พรนับพัน บทที่ 3 : เพื่อนรัก

พรนับพัน บทที่ 3 : เพื่อนรัก

โดย : เมษาริน

พรนับพัน นวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน โดย เมษาริน เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ 2 เมื่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้วิญญาณของ ‘ภวินท์’ สลับไปอยู่ในร่างของน้องชาย เรื่องที่วุ่นวายอยู่แล้วจึงยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเก่า แล้วคนที่อยู่ตรงกลางอย่าง ‘พรนับพัน’ จะทำอย่างไร นวนิยายสนุกๆ มีให้อ่านที่อ่านเอา

****************************

– 3 –

สปอร์ตคาร์ส่งเสียงหึ่งต่ำๆ เมื่อเจ้าของรถหรูสองที่นั่งยังไม่ดับเครื่องยนต์ แม้จะถอยรถเข้าจอดมาพักใหญ่ ชายหนุ่มใช้เวลานี้ทบทวนเรื่องที่คิดจะทำอีกครั้ง ริมฝีปากบางสีสดอย่างคนสุขภาพดีเผยอออกเล็กน้อยเกือบจะเป็นรอยยิ้ม หากก็ไม่ใช่

สามขวบ…ไม่ใช่วัยที่เด็กสักคนจะจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่หลงเหลือในความรู้สึกคือความอ้างว้างจากการสูญเสีย ในวัยที่เพิ่งเลยคำว่าทารกมาไม่นานแม้จะจำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ร่องรอยของความเศร้าโศกจากการพลัดพรากกลับชัดเจนมากขึ้นในทุกๆ การเติบโต และฝังแน่นอยู่ในจิตสำนึก

เรื่องเล่าระหว่างพ่อกับครอบครัวใหม่คอยตอกย้ำภวินท์ในทุกๆ ช่วงวัยของการเติบโต จากเด็กชายเป็นเด็กหนุ่ม กระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มคิดและพิจารณาได้เองโดยไม่ต้องมีใครมาบอกอีกแล้ว ภาพที่พ่ออยู่กับครอบครัวใหม่ ภาพที่เร่งรัดส่งเขาไปเรียนต่างประเทศโดยไม่มีคำอธิบาย สุดท้ายภวินท์ก็คร้านถาม เมื่อคิดว่ารู้คำตอบดีอยู่แล้ว

‘นี่แหละ…โบราณเขาว่า ขาดพ่อดีกว่าขาดแม่’ ป้ากอบกุลมีสีหน้าไม่พอใจทุกครั้งเมื่อพ่อใช้เวลากับอีกครอบครัวมากกว่า ทิ้งเขาไว้ที่บ้านหลังใหญ่ ทิ้งไว้กับสาวใหญ่อย่างป้ากอบกุลพี่สาวคนเดียวของแม่ ทิ้งเด็กชายที่ไม่มีแม่ไว้กับคนที่เกลียดบ้านเล็ก เลี้ยงลูกชายคนโตด้วยเงินโดยไม่รู้ว่าลูกถูกเลี้ยงดู สั่งสอน ให้จดจำอะไรบ้าง

หากสิ่งหนึ่งที่ภวินท์ไม่รู้ ไม่รู้แม้กระทั่งวันที่บิดาเสียชีวิตไปแล้วคือความรู้สึกผิด ศักดาไม่เคยไม่โทษตัวเอง เขาไม่เคยปฏิเสธหรือแก้ตัวเรื่องที่ไม่ได้อยู่ดูแลแม่ของภวินท์ในวันที่ตกเลือดจนเสียชีวิตพร้อมลูกน้อยในครรภ์

ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ สะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อขับไล่ความทรงจำอันเจ็บปวด ให้เหตุผลกับสิ่งที่คิดจะทำว่าถูกแล้ว ดีแล้ว เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อฉุดคร่าใคร สิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตคือ…ใช้สมองให้มากกว่าใช้กำลัง

แต่ความฉลาดรอบรู้เป็นคนละเรื่องกับศีลธรรม

ภวินท์ละเลยหลงลืมผิดชอบชั่วดี เมื่อคิดว่าสิ่งที่ทำนั้น ‘ดี’ ที่สุดแล้ว ชายหนุ่มเดินตรงเข้าศูนย์ราชการในเวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อย มองหาหญิงสาวที่สวยราวกับนางเอกละคร รอไม่นานเมื่อคนที่กำลังมองหา เดินสวนออกมาพอดี

“คุณดิวใช่ไหมครับ”

เสียงเรียกของชายหนุ่มคนที่ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ทำให้ปดิวรดาผินหน้าไปตามเสียงเรียกนุ่มทุ้ม พบชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวขาวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าที่มีแว่นสายตาทำให้ดูเคร่งขรึมจริงจัง รวมกับลักษณะท่าทางที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวมีความมั่นใจในตัวเองสูง จึงค่อนข้างดึงดูดสายตา

“คะ? คุณ…รู้จักดิวเหรอคะ” ปดิวรดาเอียงคอถามด้วยกิริยาเป็นธรรมชาติชวนมอง ไม่คิดสงสัยในชายหนุ่มดูดีตรงหน้า เพราะหน้าที่การงานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ขององค์กรใหญ่ ทำให้มีโอกาสพบปะผู้คนมากหน้าหลายตาอยู่เป็นประจำ จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะรู้จักและเข้ามาทักทาย

“รู้จักสิครับ ผม…” ภวินท์ส่งยิ้มให้สาวสวยตรงหน้า ก่อนจะเรียกแทนตัวเองใหม่ “พี่วินครับ ภวินท์ เป็นพี่ชายของณภัทร”

ชื่อชายคนรักทำให้หญิงสาวพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งอย่างตั้งใจ ความแปลกใจมีมากกว่า เธอรู้ว่าแฟนหนุ่มมีพี่ชายต่างมารดา แต่เขาไม่เคยพูดถึง บอกแค่ว่าพี่ชายไปเรียนต่างประเทศหลายปี เธอไม่คิดว่าจู่ๆ เขาก็มาปรากฏตัวถึงที่ทำงาน

“สวัสดีค่ะ พี่วิน” ปดิวรดาพนมมือไหว้สวยงามตามมารยาทและตามศักดิ์ที่จะมีร่วมกันในอนาคต แววตาคู่สวยฉายแววฉงน กระทั่งได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะน้อยๆ คล้ายเอ็นดู

“พี่ทำดิวตกใจหรือเปล่าครับ” ภวินท์ขยับถอยหลัง ออกห่างจากสาวคนรักของน้องชายหนึ่งก้าวยาวๆ พูดทีเล่นทีจริงชวนให้คิดว่าเขาเป็นชายหนุ่มใจดี อารมณ์ดี “พี่มาทำธุระที่แผนกข้างๆ นี่เองครับ เผอิญรู้ว่า ‘เพื่อนสนิท’ ของพัดอยู่ที่นี่ ก็เลยแวะมาทักทาย ทำความรู้จัก” ชายหนุ่มใช้คำว่า…เพื่อนสนิท

“ยินดีค่ะ ดิวไม่ทราบมาก่อน เสียมารยาทจังเลยค่ะ ปล่อยให้พี่วินเป็นฝ่ายมาหาดิวถึงที่นี่” ปดิวรดาหมายความตามที่พูด รู้สึกเสียมารยาทเหมือนอย่างที่บอกชายหนุ่ม

หลังจากนั้นสองหนุ่มสาวจึงย้ายจากตัวอาคาร ไปนั่งรับประทานอาหารเที่ยงในร้านที่ตกแต่งด้วยบรรยากาศสบายๆ ราคาปานกลางไม่ไกลจากสำนักงานของฝ่ายหญิงมากนัก

“ดิวอย่าบอกพัดว่าพี่มาหาถึงที่นี่นะครับ” ภวินท์เว้นวรรคเมื่อเห็นว่าหญิงสาวชะงัก ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังสื่อสาร “จะพูดยังไงดี พี่กับพัด เอ่อ…เราห่างกันมานาน พี่เรียนต่างประเทศตลอด เพิ่งกลับมาได้ปีกว่าๆ กับพัดก็ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ แล้วเขาก็ค่อนข้าง…ติสต์”

คำอธิบายคำสุดท้ายทำให้ปดิวรดายิ้มกว้าง เธอรู้จักนิสัยณภัทรดีกว่าใคร “ค่ะพี่วิน ดิวเข้าใจ”

“อีกอย่างพี่กับพัดมีเรื่องเข้าใจผิดกันมานาน ตรงนี้แหละที่พี่อยากให้ดิวช่วย” ภวินท์ตักอาหารใส่จานให้ปดิวรดาด้วยจริตของสุภาพบุรุษเต็มตัว

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ย ประทับใจในความเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ ของพี่ชายคนรัก “ถ้าพี่วินอยากให้ดิวช่วยอะไรก็บอกได้เลยนะคะ ดิวยินดีค่ะ” ปดิวรดาดีใจแทนณภัทร เธอพึงใจกับท่าทางเคร่งขรึมน่าเชื่อถือ คำพูดที่เป็นธรรมชาติ และอะไรบางอย่างที่แรงกล้าอยู่ในหน่วยตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น

ภวินท์ดูแลเธอในฐานะคนรักของน้องชายในขอบเขตที่พอเหมาะพอดี ดีทั้งการกระทำและคำพูด นั่นทำให้หญิงสาวคล้อยตามในสิ่งที่ชายหนุ่มบอกเล่า อยากช่วยสานสัมพันธ์พี่น้องที่ห่างเหินและขัดแย้งให้กลับมาดีเหมือนพี่น้องคู่อื่นๆ

ก่อนจากกันเธอยังจำประโยคสุดท้ายของชายหนุ่มได้ขึ้นใจ ประโยคที่จะไม่คิดอะไรก็ได้ แต่ถ้าคิดก็ชวนให้…วูบวาบหวาดหวั่น

‘พี่ดีใจที่ได้เจอดิว ครอบครัวของเรายินดีต้อนรับดิวเสมอ ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม’

ขณะนั่งประจำที่โต๊ะทำงาน ปดิวรดาก็เริ่มค้นหาประวัติของ ‘ภวินท์ ตั้งผลาเลิศ’ ตลอดเวลาที่คบหากับณภัทรแฟนหนุ่ม เขาไม่เคยเอ่ยถึงครอบครัวใหญ่ มักจะเอ่ยถึงมารดาแค่คนเดียว เธอรู้ว่าณภัทรมีปมเรื่องครอบครัว เพราะแม่เป็นภรรยาคนที่สองของนักธุรกิจคนหนึ่งเท่านั้น

‘พัดอยากเป็นแค่นี้ เป็นแค่นายณภัทร แซ่ตั้ง’

นี่เป็นประโยคที่เธอได้ยินจากปากณภัทรเป็นประจำ เขามักน้อย พอใจในสิ่งที่มี และมีความเป็นศิลปินสูง หากสิ่งที่ทำให้ความรักมั่นคงยืนยาวมากว่าห้าปีคือความเสมอต้นเสมอปลายของแฟนหนุ่ม แต่วันนี้นาทีนี้ นาทีที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์ของนักธุรกิจรุ่นใหม่อย่างภวินท์ ตั้งผลาเลิศ ปดิวรดานึกอยากให้ชายคนรักมี ‘แพสชั่น’ แรงกล้าอย่างพี่ชายเขาบ้าง

การพบปะอย่างสม่ำเสมอของภวินท์และปดิวรดาเกิดขึ้นหลายครั้งในหนึ่งสัปดาห์ นอกจากมันจะสร้างความสงสัยใคร่รู้ให้คนรอบกาย หญิงสาวเองก็สงสัยในความเอาใจใส่เกินไปของพี่ชายคนรัก แต่ที่น่าตกใจกว่าคือเธอเริ่มเสพติดความหรูหราสะดวกสบาย ส่วนลึกในใจกำลังเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างจากภวินท์

ยามที่เดินเคียงคู่เข้าร้านอาหารร้านประจำ หญิงสาวมองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่าภวินท์กำลังเลื่อนเก้าอี้ให้เธอแล้ววกกลับมานั่งที่ตัวเองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม มันแปลว่าเขามีความสุขที่ได้บริการรับใช้เธอ ความรู้สึกที่มีคนดูแล เอาใจใส่ ถามไถ่ทุกข์สุขแทบทุกวัน ทำให้ปดิวรดาเริ่มหลงลืมในฐานะที่เธอกับเขาเป็น ระยะห่างระหว่างพี่ชายคนรักกับว่าที่น้องสะใภ้ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อย่างน่าตกใจ

เหนือสิ่งอื่นใดยามที่ยืนเคียงคู่กันสิ่งที่คนอื่นกระซิบให้ได้ยินบ่อยๆ จนเธอต้องสังเกตตัวเองคือ…ความเหมาะสม เหมาะสมทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะทางสังคม และหน้าที่การงานของภวินท์ ซึ่งลงตัวกับตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงของพ่อเธอ

สิ่งเหล่านี้เริ่มทำให้ปดิวรดาไขว้เขว…หวั่นไหว

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้น ดิวมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” ภวินท์ถามอย่างห่วงใย “หรือเป็นเพราะพี่พาดิวไปไหนมาไหนบ่อยๆ ขอโทษนะ พี่ไม่ค่อยมีเพื่อน ไปคนเดียวก็เหงา ถ้าดิว…อึดอัด”

“ไม่ใช่ค่ะ ดิวแค่รู้สึกว่า…” หญิงสาวลังเล คิดอีกเรื่องแต่เลือกที่จะพูดอีกเรื่อง “คือดิวยังไม่ได้คุยกับพัด…เรื่องพี่วิน”

“ถ้าดิวไม่สบายใจ พี่ก็เข้าใจครับ ระหว่างพี่กับพัด พี่จะลองหาวิธีอื่น” ภวินท์แสดงสีหน้าสลดเล็กน้อยให้ปดิวรดาเห็น เมื่อพูดถึงน้องชาย

“ดิวไม่รู้ว่าพัดเป็นอะไร แค่ดิวเอ่ยชื่อพี่วิน เขาก็…ไม่พอใจ ดิวก็เลย…ยังไม่มีโอกาสพูดค่ะ” อันที่จริงสาวสวยนักประชาสัมพันธ์อย่างเธอมีเป็นร้อยวิธีที่จะใช้กับแฟนหนุ่ม แต่ระยะหลังที่ฝ่ายนั้นรับงานต่างจังหวัดมากขึ้น บวกกับชีวิตที่มีชายหนุ่มอีกคนเข้ามา ทำให้ผู้หญิงที่ใช้สมองเรื่องความรักเริ่มอึดอัดขัดใจกับณภัทร หลายเรื่องของเขาที่เธอเคย ‘รับได้’ ก็เริ่มตั้งแง่ใช้มันเป็นเงื่อนไข ในใจคิดเปรียบเทียบสองพี่น้องคู่นี้ตลอดเวลา

ซึ่งแน่นอนว่าคนพี่ดีกว่าทุกอย่าง

ปดิวรดาไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสา เธอรู้ว่าภายใต้ท่าทีเคร่งขรึมเป็นสุภาพบุรุษของภวินท์เก็บซ่อนคมเขี้ยวไว้ภายใน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มใต้แว่นกลมใสปิดไม่มิดว่าคิดยังไงกับว่าที่น้องสะใภ้ ขึ้นอยู่ว่าเขาจะเริ่มตรงไปตรงมากับความรู้สึกตัวเองเมื่อไหร่ และเมื่อเวลานั้นมาถึง เธอล่ะ…พร้อมจะตรงไปตรงมากับความรู้สึกตัวเองด้วยหรือเปล่า

 

โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางซุกตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกน้อยใหญ่บนถนนที่ขนานกับเส้นธุรกิจสายหลัก ละแวกนี้จึงแออัดคับคั่งไปด้วยผู้คนวัยทำงาน หญิงสาวเลือกที่จะเดินลัดเลาะผ่านซอกซอยที่เปิดขายอาหารตลอดสองข้างทาง เพื่อทะลุไปอีกเส้นที่มีรถไฟฟ้าให้บริการ เนื่องจากเป็นช่วงบ่ายที่อากาศร้อนจัด สาวที่มีลักยิ้มแต่งแต้มตรงมุมปากจึงเลี่ยงเข้าตัวอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ใต้ตึกมีคอฟฟีชอปให้บริการ พรนับพันเลือกที่นั่งติดกระจกมองความวุ่นวายด้านนอกอย่างเบื่อหน่าย

เสียงแห่งความวุ่นวายดังเข้ามาถึงภายในร้านกาแฟ ดึงสติหญิงสาวที่นั่งละเลียดชิมคาปูชิโนในแก้วเซรามิกให้หันไปตามเสียง กลุ่มคนสี่ห้าคนมุงล้อมอยู่หน้าลิฟต์โดยสาร มีเสียงตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์ จังหวะที่ใครคนหนึ่งขยับเปิดทาง หญิงสาวจึงเห็นว่ามีร่างยาวๆ นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น

พยาบาลสาวผุดลุกจากที่นั่งทันทีตามสัญชาตญาณ เธอวิ่งอย่างเร็วแล้วแทรกร่างเล็กเข้าไปในกลุ่มคนที่ยืนมุง บนพื้นมีชายหนุ่มคนหนึ่งนอนไม่ได้สติ แขนยาวตกระพื้น ศีรษะวางอยู่บนตักแม่บ้านคนที่กำลังเขย่าเรียก

“คุณ คุณคะ” พรนับพันตบบนบ่าชายหนุ่มแรงๆ แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง เธอหันไปสั่งเหล่าคนมุง ชี้ไปที่หญิงสาวซึ่งถือสมาร์ตโฟนในมือ “คุณ โทร.แจ้งหนึ่งหกหกเก้าให้ด้วยค่ะ”

พยาบาลสาวเข้ามาแทนที่แม่บ้านเพื่อตรวจชีพจรชายหนุ่ม สังเกตเห็นว่าใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด เธอกดมือลงบนเส้นเลือดใหญ่ข้างลำคอแต่ไม่พบสัญญาณชีพ หญิงสาวย้ายมานั่งในตำแหน่งข้างลำตัว เปิดปากเพื่อดูว่ามีอะไรตกค้างอุดตันหรือไม่ ขณะวางมือระหว่างอกจึงหันไปสั่งความกับแม่บ้าน

“ที่นี่มีเครื่องเออีดีไหมคะ ถ้ามีเอามาด่วน”

“ค่ะๆ”

“ตรงนี้มีใครทำซีพีอาร์เป็นบ้างคะ” พรนับพันถาม ได้ความเงียบกลับมา เธอจึงประสานนิ้ววางสันมือแล้วใช้แรงกดลงกลางอกของชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ภาวนาให้เขาฟื้นขึ้นมาโดยเร็วที่สุด ระหว่างรอรถพยาบาลที่ต้องฝ่าการจราจรหนาแน่นช่วงบ่าย และภาวนาให้เธอมีแรงมากพอที่จะช่วยยื้อชีวิตชายคนนี้ได้

พรนับพันหอบหายใจเมื่อทำซีพีอาร์ครบสามเซต ยังไม่เจอทั้งรถพยาบาลและเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังแทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน

“อชิ…” ภวินท์หน้าถอดสีเมื่อตั้งใจลงมาตามผู้ช่วยที่หายไปนานและติดต่อไม่ได้ ไม่คาดคิดว่าจะเจอเลขาส่วนตัวนอนนิ่งอยู่บนพื้น มีหญิงสาวกำลังทำซีพีอาร์ให้อย่างนี้

“มีใครทำซีพีอาร์เป็นบ้างคะ เราต้องสลับกัน” พรนับพันกดแขนลงบนอกด้วยเรี่ยวแรงที่น้อยลง พูดพลางหอบพลาง

“ผม” ภวินท์เข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม รอหญิงสาวนิรนามให้จังหวะ อึดใจถัดมาเขาจึงเข้ามาแทนที่

แรงที่มากกว่าของผู้ชาย ท่วงท่า วิธีการนั่ง วิธีวางแขน และแรงกด ทำให้พยาบาลสาววางใจ เธอส่งสัญญาณให้เขาหยุดเพื่อดูสัญญาณชีพ เมื่อยังไม่เจอจึงให้ชายหนุ่มทำต่อ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ในตึกก็ยื่นกล่องเออีดีส่งให้พยาบาลสาวได้ทันท่วงที พรนับพันเปิดใช้เครื่องอย่างชำนาญ เธอสั่งให้ถอดเสื้อชายร่างผอมออก แล้วใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า ไม่กี่นาทีต่อมาร่างผอมสูงก็เริ่มหอบเอาอากาศเข้าปอด

เสียงตบมือดังขึ้นโดยรอบแต่พรนับพันไม่ได้สนใจ เธอทิ้งตัวลงพิงผนังหน้าลิฟต์ เหนื่อยจนพูดไม่ออก

“อชิๆ” ภวินท์ตบบ่าผู้ช่วยแรงๆ เห็นอีกฝ่ายมองสบตาแล้วหายใจในจังหวะสั้นถี่ “ใจเย็นๆ ค่อยๆ หายใจเข้าออก รถพยาบาลใกล้จะถึงแล้ว”

ห้านาทีต่อมารถพยาบาลที่โทร.เรียกก็มาถึง เมื่ออชิระอยู่ในมือเจ้าหน้าที่ภวินท์จึงถอนหายใจแรงๆ อย่างโล่งอก เขาใช้เวลาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เล็กน้อย ตั้งใจจะใช้รถส่วนตัวตามไปโรงพยาบาล จังหวะที่กดลิฟต์เพื่อกลับไปหยิบกุญแจรถกับกระเป๋าสตางค์สายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวหน้าตาหมดจดนั่งหลับตาอยู่ที่เดิม

“คุณ…โอเคหรือเปล่า” ภวินท์ถือวิสาสะจับแขนเหนือข้อศอกแล้วเขย่าเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง

“โอเคค่ะ แต่เหนื่อย ขอนั่งพักอีกหน่อย” พรนับพันลืมตามองชายหนุ่มในแว่นสายตา บางอย่างในใบหน้านั้นคุ้นตาอย่างประหลาด ยังไม่ทันคิดอะไรเจ้าของร่างสูงก็รั้งให้เธอยืนขึ้น วาดแขนโอบเอวเล็กแล้วพาเข้าลิฟต์ทันที

“มะ…ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันยืนเองได้” พรนับพันขืนร่างขยับออกห่างอย่างไว้ตัว

“ขอบคุณมากที่คุณช่วยอชิ ถ้าช้ากว่านี้ ผม…ไม่อยากจะคิด” ภวินท์คิดแล้วยังใจหาย ไม่น่าเชื่อว่าคนวัยหนุ่มอย่างอชิระจะวูบจนหยุดหายใจไปแบบนั้น

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเป็นพยาบาล ปกติก็ทำซีพีอาร์อยู่บ่อยๆ แต่ทำคนเดียวมันเหนื่อย” หญิงสาวบอกเล่าอย่างเปิดเผย เมื่อเรี่ยวแรงกลับมา สีสันบนแก้มนวลก็เริ่มเป็นสีจัดอย่างเป็นธรรมชาติ น่ามองมากยิ่งขึ้นเมื่อเธอส่งยิ้มที่ประกอบด้วยรอยบุ๋มเล็กๆ ตรงมุมปากทั้งสองข้าง

คนที่มองอยู่ก่อนถึงกับยิ้มตาม แล้วต้องชะงักเมื่อจำได้ว่าหญิงสาวเจ้าของลักยิ้มสวยคนนี้เป็นใคร

“คุณพยาบาลชื่อ…” ภวินท์ถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ วันที่แอบมองน้องชายในร้านอาหารเขาคิดว่าตัวเองได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเพื่อนของณภัทรไม่ผิด

“ชื่อผิงค่ะ ผิง พรนับพัน” 

Don`t copy text!