พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิส บทที่ 3 : การได้พบกันนั้นเป็นวาสนา…จริงอ้ะ?

พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิส บทที่ 3 : การได้พบกันนั้นเป็นวาสนา…จริงอ้ะ?

โดย : ตฤณภัทร

พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ โดย ตฤณภัทร นวนิยายพีเรียดรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก ปีที่ 2 ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอยากอ่านต่อ พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ รวมเล่มกับสำนักพิมพ์กรู๊ฟพับลิชชิ่ง  สามารถสั่งซื้อได้ที่ www.groovebooks.com และ ติดตามข่าวได้ทางแฟนเพจของสำนักพิมพ์ @Groove publishing 

****************************

– 3 –

“งานใหญ่ล่ะสิเนี่ย” ลมเอ่ยเมื่อฟังโนรีเล่าเรื่องงานชิ้นใหญ่จนจบ ชายหนุ่มทำความสะอาดกระถางธูปจนสะอาดดีพลางออกความคิดเห็น    “แบบนี้เอ็งคงต้องไปสืบเรื่องทั้งสองฝั่งก่อนนะสิ”

โนรีฟังแล้วก็จัดเรียงของไหว้ต่อด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ศาลเจ้าพ่อเสือที่หนุ่มสาวทั้งสองกำลังใช้เป็นสถานที่ปรึกษาหารือ เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดมหรรณพารามอันเป็นละแวกบ้านของโนรีและลม  ศาลนี้ตั้งขึ้นมามานานตั้งแต่ก่อนโนรีเกิด ตำนานเรื่องเสือที่รักเจ้าของจนยอมกระโดดเข้ากองไฟในวันเผาศพนั้นทำให้สถานที่นี้เป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวจีนจะมากราบไหว้เพื่อขอพร โนรีเองก่อนเริ่มงานก็มักจะมาขอพรที่นี่ และช่วยลมทำความสะอาด จัดข้าวของแทนมารดาแท้ๆ ของลมซึ่งเป็นคนดูแลศาลเจ้าที่ร่างกายไม่สู้แข็งแรงนัก ภาพของเด็กจีนและเด็กฝรั่งที่ช่วยกันทำงานอย่างขยันขันแข็งจึงเป็นภาพที่เห็นจนเจนตาของคนแถวนี้

“ช่วงนี้งานก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งการบอกปากต่อปากของผู้คน รวมถึงหนังสือพิมพ์ของเจ้านายเอ็งทำให้มีคนสนใจมากขึ้น” โนรีเล่าก่อนทำหน้ายุ่ง    “แต่ก็ไม่มีงานใดที่ซับซ้อนเท่างานของคุณพระแห่งกองโปลิสท่านนี้มาก่อน”

“เท่าที่ข้าฟังท่านก็ดูเป็นผู้ใหญ่ที่รักสันโดษกระมัง”

“ลางทีข้าคงต้องไปตั้งต้นที่กองโปลิศเสียแล้ว” โนรีพูดอย่างมุ่งมั่น หญิงสาวชมดูกองส้มที่เรียงอย่างสวยงามแล้วหันมายิ้มเป็นเชิงอวดฝีมือแก่ลมอย่างที่หญิงสาวมักทำเมื่อตนจัดการอะไรได้สำเร็จ

ริมฝีปากของลมเหยียดออกตามอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนบอกตำแหน่งที่ตั้งที่โนรีต้องการทราบ

“จงไปที่ถนนเจริญกรุง กองโปลิศตั้งอยู่ที่นั่น”

“ขอบใจเอ็งมากลม เอ็งนี่รู้ดีทุกอย่างไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังเลยเทียว” โนรีบอก  เธอหันไปล่ำลามารดาของลมที่นั่งอยู่ไม่ไกลก่อนเรียกจั่นที่กำลังเล่นอยู่หน้าศาลเจ้าให้ออกเดินทางไปด้วยกัน

“อายุของเอ็งทั้งสองก็เหมาะควรแล้วหนา” นางเหมียวกิมมองเด็กสาวที่เห็นมาแต่เล็กเดินออกไปกับเด็กน้อยอย่างเอ็นดู

“นางไม่ได้คิดเยี่ยงนั้นกับลูก” ลมบอกกับมารดา แม้ว่านางจะยกเขาให้แก่ครอบครัวชาวสยามตั้งแต่เด็ก ทว่าพ่อแม่ชาวสยามของเขาก็ไม่ได้ปิดกั้น ยังอนุญาตให้เขาติดต่อและมาช่วยงานมารดาที่แท้จริงเป็นการแสดงความกตัญญูได้

“งั้นเจ้าก็ควรมองหาเมียได้แล้ว” เป็นธรรมดาที่มารดาจะเริ่มเป็นกังวลด้วยลมมีอายุย่างเข้าสิบเก้าปีแล้วนี่คือช่วงเวลาที่ต้องสร้างครอบครัวและสืบทายาทต่อไป

“อาม๊า” ลมปรามเสียงเรียบ เขาวางกระบอกเซียมซีลงเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเครียด “ข้าเองก็มีเรื่องที่หนักใจอยู่หนักหนา เกินกว่าจะมาพะวงเรื่องอื่นตอนนี้ดอก”

เสียงเงียบของทั้งสองเป็นคำตอบได้ดี ลมมองแผ่นหลังของโนรีที่เดินห่างออกไปจากศาลจนเหลือเป็นจุดเล็กๆ อย่างครุ่นคิด

 

บรรยากาศอันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนของถนนเจริญกรุงทำให้เด็กชายจั่นที่วันนี้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยของโนรีตื่นตาตื่นใจนักด้วยตึกรามที่เห็นแตกต่างจากเรือนโดยทั่วไปของสาวสยามยิ่ง

เป็นเวลานานมาแล้วที่ชาวสยามใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ด้วยคูคลองที่เข้าถึงทุกแห่งหนดุจเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวสยาม ทว่าการเข้ามาของชาวต่างชาติจำนวนมากก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะชาวตะวันตกเคยชินกับการนั่งรถม้า เมื่อมีการเข้าชื่อขอร้องมากเข้าจึงเกิดถนนเส้นนี้ขึ้นมาจากนั้นสองข้างทางก็เต็มไปด้วยร้านรวง และที่ทำการบริษัทต่างๆ สุดท้ายย่านนี้จึงเป็นแหล่งคึกคักที่ผู้คนล้วนอยากมาเยือน

…ข้อสำคัญคือที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของที่ทำการกองโปลิส สถานที่ทำงานของเป้าหมายของโนรี

“พี่โนรี จั่นอยากกินขนมทองหยิบ” เด็กชายกระตุกชายโจงกระเบนเบาๆ ตามองไปที่ตะกร้าที่มีขนมตระกูลทอง เหลืองอร่ามยั่วน้ำลายที่แม่ค้าหาบมาขายแบบตาไม่กระพริบ แสดงอาการอยากกินจนออกนอกหน้า

“เอ็งนี่หนา” โนรีเอ่ยเสียงอ่อนใจ ทว่ามือก็ล้วงหยิบเงินพดด้วงส่งให้แก่เด็กชายแต่ไม่วายบ่นอย่างไม่จริงจังนัก    “จะมาช่วยข้าหาข่าวหรือจะมากินขนมกันแน่หืม”

“แหะๆ” เด็กชายหัวเราะ พลางรับเงินก่อนวิ่งไปซื้อขนมอย่างร่าเริง

โนรีมองไปยังตึกที่ทำการด้วยสีหน้าครุ่นคิดถึงข้อมูลที่ได้ในวันนี้

‘พระฤทธิรงค์รณยุทธ์นะหรือ’ โปลิศหนุ่มที่โนรีพบเมื่อครู่ทำหน้าครุ่นคิด   ‘ท่านออกปฏิบัติราชการไม่ค่อยอยู่ที่นี่ดอก หากเอ็งมีเหตุแจ้งความเอ็งแจ้งกับข้าเถิด’ เขาบอก ด้วยผู้บังคับบัญชาของตนน้อยมากที่จะเข้ามาประจำที่ทำการ มักออกตระเวนตรวจตราความเรียบร้อยรอบพระนครในท้องที่ที่อยู่ในความดูแลอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อสอบถามผู้คนที่ค้าขาย หรือทำงานใกล้ๆ กันโนรีก็แทบจะได้รับข้อมูลที่เหมือนกันเป็นเสียงเดียว

‘คุณพระท่านองอาจน่าเกรงขามยิ่ง’ ขอทานชราเล่าพลางทำท่าขนลุก   ‘ขนาดท่านมาบริจาคเงินทำบุญข้ายังกลัวแทบฉี่ราด อีหนูเอ้ย ข้าเคยเห็นท่านใช้ดาบฟันผู้ร้าย แม่เอ้ย ฉับเดียวขาดครึ่ง’

‘โห ช่างเก่งกาจยิ่ง’ จั่นตบมือ ‘โตขึ้นจั่นที่เป็นโปลิศ’

‘เกรียงไกรเช่นนี้คงมีสาวๆ อยากเป็นเมียท่านใช่ไหมจ๊ะ’ โนรีแอบเห็นแม่สาวๆ หลายคนมักส่งสายตาหวานหยดย้อยให้โปลิศหนุ่มหลายท่านอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่าเครื่องแบบที่ใส่จะเพิ่มความองอาจขึ้นหลายส่วน

‘น้อยไปสินังหนู เขากลัวท่านกันหมดนั่นแหละ อย่างคุณพระท่านนี้เอาไว้ขึ้นหิ้ง ไว้กราบไหว้ มิมีใครอยากได้เป็นผัวดอก’ เขาลดเสียงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ

‘ว่ากันว่าท่านดุดันแม้แต่เรื่องอย่างว่า ซ้อมคณิกาในโรงชำเราตายไปมากโขแล้ว’

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 

“โอ๊ย” เมื่อคิดถึงข้อมูลที่ได้มาแล้วโนรีก็ถอนหายใจอย่างเครียดเคร่ง

“พี่โนรี นั่นเรือยายแถมไม่ใช่หรือไร” จั่นที่พายเรืออยู่เอ่ยขึ้น

โนรีเขม้นมองที่ท่าเรือหน้าวัดเห็นว่าเป็นเรือของยายตนจริง จึงช่วยพายเพื่อเร่งเรือให้ไปถึงจุดที่นางแถมอยู่ได้เร็วขึ้นจนเรือทั้งสองขนาบขนานกัน

วันนี้เป็นวันที่นางแถมจัดแจงให้นายมั่นและนางปั้นได้เจอกันครั้งแรก ทำให้ยายของเธอต้องปล่อยให้เธอออกหาข้อมูลของพระฤทธิรงค์รณยุทธ์เองผู้เดียว

“ฉันไหว้จ้ะยาย” โนรีทักทายก่อนคิ้วขมวดอย่างแปลกใจเมื่อเห็นสีหน้าราวกับไม่สบอารมณ์ของผู้เป็นยาย “แล้วนั่นยายท่านเป็นอะไร ใครทำให้มิพอใจหรือ”

“เอ็งดูโน่น” ยายแถมชี้ให้หญิงสาวดูเรือลำหนึ่งซึ่งกำลังจะออกจากท่า

“นั่นพ่อมั่น และแม่ปั้นที่ยายหมายให้เป็นชิ้นกันมิใช่ดอกรึ” โนรีกล่าวตามที่เห็นก่อนแปลกใจที่เรือลำนั้นมิได้มีคนเพียงสองคนอย่างที่ควร “แล้วแม่หญิงคนนั้นเป็นใครกันนั่น”

“หลานนางสา” นางแถมบุ้ยใบ้ให้โนรีหันไปที่ท่าน้ำ เห็นนางสากำลังยืนอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“แล้วป้าสาเกี่ยวอันใดกับเรื่องนี้ด้วยเล่า” โนรีฉงนใจ

“เอ็งก็รู้ดี ว่าอีนังคนนี้มันพยายามเป็นแม่สื่อเลียนอย่างข้า” ก็ด้วยเหตุผลแต่หนหลังประการหนึ่ง ส่วนอีกประการคือเมื่อเห็นความมั่งมีของสองยายหลานแล้วนางสาก็อดจะอยากได้บ้างไม่ได้ ทว่านางเองแม้ว่าจะเป็นคนกว้างรู้จักคนมากด้วยชอบซุบซิบนินทาเรื่องของชาวบ้านร้านตลาดจนรู้เรื่องผู้คนมากมาย ทว่าก็ไม่ได้มีชื่อเสียงในด้านนี้จึงมิได้มีผู้จ้างวาน

นางจึงอาศัยข่าวซุบซิบจากบ่าวเรือนนายมั่นที่ว่าเขากำลังหาเมียอยู่ ถือโอกาสเสนอหลานสาวตนเองให้เสียเลย ตลอดเวลาที่นางแถมจัดให้หนุ่มสาวได้พบปะนางก็จงใจแนะนำหลานสาวของตนให้ร่วมวงสนทนากันอย่างแนบเนียน แถบยังออกอุบายให้นายมั่นไปส่งหลานสาวของตนด้วย ซึ่งเรือนของปั้นจะถึงก่อนใครเพื่อนนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้นายมั่นและหลานของนางสาได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นไป

“ยายใจเย็นๆ เถิดหนา” โนรีๆ ค่อยๆ ลูบต้นแขนผู้เป็นยาย ก่อนหันไปสั่งจั่น “จั่น เอ็งข้ามไปพายเรือให้ยายเร็ว ให้ยายนั่งสบายๆ นะจ๊ะ” เธอเอ่ยอย่างเอาใจ

“ดูทีรึ ข้าส่งคนลงเรือลำเดียวกันได้อยู่ดีๆ นางสามันกลับจะคว่ำเรือข้า” นางแถมเปรียบเปรยสำนวนโบราณ นางมักเปรียบเปรยการสื่อให้คนรักกันก็เท่ากับเป็นการส่งคนลงเรือลำเดียวกัน เมื่อถูกขัดขวางก็ไม่ต่างจากการที่เรือที่ลอยไปดีๆ โดนคว่ำจนล่ม  “ข้าจักยื้อเรือ”

“พิโธ่ ยายจ๋า ยายบอกข้าเองมิใช่หรือว่าดวงของสองคนนั้นสมพงศ์กันนัก”

“แต่หลานอีสามันยังสาวสดนัก ข้าล่ะกลัวไอ้มั่นมันแพ้กลิ่นสาวเสียจริง” นางแถมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน มอง ดูนางสาที่เดินลงเรือของตนแล้วพายเรืออย่างเบิกบานแล้วก็หงุดหงิดนัก

“เรือเขาก็ว่าง ทำไมไม่ไปส่งหลานเนาะยายเนาะ” จั่นเอ่ยอย่างไร้เดียงสา

โนรีเห็นท่าไม่ดีเกรงว่ายายของตนจะพื้นเสียมากขึ้นจึงยกเรื่องที่ตนไปสืบมาวันนี้มาเล่าเพื่อดึงความสนใจของผู้เป็นยาย

และก็ได้ผล เพราะดูเหมือนว่าการจับคู่ให้คุณพระท่านนี้ไม่ใช่งานหมูอย่างที่คาด ยายแถมเองก็บ่นอยู่ว่าบรรดาบ้านที่เอาประวัติของลูกสาวมาฝากไว้ก็ส่ายหน้าดิกไม่มีใครยอมให้จับคู่ชายหนุ่มใหญ่ผู้นี้กับลูกสาวของตนเองแม้แต่บ้านเดียว

“เห็นจะมีแต่บ้านฝั่งตรงข้ามโน่นที่อยากให้ดองกับลูกสาวเขา เห็นว่าเป็นหลานแท้ๆ ของว่าที่คู่หมั้นคนแรกทีเดียว คลาดกันไม่ได้ดองกันทีนึงแล้วคงอยากให้สำเร็จกระมัง”

“คืนงานเขาไปได้ไหมยาย ท่าจะไม่ดีแล้ว” โนรีกล่าวด้วยเสียงขยาด คนอะไรจะโหดร้าย ดุดัน ตบผู้หญิง ฟันคนตาไม่กระพริบเช่นนั้น

“เอ็งได้พบตัวจริงเข้าหรือยังล่ะ” ยายแถมถาม

“ยังดอกยาย สารภาพตามตรงนะ ยิ่งได้ยินมาแบบนี้ฉันยิ่งไม่อยากเจอเลย” โนรีบอก ทำท่าแขยง “จะจับคู่ให้ใครก็ยังแอบสงสารเขาไม่ได้เลยจ้ะ”

“แล้วเมื่อเอ็งไม่รู้จักตัวจริงของท่าน แล้วเอ็งเอาอันใดมาตัดสินว่าเขาเป็นดังปากคน” นางแถมกล่าว เลิกคิ้วเป็นเชิงรอคำตอบจากหลานสาว

“อ้าว ก็ยายเองมิใช่หรือ ที่บอกว่าเรื่องราวจากคนรอบข้างก็สำคัญ” โนรีเริมแปลกใจ

“นั่นก็ใช่ แต่ข้าหมายถึงให้เจ้าพิจารณาดูคนผู้นั้น ทั้งการกระทำของเขา ประกอบกับข้อมูลจากคนรอบข้าง มิใช่ให้เชื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เจ้าลองคิดดูเถิด หากมีใครมาถามชาวบ้านแถวนี้ว่าเอ็งกับข้านั้นเป็นคนเช่นไร เอ็งคิดว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างไรหรือ” คำสอนของยายนั้นแทรกเข้าจับใจโนรีทันที หญิงสาวจึงเริ่มคล้อยตาม

หลายครั้งที่ผู้คนตัดสินและเกลียดเธอเพียงเพราะหน้าตาที่แตกต่าง ทั้งที่เธอใช้ชีวิตอย่างชาวสยามทุกอย่างแต่ก็มิวายมีคนมาแดกดัน หรือแม้แต่การที่เธอและยายทำงานหาเงินใช้กันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายให้มาเลี้ยงดูก็มีคำนินทาเกิดขึ้นหนาหู โดยคนปล่อยข่าวเหล่านั้นไม่ได้มารู้จักสนิทสนมเห็นน้ำใจกันชัดเจนแต่อย่างใด

“จริงด้วยยาย ขอบใจยายมากที่สั่งสอนฉัน” โนรีมองยายอย่างเลื่อมใส

เพียงไม่นานยายหลานก็พายเรือมาถึงท่าน้ำ ณ เรือนของตน โนรีรีบขึ้นไปรอรับยายที่ดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยขึ้นท่า ก่อนจะส่งห่อใบตองที่ภายในมีขนมหวานให้เด็กจั่นเอาไปฝากจิบผู้เป็นมารดาของเด็กน้อย

“แม่โนรีดีกับเราสองแม่ลูกเหลือเกิน” นางกล่าวขอบคุณ ไม่ใช้เพียงสำหรับขนมหวานเพียงอย่างเดียว

จิบแม่ของจั่นเดิมเคยเป็นเมียรองของคหบดีผู้ร่ำรวยคนหนึ่ง ซึ่งนางก็เป็นที่โปรดปรานเป็นอันมาก จั่นเองก็ได้รับความรักจากบิดามากจนเป็นที่เกลียดชังของเมียเอก และบุตรของนาง  เมื่อถึงวันที่สามีของนางถึงแก่ชีวิต นอกจากเมียเอกจะไม่แบ่งมรดกให้สองแม่ลูกตามเจตจำนงของสามี ยังไล่ทั้งคู่ให้ออกมาระหกระเหินเผชิญชีวิต ใช้การขอทานเลี้ยงชีพ จนวันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนโนรีที่รู้สึกสงสารจึงขอยายให้รับสองแม่ลูกให้เข้ามาอยู่ในบ้าน ซึ่งนางจิบก็ตอบแทนด้วยการดูแลเรือนชาน คอยเป็นหูเป็นตาให้สองยายหลานอย่างสำนึกบุญคุณ แม่แต่จั่นบุตรชายของนางก็กลายมาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยงานเพราะความที่เป็นเด็กจึงมีความคล่องแคล่วสูง โนรีเองก็หวังใจว่าจะส่งเสียให้จั่นได้เรียนหนังสือเพราะเห็นแววฉลาดของเด็กชาย

“คนจีนกล่าวว่าการได้พบกันเป็นวาสนา ฉันเห็นด้วยนะจ๊ะ เพราะตั้งแต่เจอแม่จิบกับจั่น เรือนของฉันมีความสุขยิ่ง” เธอกล่าวออกไปตามที่ตนคิด จึงได้แววตาที่ซาบซึ้งของจิบเป็นการตอบแทน นอกจากให้ที่อยู่เอื้อเฟื้ออาหารและให้ค่าจ้างอย่างยุติธรรมแล้ว การที่โนรีจะสนับสนุนให้ลูกชายของนางได้เรียนนั้นเป็นสิ่งที่ชาตินี้นางไม่รู้ว่าจะใช้คืนได้เท่าใดหมด

“โอ๊ย อินังหลานโง่” เสียงแปดหลอดอันเป็นเอกลักษณ์ของนางสาดังขึ้น ดูท่าจะมีเรื่องที่ทำให้นางขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“จั่นลูก” จิบเอ่ยเรียกลูกอย่างอ่อนหวานตามลักษณะนิสัยของนาง จั่นรับคำแม่ออกวิ่งไปทำหน้าที่ ‘สายข่าว’ อย่างกระตือรือร้น เด็กน้อยพบหญิงวัยกลางคนที่ประกาศตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเจ้าเรือนของตนกำลังด่าและตบตีหลานสาวอย่างพื้นเสีย

“โอ๊ย ป้าจะมาตีฉันทำไมเล่า พี่มั่นเขาไม่ชอบฉันแล้วฉันทำอันใดผิด” เด็กสาวเอามือปัดป้องการประทุษร้ายพร้อมเถียงป้าไปด้วย

“เอ็งทั้งสาวกว่า ทั้งไม่เคยมีผัว แสดงว่าเอ็งไม่ได้ชวนพี่เขาคุยอย่างที่ข้าสั่งไว้ใช่หรือไม่”

“ข้าชวนพี่เขาคุยตลอด แต่เขาไม่สนใจข้า ดูอย่างนางม่ายนั่นนั่งเงียบมิพูดจา เขาก็เอาแต่ชะเงื้อมอง สุดท้ายก็จ้างเรือมาส่งข้า บอกว่าจะอยู่ซ่อมหลังคาให้อีปั้น โอ้ยผู้ชายโง่”

จั่นที่แอบอยู่หลังต้นไม้ยิ้มซุกซนก่อนจะรีบวิ่งตื๋อกลับเรือน

…ยายแถมจักต้องถูกใจสิ่งนี้

หลังจาก ‘สายข่าว’ กลับมารายงานเรื่องของนางสาผู้พยายาม ‘ล่มเรือ’ ของยายแถม โนรีพบว่าข่าวนี้สร้างความสำราญให้หญิงชราไม่น้อยด้วยนางแถมนั้นหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจยิ่ง ทั้งยังหยิบยื่นพดด้วงเป็นค่าข่าวให้จั่นอย่างใจป้ำ

“คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน มีมารผจญก็หาทำอันได้ชิ้นของข้าได้ไม่” นางแถมเอ่ยกลั้วหัวเราะ โนรีเห็นว่าการเป็นไปตามที่ผู้เป็นยายหวังก็พลอยยินดีไปด้วย ทว่าไม่ทันที่นางแถมจะตบรางวัลให้แก่จั่น ทั้งสี่ที่นั่งกันอยู่บนเรือน ก็ต้องตกใจอีกครั้ง

“กรี๊ดดดดดดดดดด” ครานี้เสียงดังกว่าคราแรก และโหยหวนกว่ามากจนทุกคนบนเรือนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

“อันใดของมันอีก” ด้วยทิศทางของเสียงดังมาจากบ้านของนางสา  นางแถมที่เห็นว่านางสาช่างขยันโวยวายจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างแปลกใจ

“ฉันว่าต้องมีอันใดสักอย่าง” เมื่อโนรีส่องดูที่หน้าต่างเรือนก็พบเหตุชลมุนและผู้คนมากมายที่ต่างกรูกันไปทางบ้านนางสา

“มีอันใดหรือพี่ยอด” โนรีร้องถามชายที่วิ่งออกมาจากจุดนั้น

“มีคนฆ่ากันตาย” ยอดบอก “ไอ้อินลูกเขยยายสาน่ะสิ โดนแทงตายแล้ว”

 

Don`t copy text!