเรื่องไม่สบายใจ แต่คุณไม่เป็น นิเป็นคนชอบรวบผมตลอดเวลาเพราะรำคาญ แต่คุณไม่ทำ อีกอย่างนิเป็นคนพูดเร็ว แต่คุณแทบจะตรงกันข้าม คุณพูดช้า ออกเสียงทีละคำชัดเจน เหรอก็พูดว่าหรือ ปกติก็พูดว่าปรกติ มีคะค่ะทุกประโยค” ฉันนิ่งอึ้งไปกับแต่ละสิ่งที่เขาอธิบาย “คุณอาจจะพูดโกหกได้ แต่คุณโกหกนิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ไม่ได้หรอก”

ตะวันเข้าใจทุกอย่างง่ายกว่าสพลมาก เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้เคว้งคว้างมากเกินไปในโลกใบนี้ แดดยอแสงผ่านร่องผ้าม่านเข้ามาอาบห้อง แสงสว่างจากหลอดไฟจึงค่อยเปลี่ยนจากขาวสะอาดให้กลายเป็นอมส้มจาง ๆ ฉันเหม่อมองไปโดยรอบ ในขณะที่ก็ลอบมองเขาไปในเวลาเดียวกัน ตะวันดูนิ่งเงียบ สับสน และเศร้าเสียใจไปในเวลาเดียวกัน

“คุณจะทำยังไงต่อไป”

เขาถามหลังจากเงียบไปนานจนฉันอึดอัด และนั่นทำให้เป็นฉันกลับกลายไปนิ่งอึ้งเสียบ้าง นั่นสิ ฉันจะทำอะไรต่อไปดี ฉันควรจะมุ่งมาดวาดหวังสิ่งไหน ในเมื่อห่วงเดียวที่สำคัญของฉันอย่างเรือนปุรานก็ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งกังวลจนหมดจดแล้ว แล้วฉันล่ะต่อไปจากนี้ฉันควรทำอะไร

“ไม่รู้สิคะ ฉันก็ยังไม่ได้คิดเหมือนกันค่ะ”

ฉันสารภาพกับเขาตามตรงอีกว่าฉันมีนัดออกไปรับประทานอาหารเที่ยงกับสพล แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ว่าง และฉันหิว นั่นแปลว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากเขา ตะวันรับคำอย่างไม่คิดมาก เขาพาฉันใช้สิ่งที่เรียกว่าลิฟต์ลงไปสู่ชั้นล่าง ฉันโล่งใจมากที่ไม่ต้องไต่ขึ้นลงบันไดในตึกสูงเสียดฟ้านี้ เขาถามฉันว่าอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ฉันไม่ได้ร้องขออะไรที่เฉพาะเจาะจง

เมืองหลวงของประเทศไทยเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปมากจนฉันตัดสินใจเลิกเปรียบเทียบกับจินตภาพที่ประทับอยู่ในใจดั้งเดิมแล้ว หากฉันมัวแต่สงสัยและตั้งคำถามไม่หยุดหย่อน คนรอบข้างคงสงสัยและรำคาญกับการตั้งคำถามของฉัน สิ่งหนึ่งที่ฉันตัดสินใจได้คือฉันไม่อยากให้คนจำนวนมากรับรู้ถึงปาฏิหาริย์ที่ฉันประสบนี้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ง่ายสำหรับอธิบายเลย ฉันยังจำปฏิกิริยาตอบสนองของสพลได้ และฉันก็ไม่อยากพบเจออีกแล้ว

“คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ร้านนี้ขายอาหารไทยทั่วไป คิดว่าคงไม่ได้ต่างจากยุคคุณมากหรอก ข้าวหมูทอด ข้าวผัดกะเพรา ข้าวผัดกุ้ง ผัดซีอิ๊ว ผัดไทย อะไรประมาณนี้”

ตะวันเอ่ยถามขณะที่มาจอดรถอยู่ที่หน้าภัตตาคารขนาดหลายคูหาแห่งหนึ่ง ตอนแรกเขาชวนฉันไปนั่งกินในร้านอาหาร แต่ฉันไม่อยากทำตัวงก ๆ เงิ่น ๆ ต่อหน้าใครเท่าไหร่นัก ฉันอยากจะค่อย ๆ ปรับตัวไปทีละข้อทีละลำดับมากกว่า ฉันจึงขอให้เขาซื้อแบบกลับไปกินที่ที่พัก เขาจึงยื่นข้อเสนอต่อว่าจะชวนไปหาที่นั่งกินในสวนสาธารณะแทน ไม่อยากให้ฉันอุดอู้อยู่แต่ในห้อง ฉันไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีของเขาได้เลย

“คนสมัยนี้ยังกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทยอีกหรือคะ” ฉันหลุดปากถามไปอย่างสงสัย

“ทำไมล่ะ ผมว่าก็อร่อยดีออก” สารถีของฉันตอบกลับยิ้ม ๆ

“ก็หลวงพิบูลสงครามท่านคิดก๋วยเตี๋ยวผัดไทยมาในช่วงสงครามโลกไงคะ กินง่าย ประหยัด เนื้อสัตว์แทบไม่มี ฉันก็คิดว่าในยุคบ้านเมืองสงบ คนจะเลิกบริโภคกันเสียอีก”

ฉันพูดออกไปตามที่ใจคิด พ่อของฉันแขยงอาหารจำพวกนี้ยิ่งกว่าอะไรดี บอกว่าเป็นอาหารของไพร่บ้าง อาหารของกุลีจีนบ้าง เวลาไปราชการแล้วมีการเลี้ยงรับรองตามนโยบายสร้างชาติของท่านผู้นำ พ่อจะกลับมาบ่นให้คนที่บ้านฟังเป็นประจำ

“โห คุณ ผัดไทยนี่เป็นอาหารขึ้นชื่อไปทั่วโลกเลยนะ ถือว่าเป็นอาหารที่ดังเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเลยก็ได้มั้ง” อาการของชายตรงหน้าเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง รอยยิ้มเฉิดฉาย “คุยกับคุณก็สนุกเหมือนกันนะเนี่ย เหมือนได้เรียนประวัติศาสตร์ไปด้วยเลย”

“คุยกับคุณก็เหมือนได้เรียนวิชาอนาคตศาสตร์เลยค่ะ”

ฉันพูดไปอย่างนึกขำ และนั่นก็เรียกร้องยิ้มกว้างจากชายที่ชื่อตะวันมาได้ หัวใจฉันเต้นสั่นน้อย ๆ คงจะเป็นเพราะโลกไม่รู้จักที่ทาบทับลงบนชายคนหนึ่งที่ฉันไม่คุ้นเคย

“ว่าแต่ไม่ไปนั่งกินในร้านแน่นะ”

“ค่ะ ฉันตัดสินใจดีแล้ว”

สุดท้ายฉันก็เลือกข้าวผัดหมู เพราะคำนวณในใจแล้วว่าน่าจะเหมาะกับการไปนั่งกินที่สวนมากที่สุด ส่วนเขาเลือกผัดไทย เห็นบอกว่าอยากให้ฉันดูว่าเหมือนกับสมัยที่ฉันอยู่หรือไม่ ความจริงฉันก็อยากจะลองกินเปรียบเทียบอยู่หรอก แต่เมื่อคิดว่าต้องไปนั่งกินอาหารจำพวกเส้นต่อคนแปลกหน้าแล้ว ฉันก็ยินดีที่จะดูเพียงแต่ตาจะดีกว่า ความจริงผัดไทยสมัยนี้ก็ต่างจากสมัยเดิมไม่มาก เพียงแต่ในสำรับมีกุ้งตัวใหญ่เป็นเครื่องกินร่วมด้วยก็เท่านั้น สมัยฉันไม่มีหรอก ยามศึกสงครามแม้แต่ไข่ไก่ก็ยังแพง

ตะวันพาฉันมาที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง แต่จะเป็นแห่งไหนฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน ถนนหนทางในพระนครเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมให้ระลึกได้ ตึกรามบ้านช่องวัดวาอาราม อะไรต่อมิอะไรก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว ฉันนั่งรับประทานอาหารกลางวันบนเสื่อแบบให้เช่าผืนหนึ่ง ตะวันดูจะตกใจน้อย ๆ เมื่อเห็นฉันนั่งพับเพียบแทนที่จะขัดสมาธิอย่างเขา

“คุณรู้สึกยังไงบ้าง”

ชายหนุ่มที่นั่งข้างฉันเอ่ยถามขณะที่ดวงตาของฉันกำลังทอดมองยาวไปยังแอ่งน้ำขนาดเล็กเบื้องหน้า จริงอย่างที่เขาบอก บรรยากาศธรรมชาติสงบช่วยผ่อนคลายอารมณ์ฉันไปได้มาก ฉันรู้สึกปลอดโปร่งมากกว่าตอนอยู่ในห้องแคบเป็นทวีคูณ ใจฉันหวนนึกไปถึงสวนในเรือนปุราน ไม่รู้ว่ากรมศิลปากรจะยังรักษาต้นไม้ใบหญ้าในสวนนั้นไว้ได้เหมือนเดิมหรือเปล่า

“สับสนมั้งคะ ฉันเองก็เรียบเรียงความคิดไม่ค่อยจะถูก”

ตะวันบอกว่าฉันประกอบอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ แค่คำนี้คำเดียวเขาก็ต้องใช้เวลาอธิบายให้ฉันทราบกว่าห้านาทีแล้ว สรุปโดยเบื้องต้นคือศิลปินที่วาดภาพในเครื่องจักรที่คล้ายกับเครื่องห้องสมุด แต่ใหญ่กว่าแบบที่สพลใช้ ฉันขอให้เขาช่วยทำเรื่องลาหยุดให้ทันที เพราะฉันแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าต่อให้พยายามมากเท่าไหร่ ฉันก็คงกลับไปประกอบอาชีพนี้ไม่ได้แน่นอน

เขารับปากง่าย ๆ ยิ้มอย่างสบาย ๆ และเงยหน้าไปมองท้องฟ้าสีสดที่อยู่นอกร่มรั้วของชายชานเรือนร่มไม้ที่ครอบคลุมเราเอาไว้ออกไป ผู้ชายคนนี้มีเวทมนตร์ประหลาด เวทมนตร์ที่ทำให้คนอยู่ด้วยอบอุ่นใจอย่างประหลาด ตะวันแตกต่างจากสพลอย่างเห็นได้ชัด รายนั้นเต็มไปด้วยความแปลกแปร่งและเข้าถึงได้ยาก ยิ่งได้อยู่กับคนตรงหน้า ฉันก็ยิ่งไม่แปลกใจที่ตนเองรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไรกับเพื่อนห้องใกล้นั่นพิกล

“คุณเคยรู้จักศูนย์รับฝากความทุกข์ใจมั้ย”

เพื่อนแท้ของนิรชาเอ่ยถามพร้อมกับยื่นหินสามก้อนมาตรงหน้า ฉันส่ายหน้าในทันที ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนสักครั้งในชีวิต

“ไม่รู้จักหรอกค่ะ สมัยฉันความทุกข์ใจจับต้องไม่ได้หรอกนะคะ แต่ถ้าเป็นพวกข้าวของเสื้อผ้าอะไรแบบนี้ก็คงจะพอรับฝากได้”

ฉันตอบไปตามที่นึก และตอนนั้นเองที่จับสังเกตได้ว่าคนตรงหน้าแอบอมยิ้มขึ้นมาอย่างพยายามไม่ให้ฉันเห็น แต่ปิดอย่างไรฉันก็เห็น ท่าทางว่าฉันจะปล่อยไก่อะไรสักอย่างออกไปเป็นแน่แท้ อินทิราหนออินทิรา สมัยก่อนจะตายได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวที่ฉลาดที่สุดในบ้านในตระกูล เกิดมาใหม่ในร่างนี้กลับกลายเป็นผู้อ่อนต่อโลกจนน่าระอาใจ

“รับไปก่อนนะ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง”

เขาปรับสีหน้าเป็นปรกติ กลบเกลื่อนร่องรอยทุกอย่างหายไป เหลือเพียงแต่ความเบาสบายนวลนุ่ม ฉันยื่นมือไปรับหินทั้งสามก้อนมา ก้มพิจารณาแต่ละก้อนอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ไม่เห็นความผิดปรกติอะไร นอกจากจะเป็นหินธรรมดา ๆ ที่คว้ามาอย่างสุ่มจากแถวนั้น

“แม่ของผมเคยบอกว่าในแหล่งน้ำธรรมชาติทุกแห่งจะมีศูนย์รับฝากความทุกข์ใจอยู่ข้างล่าง หากวันไหนเราไม่สบายใจ เราก็สามารถมาฝากความทุกข์ใจไว้ได้”

ฉันมองหน้าเขาและหันกลับไปมองบึงน้ำตรงหน้า ฉันเพิ่งเข้าใจเมื่อนั้นว่าเขาเอ่ยเป็นความหมายเชิงอุปมาอุปไมย ความจริงฉันไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกถึงเพียงนี้ แต่โลกใหม่ทำให้ฉันแยกได้ยากว่าอะไรจริงอะไรเล่น ขนาดห้องสมุดยังหดเล็กเหลือขนาดแค่ฝ่ามือได้ จะเอาอะไรกับสถานีลับใต้น้ำ

“แล้วต้องทำอย่างไรคะ ถึงจะฝากได้ ฉันต้องเปิดบัญชีก่อนหรือเปล่าคะ”

ฉันกระเซ้ากลับ นั่นตะวันจึงตอบกลับมาอย่างอารมณ์พร้อมบอกสอน ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ เพียงแต่เมื่อไหร่ที่จะฝากก็ให้โยนหินลงไปในน้ำ รอดูแรงกระเพื่อมของน้ำจากหินจนหมด ค่อยโยนหินก้อนใหม่ลงไป ทำแบบนี้จบครบสามก้อน เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

“ฉันจะลองดูนะคะ”

ฉันตัดสินใจลองทำตามสิ่งที่เขาบอก อาจจะเป็นด้วยรอยยิ้มเรียบง่ายและท่าทางใสซื่อจริงใจของเขาที่ไม่ทำให้ฉันประหม่าที่จะทำอะไรแปลกประหลาดลงไป

ฉันโยนหินก้อนแรก

เสียงวัตถุกระทบแผ่นน้ำดัง ฉันมองภาพแรงกระเพื่อมตรงหน้าอย่างเชื่อมช้า วูบไหวไปมา นานหลายนาที ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด ฉันหันเหลือบไปมองเขาเล็กน้อย ราวกับจะเป็นคำถาม ตะวันไม่ตอบเป็นคำพูด แต่ฉายรอยยิ้มกว้างกลับมา พยักพเยิดไปที่หินอีกสองก้อนที่ยังอยู่ในมือ ฉันก้มมอง ในสมองเริ่มไตร่ตรองถึงความคิดอะไรบางอย่าง

ฉันโยนหินก้อนต่อมา

เสียงดังขึ้นอีกครั้งอย่างพอจะคาดเดาได้ ทันทีที่ของแข็งต้องผืนน้ำจนกลายร่างเป็นแรงกระเพื่อม ใจของฉันประหวัดไปถึงบ้านเกิดเรือนตายที่ป่านนี้คงจะหมดบุญหมดกรรมผูกพันกับฉันจนสิ้นแล้ว นึกถึงเรือนปุรานกว้างขวางที่สามารถมองได้ครบจบรอบด้วยคลองจักษุเดียว แรงสั่นสะท้านค่อย ๆ เงียบหายไปจนราบสนิท ฉันมองภาพนั่นอย่างเชื่องช้า ราวกับกลัวว่าสิ่งที่นึกเห็นอยู่ตรงหน้าจะเลือนหายไป อยู่ ๆ ดีฉันก็นึกถึงความเย็นเยียบของผืนเรือนที่ปูทับไว้ด้วยผ้าผวยบางเบา บรรยากาศเคยคุ้นที่เปรียบเสมือนอ้อมกอดทุกครั้งยามเผชิญกับฝันร้าย การตายของฉันไม่ได้พรากไปแต่อดีตกาลทั้งหมดทั้งสิ้น แต่สิ่งคงทนถาวรอย่างเรือนปุรานก็จากฉันไปเสียด้วย ฉันคงไม่ได้กลับไปแล้ว อย่างน้อยก็ในฐานะเจ้าของบ้านดังครั้งเก่า แต่นั่นก็อิ่มใจ อย่างน้อยฉันก็ทำหน้าที่ลูกสาวคนสุดท้ายแห่งตระกูลได้อย่างสมบูรณ์

ฉันโยนก้อนหินก้อนสุดท้าย

ทันทีที่ก้อนหินกระทบผืนน้ำในอีกครั้ง ภาพที่ฉายขึ้นด้วยสมองของฉันก็ระลึกไปหาบุพการีทั้งสอง ภาพตัวฉันในวัยเด็กที่วิ่งวุ่นไปมาในเรือนหลังใหญ่ ภาพตัวฉันปรุงกับข้าวมื้อแรกให้พ่อรับประทานแต่พ่อกลับบ่นว่าฉันไม่ได้พรสวรรค์จากผู้เป็นยายมาแม้แต่เศษเสี้ยว ฉากตัวฉันกำลังออดอ้อนขอร้องให้แม่ช่วยพูดกับพ่อเพื่อยอมให้เรียนต่อมหาวิทยาลัย ไปจนถึงภาพสุดท้ายที่ยังประทับหลงเหลือไว้ รอยสัมผัสเจ็บร้อนที่เรื่อขึ้นมาบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว

ศูนย์รับฝากความทุกข์ใจของตะวันอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ เพราะบัดนี้ฉันไม่ได้ทุกข์ทรมานแม้แต่นิดเมื่อคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น นั่นเหลือเพียงแต่ความโหยหาอ้อมกอดและการให้อภัยที่ฉันไม่เคยได้รับมา ป่านนี้พ่อจะไปอยู่ยังแห่งหนตำบลไหน ยังคงรับรู้ความเป็นไปในชีวิตของลูกอยู่หรือเปล่า หากพ่อยังนึกได้ระลึกได้ พ่อจะได้รู้บ้างไหมว่าบัดนี้ลูกสาวนอกคอกคนนี้ได้ประสบกับความจริงอันแสนทุกข์ยากลำบาก แต่ก็นั่น ทุกสิ่งทุกอย่างเกินเขตข้ามที่ฉันจะหาคำตอบเจอ

“ความทุกข์ลดลงรึเปล่าครับ”

เขาฉายรอยยิ้ม ชั่วราวคราวนั้นฉันรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ได้ละลายหายไปกับผืนน้ำเบื้องหน้าจริง ๆ ผู้ชายคนนี้มีเวทมนตร์ประหลาด อย่างน้อยก็ทำให้ฉันในเวลานี้อบอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง ไม่ต่างจากครอบครัว น้ำเสียงของเขาชวนให้สบายใจราวกับเสียงของพี่ใหญ่กับพี่กลางก็ไม่ปาน ฉันรู้สึกเรื่อร้อนขึ้นมาบริเวณผิวหน้า คงจะด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวยามย่ำเที่ยง ถึงแม้จะมีลมพัดผายและอยู่ใต้ไม้ร่ม แต่ฉันก็ยังรู้สึกประดักประเดิดผิดที่ผิดทาง

“ดีขึ้นนะคะ แต่ไม่ถึงกับหายขาดไปทีเดียวค่ะ”

ฉันตอบพร้อมยิ้มกลับ ตอบออกไปเสียตามตรง ฉันไม่รู้กลไกการทำงานของศูนย์รับฝากความทุกข์ใจของเขาหรอก หากแต่รู้ว่าความหนักอึ้งบางอย่างได้บรรเทาเบาบางไปบ้างจริง ๆ อาจจะมีศูนย์รับฝากความทุกข์ใจก็ได้ หรือไม่ก็เป็นเขาที่เป็นศูนย์รับฝากความทุกข์ใจก็ได้ ฉันไม่รู้ และยังไม่คิดจะพยายามเสาะแสวงหาคำตอบให้รู้ ดวงตาของฉันลอบเฝ้าพิจารณาเพื่อนรักของนิรชาคนนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ใจนึกย้อนไปถึงคำพูดบางอย่างที่เคยได้ยิน

“งั้นคงต้องฝากเพิ่ม”

ตะวันยื่นมือมาตรงหน้า เมื่อแบออกก็เจอกับก้อนหินเป็นสิบก้อนอยู่ภายใน ฉันเผลอหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว พระอาทิตย์ช่างสดใส ไม่ว่าจะเป็นดวงที่เจิดจ้าอยู่ด้านบนหรือที่กำลังฉีกยิ้มอวดอยู่ด้านข้างนี่ ฉันรับหินมาทีละสามก้อน และค่อย ๆ ทยอยฝากความทุกข์ใจไปยังศูนย์บริการของเขาอย่างวิจิตรบรรจง

เขาไม่ทำอะไรมากไปกว่านั่งเงียบ ๆ อยู่เคียงข้าง เมื่อหินหมด เขาก็จะอาสาหาหินก้อนใหม่มาให้ฉันเรื่อย ๆ บางช่วงบางตอนก็เหมือนเราต่างเป็นเด็กตัวเล็กที่หลงระเริงเล่นอยู่ในสวนสนุกกันสองคน หัวเราะเรียบง่ายกับความเป็นไปเบาอ่อนของบรรยากาศ วูบหนึ่งฉันคิดว่าตัวเองไม่ได้ถึงกับโชคร้ายเกินไปนักที่ได้เกิดใหม่มาเป็นนิรชา

“คุณมีเครื่องห้องสมุดหรือเปล่าคะ”

“เครื่องอะไรนะ” เขารับคำแบบไม่เข้าใจ

“เครื่องสีดำ ๆ ขนาดประมาณนี้ เอาไว้ค้นหาอะไรก็ได้ มีหนังสือบรรจุอยู่ข้างในเป็นล้าน ๆ เล่ม สพลเขามี เขาบอกยุคสมัยนี้ไม่มีใครไปห้องสมุดกันแล้วนี่คะ”

ฉันพูดพร้อมทำมือกะขนาดตามเครื่องที่เคยเห็นจากผู้ชายผิวเข้มคนนั้น คนตรงหน้าทำท่านึกอยู่พักใหญ่ก่อนจะหยิบออกมาจากกระเป๋า

“ใช่ค่ะ ๆ”

“เรียกว่าโทรศัพท์มือถือนะ อย่าไปเชื่อไอ้สพลมันมาก”

เขาพูดเสียงเอือมระอาปนขบขัน ฉันพยักหน้ารับพร้อมจดจำ ความจริงคำว่าโทรศัพท์มือถือฉันก็ได้ยินมาก่อนล่วงหน้าแล้ว

“ถามอะไรก็ได้หรือเปล่าคะ”

“หลายอย่างนะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างหรอก ต้องลองหาดู คุณอยากรู้อะไรหรือเปล่า ผมจะช่วยค้นหาให้” ฉันรู้สึกถึงไมตรีที่ส่งมา

“ฉันอยากทราบรายชื่อคนไทยที่มีชีวิตเกิน ๑๑๐ ปี พอจะหาให้ฉันได้หรือเปล่าคะ”

เขารับปากว่าจะลองค้นหาดู แต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มใช้เวลาง่วนอยู่กับจักรกลขนาดจิ๋วพักหนึ่งก่อนยิ้มออกมาอย่างดีใจ ส่วนฉันก็นิ่งเงียบฟังด้วยใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ นึกอยากจะบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้คำตอบออกมาอย่างใจหมาย แต่อีกเบื้องหนึ่งก็รู้ว่ายากเย็นเสียเต็มทน ไม่มีใครเอาชนะสัจธรรมแห่งเวลาได้ แม้แต่ตัวฉันผู้มีลิขิตประหลาด แต่สุดท้ายก็ยังวิ่งวนเวียนว่ายอยู่ในกระแสธารแห่งเวลาอย่างไม่มีทีท่าจะพบฝั่ง

“มีสำนักข่าวทำข้อมูลไว้พอดีเลยคุณ เปิดโผรายชื่อคนที่อายุยืนที่สุดในประเทศไทย มากกว่า ๑๑๐ ปี มากกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว น่าจะใช้ได้นะ”

ฉันขอให้เขาช่วยอ่านรายชื่อให้ฟังแทนที่จะขอนำมาดูด้วยตนเอง ตะวันไม่โต้แย้ง แต่เริ่มต้นอ่านรายชื่อให้ฉันฟังทีละชื่อสกุล ฉันนั่งฟังด้วยหัวใจที่ค่อยโหวงเบาหายไปทุกครั้งที่จบเสียงอ่านไปทีละชื่อ และเมื่อมาถึงนามสุดท้าย หัวใจฉันก็แหลกสลายเป็นเศษภัสมธุลีไปด้วย พี่ใหญ่พี่กลางสิ้นบุญแล้ว

 

และเอกภพก็ตายแล้วเช่นกัน

 



Don`t copy text!