ไนปุรานเริกส์ บทที่ 1 : ไนระแนงแฝงขอบไม้ปุราน

ไนปุรานเริกส์ บทที่ 1 : ไนระแนงแฝงขอบไม้ปุราน

โดย : กิตติศักดิ์ คงคา

ไนปุรานเริกส์ นวนิยายออนไลน์ โดย กิตติศักดิ์ คงคา หนึ่งในผู้เข้าประกวดจากโครงการช่องวันอ่านเอาครั้งที่ 2 เมื่อแพทย์หญิงในยุคพิบูลสงครามหลุดข้ามเวลาไปยังอนาคต และพบว่าเรือนปุราน สมบัติรักตกอยู่ในสถานะหมิ่นเหม่ที่จะถูกยึดไปเพราะพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เธอจะรักษาเรือนหลังนี้ไม่ให้ถูกคนที่มีประสงค์ร้ายครอบครองได้ไหม

หากเลือกได้ฉันคงไม่ขอเกิดมาเป็นผู้หญิง – ผู้หญิงที่ชื่ออินทิรา

ฉันนั่งมองแก้วน้ำดื่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ปริมาณของเหลวค่อย ๆ ลดลง ๆ จนกระทั่งระดับน้ำลดลงต่ำกว่ายอดน้ำแข็ง เด็กรับใช้ในบ้านก็จะรีบกุลีกุจอนำโถมาเติมน้ำให้เต็มอีกครั้ง ราวกับเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์อันบกพร่องไม่ได้ ความน่าสนใจรอบกายของฉันในเวลานี้มีเพียงเท่านั้น ไม่เหนือกว่านั้น ถึงแม้ว่าบนโต๊ะอาหารเดียวกันจะประกอบไปด้วยพ่อแม่ของฉัน ท่านเจ้าพระยา ภรรยา และลูกชายผู้ไปร่ำเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาจากบริเตนใหญ่

“อินขอตัวก่อนนะคะ คุณพ่อคุณแม่ พอดีอินมีผื่นแพ้ รับประทานยาไปตั้งแต่บ่าย รู้สึกง่วงอย่างไรบอกไม่ถูกค่ะ เกรงว่านั่งคุยต่อจะเผลอแสดงมารยาทที่ไม่งาม”

ฉันรอจนของเหลวถูกเติมจนเต็มเป็นครั้งที่สิบ อันเป็นกฎเกณฑ์ที่ฉันตั้งไว้ว่าจะมอบเวลาให้กับการดูตัวทั้งแบบเปิดเผยและโดยอ้อมที่จัดสรรโดยบุพการี ฉันบรรจงหยิบผ้ากันเปื้อนมาซับริมฝีปากเพื่อไม่ให้ดูเร่งรีบเกินไป ลุกขึ้น พนมมือยกขึ้นไหว้ทั้งคนในครอบครัวและแขกผู้มาเยือนตามมารยาทไทยอันเหมาะสม ก่อนจะผละออกมาจากวงสนทนาอันแสนอึดอัดโดยไม่สนคำทัดทานใดที่ไล่หลังมา

พ่อของฉันถือยศหม่อมเจ้าอันจะต้องสนทนาด้วยคำราชาศัพท์ตามเกียรติ ถึงแม้ว่ากับคนในครอบครัว พ่อจะยกไว้ให้พูดภาษาสามัญจนชินแล้ว แต่เมื่อได้มาฟังผ่านน้ำเสียงคนอื่นที่เรียกพ่อของฉันอย่างพินอบพิเทา ฉันยิ่งรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกของครอบครัวตัวเองไปทุกที สำหรับบ้านฉลองภักดีตระกูลในปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ การคัดสรรผู้ชายที่จะมาเป็นเขยดูเหมือนจะเป็นอุตสาหกรรมที่พ่อของฉันเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ฉันเป็นลูกสาวคนสุดท้อง ฉันจึงคุ้นเคยกับวัฒนธรรมคร่ำครึนี้อยู่บ้างพอสมควร

สำหรับพี่สาวคนโต พ่อเลือกให้แต่งงานกับข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย สืบเชื้อสายสกุลมาจากเจ้าเมืองพิษณุโลกเก่า ส่วนพี่สาวคนรอง พ่อเลือกให้แต่งงานกับลูกชายเจ้าของห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่แถบพาหุรัด แต่ว่าที่สามีของฉัน ตอบได้ยากว่าพ่อตั้งใจจะให้ลงเอยกับใครกันแน่ เพราะฉันปฏิเสธการสานสัมพันธ์ต่อหลังมื้ออาหารแรกกับผู้ชายแปลกหน้าไปมากกว่าหนึ่งโหลแล้ว

ฉันใช้เวลาที่ทวงคืนได้มาจัดการตัวเองเสียใหม่ ผลัดผ้าให้เป็นชุดที่เบาสบายตัวมากขึ้น เพราะไม่ต้องทำตัวเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบให้ลูกหลานท่านเจ้าพระยาคนไหนมองอีกแล้ว ฉันนั่งอยู่หน้ากระจก มองภาพเงาสะท้อนที่ฉายเข้ามาในดวงตา ความรู้สึกบางอย่างทำให้ฉันเผลอมองภาพนั่นอยู่นานแสนนาน จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังผาง ฉันถอนลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เบือนสายตาออกไปหาผู้มาเยือนที่ไม่ต้องดูก็รู้ว่าใคร

“ไร้มารยาท” เสียงหนึ่งดังเป็นปฐมฤกษ์ “ฉันไม่เคยสั่งเคยสอนให้แกเป็นคนไร้สัมมาคารวะกับผู้ใหญ่แบบนี้”

“อินก็รอจนทุกคนบนโต๊ะรับประทานอาหารจนอิ่มเรียบร้อยแล้วนะคะ ตอนขอตัวมาอินก็บอกเหตุผลที่หนักแน่นชัดเจน และลาไหว้ทุกคนตามมารยาท”

ฉันหันไปหาชายวัยกลางคนที่หน้าตาถมึงทึงอยู่หน้าประตูห้องนอนที่เพิ่งเปิดออก เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง หลังจากจบการดูตัวอันเป็นขนบที่ฉันต้องเข้าร่วมอย่างเสียไม่ได้ สิ่งต่อไปที่จะเกิดก็คือความบาดหมางระหว่างฉันกับพ่อที่ปริร้าวขึ้นไปทุกที

“อินว่าอินไม่ได้ขาดตกบกพร่องเรื่องความเป็นกุลสตรีอันดีงามอย่างที่คุณพ่อคุณแม่กรุณาสั่งสอนอินมานะคะ”

ราวกับราดรดน้ำมันชุ่มบนเปลวเพลิง ฉันเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพ่อมาตั้งแต่จำความได้ สมัยก่อนยังมีพี่สาวทั้งสองช่วยรับแรงกระแทกไปบ้างให้พอเบา แต่เมื่อพี่ทั้งสองพากันแต่งงานออกเรือนกันไปหมดแล้ว แม่ผู้ประนีประนอมของฉันก็ดูจะห้ามทัพไม่ค่อยไหวนัก

“ยอกย้อนพ่อแม่”

สีหน้าของพ่อแดงเข้มขึ้นจากทั้งนิสัยและบรั่นดีที่เพิ่งเปิดเลี้ยงแขกไป ส่วนสีหน้าของแม่ก็เต็มไปด้วยความอึดอัดใจเหมือนเคยอย่างที่เคย

“ตายไปนรกจะกินกบาล”

บุพการีขู่ฉันด้วยความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายทุกครั้ง หากการทำให้พ่อแม่โมโหหรือเสียใจหนึ่งครั้งเท่ากับตกนรกสักหนึ่งวัน ฉันก็คงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดไปอีกหลายปี

“คุณพ่อเลิกจับคู่อินให้ผู้ชายคนโน้นคนนี้สักทีได้ไหมคะ”

ฉันลุกยืนขึ้นพร้อมสูดลมหายใจลึก ถึงรู้ว่านี่จะเป็นความพยายามครั้งที่เกินสิบหรือไม่ก็หลายสิบ และอีกไม่นานความหวังของฉันก็คงจะค่อยเหือดหายไปอย่างแก้วน้ำที่มีรูรั่ว แต่ฉันมีศักดิ์และมีสิทธิ์เต็มเปี่ยมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องอธิปไตยในชีวิตตนเอง

“พ่อก็รู้ว่าอินคบหาดูใจอยู่กับเอกภพมาหลายปีแล้ว” ฉันพยายามปรับน้ำเสียงให้นวลนุ่มที่สุดเท่าที่ความคุกรุ่นในใจจะเอื้ออำนวย “เขาดูแลอินได้ ความจริงอินก็ดูแลตัวเองได้ค่ะ อินทำงานมีรายได้เอาตัวรอด คุณพ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะว่าอินจะลำบาก”

“ใฝ่ต่ำ”

พ่อปรามาสคนรักของฉันพร้อมคำบริภาษหยาบคายอีกสองสามคำที่ฉันไม่อยากจดจำ แม่ของฉันมองไปที่ฉันที พ่อของฉันที แต่ก็ห้ามอะไรใครไม่ได้สักคน

“ฉันไม่เคยสั่งเคยสอนให้แกคบหาสมาคมกับพวกไพร่”

พ่อของฉันเก่งเสมอ คงจะด้วยเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย พ่อจึงรู้เป็นอย่างยิ่งว่าจะใช้คำพูดไหนที่จะทำให้ฉันเสียใจได้มากที่สุด

“แต่สามีพี่กลางก็เป็นไพร่นี่คะคุณพ่อ คุณตาโล้สำเภามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เห็นพี่กลางเล่าว่าจนถึงทุกวันนี้ยังพูดภาษาไทยไม่ได้เลยนะคะ” ฉันคงเป็นลูกไม้ประเภทที่ตกเรี่ยเปลือกต้นลงมาทีเดียว

“ใครสั่งใครสอนให้แกเถียงฉัน!”

พ่อตวาดเสียงดังลั่นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ข้าง ๆ เป็นแม่ที่เริ่มต้นสะอึกสะอื้นร้องไห้ เป็นภาพฉายซ้ำซากที่เกิดขึ้นเกือบทุกปลายสัปดาห์

“อกตัญญู” ใบหน้าบูดเบี้ยวราวมัจจุราชกรีดหัวใจฉันด้วยเสียงกระซิบ

“อินเลวเองแหละค่ะคุณพ่อ” ฉันเชิดหน้าขึ้นอย่างจะไล่น้ำตาแห่งความน้อยใจลงไปให้หมดสิ้น “คุณพ่อคุณแม่เมตตาสอนอินมาครบถ้วนบริบูรณ์ดีทุกอย่างอย่างที่สอนพี่ใหญ่กับพี่กลางมา แต่อินเลวเองค่ะ อินเลวเองที่อยากจะมีชีวิตของตัวเอง อินเลวเองที่ไม่อยากเป็นหลวงให้สามีไปหาเศษหาเลยทั่วพระนครเหมือนพี่ใหญ่ และก็ไม่อยากเป็นคนรับใช้ให้คนทั้งตระกูลโขกสับเหมือนกับพี่กลาง”

“แก!”

“คุณพ่อรู้ไหมคะว่าสิ่งที่เลือกให้ทำร้ายลูกแต่ละคนมากขนาดไหน!” ฉันตะโกนถามออกไปพร้อมแรงขันติที่ขาดสะบั้น “คุณพ่อเคยรู้บ้างหรือเปล่าว่าพี่ใหญ่พี่กลางต้องนอนร้องไห้ทุกคืน!”

มือหยาบกร้านสะบัดลงบนหน้าของฉันทันทีที่สิ้นเสียงประโยค

ชา เป็นความด้านชามากกว่าที่อุบัติขึ้นบนใบหน้า แต่ในหัวใจแล้ว ลูกสาวอย่างฉันแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยน้ำตาพยายามฝืนมองบุพการีตรงหน้าไว้ ตั้งแต่เล็กจนโตพ่อไม่เคยตีฉันแม้แต่ครั้งเดียว แม้จะดุและเจ้าระเบียบแค่ไหน แต่พ่อก็ไม่เคยลงไม้ลงมือกับฉันแม้สักครั้ง ฟางเส้นสุดท้ายคงขาดวิ่นสิ้นแล้ว

“ถ้าปีกกล้าขาแข็งนักก็ออกจากบ้านไป แล้วอย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!” พ่อคนที่ฉันไม่เคยรู้จักชี้หน้าด่าพร้อมตะโกนดังลั่น “เก่งนักก็ออกไปให้พ้น จะไปตายโหงตายห่าที่ไหนก็ไป!”

แม่ของฉันพยายามวิ่งเข้ามากอดพ่อจากด้านหลังและตะโกนห้าม ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตา ชั่ววูบเดียวก็แห้งเหือดไปเหมือนรู้ตัวมานานว่าวันนี้จะมาถึง ฉันเชิดหน้าชูขึ้น ยิ้มหยันออกมาอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ในชะตาชีวิตของตัวเอง

“ออกไป!”

ฉันยกมือไหว้รับคำของพ่ออย่างซาบซึ้งเข้าไปจนลึกในลึกที่สุดของหัวใจ พ่อจากไปพร้อมปิดประตูเสียงดังลั่น ฉันไม่ได้มีน้ำตาเพิ่มขึ้นอีกแม้แต่หยดเดียว ไม่มีความทุรนทุราย ไม่มีความฟูมฟายใดจากห่วงหาอาวรณ์อีก ฉันกวาดสายตาไปมองห้องนอนที่ฉันอาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้ นานจนฉันรู้สึกว่าต้องเคลื่อนไหว เงียบจนได้ยินเสียงภาวนาในห้วงลึกสำนึกตัวเอง

ฉันลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าชุดที่สวมอยู่ออก เปลือยเปล่าด้วยไร้อาภรณ์ใดเป็นรากฐาน สาวเท้าก้าวตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า กวาดสายตาดูอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะหยิบคว้าเครื่องแต่งกายแต่ละชิ้นมาใส่อย่างเชื่องช้า เลือกเอาที่มั่นใจว่าฉันหาซื้อมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ชุดชั้นใน ผ้าถุง เสื้อคลุมไหล่ รองเท้ารัดส้น และหมวกตามแบบรัฐนิยม

น้ำตาของฉันไหลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ความน้อยใจต่อพ่อแม่หรือความครั่นคร้ามต่อชีวิตลำบากที่วางเป็นขวากขวางกั้นในวันหน้า แต่เป็นความหวนหาต่อบ้านไม้อันเป็นเหย้าเรือนตายตั้งแต่ถือกำเนิดมาของฉัน ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ลูบมือเล่นไปตามรอยไม้ที่คงแก่ชรามากว่าฉันหลายสมัยหลายแผ่นดิน

“ฝากดูแลคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ”

ฉันกระซิบออกมาด้วยความสั่นเครือ คำของพ่อเด็ดขาดเสมอ ฉันคงจะกลับมาเหยียบที่นี่ไม่ได้อีก และชีวิตที่ผูกพันมาแต่เรือนหลังนี้ตั้งแต่เกิดจนตายก็คงจะสะบั้นไป ฉันหยิบผ้ามาเช็ดรอยเปื้อนที่เพิ่งเห็นตรงข้างเตียงอย่างบรรจง แม้นต้องจากก็อยากจะจากกันอย่างงดงามที่สุด สำหรับฉัน เรือนปุรานเป็นมากกว่าไม้คั่นขื่อคานสำหรับอาศัย นั่นเป็นเหมือนชีวิต เหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคยกรอบชีวิตหยั่งรอยลิขิตบางอย่างให้ฉันเดิน ฉันยิ้มให้เรือนร่างองคาพยพของโครงไม้อันบ่มเพาะชีวิตฉันตั้งแต่เด็กเป็นครั้งสุดท้าย ฉันกระซิบด้วยคำเดิม ฝากดูแล หม่อมเจ้าฉลอง ฉลองภักดีตระกูล ที่แสนเย่อหยิ่งของฉันด้วยนะ

ฉันสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด มือซ้ายเอื้อมคว้ากระเป๋าเงิน สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารประจำตัวอีกสองสามชิ้น มือขวาเปิดประตูเดินออกไปจากห้องอย่างสงบ เสียงจากห้องของพ่อและแม่เงียบไปแล้ว ไม่ต่างจากภาพทรงจำของฉันที่ดำเนินไปอย่างไร้เสียงสนทนา ฉันกระซิบคำสองสามคำที่ได้ยินอยู่แต่ในหัวของตัวเอง

ขอบคุณมากนะคะที่เลี้ยงอินมา ขอบคุณมากนะคะคุณพ่อคุณแม่

แน่นอนว่าเสียงนั่นไม่ได้ดังไปกว่าทิฐิของฉันจนหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มสนิทได้ ฉันเงยหน้าไล่ความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลให้ไหลย้อนกลับไปอีกครั้ง หลังจากนี้คือชีวิต คืออิสรภาพแรกของนกที่ไม่เคยหัดบิน แต่คิดจะบิน บินออกไประหกระเหเร่ร่อนทายท้าต่อชะตาชีวิตห่ามของตนตามแต่ลำพัง อาจจะตายเสียก็ได้ ท่ามกลางห่ากระสุนและรวงระเบิดที่ประดับฉายเป็นสงครามมหาเอเชียบูรพาอยู่ภายนอกรั้วเขตข้ามตระกูล

ฉันตัดสินใจแน่แน่วแล้วว่าจะบินด้วยปีกของตนเอง

ขาทั้งสองเดินออกจากบ้านไปอย่างไร้จุดหมายในค่ำคืนนั้น โชคดีที่บ้านของฉันตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักของจังหวัดพระนคร แม้จะตกคืนค่ำไปบ้าง แต่ก็ยังพอเห็นรถรับจ้างวิ่งอยู่บ้างไปมา สภาพของฉันคงเหมือนสตรีสักคนที่เพิ่งเดินออกมาจากงานเลี้ยงของผู้ดีมีตระกูลที่มักจะนิยมจัดกันขึ้นแถบนี้ ฉันสูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอด ก่อนจะยกมือเรียกนายลากรถรับจ้างคนหนึ่งที่กำลังจะเดินผ่านไป

“ไปจังหวัดธนบุรีไหมจ๊ะ”

ฉันเอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจนัก นอกจากบ้านแล้วฉันก็นึกถึงที่แห่งไหนไม่ออกอีกนอกจากโรงพยาบาลฝั่งจังหวัดธนบุรีอันเป็นที่ทำงาน คงจะต้องไปตั้งหลักเสียก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน เมื่อคิดจะเดินออกจากบ้านมาแล้ว ฉันก็ต้องเอาชีวิตให้รอด

“ธนบุรีเลยหรือท่าน”

คนลากรถรับจ้างแสดงความไม่มั่นใจออกมาฉายชัด จากบ้านฉันไปที่ทำงานไม่ใช่ระยะทางที่ใกล้เลย ปรกติก็ต้องอาศัยรถของคุณพ่อไปส่งตอนเช้าและอาศัยอยู่ห้องพักของโรงพยาบาล ก่อนจะกลับบ้านครั้งเดียวตอนสุดสัปดาห์เอา ฉันยิ้มให้คนตรงหน้าอย่างใจเย็น เสนอค่าเหนื่อยเป็นพิเศษที่จะต้องวิ่งตีรถเปล่ามาในขากลับ อีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่นานก่อนจะพยักหน้าตกลง

ฉันจำบรรยากาศพระนครในค่ำคืนนั้นได้ไม่ลืม

ประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้ว บรรยากาศรายรอบเต็มไปด้วยความพร่าพรั่นหวั่นเกรง ตลอดทางจากบ้านไปถึงโรงพยาบาล ฉันเห็นผู้คน ทหารต่างชาติ ไปจนถึงเงามืดดำที่เคลื่อนไหวไปมาตามมุมตึกราวกับเป็นสมาคมลับ ชีวิตที่อยู่นอกปีกปกครองของฉลองภักดีตระกูลน่าหวาดผวากังวลกว่าที่คิด ฉันกวาดสายตาไปโดยรอบก็พบว่าตัวเองไม่น่าใจร้อนออกจากบ้านเสียกลางดึกเลย และคิดได้ยังไม่ทันสิ้นดี ชายในเครื่องแบบก็โบกมือหยุดเรียกในริมถนนหนึ่งท่ามกลางเงา

“ฉันกำลังจะไปเข้าเวรรอบดึกค่ะ พอดีคนขาด ทางโรงพยาบาลส่งคนมารับค่ะ คนไข้ฉุกเฉินเยอะน่ะค่ะ”

ฉันตอบคำถามนายตำรวจไทยคนหนึ่งที่โบกมือเรียกหยุดรถเอาไว้ ฉันตอบเหตุผลพร้อมชื่อโรงพยาบาลเสร็จสรรพ มือเอื้อมคว้าบัตรประจำตัวแพทย์ที่ติดมาด้วยยื่นให้ตำรวจและทหารญี่ปุ่นที่ยืนนิ่งข้าง ๆ ดูด้วย คนถามคว้าบัตรในมือฉันไป ก่อนจะส่งให้คนที่ยืนข้าง ๆ ตรวจตราอย่างละเอียดลออ คงตั้งใจจะยื้อเวลามากกว่าจะสนใจความถูกต้องในเอกสารอย่างแท้จริง ฉันนิ่งเงียบ ความอึดอัดเกาะกินบทสนทนาที่ว่างเปล่าอยู่ห้านาทีกว่า หลังจากนั้นฉันจึงได้รับการปล่อยตัว

และนั่นก็อาจจะเป็นคราวที่โลกได้บทจรมาถึงกาลล่มสลายอย่างแท้จริง ฉันค้นพบแล้วว่าตัวฉันอ่อนเยาว์และไร้เดียงสาต่อโลกภายนอกเพียงไหน ในคราวที่จ้องตากับทหารต่างชาติอันไร้ไมตรี ตัวของฉันสั่นเทาไปด้วยความสั่นผวาที่ครอบเอาหัวใจไปหมดสิ้น โลกกำลังเกิดสงคราม ฉันหวาดกลัว แต่ในหัวใจนี่ก็กำลังเกิดสงคราม ฉันก็หวาดกลัวเช่นกัน ฉันรู้ตนเป็นอย่างยิ่งว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ย้อนกลับไม่ได้ ราวกับเป็นการทุบทำลายแจกันสวยให้แหลกเป็นเศษชิ้น ต่อให้พยายามประกอบกลับไปให้งามใกล้เคียงเก่าเท่าไหร่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพ่อก็จะไม่มีทางเหมือนเดิม

ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่และทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

ฉันลาออกจากโรงพยาบาลเดิมและย้ายไปทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดเล็กแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา โชคดีที่โรงพยาบาลเพิ่งเลื่อนสถานะขึ้นมาจากสุขศาลาชั้นหนึ่งได้ไม่นาน ตำแหน่งหมอจึงขาดแคลนเป็นอย่างมาก ฉันเริ่มงานด้วยตำแหน่งอายุรแพทย์ทั่วไป พักอาศัยอยู่ในหอพักรั้วเดียวกันกับโรงพยาบาล ทำงานเช้าจรดค่ำ ตกดึกก็มารับเวรเฝ้าห้องฉุกเฉินต่อ ทั้งหมดก็เพื่อชำระล้างความฟุ้งซ่านในจิตใจมากกว่าแสดงหาความก้าวหน้าในหน้าที่การงานใดอื่น ชีวิตใหม่ของฉันดำเนินไปได้ด้วยดีและเรียบง่าย โรคภัยไข้เจ็บส่วนมากเป็นพวกไข้จับสั่น วัณโรคก็ยังมีให้เห็นอยู่มาก โรคเรื้อนก็ยังมีให้พบอยู่บ้างพอสมควร

ถึงน้องสาวของฉัน

พี่รักษาสัญญาอย่างเคร่งครัดเรื่องที่จะไม่บอกสถานที่อยู่ให้กับคุณพ่อคุณแม่ทราบ เรื่องคุณแม่ไม่ต้องห่วง เมื่อพี่รับประกันด้วยเกียรติว่าอินอยู่ปลอดภัยสบายดี ท่านก็ฝากฝังให้พี่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ แต่สำหรับคุณพ่อ ท่านไม่พูดถึงเรื่องวันนั้นอีกเลย เมื่อพี่เลียบ ๆ เคียง ๆ พูดถึงท่านก็ตัดบทไปเสียเฉย ๆ คุณแม่เองก็พูดอะไรไม่ได้มากนัก

เรื่องราวด้านนี้น่ากังวลอยู่บ้างนะอิน แต่ไม่ถึงกับมากนัก หลังจากหลวงพิบูลสงครามประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายญี่ปุ่นแล้ว สหรัฐอเมริกาก็ส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่พระนครบ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่สะพานข้ามแม่น้ำ สถานีรถไฟ และสถานที่ทางการทหารอื่น พี่กำชับคุณพ่อคุณแม่ไว้แล้วว่าช่วงนี้ให้หลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน สามีของพี่มีเส้นสายในกระทรวงการต่างประเทศอยู่บ้าง หากสถานการณ์คับขันอย่างไรพี่จะเร่งลี้ภัยท่านไปที่อื่น

อินเองก็ต้องระมัดระวังตัวเองด้วยนะ อยู่แต่ในโรงพยาบาลเป็นหลัก อย่าออกไปไหนให้มาก โดยเฉพาะยามวิกาล ช่วงนี้ทหารญี่ปุ่นเดินกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แยกได้ยากว่าฝ่ายใครเป็นฝ่ายใคร ที่นี่ก็มีกรณีพิพาทระหว่างคนญี่ปุ่นกับคนไทยขึ้นหลายครั้ง แต่สุดท้ายฝ่ายไทยก็มักจะผิดด้วยอึกอักจะกล้าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ไม่ได้พบกันแบบนี้พี่ก็มีทั้งความคิดถึงและเป็นห่วง หากสบายใจเมื่อไหร่ก็บอกพี่ได้เสมอนะอิน พี่จะให้คนรถไปรับ มาพักอยู่กับพี่ก่อนก็ได้ พี่จะได้มีเพื่อนคุยแก้เหงา

จากพี่สาวของเธอ

สิ่งหนึ่งที่ฉันหยิบติดมือมาด้วยคือที่อยู่ของบ้านสามีพี่สาวทั้งสองคน กิจกรรมที่พอจะเยียวยาความเหงาของฉันได้บ้าง นอกจากการอ่านหนังสือ ก็เห็นจะมีแค่การส่งจดหมายพูดคุยกับบรรดาพี่สาว พี่ใหญ่บ้างพี่กลางบ้างสลับกันไปตามแต่โอกาส ฉันจึงได้รู้ความเป็นไปจากฝั่งพระนครมากพอสมควร ไม่เคยมีใครในครอบครัวมาพบหรือเยี่ยมเยียนฉันที่โรงพยาบาลเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถือเอาสัญญาที่ฉันขอไว้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความห่างไกลและภัยสงครามที่ขวางหน้า หรือเพราะว่าฉันปราศจากสถานะความเป็นลูกไปแล้วอย่างแท้จริง

ชีวิตหล่อหลอมให้ฉันต้องเติบโตและผลิดอกออกรากท่ามกลางพายุร้ายให้จงได้ ฉันเป็นดั่งนกน้อยกรีดเสียงเรียกร้องจะออกจากกรงทองมาทั้งชีวิต แต่เมื่อได้รับโอกาส ฉันก็หลงสะเปะสะปะอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและสับสนที่ติดฉันไปทุกที่ดังเจ้าเรือน ยามปอกเปลือกลอกคราบออกจนหมด หรือไม่ก็เกือบหมด ฉันเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาหนึ่งคนที่โหยหาการกลับบ้าน รอยยิ้มที่สถิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และขอบเค้าคามเรือนที่อุ่นใจอย่างยิ่งยวดยามได้อาศัยหลับนอน

ถึงพี่สาวของฉัน

เรื่องความปลอดภัยพี่สบายใจได้เลยนะคะ อินแทบจะไม่ได้ก้าวออกจากรั้วโรงพยาบาลแม้แต่ก้าวเดียว ทำงานหามรุ่งหามค่ำเพราะกำลังแพทย์ที่นี่ไม่ค่อยจะพอ ความจริงสถานพยาบาลเองก็เป็นสถานต้องห้ามในการสู้รบและสงครามอยู่แล้ว ส่วนเรื่องทหารญี่ปุ่น สถานการณ์แถบนี้ก็คงจะไม่แตกต่างกัน แต่ความหนักมากน้อยก็คงจะสู้ความตึงเครียดในพระนครไม่ได้

ชาวบ้านหลายครอบครัวที่นี่ถูกยึดนายึดไร่ไปเป็นของญี่ปุ่น เห็นว่ามีการก่อสร้างโกดังกันอย่างลับ ๆ จ้างวานคนในพื้นที่ไปทำด้วยค่าแรงต่ำ ๆ พอโครงสร้างสำเร็จก็ลักลอบขนอะไรไม่รู้มาเก็บกันไว้ เดากันว่าน่าจะเป็นพวกอาวุธสงคราม ชาวบ้านที่โดนยึดที่หลายคนก็ตั้งตนกันเป็นปริปักษ์กับฝ่ายนั้น แต่น้ำน้อยคงสู้กองเพลิงนรกแบบนั้นไม่ได้ วันก่อนมีชาวบ้านถูกจับได้ว่าลักลอบขนเอาข้าวสารของพวกทหารญี่ปุ่นไปทิ้งน้ำ โดนยิงกระสุนเจาะทะลุหน้าท้องมาตายที่หน้าโรงพยาบาล อินก็อยู่เวรด้วย เขียนใบมรณบัตรให้ด้วยมือตนเอง

พี่เองก็ต้องระวังเรื่องการเดินทางไปไหนมาไหนนะคะ โดยเฉพาะกับสามีพี่ ข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยก็คงจะมีความเสี่ยงในศึกสงครามไม่น้อย อย่างไรหากมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเรือนปุราน ฝากพี่กราบตักแม่ให้อินด้วยนะคะ ฝากบอกท่านว่าอินสวดมนต์ขอพระศรีรัตนตรัยให้ท่านรอดปลอดภัยทุกเช้าค่ำ พี่ใหญ่และพี่กลางก็ด้วยนะคะ อินคงทำอะไรไปมากไปกว่านี้ไม่ได้ คงได้แต่ภาวนาให้สงครามลงในเร็ววัน

จากน้องสาวของเธอ

ฉันจัดการตรวจสอบคำผิดให้ครบถ้วนอีกครั้ง ก่อนจะจัดการพับกระดาษเป็นสามส่วนใส่ซองจดหมาย ใช้นิ้วแตะน้ำเปล่าทากาวและติดตราไปรษณียากร ข้อความในจดหมายนี้เรียกว่าเป็นความลับ ไม่ใช่ด้วยเนื้อหาแต่ด้วยวิธีเรียบเรียงอักขระต่างหาก หลังจากมุ่งมั่นรณรงค์ประกาศปฏิวัติวัฒนธรรมกันเสียใหญ่โต การใช้ภาษาไทยแบบดั้งเดิมก็กลายเป็นความอนารยะไปเสียแล้ว

ฉันไม่ใคร่จะสนใจเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดเห็นผูกขาดของท่านผู้นำมากนัก ตอนเขียนข้อความในเวชระเบียนก็เลี่ยงไปใช้ภาษาอังกฤษจำพวกศัพท์เฉพาะทางเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในจดหมายที่จ่าหน้าเปิดเผย ฉันก็อดขัดใจทุกครั้งไม่ได้ที่จะเขียนคำว่าถนนสุรวงส์แทนคำว่าถนนสุรวงศ์

หลังจากจัดการจ่าหน้าเรียบร้อย ฉันก็วางไว้บนโต๊ะเผื่อหาโอกาสที่จะฝากผู้ช่วยพยาบาลที่จะออกไปทำธุระปะปังอยู่แล้วติดมือไปหยอดตู้ไปรษณีย์ให้ด้วย อันที่จริงการขบถจากครอบครัวของฉันก็เรียบง่ายกว่าที่คิด ส่วนสำคัญอยู่ที่ฉันได้เรียนหนังสือจนจบชั้นมหาวิทยาลัยและอาชีพเป็นหลักเป็นฐานมั่นคง นี่อาจจะเป็นข้อแตกต่างสำคัญระหว่างฉันกับพี่สาว

พ่อของฉันมีความต้องการที่ชัดแจ้งที่จะไม่ให้ลูกสาวทุกคนได้เรียนจบสูง ๆ หรือหางานเป็นเรื่องเป็นราวทำ พ่อบอกว่าหน้าที่ของผู้หญิงคือการเป็นแม่และเมีย เรียนจบสูงส่งแค่ไหนแต่เมื่อแต่งงานก็ต้องลาออกทิ้งอาชีพทิ้งความรู้ที่ร่ำเรียนมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน พี่สาวทั้งสองคนของฉันจึงฝึกการบ้านการเรือนเป็นหลัก ในขณะที่ฉันสอดไหมเย็บเนื้อผ่าตัด พี่สาวก็สนเข็มพับเพียบร้อยมาลัยบูชาพระพุทธพระธรรม

ฉันเกลี้ยกล่อมอ้อนวอนพ่อแม่อยู่นานกว่าจะขอสอบเข้าศึกษาต่อชั้นมหาวิทยาลัยได้ ฉันบอกว่าฉันอยากเรียนแพทย์เพื่อที่จะมารักษาท่านทั้งสองยามแก่เฒ่า ตอนแรกพ่อของฉันไม่ให้ หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ให้ เกิดเป็นลูกผู้รากมากดีจะไปคอยรับใช้คนป่วยไร้เกียรติไร้ตระกูลได้อย่างไร แม่ช่วยกล่อมอยู่เป็นเดือนจนพอจะลดทิฐิลงมาบ้าง แต่ช่วงแรกในการเรียนฉันก็ไม่ได้คุยกับพ่ออยู่หลายสัปดาห์

หลังจากเรียนจบพ่อก็ยื่นคำขาดให้ฉันไม่ต้องหางานแต่เตรียมตัวออกเรือนกับคนที่พ่อจัดหาให้ ฉันก็ดื้อรั้นเอาว่าต้องใช้ทุนการศึกษาให้ครบถ้วน พอใช้ทุนการศึกษาจบ ฉันก็อ้างต่อว่าฉันได้บรรจุเป็นข้าราชการแล้ว งานที่ทำมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในระดับที่เทียบเท่ากับความเป็นเจ้าคนนายคนอย่างพ่อ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเรื่องทุกอย่างจะดำเนินมาสิ้นสุดตรงนี้ บางทีฉันอาจจะรอให้พ่อใจเย็นลงก่อน สักสองสามปีค่อยร้อยพวงมาลัยไปกราบไหว้ขอขมา

“คุณหมอคะ มีพัสดุมาส่งค่ะ เห็นแจ้งว่าเป็นเรื่องด่วน ให้เปิดอ่านทันทีเลยนะคะ”

พยาบาลที่สนิทสนมคุ้นเคยกันดีคนหนึ่งเดินหยิบซองจดหมายสีเรียบเข้ามาให้ ฉันมองวัตถุแปลกหน้าด้วยความรู้สึกประหลาด โดยปรกติแล้วจดหมายที่มาถึงมือฉันจะต้องมีการจ่าหน้าครบถ้วน แต่นี่มีเพียงลายมือหวัด ๆ เขียนไว้ว่า พญ.อินทิรา ฉลองภักดีตระกูล ถึงแม้ว่าจะจำลายมือพี่สาวคนรองได้เป็นอย่างดี แต่ฉันก็อดแปลกใจไม่ได้

“พัสดุหรือคะ ทำไมมาส่งเสียบ่ายเชียว”

“ไม่ได้มาจากบุรุษไปรษณีย์หรอกค่ะคุณหมอ มีผู้ชายคนหนึ่งมาฝากให้คุณหมอที่หน้าห้องตรวจ ความจริงเขาจะขอเข้ามาพบด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้อนุญาตไปค่ะ”

พยาบาลคนดังกล่าวยิ้มให้ฉันหนึ่งครั้งก่อนจะเดินจากไป นั่นยิ่งเพิ่มความร้อนรนให้ทบเท่าทวีคูณ ปรกติฉันกับพี่สาวทั้งสองจะส่งจดหมายตอบกลับก็ต่อเมื่อได้จดหมายของอีกฝ่ายแล้วเท่านั้น แต่นี่ฉันยังไม่ได้ส่งจดหมายฉบับล่าสุดไป เนื้อความด้านในคงสำคัญเป็นอย่างมาก ความรู้สึกในเนื้ออกของฉันถูกสูบหายไปเสียสิ้น มือที่สั่นเทาค่อย ๆ เลื่อนแกะรอยกาวออกอย่างสติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ใจประหวัดไปถึงเนื้อความหลายสิ่งหลายอย่างที่เกินจะคาดเดา แต่เมื่อเพียงพาดสายตาผ่านไปยังประโยคแรก หัวใจของฉันก็แหลกสลายไม่เห็นชิ้นดี

 

คุณพ่อคุณแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้ว



Don`t copy text!