ผีมักลักซ่อน

ผีมักลักซ่อน

โดย : มาลา คำจันทร์

ตำนานพงไพร เรื่องสั้นชุดจบในตอน โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราววิถีชีวิตชาวล้านนาในอดีตที่ผูกพันกับความเชื่อ ผีสางและพุทธศาสนา ซึ่งนับวันจะจางหายไปตามเหตุปัจจัยและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากแต่อ่านเอาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง จึงขอชวนนักอ่านทุกท่านมาร่วมกันซึมซับและส่งต่อเรื่องราวจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของการอ่านออนไลน์

***************************

– ผีมักลักซ่อน –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ในหมู่เฮาอันเป็นละอ่อนในยุคกึ่งพุทธกาลนั้น มีคนผู้หนึ่งชื่อว่าอีปันผีมัก ชื่อมันว่าอีปัน สร้อยมันว่าผีมักแปลว่าผีชอบ อีปันอาจมีหลายคน แต่อีปันผีมักมีคนเดียว สร้อยชื่อจึงเป็นส่วนขยายความให้ชัด ให้แยกออกมาจากอีปันอื่นๆ  อีดีก็อาจมีหลายคน แต่อีดีคอเอิมจะมีคนเดียว ไอ้แสงก็อาจมีหลายคน แต่ไอ้แสงหน้ามอดจะมีคนเดียว คอเอิมคือคอพอก หน้ามอดคือหน้าพรุน ในยุคที่ผู้เล่ายังเป็นละอ่อนอยู่นั้น คนคอพอกอันเนื่องแต่ขาดธาตุไอโอดีนยังมีอยู่มากในบ้านเรา คนหน้ามอดอันเนื่องแต่ไข้ทรพิษหรือฝีดาษก็ยังมีอยู่  เรื่องคนคอเอิมหรือคนหน้ามอดไว้ค่อยเล่าหลังวันหลังหากมีโอกาส วันนี้อยากเล่าถึงผีมักลักซ่อน คือผีชอบคนแล้วลักเอาคนผู้นั้นไปซ่อน

อีปันผีมักเป็นลูกอ้ายปิงกับพี่ผงคนบ้านเหนือ ไม่ได้เรียนหนังสือ สมัยนั้นบ้านเรามีโรงเรียนแล้ว ตั้งอยู่ที่วัดใต้ อยู่ห่างจากบ้านเหนือราวครึ่งกิโลเมตร การบังคับให้ส่งลูกเข้าโรงเรียนมีแล้ว แต่มักบังคับใช้ไม่ทั่วถึง พ่อแม่ผู้ใดเห็นความสำคัญของการศึกษาก็ส่งลูกเข้าโรงเรียน ผู้ใดไม่เห็นความสำคัญก็เอาลูกไว้ใช้งานไม่ให้ไปโรงเรียน อีปันกับพี่ๆ มันไม่ได้เข้าโรงเรียน พี่ที่เป็นผู้ชายเป็นเด็กเลี้ยงควาย ที่เป็นผู้หญิงเลี้ยงหมู อีปันเป็นผู้ช่วยพี่สาวมัน อยู่มาวันหนึ่งพี่ผงก็ร่ำไห้ยกมือปิดตาเข้ามาในบ้าน

“อีผงมึงไห้เยียะหยัง”

“พี่แพงเหย ขอช่วยข้าหน่อยเทอะ อี่ผงลูกข้าหายไป”

“กูช่วยบ่ได้ กูบ่ใช่พ่อหลวง”

“บ่แม่นอย่างนั้น ฮือๆ ข้าขอพี่แพงช่วยบอกอุ๊ยเสา ขออุ๊ยเสาดูเมื่อหื้อที”

“เอ๊า…” แม่ร้องเสียงแปลกๆ เหมือนค่างต้องปืน “แล้วก็บ่อู้หื้อชัด”

ดูเมื่อคือดูหมอ ตาเป็นพ่อหนาน เป็นพ่ออาจารย์ เป็นพ่อหมอ สมัยแต่ก่อน คนผู้เดียวทำได้สารพัด พี่ผงอายุอ่อนกว่าแม่ พวกเราจึงเรียกว่าพี่ หากแก่กว่าแม่ก็จะเรียกว่าป้า

แม่พาพี่ผงไปหาตาซึ่งกำลังถากคันแร้วดักหนูให้หลานชาย เป็นยามเย็นแดดอ่อนชอนเฉียง แล้งๆ เหลืองๆ ใบไม้เก่าร่วงลงช้าๆ ดูเศร้าๆ หมองๆ ตาพาพี่ผงขึ้นเรือนไปที่โถงหน้า แดดลอดลำเข้ามา ตายกมือไหว้ที่หิ้งบูชาประจำบ้าน ยกเอาพานไม้ไผ่สานที่เรียกว่าขันแดงลงมา

“มันหายไปเมื่อใด”

“เมื่อใดบ่ฮู้”

“อ้าว…”ตาร้องเป็นเสียงค่างตัวเฒ่า “มึงเป็นแม่ ลูกหายไปเมื่อใดบ่ฮู้ได้อย่างใด”

“พี่มันว่ามันไปปาดผักหมู หนีบกระบุงออกบ้านไปแต่บ่าย ตกน้ำตกหนองตายไปแล้วบ่ฮู้ อีปันลูกกู ฮือๆ”

“พอๆ บ่ต้องไห้ฮือๆเป็นนกฮูก มีไผไปเสาะไปหาละยัง”

“อ้ายปิงผัวข้าไปแล้ว”

ตาเอาไถ้ขะมุกขะมอมออกมาจากขันแดง  คลี่ปากไถ้แล้วผายหินเกลมบ้างเหลี่ยมบ้าง ขาวบ้างดำบ้างลงบนผ้าแดงที่ปูบนเสื่อ

“มึงเลือกเอา”

 

อีปันผีมักตัวผอมๆ หัวหูยุ่งกระเซิงไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ภาพที่จำติดตาคือมันนุ่งซิ่นต่อเอวไม่สวมเสื้อ มักอุ้มไอ้แดงน้องมันใส่เอวอยู่เสมอ คนแต่ก่อนมักมีลูกมาก พ่อกับแม่ของผู้เล่าเลี้ยงรอดสี่คน อ้ายปิงกับพี่ผงก็เลี้ยงรอดสี่คนเหมือนกัน อีปันผีมักมีน้องคนถัดอายุห่างมันสี่ปี มันหายไปแต่บ่าย แม่มันกลัวมันไปตายตกบ่อห่างบ่อร้างซึ่งมักไม่มีรั้วรอบปากบ่อ แม่มันว่าพ่อมันกับเพื่อนบ้านใต้เหนือกระจายออกตามไปทิศไปทิศนั้นทางนี้ตามการคาดคะเน แม่มันมาขอตาของผู้เล่าให้ดูเมื่ออ่านทักทำนาย ตามีความรู้ดูเมื่อก้อนหิน พี่ผงเลือกเอาหินจืดๆ แบนๆ สีขาวขุ่น ตาว่ามันอยู่ต่ำติดดิน มีอันลับอันบังพรางตา เขาพากันตามหา กระทั่งมืดค่ำรำไร ไอ้อ้ายพี่ชายมันไปเอาสุ่มไก่ที่ใกล้ร้านฟาง อีปันหลับกรนสอดๆ อยู่ในสุ่มไก่ ยุงกัดพอลาย เพื่อนบ้านหลากหลายรู้เรื่องก็วิ่งไปเอาข่าว ผู้เล่าเองก็รีบตามก้นพ่อแม่ไป

“มึงไปนอนทำไมในสวน อยากหลับอยากนอน ทำไมไม่นอนบนเรือน”

“ข้าบ่ฮู้ มีคนจูงข้า มันสั่งว่ามึงนอนอยู่นี่นะ ข้าก็นอน”

“มันเป็นตัวอย่างใด คนผู้นั้น”

“เป็นผู้ชาย ใหญ่ๆ ดำๆ”

“มันชื่อหยัง”

“ชื่อบุญมา”

“ฮื่ย…”

แม่สะดุ้ง หันไปมองหน้าพ่อ พ่อทำทีเหมือนไม่รู้ อันที่จริงผู้ใหญ่ทั้งหลายเขาต่างก็รู้ รู้ว่าคนชื่อบุญมาเป็นผีตายโหงตกต้นไม้ตาย แต่ตายไปก่อนหน้าเมื่อสิบกว่าปีผ่านมาแล้ว ตอนนั้นพวกเราเหล่าลูกเด็กเหล็กอ่อนทั้งหลายยังไม่เกิดมา

จะเล่าแทรกเรื่องผีลักผีซ่อน ในโลกนี้ โลกใบเล็กที่หุบห้วยราวดงที่เราเกิดและเติบโตมา มีผีมากมายหลายอย่าง ผีดีก็มี ผีร้ายก็มี ผีบางพวกก็ชอบลักคน ลักเอาไปซ่อนไว้เฉยๆ ก็มี ลักเอาไปกินก็มี อย่างผีบ้าตาวอด หรือผีละวอดชอบออกมาลักเอาเด็กในยามดอกทองกวาวบาน หน้าปลายหนาว ดอกทองกวาวบานเจิดจ้ากลางนาทุ่งกว้าง ผีบ้าตาวอดหรือบางท้องถิ่นอาจเรียกว่าผีละวอดจะออกจากเมืองมันมาซุ่มอยู่ตามสันดอนกลางนาที่มักมีต้นทองกวาวกำลังติดดอกดกงาม เด็กชายก็ตาม เด็กหญิงก็ตามที่พลัดหลงไปคนเดียว มันจะออกมาจับเรายัดใส่กระสอบใบใหญ่แล้วเอาไปฆ่าอ่อมแกงกิน บ้างก็เล่าว่ามันจะเอาเหล็กเสียบเราแล้วเอาขึ้นย่างอย่างคนทำหมูหัน บ้างก็เล่าว่ามันจะร่ายคาถาปิดปากเรา เราจะสะลืมสะลือครึ่งหลับครึ่งฝัน มันจะอาบน้ำให้เรา ขูดขนเราจนเกลี้ยงทั้งตัวแล้วเอาขมิ้นมาทา แล้วให้นั่งพนมมือถือดอกไม้อยู่บนปากหลุม แล้วจะผลักเราลงหลุม แล้วจะโกยดินลงกลบ อันนี้เขาว่ามันเอาละอ่อนไปเลี้ยงผีขุมคำ

ยังมีผีอีกพวกเรียกชื่อว่าผีม้าบ้อง อันนี้ก็ชอบลักเอาเด็กไปซ่อน โดยเฉพาะคือเด็กผู้ชายวัยเก้าขวบสิบขวบที่มักลงเรือนเล่นเดือนแจ้งเมื่อยามกลางคืน บ้านนอกขอกแดนของล้านนาสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า กลางคืนกลางวันตัดขาดจากกันชัดเจน เดือนมืดเดือนแจ้งก็จำแนกจากกันชัดเจน คืนเดือนมืดมันมืดเหมือนหลับตา คืนเดือนแจ้งแสงเดือนนวลเย้ายวนเรียกหา มันเรียกพวกเราเหล่าลูกเล็กเด็กอ่อนให้ลงเรือนไปเล่นเดือนแจ้ง ส่วนมากจะเป็นเด็กผู้ชาย อาจมีเด็กผู้หญิงจำพวกอีผู้พลัดหลงลงเรือนไปเข้าหมู่พวกเรา เรียกกันว่าอีผู้ สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าทอมในถ้อยคำภาษาพวกเรา

เล่นเดือนแจ้งคือเล่นในคืนเดือนหงาย เล่นอะไรก็ได้ เช่นเล่นตี้ เล่นเตย เล่นขี่ม้าตีนทั่ง หากอธิบายหมดก็จะยาวเยิ่นเย้อ เล่นขี่ม้าตีนทั่งสนุกที่สุด ดุเด็ดเผ็ดมันที่สุดเป็นการละเล่นเฉพาะของเด็กผู้ชาย กำหนดเอารุ่นพี่ที่โตกว่าแข็งแรงกว่าเป็นม้า เอาตัวเล็กกว่าอายุน้อยกว่าขึ้นขี่หลัง ให้ไอ้ตัวเล็กเหยียดขาออกไปแข็งๆ ทื่อๆ แล้วม้าสองตัวก็แล่นเข้าชนกัน คนเป็นม้าจะเอาตีนของไอ้ตัวเล็กบนหลังไปทั่งหรือทิ่มอีกฝ่ายให้ล้มหรือให้ซวดเซพ้นเขตพ้นแดน ฝ่ายล้มหรือถูกทั่งพ้นแดนจะเป็นฝ่ายแพ้

“ระวังเน่อ ดึกๆ ดื่นๆ ผีม้าบ้องมันจะออกมานะมึง”

พ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่จะกำชับเราอย่างนั้น จะเล่นไม่นาน สักสามทุ่มก็ดึกมากแล้วสมัยนั้น ใครเผลอหรือพลัดหลงผีม้าบ้องมันจะออกมา มันจะล่อเอาเราขึ้นขี่หลังมันแล้วลักไปซ่อนไว้ที่เมืองผี มันไม่กิน แต่จะทิ้งให้เราอดอยาก หากพ่อแม่แก้ไขไม่ทันเราก็จะตายอยู่ในเมืองผี ไม่ได้กลับมาเห็นหน้าพ่อหน้าแม่อีกเลย

 

อีปันมันไม่ค่อยพูด มีความขมหมองใจไหม้อันใดของมันเราไม่รู้ มันได้สร้อยชื่อว่าผีมัก เพราผีมักคือชอบมัน ผีตัวนั้นตัวนี้กรายผ่านมา ก้มส่งทะลุหลังคาเห็นมันผีก็ลงข่มเหง มันมักเป็นผีเข้าผีอำ ละเมอเพ้อพกยกโทษใส่แม่ว่ารักแต่พี่แต่ไม่รักมัน รูปหน้ามันเศร้าๆ ลาบผักหมูอยู่ดีๆ บางทีมันก็รำดาบเข้าหาพี่มัน เดือดร้อนมาถึงตา ตาต้องไปไล่ผี แต่ตาก็กลัวดาบในมือมัน ตาต้องบอกพ่อมันให้เตรียมแห แล้วให้พี่ชายมันหลอกล่อข้างหน้า พอมันเผลอ พ่อมันเหวี่ยงแห่เข้าครอบ คนนั้นคนนี้ช่วยกันตะครุบแล้วปลดมีดปลดดาบออกจากมือมัน  ตาถึงไล่ผีได้ ตาเอาฝ้ายคาฟืนแม่หม้ายเจ็ดเรือนผูกคอมันไว้ ไม่ได้ผูกมัดรัดแน่นเหมือนเราแขวนคอไก่ แต่ผูกไว้หลวมๆ ตาว่าตราบใดฝ้ายคาฟืมแม่หม้ายเจ็ดเรือนไม่หลุดจากคอ ผีตัวใดก็ลงกุมมันไม่ได้

“ยังมีผีตัวใดอีกตา ที่ลักเอาคน”

“ผีอี่แม้หม้ายวิมาลา ชอบลักเอาบ่าวไปเสพ”

“อันนี้ข้ารู้แล้ว ผีพ่อหม้ายมีไหม ลักเอาสาวไปเสพ”

“ผีพ่อหม้ายบ่มีชื่อมีเสียง บ่เป็นที่ปรากฏ แต่มีผีอย่างหนึ่งชื่อว่าผีตามอย มีทั้งชายทั้งหญิง ตามันมอยๆ คือปรอยๆ แบบคนตาเชื่อมตาหวานนั่นแหละเอ็ง หากเป็นตามอยสาวก็งาม หากเป็นตามอยหนุ่มก็หล่อ ผีตามอยหนุ่มหล่อก็ชอบลักเอาสาวไปเสพเหมือนกัน ท่านถึงว่าแม่ย่าแม่ญิงอย่าเข้าป่าเข้าเหล่าคนเดียว อย่างน้อยต้องมีคู่ กันผีตามอยลักเอาไป”

“มันลักเอาแต่เด็กๆ ลักเอาแต่หนุ่มแต่สาวนะตา ไยไม่ลักผู้ใหญ่บ้างนะ”

“หนังมันเหนียวมั้ง กินบ่ลำ”

 

ล่วงวันล่วงคืน ปู่สังขารย่าสังขารมาเพิ่มอายุแก่เราทุกปีในวันสังขารล่อง จากเด็กดงห้วยหนองเมื่อราวกึ่งพุทธกาล เราต่างเติบโตและแตกต่างไปตามทางใครทางมัน เรียนจบชั้นป.๔ ผู้เล่าไปเรียนต่อม.๑ที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ อีปันผีมักยังอยู่ในหมู่บ้าน เส้นฝ้ายแม่หม้ายเจ็ดเรือนจะหลุดจากคอมันไปตอนไหนไม่รู้ เมื่อผู้เล่าเรียนอยู่ชั้น ม.๔ สมัยนั้น เทียบเท่า ม.๑ สมัยนี้ อีปันผีมักก็ถูกผีลักผีซ่อน เขาว่าเป็นผีตามอยหนุ่มหล่อเมืองใต้ลักเอามันไปขายเข้าซ่อง นับแต่วันนั้นมา ไม่มีใครเห็นหน้าอีปันอีกเลย

Don`t copy text!