พรนับพัน บทที่ 1 : น้องรัก

พรนับพัน บทที่ 1 : น้องรัก

โดย : เมษาริน

“พรนับพัน” ของ “เมษาริน” จบแล้ว ผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันเพื่อคลายคิดถึง หากอยากซื้อหนังสือรวมเล่มเก็บไว้อ่านละก็ สั่งซื้อได้ที่ www.dbooksgroup.com ทาง inbox page : dbooksgroup และ line id : @dbooks_group นะคะ

****************************

– 1 –

ภาพเบื้องหน้าเป็นหมู่ตึกสูงต่ำลดหลั่นขึ้นๆ ลงๆ ปลูกไว้เบียดเสียดแออัดตามแบบฉบับเมืองหลวงที่มีคนอาศัยหลายล้านคน ล่างสุดเป็นแนวโค้งคดเคี้ยวของแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่านกลางกรุง ทำให้ที่ดินติดแม่น้ำมีราคามากกว่าทองคำ ชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวค่อนมาทางขาว กับใบหน้าใต้แว่นสายตาทรงกลมทำให้ดูเคร่งขรึม แต่งกายด้วยสูทสีเข้มตัดเย็บอย่างดี ถอนสายตาจากด้านนอกของลิฟต์แก้วส่วนตัว แล้วก้าวเข้ามาภายในสำนักงานที่กินพื้นที่รวมทั้งหมดสามชั้น

พนักงานสี่ห้าคนที่กำลังคุยข้ามพาร์ทิชันชะงักงึก หลบสายตาจากเจ้าของบริษัทพัลวัน ด้วยรู้ดีว่าเขาไม่ชอบให้พูดคุยเสียงดังเวลางาน โดยเฉพาะชั้นนี้ ชั้นที่เป็นห้องทำงานของผู้บริหารระดับสูง พนักงานที่ทำงานในส่วนนี้จึงมีไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขา

วันนี้แปลกไปเมื่อ ภวินท์ ไม่ได้ส่งสายตาดุดันให้ใคร เขารีบร้อนเข้าห้องทำงานส่วนตัว มีชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงเดินตามอย่างรู้หน้าที่

“พัดกลับมาหรือยัง” ภวินท์ถามเมื่อนั่งบนเก้าอี้ทำงาน แต่หันหลังให้เลขานุการส่วนตัว สายตาจับจ้องไปยังหมู่ตึกสูงระฟ้าตรงหน้า สองมือวางประสานบนตักหลวมๆ ด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้ผ่อนคลายอย่างที่พยายามจะเป็น เส้นเลือดริมขมับเต้นตุบด้วยความเครียดสะสม ชายหนุ่มรู้ข่าวจากป้ากอบกุล พี่สาวแท้ๆ ของแม่ คนที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่แบเบาะ

“คุณพัดยังไม่กลับครับ ไปถ่ายภาพต่างจังหวัด” อชิระรายงานผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบไม่แสดงความรู้สึก เขาเป็นเลขาคนที่ห้านับตั้งแต่ภวินท์กลับมาจากต่างประเทศและเริ่มบริหาร ‘ผลาเลิศ กรุ๊ป’ อย่างเต็มตัว เป็นหนึ่งปีเต็มที่ภวินท์เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบริษัทส่งออกผลไม้แปรรูปนานาชนิด จนผลประกอบการโตขึ้นเท่าตัวและทำท่าจะโตแบบก้าวกระโดด ด้วยความสามารถของทายาทคนโตของท่านประธานคนก่อน ‘ศักดา ตั้งผลาเลิศ’

อชิระเป็นเลขาที่นับว่า ‘ทน’ ทำงานกับภวินท์ได้นานที่สุด นับไปนับมาก็เกือบแปดเดือน นั่นเพราะเขาทำงานตามที่เจ้านายสั่ง แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว

“พัดมาถึงเมื่อไหร่ เรียกมาพบฉันที่นี่…ทันที” ภวินท์สั่ง สายตายังจับจ้องภาพคดเคี้ยวของผืนน้ำสายใหญ่ เส้นคดโค้งของมันยังเทียบไม่ได้กับจิตใจคดงอของใครบางคน

“ครับ คุณวิน” อชิระรับคำ ก่อนจะแจ้งกำหนดการของวันนี้ ที่เหลือแค่ออกไปพบลูกค้าชาวญี่ปุ่นช่วงเย็น

“อชิ…” ภวินท์เรียกเลขารูปร่างผอมสูง ทั้งที่ยังนั่งหันหลังอย่างเดิม “เรียกดลมาหาฉันหน่อย บอกว่าเรื่องด่วน”

“ครับ” อชิระกลับมานั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งหน้าห้องทำงานของเจ้านาย ก่อนจะต่อสายไปหา คุณดล หรือนพปฎล คนที่เป็นทั้งทนายความ เป็นที่ปรึกษากฎหมายของผลาเลิศ กรุ๊ป และเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของภวินท์ผู้เป็นนาย

หลังผู้ช่วยออกจากห้องทำงาน ภวินท์จึงเลื่อนเก้าอี้กลับมาที่โต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวยาวกดรหัสปลดล็อกตู้นิรภัยที่อยู่ใต้โต๊ะ ยังไม่ทันกดเลขตัวสุดท้ายก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่จำเป็นต้องเคาะประตู

“ผมไม่ทราบว่าคุณป้าจะมา” ภวินท์ยิ้มกว้างให้พี่สาวมารดา คนที่เขารักและเคารพเหมือนผู้ให้กำเนิด ด้วยท่านเป็นคนฟูมฟักเลี้ยงดูเขาตั้งแต่แรกเกิด

“ป้าคิดถึงวิน ทำไมช่วงนี้ไม่กลับบ้านเลยลูก” หญิงที่แทนตัวเองว่าป้าเดินข้ามโต๊ะมากอดหลานชายแน่นด้วยความคิดถึง “พอวินไม่อยู่บ้าน สองคนแม่ลูกนั่นชักจะเอาใหญ่” นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้หญิงสูงวัยต้องออกจากบ้าน ฝ่าการจราจรช่วงบ่ายมาหาหลานชายถึงบริษัททั้งที่เป็นคนชอบอยู่บ้าน

“เขาทำอะไรครับ” ชายหนุ่มประคองป้ากอบกุลมานั่งบนโซฟารับแขกภายในห้องทำงานขนาดกะทัดรัด พลางถามว่าอะไรที่เป็นสาเหตุให้ป้าเขาไม่พอใจ

“ลำเลิก จองหอง นังแม่มันก็ถือว่าเป็นเมียพ่อเรา” กอบกุลดึงมือเรียวเหมือนมือผู้หญิงของหลานชายสุดที่รักมากุมไว้แน่น “ส่วนลูกมันก็…อวดดี”

“ยังไงครับ” ภวินท์ตั้งใจฟัง เขาไม่เคยละเลยเรื่องที่ป้าเพียรบอกเพียรเล่าเลยสักครั้ง แม้จะใช้เวลาหลายปีศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ แต่ไม่มีเรื่องไหนที่เกี่ยวกับสองคนแม่ลูกนั่น…ที่เขาไม่รู้

“ไอ้พัด มันจะพาแม่มันออกจากบ้าน ไปอยู่ที่อื่น” กอบกุลเรียกหลานอีกคนว่า ‘ไอ้พัด’ ด้วยน้ำเสียงเกลียดชังรุนแรง

“ก็ดีแล้วนี่ครับ” ภวินท์ขมวดคิ้ว เขากับณภัทรน้องชายต่างแม่ ไม่สนิทสนมเหมือนพี่น้องบ้านอื่น เป็นเขาที่ตีตัวออกห่าง ไม่อยากสุงสิงกับคนที่เป็นต้นเหตุให้เขากำพร้าแม่ ณภัทรเป็นสิ่งมีชีวิตในบ้านที่ทำให้เขาอารมณ์เสียโดยไม่มีสาเหตุ การที่อีกฝ่ายอยากย้ายออกจากบ้านตอนนี้ยังช้าไปด้วยซ้ำ “พัดควรออกไปตั้งแต่พ่อเสีย…ถือว่าเราขาดกันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องอีกแล้ว” ภวินท์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อพูดถึงบิดา เป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ทั้งน้อยใจ เสียใจ และคับแค้นใจ

“วิน” กอบกุลปรับน้ำเสียงให้จริงจังมากขึ้น “สองคนแม่ลูกนั่นไปเสียพ้นๆ ได้ก็ดี แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่มันถือหุ้นบริษัทอยู่ด้วย” เรื่องนี้ก็ทำกอบกุลหัวเสียอยู่นานนับเดือนเมื่อศักดาน้องเขยที่เจ็บออดๆ แอดๆ มาหลายปี เสียชีวิตลงเมื่อสามปีที่แล้ว จากไปโดยไม่สั่งเสียอะไร ทรัพย์สินทุกอย่างแม้จะเป็นของภวินท์โดยชอบธรรม เพราะเป็นสินสมรสระหว่างศักดากับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ตกเป็นของณภัทรด้วยเช่นกัน นั่นก็คือหุ้นใน ‘ผลาเลิศ กรุ๊ป’ ที่ณภัทรถือครองไว้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนที่ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย

กอบกุลไม่เคยชอบ ‘ณมน’ เมียน้อยของน้องเขย ผู้หญิงอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณ คนที่เคยช่วยเหลือเมื่อยามลำบาก หิวเงิน อยากสบายจนเอาตัวเข้าแลก และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้น้องสาวเธอเสียชีวิต เมื่อไม่ชอบแม่แน่นอนว่าเธอก็ไม่ชอบลูกของณมนด้วยเช่นกัน ณภัทรจึงเป็นเสี้ยนหนามตำตาตำใจมาตลอดหลายสิบปี

“คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหุ้นครับ ผมมีทางออก” ภวินท์ไม่ได้อธิบายว่าทางออกที่ว่าคืออะไร แต่มั่นใจได้เลยว่าณภัทรจะไม่มีวันได้อะไรไปทั้งนั้น…แม้กระทั่งนามสกุล

ชายหนุ่มเดินไปส่งป้ากอบกุลถึงหน้าอาคาร ก่อนปิดประตูรถยังกำชับให้คนขับดูแลป้าเขาดีๆ

ภวินท์ไม่กลับบ้านใหญ่หลายวันเพราะการงานติดพัน ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเติบโต ก้าวไปในทิศทางที่ดี เขามีนัดพูดคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติแทบทุกวัน จึงค่อนข้างสะดวกเมื่อพักในเพนท์เฮ้าส์ซึ่งห่างจากอาคารสำนักงานแค่สิบห้านาที อีกเหตุผลหนึ่งคือความเป็นส่วนตัว อยู่ที่นี่เขาสามารถคิดวางแผนและลงมือทำบางอย่างได้ง่ายกว่าบ้านใหญ่

ยิ่งป้าเขาเกลียดณมนกับณภัทรเท่าไหร่ เขาก็เกลียดสองแม่ลูกนั่นมากกว่าเป็นเท่าตัว ภวินท์ยังจำได้ดีเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก เด็กที่เชื่อฟังป้าเพราะเป็นพี่สาวของแม่ เป็นป้าที่อยู่กับเขาเมื่อครั้งที่พ่อทิ้งขว้างไม่สนใจใยดี ครั้งนั้นเขาแค่น้อยใจ ไม่เข้าใจเหตุผลที่ผู้ใหญ่บอกเด็ก แต่เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นความน้อยใจที่สั่งสมมาตลอดกลายเป็นความเสียใจ โดยเฉพาะวันที่พ่อส่งเขาไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เริ่มเข้าไฮสคูล

ตอนนั้นภวินท์โตจนรู้ว่าแม่ผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตหลังตั้งครรภ์น้องของเขาได้แค่สามเดือน เพราะมีอาการแท้งและตกเลือดรุนแรง เนื่องจากเสียเลือดมาก รวมกับไปโรงพยาบาลไม่ทัน จึงเสียชีวิตก่อนถึงมือหมอไม่กี่นาทีอย่างน่าสงสาร ขณะที่เขามีอายุแค่สามขวบ ช่วงเวลาที่พ่อควรอยู่บ้าน อยู่กัยเมียที่กำลังท้องและลูกชายวัยสามขวบ ทว่าเวลานั้นพ่อกลับมีความสุขอยู่กับณมน…พี่เลี้ยงที่เพิ่งเริ่มงานได้แค่สองเดือน

ภวินท์รู้เท่าทันความคิดบิดา รู้ว่าพ่อเห็นเขาเป็นตัวปัญหาจึงส่งไปอยู่ไกลหูไกลตา เพียงเพราะไม่อยากให้เขาสร้างความยุ่งยากลำบากใจกับลูกเมียอีกครอบครัว ชายหนุ่มจึงนึกถึงคำที่ป้ากอบกุลเพียรบอกเขาอยู่เสมอ…

‘นี่ยังดีนะว่าพ่อเรายังสำนึกว่าทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ ต้นทุนมาจากแม่กิ่ง แม่ของวิน แต่ป้ายังเจ็บใจไม่หาย กล้าดียังไงถึงยกหุ้นให้ไอ้พัด แม่มันมาแต่ตัว มันกับแม่มันก็ควรไปแต่ตัว’

ภวินท์สาบานกับตัวเอง อะไรที่เป็นของณภัทรเขาจะเอาคืนมาให้หมด ไม่ใช่เฉพาะทรัพย์ศฤงคารเท่านั้น แต่เขาจะเอากลับคืนมาให้หมดทุกอย่าง

หลังส่งป้าขึ้นรถกลับบ้าน ชายหนุ่มก็กลับขึ้นมารอเพื่อนสนิทอยู่ในห้องทำงานกรุกระจก รอไม่นานเพราะสำนักงานกฎหมายของนพปฎลอยู่ติดรถไฟฟ้า รู้ว่าเพื่อนคงออกมาตั้งแต่เขาสั่งให้อชิระโทร.ไปบอก สิบนาทีต่อมาทนายความส่วนตัวก็นั่งเอนหลังสบายๆ อยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

“ฉันเขียนไว้คร่าวๆ นายร่างสัญญาให้ด้วย” ภวินท์ใช้นิ้วเรียวยาวดันกระดาษขนาดเอสี่ที่มีเส้นประบางๆ ส่งให้เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว คนที่นั่งกระดิกเท้าสบายใจจากอีกฟากของโต๊ะทำงาน

นพปฎลชะงัก เลิกกระดิกเท้า นั่งตัวตรง ก่อนจะถอนหายใจแรงๆ เมื่อเอื้อมมือหยิบกระดาษตรงหน้ามาอ่านอย่างรวดเร็ว เนื้อความที่เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน เขารู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายเพื่อนจะทำอย่างนี้ แต่ยังลังเลว่าอีกฝ่ายจะยอมด้วยเหตุผลอะไร

“ร่างสัญญาน่ะไม่ยาก” นพปฎลสบตาเพื่อนสนิท “แต่น้องแกจะยอมเซ็นยกหุ้นให้ทั้งหมดเนี่ยนะ ไม่โง่ก็บ้า ใครเขาจะยอมง่ายๆ วะ” ชายหนุ่มที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งทนายส่ายหน้า ใจจริงอยากเตือนเพื่อนเรื่องนี้ แต่รู้ดีกว่าใครว่าภวินท์ ‘อคติ’ กับน้องชายทั้งที่ฝ่ายนั้นไม่มีพิษมีภัย

“เชื่อสิ พัดจะยอม” ภวินท์พูดแค่นั้น มองเพื่อนเปิดโน้ตบุ๊ก แล้วรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์เพื่อร่างสัญญาเดี๋ยวนั้น ชายหนุ่มมองภาพตรงหน้าอย่างพอใจ

ณภัทร…น้องชาย เป็นชายหนุ่มที่มองง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน เขาเฝ้าดูน้องคนละแม่มานานนับปี หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและกลับมาอยู่เมืองไทยเต็มตัว สิ่งแรกที่ทำหลังห่างบ้านไปนานร่วมสิบปีคือ…รู้จักน้องชายตัวเองให้มากที่สุด เพียงแต่วิธีการที่ภวินท์ใช้ ไม่ใช่วิธีปกติทั่วไปที่พี่น้องเขาทำกัน

เมื่อเสียงรัวคีย์บอร์ดหยุดลง คนที่เป็นทั้งทนายทั้งเพื่อนก็สั่งพิมพ์เอกสารด้วยการเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต ไม่กี่อึดใจถัดมาหนังสือสัญญาก็อยู่ในมือของ ภวินท์ ตั้งผลาเลิศ คนที่ไม่เคยคิดว่านายณภัทร แซ่ตั้ง เป็นน้อง

‘ตั้งผลาเลิศ’ ณภัทร แซ่ตั้ง ถอนหายใจหลังวางสายจากอชิระ เมื่อพี่ชายเรียกตัวไปพบด่วน เป็นเรื่องตลกร้ายที่ลูกแท้ๆ อย่างเขา ไม่มีโอกาสได้ใช้นามสกุลนี้ ก่อนบิดาเปลี่ยนจากแซ่มาเป็นนามสกุล ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อที่พี่ชายไปเรียนต่อต่างประเทศพอดี ตอนนั้นเขาไม่เคยเข้าใจภวินท์ ไม่เข้าใจอาการ ‘ทำฤทธิ์’ ของพี่ชาย คนที่ไม่ยอมให้เขาใช้นามสกุลใหม่

‘รอให้วินโตอีกหน่อยนะพัด แล้วค่อยเปลี่ยนมาใช้ ตั้งผลาเลิศ’ ณภัทรได้ยินบิดาบอกกับเขาอย่างนี้ แต่เพราะพ่อป่วยด้วยโรคประจำตัว เจ็บออดๆ แอดๆ หลายปี สุขภาพของบิดาจึงสำคัญว่าเรื่องหยุมหยิมอย่างเปลี่ยนนามสกุล จนกระทั่งพ่อเสียชีวิต ท้ายที่สุด ณภัทรจึงเป็นแค่ นายณภัทร แซ่ตั้ง จนถึงทุกวันนี้ และคิดว่าต้องใช้นามสกุลนี้ไปตลอดชีวิต

ความเป็นศิลปินทำให้เขาไม่เคยยึดติดกับชื่อเสียงเงินทอง สิ่งเดียวที่ทำให้ณภัทรทนอยู่ในฐานะลูกของ ‘บ้านเล็ก’ คือ…แม่

ทว่า ลึกๆ แล้วณภัทรยังหวังว่าสักวันหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่ชายจะดีกว่าเดิม ไม่คิดถึงขั้นสนิทสนม แค่ภวินท์ไม่เกลียดเขากับแม่ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว

ชายหนุ่มวาดฝัน คิดหวัง ด้วยฐานะที่เป็นน้อง หวังเพียงภวินท์มองเขาเป็นน้องชาย…สักครั้ง

Don`t copy text!