พนมนาคา บทที่ 30 : ในเงามืด

พนมนาคา บทที่ 30 : ในเงามืด

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 30 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พุ่มข้าวบิณฑ์เป็นคนแรกที่โผล่ออกไปจากห้องเรียนศิลปะ เหลียวซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นว่ามีใครอยู่แถวนั้น ก็กวักมือเรียกให้ดอกเตอร์เบเนดิกต์และเอเชียรีบตามเขาออกมา

เสียงนักเรียนอ่านหนังสือออกเสียงดังพร้อมกันแว่วมาให้ได้ยิน กับเสียงครูสอนหนังสือ ดูเหมือนทุกคนในโรงเรียนจะไม่ได้สนใจว่า อาคันตุกะแปลกหน้าทั้งสามกำลังหาทางเล็ดลอดเข้าไปในเขตหวงห้าม

มีทางเดินเล็กๆ เลาะเลียบไปข้างขอบสนาม มุมตึกช่วยบดบังวิสัยทัศน์ของคนในอาคารเอาไว้พอดิบพอดี ทั้งสามวิ่งลัดเลาะไปใต้ร่มเงาของหางนกยูงใหญ่ มุ่งหน้าไปยังอาคารเตี้ยๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าท้ายโรงเรียน

ทางเดินสิ้นสุดลงที่ประตูสังกะสีสูงท่วมศีรษะ มีกุญแจล็อกเอาไว้แน่นหนา ดูแล้วไม่น่าจะสะเดาะเข้าไปได้โดยง่าย

รอบอาคารมีรั้วลวดหนามล้อมเอาไว้หยาบๆ พุ่มข้าวบิณฑ์ประเมินดูด้วยสายตา ก่อนจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตของเขาออก ใช้เสื้อตัวหนาคล้องกับลวดหนามเส้นล่างสุด ออกแรงดึงขึ้นจนเกิดช่องว่าง แล้วพยักหน้าให้ดอกเตอร์วัยกลางคนและหญิงสาวร่างสูงลอดเข้าไปก่อน จากนั้นเขาก็ค่อยกลิ้งตัวตามเข้าไป

รอบกายเงียบสงัดราวเป็นโลกคนละใบ สายลมที่พัดมาเอื่อยอ่อนเหมือนจะหยุดนิ่งไปในตอนนั้น อาคาร ‘ศูนย์เด็กพิเศษ’ ปรากฏอยู่ตรงหน้า

ให้ตายเถอะ…เอเชียนึกในใจ…เหมือนคุกแบบที่ดอกเตอร์เอลเลนพูดไม่มีผิด

เป็นอาคารชั้นเดียวที่มิดชิด ไม่มีแม้หน้าต่าง ประตูเข้าด้านหน้าเป็นประตูเหล็ก มีกุญแจแน่นหนา สรรพสำเนียงเงียบสนิท

“อย่างกับโรงเก็บของ…เด็กจะอยู่กันยังไง ไม่มีหน้าต่าง แถมอากาศยังไม่ถ่ายเทแบบนี้” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า

เอเชียคิดเหมือนกัน เธอหันไปสบตาชายหนุ่มก่อนจะหันไปหาดอกเตอร์เบเนดิกต์

“มีเด็กอยู่ในนี้แน่หรือคะ…ทำไมเงียบสนิท ไม่มีเสียงอะไรเลย”

“พาน โสภณบอกเราแบบนั้น” เบเนดิกต์ตอบ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “ถ้าไม่ใช่ที่นี่…จะเป็นที่ไหน”

“เขาบอกดอกเตอร์ว่ามีศูนย์เด็กที่ป่วยโรคผิวหนังอยู่ในโรงเรียนหรือครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ถามอย่างจะให้แน่ใจ

“ใช่” ดอกเตอร์วัยกลางคนพยักหน้า “เขาบอกว่า ชาวบ้านรังเกียจเด็กป่วย ผิวหนังของเด็กพวกนั้นมีลักษณะคล้ายเกล็ดงูน่าเกลียดน่ากลัวมาก ไม่มีใครยอมให้เด็กพวกนี้มาเรียนหนังสือร่วมกับเด็กปกติ…โรงเรียนเลยจำเป็นต้องสร้างอาคารพิเศษแยกออกมา แล้วเอาเด็กป่วยมาเรียนรวมกันที่นั่น…”

ดอกเตอร์เบเนดิกต์ถอนใจ ก่อนจะเล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“พ่อแม่หลายครอบครัวส่งลูกมาเรียนแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่หลายครอบครัวก็รังเกียจ เอาลูกมาทิ้งไว้เลย…ซึ่งแบบหลังนี้มีจำนวนมากเสียด้วย ครูก็เลยต้องรับเลี้ยงเอาไว้ เป็นเหมือนกับศูนย์เลี้ยงเด็กกลายๆ”

“เด็กพวกนี้อายุเท่าไรกันคะ” เอเชียไม่มีข้อมูลพวกนี้เลย เธอส่งสายตาสอดส่ายมองไปรอบๆ พุ่มข้าวบิณฑ์กำลังเดินสำรวจอาคารตรงหน้า

“มีตั้งแต่สองขวบไปจนถึงสิบขวบ” เบเนดิกต์บอก ประโยคสุดท้ายเขาลดเสียงลงด้วยความสลดใจ “เฉพาะที่รอดมาได้นะ”

“หมายความว่าอย่างไรครับ…ที่รอดมาได้” พุ่มข้าวบิณฑ์เดินกลับมาได้ยินเข้าพอดี

“คุณก็น่าจะเดาได้นะพีบี…หลายครอบครัว…พอเห็นเด็กเกิดมาเป็นแบบนี้ ก็…” เบเนดิกต์พูดได้เพียงเท่านั้น

“ก็ฆ่าทิ้ง” พุ่มข้าวบิณฑ์ต่อให้จนจบประโยค

“ผมได้ข้อมูลมาแบบนั้น” เบเนดิกต์เหลือบตามองไปทางอาคารโรงเรียนด้วยความหวาดระแวง เอเชียฟังแล้วรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง “เตือน สีจันทร์…ผู้หญิงกัมพูชาคนที่เอารูปเด็กผิวเหมือนงูให้ผมดู เล่าให้ฟัง…”

“โธ่เอ๋ย…” ฟังแล้วเอเชียรู้สึกจุกขึ้นมาในลำคอ พูดอะไรแทบไม่ออก พุ่มข้าวบิณฑ์เม้มริมฝีปากแน่น แล้วลองเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งของอาคาร

“มาทางนี้ดีกว่าครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์ตะโกนเรียก “ดูเหมือนมีช่องแตกอยู่นิดหนึ่ง”

มีรอยแตกร้าวที่ข้างอาคารจริงดังที่ชายหนุ่มว่า ประเมินดูด้วยสายตาน่าจะเกิดจากดินทรุด ตัวอาคารเลยมีรอยแยกความกว้างประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร พุ่มข้าวบิณฑ์กำลังเอาใบหน้าแนบกับผนังปูนชื้นเย็น เพื่อมองดูสภาพภายในอาคาร

“มีอะไร…หนูพุก” หล่อนเผลอเรียกเขาด้วยชื่อเล่น และคราวนี้เขาก็ไม่ได้โวยวายอะไร “ในนั้นมีเด็กหรือเปล่า”

พุ่มข้าวบิณฑ์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ขยับถอยหลังออกมา สีหน้าที่หันมาทางเอเชียนั้นซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก ดอกเตอร์เบเนดิกต์พุ่งตัวเข้าไปแทนที่ ส่องดูภายในอาคารผ่านรอยแตก

นายแพทย์วัยกลางคนยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ พอเขาขยับถอยออกมา เอเชียก็ลองส่องดูบ้าง…

แนบหน้ากับรอยแตกนั้น ภายในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงสลัวรางจากภายนอกที่ส่องลอดเข้าไปเพียงเลือนราง เอเชียต้องกะพริบตาถี่ๆ อยู่พักใหญ่ เพื่อปรับให้ชินกับแสง

ภายในอาคารมีโถงกลางขนาดใหญ่ มีห้องเล็กๆ แบ่งย่อยออกไปอีกหลายห้อง ทุกห้องปิดมิดชิด ประตูทุกบานมีกุญแจล็อกเอาไว้

ที่กลางห้องโถงมีโซฟาเก่าๆ อยู่สามสี่ตัว มีของเล่นเด็กกองอยู่บนพื้น ทุกอย่างดูสงบนิ่ง อย่าว่าแต่เด็กเลย…เอเชียรู้สึกว่าในห้องนั้น ปราศจากแม้สิ่งมีชีวิต…

แต่แล้ว ก่อนที่เธอจะถอนสายตาออกจากรอยแตก เอเชียสังเกตเห็นอะไรบางอย่างกำลังขยับอย่างเชื่องช้า…

บนโซฟาตัวยาวที่เก่าคร่ำคร่าตัวหนึ่ง…มีเด็กรูปร่างผ่ายผอมคนหนึ่งนอนแนบจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน หากไม่มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแล้วละก็ จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีใครอยู่ตรงนั้น!

อาการเคลื่อนไหวของเด็กเชื่องช้า ร่างผอมบางค่อยๆ ไถตัวไปบนโซฟาเหมือนกับ…เอเชียใจเต้นแรง…เหมือนกับ…งู!

ไม่เพียงแต่อาการเคลื่อนไหวจะคล้ายงู หากทว่าผิวหนังบนร่างกายผอมจนเหลือแต่กระดูกนั้นยังหนานูนเป็นปื้น มองเผินๆ คล้ายเกล็ดงูจริงเสียด้วย

เด็กประหลาดค่อยๆ เบือนหน้ามาทางรอยแตกราวจะรู้ว่ามีคนแอบมอง ดวงหน้านั้นมีรอยปื้นคล้ายงู ผมของเด็กยาวรุ่ยร่าย เอเชียคิดว่าเธอได้กลิ่นสาบสางลอยมาในอณูอากาศ ภายในห้องมืดเกินกว่าจะบอกได้ว่าเด็กผู้นั้นเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย อายุประมาณกี่ขวบ มีเพียงประกายตาสีเขียวจัดเรืองเรื่ออยู่ในความมืดนั้น

“แจ๊ก…”

เด็กคนนั้นส่งเสียงร้องแหลมเล็ก เอเชียเห็นเขี้ยวแหลมๆ โผล่ออกมาจากสองข้างของมุมปาก

“อุ๊บ…”

หญิงสาวตกใจจนเกือบส่งเสียงกรีดร้องออกมาอยู่แล้ว หากมือแข็งแรงของพุ่มข้าวบิณฑ์จะไม่เอื้อมมาปิดปากเธอเอาไว้เสียก่อน

หญิงสาวตัวสั่นระริกด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง เธอหันไปหาเขา และพุ่มข้าวบิณฑ์ก็ดึงเอเชียมากอดไว้หลวมๆ

หญิงสาวทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา หากพุ่มข้าวบิณฑ์รีบส่ายหน้า ทำท่าทางบุ้ยใบ้บอกไม่ให้เอเชียส่งเสียง เนื่องจากบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าอาคาร มีใครบางคนกำลังไขกุญแจเข้ามา

พุ่มข้าวบิณฑ์ส่งสัญญาณให้ดอกเตอร์เบเนดิกต์เตรียมหนี จากนั้นทั้งสามก็รีบวิ่งกลับไปที่รั้วลวดหนามก่อนที่ใครบางคนจะไขประตูเข้ามาพบเข้า พุ่มข้าวบิณฑ์ใช้เสื้อแจ็กเก็ตของเขาทำแบบเดิม จากนั้นทุกคนก็ลอดกลับออกไปในเขตโรงเรียนอย่างรวดเร็ว

เห็นหลังของใครบางคนผลักประตูสังกะสีเปิดเข้าไป มองจากด้านข้าง เห็นไม่ถนัดว่าเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ที่แน่ๆ พวกเขาไม่มีทางจะวิ่งกลับไปที่ห้องเรียนศิลปะโดยที่คนผู้นั้นไม่เห็น

ชายหนุ่มชี้นิ้วไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด ดอกเตอร์เบเนดิกต์พุ่งนำไปก่อน เอเชียและพุ่มข้าวบิณฑ์รีบตามเข้าไป ทั้งสามนั่งแอบอยู่ด้วยกันเงียบๆ รอจนกระทั่งใครคนนั้นเปิดประตูอาคารก้าวเข้าไปแล้วนั่นละ จึงค่อยย่องออกมาจากพุ่มไม้ เดินย้อนกลับไปที่ห้องเรียนศิลปะทันเวลาก่อนที่ครูใหญ่จะสอนหนังสือเสร็จและแวะมาหาพวกเขา

“เป็นยังไงคะ ห้องเรียนที่นี่ พอใช้ได้ไหม”

พาน ดาราถามเสียงอ่อนหวานเกินจริง สายตาของครูใหญ่กวาดมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะหันมาจ้องเอเชียด้วยความสงสัย หญิงสาวกำลังเกาแขนที่ขึ้นเป็นผื่นคันอยู่พอดี คงจะเกิดจากโดนแมลงบางชนิดขณะไปนั่งซุ่มอยู่ในพุ่มไม้

“เอ้อ…ค่ะ” เอเชียตอบตะกุกตะกัก หัวใจยังเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัวกับภาพที่ได้เห็น “ดีค่ะ…ดี”

“ครูจันดีเก่งค่ะ” พาน ดาราเอ่ยชมครูศิลปะ “เธอได้ทุนรัฐบาล ไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น พอเรียนจบก็กลับมาสอนศิลปะที่นี่เลยค่ะ”

“เท่าที่เห็น อุปกรณ์ต่างๆ ที่มี ถือว่าค่อนข้างจะพร้อมเลยละค่ะ มีทั้งสีน้ำ สีไม้ สีเทียน สีอะคริลิก เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับเด็กๆ” เอเชียตั้งหลักได้แล้วในตอนนั้น เธออธิบายคล่องแคล่ว “ส่วนภาพวาดผลงานของเด็กๆ เท่าที่ฉันเห็น ก็น่าสนใจ ถ้าครูใหญ่และครูสิน จันดีไม่ว่าอะไรแล้วละก็…ระหว่างที่ทำงานอยู่ในพนมนาคา ฉันอาจจะแวะมาช่วยสอนเด็กๆ ให้สัปดาห์ละครั้ง”

“ดีสิคะ” พาน ดาราตอบรับด้วยท่าทางยินดี “ได้นักวาดภาพระดับโลกมาสอน เด็กๆคงจะได้พัฒนาฝีมือขึ้นอีกเยอะเลย…ว่าแต่ แบบนี้ดอกเตอร์จะอนุญาตหรือคะ”

“หือ…” เบเนดิกต์หันมาหาทางเอเชีย ไม่เข้าใจว่าหญิงสาวกำลังคิดจะทำอะไร เอเชียรีบแอบขยิบตาให้เขา หวังว่าเบเนดิกต์จะเข้าใจความหมายที่เธอต้องการสื่อ

“อ้อ…เอาสิครับ พวกผมมาศึกษาอาการป่วยของเด็กๆ ที่นี่ ก็ตั้งใจไว้ว่า หากคนพนมนาคาอยากได้ความช่วยเหลืออะไร ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงละก็ พวกผมก็ยินดี” เบเนดิกต์ปรับตัวรวดเร็ว เขาตอบครูใหญ่คล่องแคล่ว จนเอเชียคิดว่าหัวหน้าคณะของเธอเป็นนักการทูตมากกว่าเป็นหมอ

“แหม ขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคะ” พาน ดารายิ้ม “เด็กๆ โชคดีมาก…ว่าแต่ มิสจะสอนเด็กระดับไหนคะ”

“ขอฉันคัดเลือกจากผลงานของพวกแกก่อนดีกว่าค่ะ” เอเชียอธิบาย “เด็กแต่ละคนมีความถนัดและความสามารถไม่เหมือนกัน ฉันขอสอนเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านวาดภาพ น่าจะมีประโยชน์มากกว่าจะให้สอนทุกคนในโรงเรียน”

“ได้สิคะ” พาน ดาราพยักหน้า “จะเริ่มเมื่อไรดีคะ”

“สัปดาห์หน้าก็ได้นะคะ คุณครูมีเวลาให้ฉันอย่างไรก็บอกได้ค่ะ” เอเชียว่า

“ทุกวันศุกร์ตอนบ่ายก็น่าจะดี” ครูใหญ่นิ่งคิดไปนิดหนึ่ง “ทุกบ่ายวันศุกร์เราจะมีชั่วโมงสันทนาการให้เด็กอยู่แล้ว มิสคัดเลือกเด็กได้เลยนะคะว่าเด็กคนไหนมีแวว แล้วฉันจะให้เด็กกลุ่มนั้นได้มาเรียนกับมิส”

“ครูคะ” เอเชียเหลือบสายตาไปทางเบเนดิกต์และพุ่มข้าวบิณฑ์นิดหนึ่ง ก่อนจะถามครูใหญ่ต่อด้วยน้ำเสียงเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก “แล้วเด็กป่วยล่ะคะ…เอามาเรียนด้วยได้ไหม ที่อเมริกา…เราจะสอนศิลปะให้เด็กป่วยด้วย ศิลปะจะช่วยให้พัฒนาความสามารถและพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กป่วยให้ดีขึ้นทัดเทียมกับเด็กปกติ อย่างที่เรียกว่าศิลปะบำบัดไงคะ”

“ไม่ได้เด็ดขาด” ครูใหญ่ตอบเสียงกร้าว ครั้นพอรู้สึกตัว พาน ดาราก็ลดเสียงให้อ่อนลง แล้วอธิบายว่า “เอ้อ…ฉันหมายความว่าเด็กพวกนั้นสุขภาพไม่แข็งแรงน่ะค่ะ ปล่อยให้มาเรียนรวมกับเด็กปกติคงไม่เหมาะ ฉวยป่วยไข้ไปจะเดือดร้อนกันยกใหญ่…อีกอย่าง บอกตามตรงนะคะ ฉันไม่อยากให้เด็กป่วยมีปมด้อย เพราะเด็กปกติก็ไม่ค่อยชอบเด็กพวกนั้นสักเท่าไร เจอกันทีไรก็พากันรังเกียจ บางคนถึงกับเอาก้อนหินขว้าง สุดท้ายความพยายามที่เราจะให้เด็กปกติกับเด็กป่วยเรียนหนังสือร่วมกัน จึงไม่สำเร็จ”

“แล้วเด็กป่วยมีโอกาสได้เรียนหนังสือไหมครับครู” พุ่มข้าวบิณฑ์อดรนทนไม่ได้ ต้องถามบ้าง

“ได้เรียนสิคะ” ครูใหญ่รีบตอบ “ที่อาคารท้ายโรงเรียนนั่น มีทุกอย่างพร้อมพรั่งเหมือนกับห้องเรียนปกติเลยเชียวละ…เอาไว้มีโอกาสฉันจะพาไปดูนะคะ”

เอเชียหันไปสบตากับพุ่มข้าวบิณฑ์อย่างรู้กัน…สภาพอาคารที่เธอเห็นด้วยตาตัวเองเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ห่างไกลกับคำบอกเล่าของครูพาน ดารา ราวฟ้ากับเหว

“ต้องขอโทษที่ตอนนี้ยังพาไปไม่ได้ เพราะกำลังซ่อมแซมห้องบางส่วน ต้องเอาเด็กๆมานอนรวมกัน รอให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วฉันจะพาไปเยี่มมชมค่ะ” เสียงครูพาน ดาราอ่อนหวานจนเอเชียขนลุก

“นอกจากห้องเรียน ที่อาคารนั้นยังมีห้องนอนให้เด็กๆ ได้พักอาศัยด้วยนะคะ เพราะเด็กบางคนหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว เลยถูกผู้ปกครองทิ้ง พวกเราเห็นแก่มนุษยธรรม เลยต้องช่วยดูแล ให้ที่อยู่ที่กินและสอนหนังสือไปด้วย…แต่การเรียนการสอนของเด็กพวกนั้น ออกจะแตกต่างจากเด็กปกติอยู่สักหน่อย คือเราไม่ได้แยกเป็นระดับชั้นประถมหนึ่ง ประถมสอง แต่ทุกคนจะเรียนรวมกัน พอให้อ่านออกเขียนได้ ไม่ได้เน้นวิชาความรู้มากนัก”

“คุณครูเป็นคนสอนหรือมีครูคนอื่นครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์อยากรู้

“มีครูจ้างสอนต่างหากค่ะ” ครูใหญ่ขยับตัวอย่างอึดอัด คำถามของพุ่มข้าวบิณฑ์คงไปกระทบใจอะไรสักอย่าง “ชื่อเสาร์ สิงหา…ครูเสาร์เคยเป็นทหารเก่าค่ะ พี่โสภณขอให้ลาออกมาช่วยดูแลเด็กพวกนี้…เพราะคนที่จะควบคุมเด็กเหล่านี้ได้ ต้องมีทักษะและความชำนาญมากพอสมควร…”

“ควบคุม…ทักษะและความชำนาญ…” เอเชียทวนถ้อยคำเหล่านั้น หัวคิ้วเรียวยาวขมวดมุ่น

“ฉันหมายความว่าคนที่จะดูแลเด็กป่วย ต้องมีจิตวิทยาที่ดี เข้าใจธรรมชาติของเด็ก แถมยังต้องมีความอดทนสูงยังไงคะ”

ครูพาน ดารา อธิบายด้วยอาการร้อนรน หากเอเชียกลับรู้สึกว่า ยิ่งครูพยายามอธิบาย ก็ยิ่งมีพิรุธปรากฏให้เห็นมากมาย โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ครูใหญ่ทิ้งท้ายเอาไว้ ทำให้เอเชียเกิดความรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอีกครั้ง เพราะพาน ดาราเน้นเสียงหนักว่า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะคะ…ที่จะต้องทนอยู่กับเด็กอสุรกายพวกนั้น”

Don`t copy text!