พรนับพัน บทที่ 4 : ที่รัก

พรนับพัน บทที่ 4 : ที่รัก

โดย : เมษาริน

“พรนับพัน” ของ “เมษาริน” จบแล้ว ผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันเพื่อคลายคิดถึง หากอยากซื้อหนังสือรวมเล่มเก็บไว้อ่านละก็ สั่งซื้อได้ที่ www.dbooksgroup.com ทาง inbox page : dbooksgroup และ line id : @dbooks_group นะคะ

****************************

– 4 –

“ผมภวินท์ครับ เรียกวินเฉยๆ ก็ได้” ชายหนุ่มหยุดพูดเมื่อลิฟต์เปิดถึงชั้นที่ต้องการ “รอผมตรงนี้สักครู่” พูดจบก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปยังออฟฟิศ ไม่ถึงสองนาทีก็ออกมาพร้อมกระเป๋าสัมภาระคล้ายๆ กระเป๋าเป้

“ผิงรีบไปไหนหรือเปล่า ผมนี่เสียมารยาทจริงๆ ไม่ถามคุณก่อน”

“ไม่มีค่ะ ที่จริงฉัน…” พรนับพันเปลี่ยนสรรพนาม เมื่อเขาเรียกเธอด้วยชื่อเล่นอย่างสนิทสนม “ผิงนั่งกินกาแฟอยู่ข้างล่างนี่เองค่ะ ตอนที่เกิดเรื่องก็เลยเข้าไปดู”

“ขอบคุณมากนะครับ ไม่มีผิง อชิอาจ…” ชายหนุ่มไม่พูดต่อ ถึงเขาจะเป็นคนเข้าใจยาก เจ้าระเบียบ แต่สำหรับอชิระที่ทำงานร่วมกันมานานเกือบปี ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ “ผิงช่วยไปเป็นเพื่อนผมที่โรงพยาบาลได้ไหมครับ” ภวินท์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ปกติเขาไม่ใช่คนประเภทที่ต้องพึ่งพาใครโดยเฉพาะผู้หญิง แต่ลักษณะนิ่งเย็นเหมือนน้ำฝนตกใหม่ๆ ของหญิงสาวข้างกาย ทำให้เขาถึงกับออกปาก…ร้องขอ

“วิน”

ภวินท์หันไปตามเสียงเรียก พบศจีน้องสาวของบิดาเดินเข้ามาพอดี ด้านหลังของอาเป็นลูกสาวกับลูกเขยที่ศจีพยายามยัดเยียดให้เขามอบตำแหน่งรองประธานบริษัทแทนคนปัจจุบัน ซึ่งคนเดิมทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ไม่เหมือนลูกเขยของอาที่เก่งแต่ปาก

“จะรีบไปไหน มาคุยกันก่อน” ศจีรั้งหลานชาย

“ผมรีบไปโรงพยาบาล” พูดจบภวินท์ก็คว้าข้อมือหญิงสาวที่ยืนเคว้งมองคนนั้นทีคนนี้ทีหน้าสำนักงาน แล้วพาเดินสวนเข้าลิฟต์ทันที

“โรงพยาบาล ไปทำไม ใครป่วย” ศจีถามด้วยความสงสัย ตาโตเมื่อคิดว่าเป็นกอบกุลป้าของหลานชาย สีหน้าปิดไม่มิดว่าอยากให้ป้าของภวินท์ป่วยขึ้นมาจริงๆ

“อชิระครับ…อชิ ไม่สบาย” ภวินท์บอกก่อนกดปิดลิฟต์ เขาพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ เมื่อเพิ่งผ่านเรื่องตื่นเต้นเกี่ยวกับความเป็นความตาย

“ผิงขอมือคืนได้ไหมคะ” พรนับพันบอกตรงๆ บิดข้อมือเล็กน้อย แต่ยังไม่พ้นจากมือใหญ่ที่มีนิ้วเรียวยาวสวยเหมือนของผู้หญิง เขายังจับข้อมือเธอไว้แน่น กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ปล่อย

“ขอโทษครับ ผม…พี่ลืมตัว” ชายหนุ่มใช้จังหวะนี้แทนตัวเองว่าพี่ ปล่อยข้อมือบาง ระหว่างรอจึงลอบมองเสี้ยวหน้าเพื่อนสาวของณภัทร พบว่าหญิงสาวชื่อเพราะ ความหมายดี เป็นคนร่างเล็กบอบบาง ผมยาวประบ่ายิ่งทำให้ดูอ่อนเยาว์ รวมกับผิวขาวเหลือง ใบหน้าที่มองเผินๆ แล้วให้คำจำกัดความว่า ‘น่ารักดี’ แต่เมื่ออีกฝ่ายยิ้มอวดลักยิ้มทั้งสองมุมปาก ดวงหน้านั้นจึงกระจ่างใส และหวานละมุน…ชวนมอง

“ผิงเรียกพี่ว่าพี่วินดีกว่า เรามันคนกันเอง”

พรนับพันแปลกใจเล็กน้อย ว่าเธอกลายเป็นคนกันเองกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก รีบเดินตามร่างสูงตรงไปยังลานจอดรถ

“ทำไมอชิถึงมีอาการอย่างนั้น” ภวินท์ถาม ขณะขับรถออกจากลานจอดใต้อาคาร

“มีหลายสาเหตุค่ะ ปัจจุบันคนหนุ่มวัยนี้เป็นกันเยอะ อาการคล้ายหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน สาเหตุก็อย่างเช่นพักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้กำลังหรือออกแรงมากเกินไป บางคนก็มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย” พยาบาลสาวอธิบายอย่างคล่องแคล่ว “ถ้าทำซีพีอาร์ทัน โอกาสรอดก็เยอะค่ะ”

“เคยมีกรณีที่ทำไม่ทันบ้างไหม”

“มีหลายเคสค่ะ ล่าสุดเป็นสามีพี่ที่โรงพยาบาลเก่าของผิง ตื่นเช้ามาก็พบว่าสามีเสียชีวิตแล้ว เป็นอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน อายุเพิ่งจะยี่สิบเก้าเองค่ะ ลูกชายเพิ่งจะสามเดือนเท่านั้น น่าสงสาร” ปลายเสียงพรนับพันสั่นพร่า เมื่อนึกถึงชะตากรรมของพี่สาวที่รู้จักกัน

ภวินท์ไม่ได้สนใจเนื้อความที่หญิงสาวพูดเท่าไรนัก ความรู้สึกที่สัมผัสได้คืออยากฟังเสียงใสๆ พูดต่อไปเรื่อยๆ แม้เรื่องที่เล่าจะเศร้า แต่พลังด้านบวกในตัวเธอทำให้คนฟังรู้สึกดีอย่างประหลาด

“กรณีของคุณอชิต้องให้คุณหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกทีค่ะ ถ้าเจอสาเหตุจะได้รักษาให้ตรงจุด ระยะนี้คงต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลบ่อยหน่อย”

“อย่างนี้ก็ทำงานได้ไม่เหมือนเดิมใช่ไหม” ภวินท์ถามในสิ่งที่จะกระทบกับงานโดยตรง ความคิดของเขาคือไม่อยากหาผู้ช่วยคนใหม่

“ผิงว่า…” พรนับพันทำท่าคิด “ก็ขึ้นอยู่กับความเร็วในการฟื้นตัวนะคะ กรณีที่สมองไม่เสียหายจากการขาดออกซิเจนก็กลับมาเหมือนคนปกติ แต่บางคนที่ขาดออกชิเจนเป็นสิบนาทีสิบห้านาที อย่างนี้น่าเป็นห่วงค่ะ”

ภวินท์พยายามซักถามอาการต่างๆ จากพยาบาลสาว จนกระทั่งถึงโรงพยาบาลที่อชิระเข้ารักษาตัว เมื่อมาถึงก็พบว่าลูกน้องหนุ่มอยู่ในห้องฉุกเฉิน การที่พรนับพันมาด้วยทำให้ขั้นตอน พิธีการต่างๆ ทั้งเรื่องเอกสารและการติดต่อญาติกลายเป็นเรื่องง่าย หญิงสาวจัดการทุกอย่างเรียบร้อยโดยใช้เวลาเพียงเล็กน้อย

“ผิงเหนื่อยไหมครับ อยากกลับบ้านหรือยัง” ภวินท์ถาม เมื่อยังนั่งรอฟังอาการอชิระอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน

“ไม่เป็นไรค่ะ ผิงรอฟังผลคุณอชิระก่อน แล้วค่อยกลับดีกว่าค่ะ”

“คนที่บ้าน…รอแย่” ภวินท์ไม่ถามตรงๆ ว่าเธอมีใครให้กลับไปหาหรือเปล่า เขาถามแล้วตีหน้านิ่งคล้ายชวนคุย แต่ในใจรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เป็นครั้งแรกที่ถูกใจใครสักคน ถูกใจไม่ใช่เพราะความสวย แต่ถูกใจเพราะอยู่ด้วยแล้วสบายใจ เมื่อคิดถึงความสวย ความคิดของภวินท์จึงกระหวัดถึงคนสวยอีกคน

“ไม่มีใครรอหรอกค่ะ ผิงอยู่บ้านคนเดียว” ความที่เป็นคนเปิดเผย พรนับพันจึงบอกเล่าเรื่องส่วนตัวคร่าวๆ ให้ชายหนุ่มคนที่ดูเคร่งขรึมภูมิฐานฟัง “พ่อย้ายไปรับราชการที่ต่างจังหวัดค่ะ อยู่ที่นั่นหลายปีจนเป็นคนทางโน้นไปแล้ว แต่ผิง…ต้องทำงานเลยย้ายกลับมาอยู่บ้านเดิมที่นี่”

“โชคดีที่ผิงอยู่ด้วยวันนี้…พี่ดีใจที่ผิงกลับมา” ภวินท์พูดออกไปโดยไม่คิด เขาพูดด้วยความรู้สึก ‘ดีใจ’ จริงๆ

พรนับพันไม่คิดอะไรกับประโยคสั้นๆ ของภวินท์ เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อแพทย์แจ้งว่าอชิระพ้นขีดอันตราย หญิงสาวรอกระทั่งภวินท์จัดการเรื่องห้องพักเสร็จเรียบร้อย และญาติของเลขานุการมาถึงพอดี

ชายหนุ่มตอบแทนน้ำใจของพรนับพัน โดยอาสาไปส่งถึงบ้าน ทั้งที่อยากใช้เวลากับพยาบาลสาวให้มากกว่านั้น แต่เขาทำได้เพียงส่งเธอใกล้สุดแค่หน้าบ้านเท่านั้น เพราะมีนัดดินเนอร์กับสาวสวยอีกคน

ภวินท์คิดทบทวนเรื่องที่คิดและตัดสินใจอีกครั้ง ในโลกสีเทาที่เขามองเห็นมี ‘ดีเลว’ ปะปนกันจนแยกไม่ออก ใครจะมองยังไงชายหนุ่มไม่สนใจ เมื่อเขามีเหตุผลมารองรับการกระทำของตัวเองเสมอ เป็นอีกครั้งที่เขาเลือกทำในสิ่งที่ดีที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด

ใต้แสงสลัวเลือนของเปลวเทียน ที่ส่องแสงริบหรี่ด้วยแรงลมที่พัดผ่านแผ่วเบา บนร้านอาหารชั้นดาดฟ้าในโรงแรมหรูกลางกรุง ส่งให้เงาที่ตกกระทบบนโต๊ะที่ปูลาดด้วยกระจกสีดำสนิทปรากฏเป็นรูปทรงแปลกตา แต่ปดิวรดากลับพบว่าแววตาสีน้ำตาลเข้มของภวินท์…แปลกยิ่งกว่า เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสมาร์ตโฟนสั่นครืดอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวแข็งใจกดตัดสายเมื่อเห็นว่า ‘ใคร’ เป็นคนโทร.เข้ามา ปดิวรดาตอกย้ำการตัดสินใจของตัวเอง ด้วยการส่งข้อความหาแฟนหนุ่มคนที่เธอเพิ่งตัดสายทิ้งด้วยหัวใจอันหนักอึ้งว่า…

ดิวติดคุยงาน เสร็จแล้วจะโทร.กลับ

หลายวันมานี้ เธอใช้เหตุผลในการปฏิเสธชายคนรักไม่ซ้ำเรื่อง ราวกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอ่านใจเธอออก คำถามที่หญิงสาวได้ยิน จึงเจือด้วยกระแสแห่งความรู้สึกผิด

อย่างน้อยเธอกับเขาก็รู้สึกเหมือนกัน

“พัดใช่ไหม” ภวินท์วางมือทับบนหลังมือบาง ของคนที่ยังกำโทรศัพท์เครื่องใหญ่ไว้แน่น

“ค่ะ” ปดิวรดาตอบรับเสียงเบา ก้มหน้าจนปลายคางชิดอก ขัดกับบุคลิกคล่องแคล่ว มั่นใจในตัวเอง นั่นก็เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีวิ่งวนอยู่ในห้วงความคิด

“ดิวรู้ใช่ไหมครับ ว่าพี่รู้สึกยังไงกับดิว” ชายหนุ่มบีบกระชับแน่นขึ้น ดึงให้หญิงสาวคนที่ก้มหน้าก้มตาเงยหน้า กลับมาสบสายตาอีกครั้ง

“ที่เราทำมัน…” ปดิวรดาค่อยๆ เงยหน้า มองตาพี่ชายคนรักด้วยความรู้สึกหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือสับสน เธอไม่ได้ไร้เดียงสาจนมองไม่ออก ตลอดเวลาร่วมเดือน เธอใช้เวลากับพี่ชายของณภัทรเกือบทุกวัน ตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา ถึงแม้ภวินท์จะไม่พูด แต่การกระทำของเขากลับชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมจะไม่รู้ว่าเขาคิดและต้องการอะไร สิ่งที่ทำให้เธอหวั่นไหวคือความสม่ำเสมอและตรงไปตรงมา

“ผิด” ภวินท์พูดต่อ “พี่รู้ว่าผิด แต่วันนึงพัดจะเข้าใจเราสองคน”

“แต่…ดิว”

“พี่กับพัด…เราเป็นลูกพ่อเดียวกันก็จริง แม่พัดเคยเป็นพี่เลี้ยงของพี่มาก่อน” ภวินท์ตีหน้านิ่งเมื่อพูดถึงมารดาของณภัทร บังคับให้ตัวเองพูดด้วยน้ำเสียงปกติ “แต่การเกิดมาของพัดไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ดิวไม่สงสัยเหรอครับว่าทำไมพัดใช้นามสกุล ‘แซ่ตั้ง’ แซ่เดิมก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้…ตั้งผลาเลิศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พัดได้จากความเมตตาของพี่ คือหุ้นในบริษัทไม่กี่เปอร์เซ็นต์” ภวินท์เห็นแววไหวในม่านตาของปดิวรดา ร่องรอยเล็กๆ นั้นทำให้ชายหนุ่มมั่นใจในตัวเองและมั่นใจอย่างแรงกล้าว่าปดิวรดาเป็นคนฉลาด คำพูดต่อมาจึงประกาศเรื่องที่ปรารถนา

“ดิว…แต่งงานกับพี่นะครับ” ภวินท์ดึงมือบางที่ยังกำสมาร์ตโฟนไว้หลวมๆ พลิกง่ายๆ เพื่อลูบวนกลางอุ้งมือนุ่ม ก่อนจะล้วงตลับสี่เหลี่ยมเล็กๆ เปิดกล่องเพื่อหยิบสิ่งที่อยู่ภายใน แล้วบรรจงสวม ‘แหวนเพชร’ ที่ตัวเรือนทำจากทองคำขาวและหัวแหวนเป็นเพชรน้ำงามสามกะรัต ส่งประกายระยิบระยับอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของปดิวรดา

ช่างสวยงามและเหมาะสมเหมือนสร้างมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

ปดิวรดาใจเต้นแรงอยู่ใต้อก ไม่ประหลาดใจกับความต้องการของภวินท์ แต่ตกใจไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าเขาจะตัดสินใจรวดเร็วขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ดีใจ แต่ส่วนที่ลึกที่สุดในมโนสำนึกทำให้เธอยิ้มได้ไม่เต็มปาก อิ่มฟูได้ไม่เต็มใจ ทว่าประโยคต่อมาของเจ้าของแหวนเพชรบนนิ้ว เน้นย้ำให้เธอมั่นใจ ว่าสิ่งที่เลือกนั้น…ดีที่สุดแล้ว

“พี่อยากให้ดิว…เป็น ปดิวรดา ตั้งผลาเลิศ”

ณภัทรสังหรณ์ใจกับท่าทีแปลกไปของสาวคนรัก หญิงสาวตัดสายทิ้งในเวลาเดิมของทุกวันด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำกัน เมื่อเขารับงานต่างจังหวัดมากขึ้น การไปมาหาสู่กับแฟนสาวช่วงหลังจึงเกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งมักมีเหตุให้ปดิวรดาต้องรีบร้อนกลับก่อนเสมอ ชายหนุ่มหวั่นใจจนไม่อาจทำเป็นนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

ผู้ชาย…เพศที่ไม่มีลางสังหรณ์แรงกล้าเหมือนผู้หญิง แต่ใช่ว่าณภัทรจะไม่รู้สึก ด้วยอาชีพและด้วยความเป็นศิลปินทำให้ณภัทรช่างสังเกตกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนให้ประหลาดใจ ชายหนุ่มรู้ดีว่าปดิวรดาเป็นคนสวย มีเสน่ห์กับเพศตรงข้าม ตลอดระยะเวลาที่คบหากันมาไม่เคยมีปัญหาเพราะคนอื่น นั่นก็เพราะความเชื่อใจและไว้ใจที่มีให้กัน

ณภัทรคงคิดไม่ถึงว่า ‘คนใกล้ตัว’ จะทรยศ หักหลัง อย่างแสบสันที่สุด

แสงไฟจากสปอร์ตคาร์สาดส่องให้ความสว่างไปทั่วบริเวณ คนที่แอบซุ่มอยู่ในมุมหนึ่งหน้าบ้านคนรัก ต้องถอยร่นพรางตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ หัวใจใต้อกเต้นรัวกระหน่ำก่อนจะหล่นวูบ เมื่อเห็นชัดว่ารถหรูสองที่นั่งเป็นของใคร

สิ่งที่ณภัทรเห็นยิ่งตอกย้ำชัดเจนถึงลางสังหรณ์

ภวินท์ลงจากที่นั่งฝั่งคนขับเพื่ออ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร โดยมีปดิวรดาก้าวลงมาจากรถหรูด้วยท่วงท่าสง่างาม รอยยิ้มหวานประดับดวงหน้าสวย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขา บัดนี้เธอกำลังแย้มสรวลให้พี่ชายต่างมารดา

‘ฉันเตือนนายแล้ว’

ณภัทรนึกถึงคำพี่ชาย ใจหายวาบเมื่อรู้ว่าภวินท์ต้องการอะไร ในชีวิตไร้ค่าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกเมียน้อย ปดิวรดาจึงเป็นสิ่งล้ำค่าอย่างเดียวในชีวิต เขาเสียเธอไปไม่ได้…

ทั้งที่ควรออกไปแสดงตัว แต่ณภัทรกลับนิ่ง ชาดิกทั้งร่างเหมือนโดนสาป ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบและเย็นเยือกไปถึงหัวใจ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ทำในสิ่งที่ต้องทำ ณภัทรค่อยๆ ก้าวออกจากความมืดเพื่อพบว่าแสงไฟสว่างไสวตรงหน้าสาดจับไม่ถึงความมืดมนในหัวใจอีกแล้ว

“พี่วิน ดิว” ณภัทรเรียกชื่อพี่ชายกับคนรักเสียงสั่นพร่า “นี่มันอะไรกัน”

“พัด” ปดิวรดาสะดุ้งสุดตัว ขยับออกจากร่างสูงของภวินท์หนึ่งก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความรู้สึกผิด เธอมองหน้าชายคนรักที่คบหากันมาห้าปีเต็มแล้วสงสารจับใจ เธอเคยรักเขา แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเมื่อมีแหวนเพชรสามกะรัตนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าสะพายบนไหล่

“พี่วินต้องการอะไร” ณภัทรหันมาถามพี่ชาย ความนิ่งของภวินท์ทำให้คนเป็นน้องหมดความอดทน ณภัทรปรี่เข้ามาหาพี่ชายด้วยหลากหลายความรู้สึก โกรธ แค้น และสิ้นศรัทธา

ก่อนถึงตัว คนเป็นพี่ที่ยังยืนนิ่ง ปดิวรดากางแขนกั้น เอาตัวเข้ามาขวาง แววฉงนปรากฏชัดในดวงตาของชายหนุ่มเพียงครู่เดียว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสิ้นหวัง เขาจับข้อมือปดิวรดาแล้วดึงเธอเข้าหาตัว ด้วยกิริยาหวงแหนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “ถ้าพี่วินอยากได้หุ้น ผมจะยกให้ แต่อย่ามายุ่งกับดิว”

“พัด…ใจเย็นๆ นะ” สาวคนกลางเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ไม่อยากเห็นสองพี่น้องทะเลาะกัน เธอใจกล้าสบตาณภัทร เห็นความผิดหวังในดวงตาคู่นั้น มันทำให้เธอเจ็บปวดร้าวราน แต่เมื่อเลือกแล้ว เธอต้องจัดการทุกอย่างให้เด็ดขาด “ดิว…ดิวผิดเอง ดิวขอโทษ” พูดจบพร้อมน้ำตาร่วงพรู

เสียงสะอื้นของปดิวรดาดังก้องในโสตประสาทของณภัทร เขาทำได้แค่มองคนรักทรุดตัวลงนั่งตรงนั้น ปล่อยน้ำตาแห่งความเสียใจชดเชยให้ความรักอันยาวนาน

“พี่วินทำเรื่องชั่วๆ แบบนี้ได้ยังไง” พูดจบณภัทรก็พุ่งมาหาภวินท์ กระแทกปลายหมัดใส่มุมปากทันที ฝ่ายโดนกระทำไม่ทันตั้งตัวจึงเซถลาถอยหลังไปสองสามก้าว ชายหนุ่มปล่อยอีกหมัดใส่โหนกแก้มพี่ชาย ทำท่าจะเข้าไปดึงคอเสื้อภวินท์ ที่เซจนแผ่นหลังแนบไปกับสปอร์ตคาร์ แต่ณภัทรต้องชะงัก รับรู้ว่าปลายแขนถูกดึงรั้ง

“อย่าทำพี่วินนะพัด ดิวผิดเอง ดิวขอโทษ” ปดิวรดาร่ำไห้เจียนขาดใจอยู่ตรงนั้น เธอปราดไปหาพี่ชายของณภัทร คนที่ทรุดนั่งลงบนพื้นข้างรถหรู เพียรเช็ดเลือดที่มุมปากด้วยกิริยาของคนที่เป็นห่วงรักใคร่ “พัด…อย่าโกรธพี่วินเลย ดิวเสียใจที่เรื่องมันเป็นอย่างนี้” หญิงสาวพูดปนสะอื้น

“ทั้งหมดนี้มันหมายความว่ายังไง ดิว” ชายหนุ่มถาม เพราะอยากได้ยินบทสรุปจากปากของปดิวรดา

“ฉันกับดิว…เรารักกัน” ภวินท์เลือกบอกน้องชายตรงๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“พัด…” ปดิวรดาสะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ดิวขอโทษ”

ณภัทรหยุดทุกการกระทำ คลายกำปั้น ส่งเสียงบางอย่างในคอ ชายหนุ่มถอยหลังจากภาพตรงหน้า ลากเท้าอันหนักอึ้งหันหลังกลับ ออกห่างจากคนรักไปเรื่อยๆ ด้วยหัวใจแตกสลายยับเยิน ปล่อยน้ำตาไหลรินเชื่องช้า…ทดแทนความรู้สึกปวดร้าวเจียนขาดใจ

ชายหนุ่มเงยหน้ามองฟ้าอันมืดมิดไร้แสงดาราเบื้องบนพลางคิด…

นภาไร้ดาวว่ามืดมน ยังไม่ทุกข์ทนเท่าใจที่มืดมัว

 

Don`t copy text!