งูผีที่มอเลโคะ

งูผีที่มอเลโคะ

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– งูผีที่มอเลโคะ –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เลยจากกิ่วทัพยั้งเข้าไป แทบไม่มีหมู่บ้านที่เป็นคนไทยพื้นเมืองตั้งอยู่ เป็นเขตป่าดงหงหลวงแน่นทึบตึบตัน เป็นเหมือนขอบคั่นกั้นแดนแดนระหว่างคนพื้นเมืองกับคนดอย ไม่ได้เป็นมิตรผูกพันกันมาแต่ในอดีต แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูต่อกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างไม่จู่ลู่รุกรานกัน ไม่มีความจำเป็น ต่างก็ไม่อยากคลุกคลีสุงสิงข้ามเผ่าข้ามพันธุ์ แต่หากจำเป็น ก็ไปมาหาสู่กันได้ ขอข้าวขอน้ำกันกินได้

“เฮามาหาสูวันนี้ เฮามีเรื่องมาขอสู”

“เรื่องอันใดสยี่เก๊อะจ่า”

“งูผี”

“หือ! งูผี… มันเป็นอย่างใดสยี่เก๊อะจ่า”

“มันออกมากินคนแล้ว ปราบมันบ่ได้ มอเลโคะบ้านเฮาฮ้างแน่ ตุ๊แก้ว”

 

มอเลโคะเป็นหมู่บ้านพี่น้องชาวญาง คำว่าญางกับยางแตกต่างกัน ญางแปลว่าป่า ชาวญางก็คือชาวป่า เป็นคำเรียกขานธรรมดาๆ ไม่มีนัยดูถูกดูแคลน เป็นคำเรียกเพื่อแยกหมู่แยกพวกให้ชัดเจนเท่านั้น  ก็คงเหมือนๆ ที่ชาวญางเรียกคนไทยพื้นเมืองว่าโซว เรียกคนไทยภาคกลางว่าจอแต๊ะ เรียกฝรั่งว่ากอลานั่นเอง

หลังพรรษาปีนั้น ครูบายังไม่ได้กำหนดว่าจะเดินธุดงค์ไปสู่ดอยดงดิบดำแดนใด ท่านมาพักเผื่อผายโผดโปรดสัตว์อยู่ที่บ้านกิ่วทัพยั้ง ตุ๊แก้วในฐานะศิษย์เอกจึงติดตามมารับใช้เพราะปวารณาไว้แล้วว่าจะขออุปถากรับใช้ท่าน ไปในทุกดิบดงพงลึกที่ท่านไป

“สยี่เก๊อะจ่าลงดอยมา  ครูบาเจ้า”

“เรื่องงูผีใช่ไหม งูผีที่มอเลโคะ”

“ครูบาฮู้ได้อย่างใด สยี่เก๊อะจ่าพบครูบาแล้วกา?”

“แล้วตุ๊ตอบสยี่เก๊อะจ่าไปว่าอย่างใด”

“ก็ว่า ครูบาตกหมากนับเสร็จแล้ว ข้าเจ้าจะบอกครูบา”

ตกหมากนับเป็นคำเฉพาะ หมากนับตรงกับลูกประคำในภาษาไทยกลาง แต่คำว่าตกหมากนับไม่ได้หมายถึงการนับลูกประคำทีละเม็ดเท่านั้น แต่มันเป็นวิธีพิเศษจำเพาะในแนวทางที่ครูบาอาจารย์ของท่านสั่งสอนสืบกันมา สืบสาวแล้วยาวนานนัก แต่ชั่วเจ้าพญากือนามังรายทั้งหลายยังมีชีวิตโน่นแล้ว

 

ออกจากกิ่วทัพยั้งสายๆ ใกล้เที่ยงก็ตัดป่าดิบดงทึบขึ้นทางสันดอยกู่แก้ว เหลียวมองกลับหลัง เห็นแต่หุบห้วยดอยดง แลเห็นแนวไม้ไล่ไม้ลอไหลลู่ตามแรงลมโยกโยน  บ้านกิ่วทัพยั้งมองไม่เห็นแล้วเพราะเหลี่ยมเขาบังไว้ ชื่อว่ากิ่วทัพยังมาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยาวนาน ปางเมื่อฟ้ามังตราหรือพระเจ้าบุเรงนองมาเอาเมืองเชียงใหม่ ท่านยั้งทัพที่กิ่วก้อยดอยดินแห่งนี้ ที่นี่จึงได้ชื่อว่ากิ่วทัพยั้ง

เลยไกลออกไปทางทิศตะวันออก เห็นแต่เทือกซ้อนเทือก ดอยซ้อนดอยมีฝอยเมฆฝ้าห่มคลุม ครูบาแบกกลดเดินนำหน้า  ศิษย์หนุ่มผู้หนีความอัปยศอดสู่เข้าสู่ผ้าเหลืองแบกกลดตามหลัง  ครูบาอายุเกือบ๗๐ แล้ว อาสาแบกกลดให้ท่าน แต่ท่านว่าครูบายังแบกไหว ท่านเลิกท่องเที่ยวเทียวดงเมื่อป่วยใหญ่ไข้ยาวอันเนื่องจากปราบพรายถ้ำหนนั้น

เหนื่อยหอบ ยั้งอยู่ครู่หนึ่งให้หายอิดอ่อน ศิษย์หนุ่มถามว่า

“แนวทางครูบาอาจารย์สายเรา ท่านเน้นเรื่องออกไปโผดผายทั้งผีและคนใช่ไหม”

“บ่แม่น อันนั้นเป็นเบื้องปลาย เบื้องต้นท่านเน้นให้ออกไปสอดส่องมองในใจตน”

หายเหนื่อย ลมหายใจเป็นปกติ เท้าเปล่าย่างเหยียบไปบนหนทางที่แทบจะมองไม่เห็น ฝึกเดินเท้าเปล่าจนชินแล้ว ครูบาเองไม่เคยใส่รองเท้า มีคนซื้อมาถวายท่าน เป็นรองเท้าหนังหัวงอนเปิดปลายเปิดส้น ครูบารับไว้แต่ไม่เคยใส่เลย ท่านว่าหรูหราเกินตัว

“มันเป็นอย่างใด ครูบาเจ้า งูผีที่มอเลโคะ”

“ไปถึงแล้วก็จะรู้เอง อิติปิโสถอยหลัง ตุ๊สวดท่องคล่องแล้วหรือไม่”

“ยังบ่คล่อง ครูบาเจ้า”

“ตาดูที่ตัวหนังสือ ใจอยู่กับตัวหนังสือ ปากท่องตามตัวหนังสือ อย่าได้นึกคิดอันใด”

“ขอรับ ครูบาเจ้า”

 

ถึงบ้านมอเลโคะเอาเมื่อบ่าย ไม่มีวัด ไม่มีอาราม ชาวญางมอเลโคะยังไม่ได้หันมารับพุทธศาสนาเหมือนปัจจุบัน  ผู้นำหมู่บ้านเรียกว่าสยี่เก๊อะจ่า ผู้นำทางด้านจิตใจเรียกว่าฮีโข่ เปรียบเทียบไปก็คล้ายผู้ใหญ่บ้านกับพ่อหมอในเผ่าไทยพื้นราบ แต่ฮีโข่ไม่ได้ทำหน้าที่กำราบปราบผีอย่างเดียว ทำหน้าที่สั่งสอนอีกประการ

“ครูบามาแล้วกา?” สยี่เก๊อะจ่านั่งยองๆ ลง ทักทาย แต่ไม่ได้ยกมือไหว้ประกอบ “ขึ้นดอยมาอิดอ่อน กินข้าวก่อนบ๋อ?”

“ตะวันเลยหัวไปแล้ว เฮาบ่กินข้าว”

“บ่กินข้าว กินเหล้าบ๋อ? ครูบา”

“เฮาเฒ่าแล้ว”

ท่านตัดบท รอยยิ้มแฝงแววเอ็นดูปรากฏในสีหน้าแววตาของท่าน ยามครูบายิ้ม  ดวงตาท่านก็เหมือนจะยิ้มได้

“แล้วคืนนี้ครูบาจะนอนไหน ไปนอนเฮือนเฮาบ๋อ?”

“ถ้ามีเฮือนว่าง ก็หื้อเฮานอนเฮือนว่าง บ่มีเฮือนว่าง เฮานอนฮ่มไม้ก็ได้ สูเล่ามา สยี่เก๊อะจ่า งูผีมันเป็นอย่างใด ดุร้ายนักหรือ ปราบบ่ได้สูจะโยกย้ายกันออกไปหมด”

หื้อฮีโข่เล่าดีกว่า ครูบา”

ฮีโข่อายุมากแล้ว คงราวแปดสิบ สวมใส่เสื้อผ้าคล้ำเขรอะ หน้าเหี่ยว หนังเหี่ยว เอ็นคอยกเป็นแนวนูนสูง ฮีโข่เล่าว่างูผีมาสิงสู่อยู่ในถ้ำตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ มันอาจอยู่มาก่อนพวกแกเสียด้วยซ้ำ พวกแกเองอพยพมาอยู่ที่นี่เมื่อสิบปีก่อนนี่เอง อยากอยู่ต่อไป ไม่อยากโยกย้ายไปยังที่อื่นเพราะว่าดงดอยมอเลโคะแถวนี้น้ำดีดินดี แต่ติดที่ว่างูผีเริ่มกินคน แกเองก็สู้ไม่ไหวเพราะแก่มาก  หากมีคนตายเพิ่มขึ้น ก็คงอยู่ได้ ต้องละทิ้งไป

“มันกินมาแล้วกี่คน” ตุ๊แก้วถาม

“ที่รู้แน่ๆ ก็สองสามคน” สยี่เก๊อะจ่าตอบ “ก่อนหน้านั้นไม่แน่ ทั้งหมดอาจถึงสิบคนแล้ว”

“มันกินอย่างใด”

“มีคนหาย ไม่นับหมูหมาวัวควายหาย หายไปไม่รู้สาเหตุ ตามหาไม่พบ กระทั่งศพสุดท้ายสองสามวันก่อนที่เฮาจะลงดอยไปหาครูบา ไอ้เจาะแฮ ไอ้ดิเจ๊ะกับไอ้เซบูไปแอ่วป่า ไอ้เจาะแฮกับไอ้ดิเจ๊ะรอดมาได้ แต่ไอ้เซบูโดนมันลากเข้าถ้ำไป  ครูบาจะช่วยหมู่เฮาได้หรือไม่ ช่วยได้ก็อยู่ ช่วยไม่ได้ ก็ลงดอยไป”

“หมู่สูนี้หนอ” ท่านผู้เฒ่าหัวเราหึๆ “ สมแล้วที่คนเมืองเขาว่าซื่อเหมือนญาง”

 

ค่ำคืนหมู่บ้านมอเลโคะเงียบมาก ยินเสียงวัวมอชัดเจน มีเสียงขับประกอบเครื่องดีดชื่อว่าเตหน่าดังจ่อหมื้อจื่อหม้อไม่รู้ถ้อยรู้ความ ครูบากับศิษย์ผู้ซึ่งเมียหนีตามชายอื่นปักกลดพักอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้าน ไม่มีเรือนว่าง ไม่เหมาะที่ภิกษุสงฆ์จะขึ้นไปนอนร่วมห้องกับฆราวาส บ้านเรือนชาวญางไม่เหมือนชาวพื้นราบ มีห้องเดียว ขึ้นเรือนไปก็กลายเป็นห้อง ทุกอย่างอยู่ในห้องนั้น เตาไฟ หม้อแกง หม้อข้าว มุ้งหมอน ที่หลับที่นอน ทุกคนกินในห้องนั้น ทุกคนนอนในห้องนั้น

หนาวๆ เย็นๆ อยู่ยะเยือก เสียงน้ำตกแตกก้องดังจากหน้าผาชัดเจน ครูบานั่งตกหมากนับอยู่ในกลดหลังนั้น พระนวกะชื่อแก้วนั่งตกหมากนับอยู่ในกลดหลังนี้ ปีนั้นยังตัดอาลัยไม่ขาด อาลัยมาจากคำว่าอาลยะแปลว่าที่อาศัย ที่เข้าไปอยู่ ครูบาสอนว่าอาลัยอยู่ทำไม คือเข้าไปสิงสู่อาศัยอยู่ทำไมในความอัปยศอดสู ความอับอายขายหน้า หากตัดอาลัยไม่ได้ก็สึกออกไปเสีย ติดตามไปล้างผลาญประหารเข่นฆ่าหญิงร้ายชายร้ายคู่นั้นเพื่อล้างอาย ต่อไปก็จะไม่มีใครเรียกว่าไอ้แก้วเมียหนีอีกต่อไป

แต่เขาเองไม่ใช่คนเก่งกล้าห้าวหาญขนาดนั้น เติบโตขึ้นมา สัตว์ใหญ่กว่าไก่ขึ้นมาไม่เคยฆ่าเลย จะให้ไล่ล่าฆ่าคนมันสุดวิสัย

 

หมู่บ้านเงียบเสียงไปหมดแล้ว มองเข้าไป เห็นไฟวอมแวมวอบแวบอยู่บ้าง พระหนุ่มหลับนอนไปแล้วแต่ครูบาเหมือนยังนั่งนิ่งตกหมากนับในแนวทางของท่าน ลงไปลึกที่สุดคือความว่างเปล่า…บ่มีหมากนับ บ่มีการนับ บ่มีตัวนับ…ท่านว่าอย่างนั้น แต่เขาเองไม่เข้าใจ กว่าจะเข้าใจทะลุลึกเหมือนอย่างท่าน ก็ต่อเมื่อแก่ชราอายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านเมื่อปีกระโน้น

พระหนุ่มสะดุ้งตื่นเมื่อมีเสียงหวีดกรีดแหลมดังมา

ดังมาก ดังแทรกเสียงน้ำตกโครมครืนทางด้านหลัง ลุกนั่งในกลด จะเปิดชายกลดออกไปแต่มีเสียงห้าม

“อย่าออกมา อยู่แต่ในกลด”

“มันหรือ? ครูบาเจ้า”

“ไม่ใช่มัน แต่เป็นนาง”

เช้าวันถัดมา ภิกษุชรากับภิกษุหนุ่มคุมบาตรเข้าไปในหมู่บ้าน สยี่เก๊อะจ่าอาจแนะนำลูกบ้านไว้แล้วจึงมีคนใส่บาตรให้กินอยู่บ้าง สายๆ แดดแดงแสงดี สยี่เก๊อะจ่า ฮีโข่ กับลูกบ้านเกือบสิบคนก็มานั่งยองๆ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ครูบายังนั่งนิ่งอยู่ในกลด มือสองข้างวางซ้อนกันบนตัก แนวทางตกหมากนับไม่ใช่นั่งแล้วจะชักลูกประคำทุกครั้ง ครั้งใดท่านไม่ตกหมากนับ อาจมีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าท่านพินิจพิจเพ่งภายในลึกซึ้ง ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ท่านออกมาจากกลด

“ไปกันเถอะ”

เจาะแฮกับดิเจ๊ะเป็นคนนำทาง แบกปืน แบกหน้าไม้ สะพายดาบและถือหอก ตามแต่ใครจะถนัดอันใด บ้างนำหน้า บ้างตามหลัง  กระทั่งใกล้เที่ยงก็ไปถึงถ้ำที่งูผีลากเอาไอ้เซบูเข้าถ้ำหายไป ครูบายืนนิ่งอยู่พักใหญ่แล้วค่อยขยับตัว เจาะแฮกับดิเจ๊ะจะนำหน้า แต่ครูบาไม่อนุญาต ท่านเข้าไปก่อน เขาเองตามหลังท่านติดๆ มืดๆ ชื้นๆ แฉะเย็น เหม็นอืดเหม็นเอือนเหมือนมีเศษซากเน่าอืดอยู่ภายใน คบไฟสองสามดวงส่องอยู่ด้านหลัง   ยิ่งย่างลึกเข้าไปก็ยิ่งอึดอัด อากาศสกปรก กลิ่นเน่าเหม็นรุนแรงขึ้น เลี้ยวโค้งอ้อมหินขวางเข้าไป ทุกคนเย็นสันหลังวาบ ตกตะลึงจนตัวชา

 

หกสิบเจ็ดสิบปีก่อน เลยจากกิ่วทัพยั้งเข้าไป เมื่อหกสิบปีก่อนแทบไม่มีหมู่บ้านที่เป็นคนไทยพื้นเมืองตั้งอยู่ ทว่าวันเวลาครั้งนี้ป่าดงถูกรุกก็ถอยร่น มีบ้านคนแซมแทรกแปลกปนก่อนขึ้นสันดอยกิ่วก้อย เลยขึ้นไปเป็นหมู่บ้านมอเลโคะ สยี่เก๊อะจ่า และฮีโข่รุ่นนั้นล่วงลับไปแล้ว สองตำแหน่งนี้ยังมีอยู่ในจารีตประเพณี งูผีที่มอเลโคะสาปสูญไปเนิ่นนานแล้ว คงเหลืออยู่แต่ในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน มันเป็นงู ลำตัวใหญ่อวบขนาดโคนขา แต่ว่าหัวมันเป็นหัวคน

คนผู้เฒ่า คนผู้หญิง

ผมเส้นยาวเป็นสีขาวกระเซอะกระเซิง ดวงตาสองดวงรวมอยู่ข้างหน้าเหมือนตาคน แต่หัวแหลมอย่างหัวงู  ปากก็เหมือนปากงูแลบลิ้นแผล็บๆ แม่เฒ่างูผีร้องร่ำคร่ำครวญ เจาะแฮกับดิเจ๊ะมีปืน ยกปืนจะยิงแต่ครูบาไม่ให้ยิง ท่านว่าแค่นี้เขาก็เหมือนตกนรกอยู่แล้ว อย่าก่อกรรมก่อเวรเลย จะเป็นบาปติดตัวต่อไปไม่สิ้นไม่สุด

เสียงร้องของแม่เฒ่างูผีไม่แหลมเล็กเยือกเย็นเหมือนเช่นคืนก่อน หากเป็นเสียงโหยหวนครวญคร่ำชวนเวทนาอาดูร คลับคล้ายจะเป็นภาษาหรือถ้อยคำแต่ไม่มีใครแปลความหมายออก ครูบาให้พวกเราถอยหลังห่างออกมา ท่านเองยืนอยู่นิ่งๆ พูดจาภาษาที่ไม่มีใครฟังออก สุดท้ายท่านปันไตรสรณคมน์แก่งูผี หัวที่เป็นหัวคนปกคลุมด้วยผมเผ้ายุ่งเหยิงค่อยลดต่ำลง ต่ำลงจนแนบพื้นแล้วค่อยขยับเขยื้อนเคลื่อนขนด นางมุ่งเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำที่แสงไฟส่องไม่ถึง  เจาะแฮกับดิเจ๊ะที่เป็นผู้นำหมู่บ้านยุคนี้บอกว่านับแต่นั้นมางัวควายก็ไม่หาย คนก็ไม่ตกตายหายลับอีกเลย

Don`t copy text!