พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ บทที่ 2 : สี่สิบแล้ว…ทำไมไม่มีเมีย

พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ บทที่ 2 : สี่สิบแล้ว…ทำไมไม่มีเมีย

โดย : ตฤณภัทร

พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ โดย ตฤณภัทร นวนิยายพีเรียดรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก ปีที่ 2 ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอยากอ่านต่อ พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ รวมเล่มกับสำนักพิมพ์กรู๊ฟพับลิชชิ่ง  สามารถสั่งซื้อได้ที่ www.groovebooks.com และ ติดตามข่าวได้ทางแฟนเพจของสำนักพิมพ์ @Groove publishing 

****************************

– 2 –

ยังไม่ทันได้เข้าเรือนดี ยายหลานทั้งสองก็เป็นอันต้องเดินทางต่อตามคำเชิญของนายขอน เพื่อไปที่เรือนของเจ้านายของเขา

“โห” แม้ว่าด้วยหน้าที่การงานทำให้โนรีมีโอกาสได้ติดตามยายไปเยี่ยมเยียนบ้านคหบดีผู้มีอันจะกินอยู่เสมอ ทว่าสถานที่เหล่านั้นกลับเทียบกันไม่ได้กับที่แห่งนี้เลย  ด้วยที่นี่มีบริเวณกว้างขวาง ตลอดระยะทางจากซุ้มประตูใหญ่ด้านหน้ามาจนถึงหมู่เรือนไทยหลังใหญ่น้อยนั้นไกลจากกันมากทีเดียว จนโนรีอดคิดไม่ได้ว่าที่แห่งนี้ดูคล้ายเป็นหมู่บ้านมากกว่าจะเป็นเรือนๆ เดียว เห็นทีว่าเจ้าของเรือนคงไม่ใช่คนธรรมดา นี่ขนาดว่านั่งรถลากเข้ามายังใช้เวลานานโข จนโนรีนึกขอบคุณเจ้าของบ้านที่ไม่ให้พวกเธอต้องเดินเท้าเข้ามาเอง

“เชิญขอรับ” เมื่อถึงที่หมายนายขอนก็ยื่นมือให้จับเพื่อลงจากรถลาก โนรีสังเกตว่าเขาพูดจาน้อยคำ เล่าเรื่องราวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

“พ่อ จะไม่บอกจริงๆ หรือ ว่าใครเรียกข้ามา” แม้จะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงอย่างไรยายแถม ก็รู้สึกไม่สบายใจเมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เตรียมการมา เพราะส่วนมากนางจะเป็นฝ่ายเข้าหาลูกค้าจึงมักให้โนรีไปหาข้อมูลก่อน ลูกค้าจึงมักประทับใจในการทำงานเสมอ หรือหากมีการจ้างวานนางก็มีเวลาตระเตรียมตัวให้พร้อมหาใช่การมาพบลูกค้าโดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย ครั้งนี้จึงเปรียบดั่งการบุกเข้าถ้ำเสือมือเปล่าสำหรับหญิงชราเลยก็ว่าได้

“ท่านรออยู่ข้างในแล้วขอรับ ประเดี๋ยวยายก็จะทราบเอง” นายขอนตอบ ชายหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อย   ก่อนหันมาสั่งความกับโนรี “อย่างไรผมขอเชิญหลานของยายให้รอที่ด้านนอกก่อนนะขอรับ”

โนรีและยายแถมมองหน้ากัน มาอีหรอบนี้เห็นทีว่างานนี้จะค่อนข้างลับ ผู้ว่าจ้างคงไม่ต้องการแพร่งพรายแต่ก็นั่นแหละหนาผู้ที่อยู่ข้างในนั้นคงหนีไม่พ้นเป็นผู้ดีมีตะกูล จะให้เรื่องที่ว่าจ้างแม่สื่อขจรกระจายไปทั่วร้านตลาดคงไม่งามนักด้วยคนจะเอาไปร่ำลือกันได้ว่าผู้ที่ต้องจ้างแม่สื่อคงมีข้อบกพร่องมิเช่นนั้นคงมีคู่ครองไปแล้ว

“เชิญขอรับ” นายขอนผายมือชี้ทางให้โนรีเดินตามบ่าวหญิงสาววัยกลางคนที่รออยู่ หญิงสาวเดินตามไปอย่างว่าง่าย อย่างไรก็ดีหากยายตกปากรับงานนี้ไซร้หล่อนก็ได้รู้เรื่องราวโดยตลอดอยู่ดีนั่นแหละ

เพราะนอกจากเป็นหลานของยายโนรีก็ยังทำหน้าที่เป็นคนสืบข่าว หญิงสาวมักจะไปสังเกตชีวิตประจำวันของเป้าหมายเพื่อให้รู้ว่าข้อมูลที่ได้มาถูกต้องหรือไม่ เพราะคนที่มาหาแม่สื่อมักบอกเล่าแต่ด้านที่ดีงามไร้ตำหนิ แต่ยายแถมที่มีความรอบคอบมักจะไม่เชื่อเสียทั้งหมดจึงให้โนรีเป็นสายสืบข่าวอีกทางหนึ่งเพื่อให้มั่นใจว่าคู่ที่จับกันจะเป็นคู่สร้างคู่สม หาไม่เลือกผิดจะกลายเป็นคู่เวรคู่กรรมให้เสียชื่อแม่สื่อกันเปล่าๆ

“เอ็งไปรอที่ศาลากลางสวนนะ” บ่าวหญิงบอกก่อนผายมือไปยังศาลาไม้สักกลางสวนร่มรื่น โนรีจึงยิ้มอย่างเป็นกันเองก่อนตอบ

“ขอบใจเจ้าค่ะ ” โนรีกล่าวพร้อมค้อมหัวให้เล็กน้อย ไม่นานเธอก็ได้มานั่งอยู่ที่ศาลาไม้กรุลายสวยปราณีต ในชัยภูมิที่ดีที่มีลมพัดผ่านเย็นสบาย

“แม่คุณนี่งามมากจริงๆ ข้าเคยเห็นนางแหม่มเข้ามาสอนหนังสือคุณหนูบ้าง แต่ไม่ได้นุ่งห่มอย่างสยามแบบแม่” โนรียกยิ้มอย่างขันๆ ในวันเดียวกันมีคนพูดจาคล้ายคลึงกันถึงสองคน ก็มันน่าแปลกอยู่ไม่น้อย ฝรั่งก็ไม่ใช่ คนสยามก็ไม่เชิงหญิงสาวเองคร้านจะถือสาใครเรื่องนี้แล้ว

“ฉันเป็นคนสยามจ้ะ แม่ของฉันเองก็เป็นคนสยาม เพียงแต่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร” ด้วยบุคลิกบางอย่างของนางทำให้โนรีรู้สึกอยากเล่าความอย่างบอกไม่ถูก

“โถ แม่คุณ” ผู้ฟังพอเดาเรื่องราวได้ หญิงที่โดนผัวทิ้งเลี้ยงลูกคนเดียวมีให้เห็นอยู่ทั่วไป เพียงแต่พ่อเด็กไม่ใช่ฝรั่งเท่านั้น  หญิงวัยกลางคนพูดต่อด้วยเสียงที่แฝงความสงสารและเอ็นดู “ข้าชื่อนิ่ม แล้วเอ็งล่ะชื่ออะไร”

“ฉันชื่อโนรีเจ้าค่ะ ฉันไหว้จ้ะ” โนรีกล่าวรับพร้อมกระพุ่มมือไหว้

กิริยานั้นทำเอานางนิ่มต้องชะงักนิ่งอย่างแปลกใจ แต่ไม่ทันที่นางจะสนทนากับแม่แหม่มคนงามต่อก็เป็นอันโดนเรียกเสียก่อน

“ป้านิ่มเจ้าคะ คุณน้อยงอแงจะหาแต่ป้านิ่มเจ้าค่ะ” บ่าวหญิงที่อ่อนวัยกว่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาด้วยท่าทางตื่นตกใจ

“ป้าไปเถิดจะ ฉันจะอยู่ที่นี่ จักไม่เดินเกะกะ อย่างมากก็เพียงเดินไปดูริมน้ำเท่านั้น” โนรีหมายถึงท่าเรือริม น้ำที่อยู่ไม่ไกลจากศาลากลางสวนที่เธอนั่งอยู่

“อย่างไรเสร็จธุระแล้วป้าจะรีบมาดูแล” นางนิ่มกล่าวขอบคุณ  และเดินจะตามบ่าวอีกคนไปอย่างเร่งร้อน  ก่อนจะหันกลับมามองโนรีที่กำลังยกน้ำลอยดอกมะลิขึ้นดื่ม

…เหมือนข้าเคยเห็นท่าทีเยี่ยงนี้มาก่อนเลยหนา

นางคิดก่อนจะรีบรุดไปทำหน้าที่

ไม่นานนักก็มีบ่าวนำน้ำลอยดอกมะลิในขันมาให้ หลังจิบน้ำอันหอมชื่นใจอันเป็นเอกลักษณ์การต้อนรับแขกของชาวสยาม โนรีก็กำลังจะหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่ออยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ยินเสียงประหลาดเสียก่อน

เสียงนั้นฟังดูชอบกลนักจนอดไม่ได้ที่จะเดินตามเสียงไป เมื่อมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ไปในที่ที่ไม่น่าไป และตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวันแสกๆ อยู่หญิงสาวจึงสาวเท้าเดินจนค่อยๆ เข้าใกล้ต้นเสียงนั้นเข้าไปทุกที

หญิงสาวหยุดเท้าอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง  ทว่ากลับไม่เจออะไร มีเพียงเสียงที่ดังให้ได้ยินชัดเจนที่บอกให้รู้ว่าจุดนี้แหละไม่ผิดแน่ หญิงสาวจึงตัดสินใจแหงนหน้าขึ้นดูให้เห็นที่มาของเสียงอันพิลึกพิลั่นนั้น

“เอ๊ะ” โนรีอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นเงาดำของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขยับตัวอยู่บนกิ่งไม้เหนือหัว และดูเหมือนผู้ที่ข้างบนนั่นก็ตกใจไม่แพ้เธอเช่นกัน

“เฮ้ย” สิ้นเสียงอุทานโนรีก็ได้ทราบว่า ‘ตัวอะไรสักอย่าง’ ที่อยู่บนกิ่งไม้นั่นเป็นคน เมื่อตอนที่ร่างสูงนั่นตกลงมานอนแอ้งแม้งใต้ต้นไม้แล้วนั่นแหละ    “ตกใจหมด แม่จะฆ่าฉันรึ” ชายหนุ่มหน้าตามอมแมมกล่าวหาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่โนรีก็หาโกรธไม่

ด้วยท่าทีของบุรุษที่ตกมาคลุกฝุ่นช่างน่าขันเหลือเกิน โนรีจึงได้แต่เก็บก้อนหัวเราะลงคอเพราะเห็นว่าการมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นนั้นช่างเป็นเรื่องไร้กาละเทศะสิ้นดี

“ขออภัยเถิด ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีคนโตๆ แล้วสติดีที่ไหนปีนขึ้นต้นไม้เพลานี้” อาการพยายามกลั้นหัวเราะดูเหมือนจะทำให้ชายหนุ่มที่กำลังชันตัวขึ้นนั่งอารมณ์เสียไม่น้อย

“ฉันหาได้วิปลาสไม่ เพียงเห็นลูกนกมันตกลงมา ก็เลยต้องปีนเอาไปไว้ในรังเท่านั้น” เขาแก้ตัว ก่อนมองท่อนบนที่ไม่ได้ใส่เสื้อของตนที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน พยายามมองข้อศอกที่รู้สึกเจ็บแปลบแต่มองไม่เห็น

“พ่อมีแผลนี่ รอฉันสักครู่นะ” เมื่อเห็นว่าเขาดูมีอาการบาดเจ็บ โนรีจึงรีบวิ่งไปที่ศาลา แล้วใช้ขันตักน้ำสะอาดในโอ่งใบเล็ก และนำอุปกรณ์ทำแผลที่มักพกติดตัวเสมอไปหาคนเจ็บ    “ขอฉันดูหน่อยเถิด”

ชายหนุ่มหน้าเลอะทำทีไม่ไว้ใจ ทว่าท่าทางกลับดูขบขันมากกว่าจะทำให้โนรีโกรธ หญิงสาวส่งผ้าสะอาดชุบน้ำให้เขาก่อนเป็นใบเบิกทาง

“เช็ดหน้าเช็ดตาเสีย” เธอบอก ชายหนุ่มรับผ้านั้นไปแต่โดยดี โนรีขอให้เขาหันแผลที่ข้อศอกมาแล้วค่อยๆ ล้างแผลก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าใช้ผ้าสะอาดเช็ดหน้าเปื้อนไปแล้วผืนหนึ่งจึงตัดใจหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดแผล และทำแผลจนเสร็จ

“ขอบใจ” เขาตอบด้วยสีหน้าทึ่ง โนรีเพิ่งเห็นว่าคนใจดีพาลูกนกกลับบ้านเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหวานทีเดียว ยิ่งเวลาที่คิ้วซึ่งพาดดวงตาดำขลับไม่ขมวดมุ่นแล้ว ริมฝีปากบางที่รับกับจมูกโด่งเป็นสันยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตรมีแววเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ และแม้ว่าโนรีจะตัวสูงกว่าชายชาวสยามหลายๆ คนแต่ไม่ใช่กับชายหนุ่มผู้นี้เพราะเมื่อลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วศีรษะของโนรีอยู่แค่ช่วงอกของเขาเท่านั้น

“ต้องขอโทษที่ทำให้ตกใจนะพ่อ”  โนรีกล่าวขออภัย

ชายหนุ่มคนนั้นโบกมือไปมาอย่างจะสื่อว่าเขาไม่ได้ติดใจเอาความอันใดแล้ว เขามองแผลที่ถูกทำความสะอาดจนเรียบร้อยแล้วเปลี่ยนมาเพ่งดูหญิงสาวให้ชัดอีกครั้งก็ต้องแปลกใจเพราะรูปโฉมของเธอช่างไม่เข้ากับเสียงพูดภาษาสยามที่ชัดถ้อยชัดคำเสียเลย

“เจ้าเป็นใครเหตุใดฉันจึงไม่เคยพบมาก่อน” ชายหนุ่มถามอย่างสนอกสนใจ

…งามนัก เขาไม่เคยเห็นแหม่มคนไหนแต่งกายอย่างสยามได้งามเช่นนี้มาก่อน

“ฉันมาทำงานกับยาย แต่คงได้มาแค่ครั้งเดียวนี่แหละ” เพราะถ้ามีครั้งต่อไปเธอคงให้ยายมาคนเดียว เอาเวลาที่มารอไปทำงานของตนเองดีกว่า

“ทำงานหรือ เจ้ากับยายรับจ้างแบบไหนกันเล่า เผื่อจะไปรับจ้างที่เรือนของข้าได้”

“เรือนไหนล่ะ” โนรีถาม  มองหมู่เรือนน้อยใหญ่ที่รายรอบ

“ฝั่งตรงกันข้าม” เขาชี้ไปที่อีกฝั่งน้ำ โนรีเห็นท่าน้ำและหมู่เรือนที่มีขนาดใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนกับฝั่งทางนี้ เห็นทีว่าพ่อคนนี้จะเป็นไพร่สังกัดอยู่ที่มูลนายของฝั่งนั้นกระมัง  “เจ้าชื่ออะไรนะ”

“ฉันชื่อโนรี เอาไว้หากไม่มีงานทำฉันจะลองไปสมัครดู”

ไม่เลือกงานไม่ยากจน โนรีคิดอย่างขันๆ

“ฉัน…พี่ชื่อนพ ยินดีที่ได้รู้จัก” กล่าวแล้วก็ยื่นมือมาด้านหน้า

โนรีประสานมือตนกับมือเขาก่อนเขย่าเบาๆ รู้สึกชอบใจพ่อคนนี้ไม่หยอก ค่าที่เขามีจิตใจดีรักสัตว์หนึ่งข้อ อีกข้อคือดูแล้วก็เป็นคนดีมีน้ำใจ และดูท่าคงเคยตามเจ้านายไปพบปะฝรั่งเป็นแน่จึงรู้จักการทักทายของชาวตะวันตกเช่นนี้

“โนรี” เสียงของนางนิ่มเรียกหา โนรีเดาว่ายายของตนคงเสร็จธุระแล้ว

“นั่นเสียงป้านิ่มรึ” ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเมื่อสักครู่ซีดขาวลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบอกลาโนรี พร้อมย้ำว่าให้ไปสมัครงานที่ฝั่งตรงข้ามให้ได้

“อยู่นี่เอง นึกว่าไปไหนไกล” นางนิ่มพูดยิ้มๆ เด็กคนนี้ทำตามที่พูดไม่เดินเพ่นพ่านจริงๆ นั่นแหละ

นพหายตัวไปอย่างรวดเร็วจนโนรีอดประหลาดใจไม่ได้ ท่าทางคงกลัวนางนิ่มมากทีเดียว

…เห็นทีจะแอบหนีงานมาซะละมั้ง

“บ้านฝั่งนั้นดูใหญ่โตไม่แพ้ที่นี่เลยนะป้า” โนรีชวนนางนิ่มคุย

“เป็นเพื่อนบ้านกันมานานนม” นางนิ่มเล่า ก่อนทำท่านึกได้    “ยายเอ็งให้มาตามกลับน่ะ เห็นว่าธุระเสร็จแล้ว ว่าแต่จะมากันอีกเมื่อไหร่ล่ะ” นางนิ่มรู้สึกเสียดายเพราะยังคุยกันได้ไม่เท่าใดก็มีเหตุมาขัดขึ้นก่อน

“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ แต่ถ้าธุระไม่เกี่ยวกับฉัน ต่อไปยายคงมาคนเดียวแล้ว  แต่ป้าแวะเยี่ยมฉันได้ บ้านฉันอยู่ใกล้ๆ วัดมหรรณพาราม มีต้นแก้วต้นใหญ่ปลูกไว้หน้าบ้าน” โนรีบอก

“อ๊ะ นั่นอยู่ใกล้ๆ บ้านหลานชายป้าเลยนะ แบบนี้คงได้ไปหากันบ่อยๆ” นางนิ่มพูด เยื้อนยิ้มอย่างพึงใจ คิดในใจว่าหลานชายของตนก็ยังไม่มีเมียและถ้าได้คนตรงหน้าเป็นหลานสะใภ้คงดีไม่น้อย จึงรีบกล่าว    “หลานป้ามันชื่อเชิด มีนามากเชียวหนา ยังมิมีเมียด้วย”

แม่สื่อที่โดนคนจับคู่ซะเองหัวเราะออกมาอย่างเห็นขัน  หญิงสาวร่ำลานางนิ่มก่อนจะเดินย้อนกลับมาจุดที่เธอกับยายลงจากรถมาก็พบว่านางแถมและนายขอนรออยู่แล้ว

“เป็นอย่างไรบ้างยาย” โนรีถาม แต่เห็นใบหน้ายิ้มกระหยิ่มของยายก็เดาได้แล้วว่างานนี้ต้องล่อใจไม่น้อยเลยทีเดียว

“คนอายุสี่สิบแต่ไม่มีเมียเนี่ยนะยาย” โนรีทวนคำผู้เป็นยายอย่างแปลกใจ หลังจากที่ทั้งสองกลับมาถึงเรือนของตนแล้วยายแถมก็รีบให้โนรีจดข้อมูลการว่าจ้างที่นางได้มาเพื่อนำมาตั้งต้นการทำงานจับคู่ตามที่ได้รับมอบหมาย

โนรีเพิ่งทราบว่าเรือนที่ทั้งสองเพิ่งไปเยือนมาวันนี้เป็นถึงเรือนของท่านเจ้าพระยาปรีชาติวงค์ซึ่งมีประสงค์ให้จับคู่แก่หลานชายที่ไร้คู่ครองมานานจนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัยสี่สิบแล้ว

“มียศเป็นถึงคุณพระแห่งกองโปลิศ” ยายแถมเสริมความเพียบพร้อมของชายหนุ่มวัยกลางคนด้วยความแปลกใจไม่แพ้โนรี การหาเมียไม่ว่าจะเมียหนึ่ง สอง สาม สี่ ของคนระดับนี้ไม่น่าจะต้องถึงมือแม่สื่ออย่างพวกนาง แรกๆ นางโดนตัวเลขค่านายหน้าที่สูงลิ่วจูงใจ แต่เมื่อมาคิดอีกทีก็นึกได้ว่างานนี้คงยากพอสมควรทีเดียว

“น่าแปลกจริง ดูอย่างคราวคุณหลวงที่เราเคยทำงานให้ นั่นมีเมียตั้งเก้าคน แล้วนี่เป็นถึงคุณพระเชียวหนา” โนรียังประหลาดใจ ทว่าเมื่ออ่านข้อมูลที่ตนจดไว้รวมๆ กันแล้วหญิงสาวลูกผสมก็เปิดยิ้มกรุ้มกริ่ม

“แล้วนั่นยิ้มอะไร คงไม่ได้คิดอะไรแผลงๆ ใช่ไหมนังโนรี”

หญิงสาวแย้มริมฝีปากอิ่มเปิดยิ้มซุกซนให้แก่ยายก่อนตอบ

“ลมเคยเล่าตำนานหนึ่งให้ฉันฟัง” ด้วยสหายของเธอคนนี้มีเชื้อสายจีนโพ้นทะเล ทว่ามีคนสยามอุปการะเลี้ยงดูแต่เล็กจึงเหมือนเป็นคนสยาม มีชื่ออย่างสยามทว่าเขาก็รู้ภาษาจีนและเรื่องราวมากมาย  นอกจากการที่ถูกล้อเหมือนกันเพราะหน้าตาแตกต่างจากเด็กสยามในละแวกบ้านแล้ว สาเหตุที่โนรีสนิทสนมกับเขาได้นั้นส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอยากฟังเรื่องราวแปลกๆ นี่แหละ

“แล้วตำนานของเอ็งมันเกี่ยวอะไรกับงานของข้ากัน” ยายแถมไม่เข้าใจ

“ตำนานนี้เรียกว่า ต้วนซิ่วจือผี่หรือพิศวาสจนตัดแขนเสื้อ นาน น้าน นานมาแล้วมีฮ่องเต้องค์หนึ่ง อืม ถ้าเปรียบไปก็เหมือนเป็นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงของเราน่ะยาย ตำนานว่า ฮ่องเต้นอนอยู่กับคนสนิท พอต้องตื่นออกไปว่าราชการท่านถึงกับตัดแขนเสื้อเพราะว่าอีกคนนอนทับอยู่ แลไม่กล้าดึงออกกลัวอีกคนจะตื่นขึ้น” โนรีเล่า

“เออ พระองค์คงทรงรักผู้หญิงคนนั้นมาก” ยายแถมเห็นด้วย

“รักมากน่ะใช่จ้ะยาย แต่คนสนิทที่ฉันบอกนั้นก็เป็นผู้ชายเหมือนกันกับฮ่องเต้นะสิ” โนรีเฉลย มองดูยายแถมทำหน้าครุ่นคิดก่อนร้องว้าย

“ตาเถรยาชี” ตกใจแล้วก็คิดได้    “เอ็งจะบอกว่าผู้ชายเป็นผัวเมียกันรึ แล้วใครเป็นผัว ใครเป็นเมียกันล่ะ”

“อันนี้ฉันก็ไม่รู้นะยาย มันเป็นแค่ตำนานเก่าแก่ที่เล่าสืบมา” โนรียิ้มทะเล้น    “ฉันแค่จะบอกว่าคุณพระนั่นอาจชอบตัดแขนเสื้อก็เป็นได้”

แถมการงานของเขาก็อยู่กับผู้ชายมากมาย ลางทีอาจมีคู่รักซุกอยู่ในกองโปลิศนั่นแหละ

“งั้นข้าคงต้องหัดจับคู่ผู้ชายเสียบ้าง” ยายแถมเริ่มคิดไปไกล อนาคตนางอาจจะมีลูกค้าเป็นชายที่อยากได้คู่เป็นผู้ชาย หากนางทำได้ทั้งหมดตำแหน่งแม่สื่อมือหนึ่งย่อมไม่พ้นมือนางอย่างแน่นอน(แม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นมือหนึ่งอยู่ก็ตาม)  นางแถมดีดลูกคิดรางแก้วในใจก่อนคิดได้     “โอ้ย แต่นี่ไม่ได้หรอก ขืนข้าจูงลูกเขยไปให้แทนที่เป็นลูกสะใภ้มีหวังท่านเจ้าพระยาได้ให้แส้แทนอัฐเป็นแน่”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้น เพียงแต่พอรู้ว่าคุณพระท่านไม่เคยมีเมียก็อดนึกถึงเรื่องนี้ไม่ได้” โนรีบอกขำๆ

“ท่านเจ้าพระยาและคุณหญิงดูแลท่านมานับตั้งแต่ที่บิดามารดาของท่านเสียชีวิต แต่เมื่อโตเป็นหนุ่มได้เข้ารับราชการท่านก็แยกไปอยู่เรือนที่เป็นมรดกของท่าน” ยายแถมเล่าประวัติลูกค้าเพิ่มเติม   “อันที่จริงตอนอายุยี่สิบท่านเคยเกือบได้หมั้นหมายนะ แต่สุดท้ายงานนั้นล่มไป”

“ถ้าเช่นนั้นอาจเป็นไปได้ที่ท่านจะฝังใจกับรักครั้งเก่า ว่าแต่ทำไมถึงไม่ได้หมั้นได้แต่งงานกันล่ะ” โนรีถามชักรู้สึกว่างานนี้เริ่มซับซ้อนไม่เรียบง่ายเหมือนการจับคู่ให้ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป โดยไม่รู้เลยว่าความซับซ้อนกว่านี้กำลังรอให้เธอสะสาง ซับซ้อนจนจินตนาการไม่ถูกทีเดียว

“ท่านไม่ได้บอก บอกเพียงว่าคุณพระคนนี้เคยจะได้หมั้น แต่แล้วงานก็ไม่เกิดสุดท้ายท่านเองก็ไม่ได้แต่งงาน หลังจากนั้นก็ทำแต่งานราชการ เออ แต่ทางเรือนใหญ่เขาก็มีคนที่หมายตาเอาไว้เหมือนกันหากเป็นไปได้” สิ้นคำของยายโนรีก็ถามอย่างสนใจ

“เป็นคุณหนูบ้านไหนกันหนอ”

“ ท่านอยากจับคู่คุณพระกับคุณวาด ลูกสาวคนเล็กเรือนฝั่งตรงข้าม แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรขอให้คุณพระมีเมียเถิดเป็นอันพอใจ ท่านเจ้าพระยาผู้ลุงบอกว่าสัญญากับน้องชายว่าจะดูแลลูกชายให้ดี หลานเป็นโสดเช่นนี้คงตายตาไม่หลับ” ยายแถมบอก

“จากฝั่งตรงข้ามงั้นรึ” เอ่ยขึ้นมาก็อดนึกถึงพ่อนพชายหนุ่มผู้รักนกขึ้นมาไม่ได้ เธออาจจะใช้ความเป็นสหายขอข้อมูลจากเขาได้ไม่ยาก เพราะดูผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็น่าจะเป็นใจไม่น้อย

“ถ้าข้าหาสะใภ้ให้ท่านได้ข้าจักได้ค่านายหน้า แต่หากว่าทำให้คนที่ท่านระบุไว้มาเป็นสะใภ้ได้ข้าจะได้ค่านายหน้าสองเท่า” นางบอก โนรีตาโตด้วยพอทราบเบื้องต้นว่าค่านายหน้าที่ยายจะได้รับนั้นสูงพอประมาณ

“สองเท่าเชียวรึยาย” โนรีตาเป็นประกาย ตั้งแต่ทำงานกับยายส่วนแบ่งของโนรีคือหนึ่งในสาม แล้วหากงานนี้สำเร็จล่ะก็

ความฝันที่จะเดินทางท่องเที่ยวของโนรีย่อมอยู่ไม่ไกลแน่นอน…

“อย่างนี้ฉันจะตั้งใจทำงานให้มากทีเดียว รับรองคุณพระคนนี้ต้องได้ลูกสาวเรือนฝั่งตรงข้ามเป็นเมียอย่างแน่นอน” โนรีหมายมาด

“เอ็งก็อย่าปักใจจนเกินไป ของแบบนี้มันกำหนดกฎเกณฑ์ได้บางส่วนเท่านั้น” นางแถมสั่งสอน ทว่าดูเหมือนว่าหลานสาวของตนจะไม่สนใจ เพราะตอนนี้โนรีจินตนาการถึงตอนได้ส่วนแบ่งแล้ว

 

Don`t copy text!