พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิส บทที่ 4 : แม่สื่อมือหนึ่ง ต้องลงทุนขนาดนี้

พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิส บทที่ 4 : แม่สื่อมือหนึ่ง ต้องลงทุนขนาดนี้

โดย : ตฤณภัทร

พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ โดย ตฤณภัทร นวนิยายพีเรียดรางวัลรองชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก ปีที่ 2 ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา และหากติดใจอยากอ่านต่อ พระนคร 2410 แม่สื่อตัวร้ายกับนายโปลิศ รวมเล่มกับสำนักพิมพ์กรู๊ฟพับลิชชิ่ง  สามารถสั่งซื้อได้ที่ www.groovebooks.com และ ติดตามข่าวได้ทางแฟนเพจของสำนักพิมพ์ @Groove publishing 

****************************

– 4 –

ตายจริง โนรีอุทานอย่างตกใจ แม้นางสาจะแสดงให้เห็นเสมอว่าเกลียดขี้หน้าสองยายหลานปานใด แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้อยากเห็นเรื่องราวเลวร้ายถึงเพียงนี้เกิดขึ้นกับนางสาเลย

“แถวนี้ไม่เคยมีเรื่องมีราวมาก่อน อันธพาลอะไรก็ไม่มี นี่ถึงกับฆ่ากันตายเชียวรึ” นางแถมพูดเสียงอ่อนอย่างตกใจ นางเอามือทาบอกก่อนโวยวายเมื่อโนรีที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ใกล้ๆ บัดนี้ได้รุดลงไปจากเรือน และวิ่งเข้าไปทางสถานที่เกิดเหตุเสียแล้ว “โอ๊ยนังหลานคนนี้ ไวปานวอกจริงๆ”

ทว่าเมื่อจั่นขยับจะวิ่งตามลูกพี่ของตนไปนางกลับเอ่ยห้าม ด้วยกลัวจะเป็นอันตรายกับเด็กชาย

โนรีค่อยๆ เดินฝ่าวงล้อมชาวบ้านที่ล้วนคุ้นหน้ากันดี เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านต้องมารวมตัวกัน บ้างก็เพราะอยากรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามวิสัยชาวบ้าน บ้างก็เกิดหวาดระแวงว่าอาจจะเป็นฝีมือโจรจึงมารวมตัวอยู่กันมากๆ ไม่ใคร่อยากอยู่ในเรือนเพราะเกรงว่าโจรจะมาทำร้ายเอา

เมื่อเข้าใกล้หน้าบ้านนางสา โนรีมองผ่านเหล่าสยามมุง สายตาก็พบร่างนายอินผู้เป็นลูกเขยของนางสานอนเหยียดยาว ดวงตาของเขายังคงเบิกโพลง สีหน้ายังคงแสดงความตกใจและหวาดกลัว บริเวณหน้าท้องมีแผลฉกรรจ์อันน่าจะเป็นสาเหตุของเลือดกองใหญ่นั้น และใกล้ๆ กันนั้นมีมีดยาวตกอยู่

ภาพอันน่าพรั่นพรึงนั้นทำให้โนรีต้องเอามือมาปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงร้องอย่างตกใจหลุดออกไป ภาพคนตายในสภาพเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นได้เป็นปกติ โนรีเบือนหน้าหันเหความสนใจไปที่นางสาซึ่งกอดบุตรสาวที่กำลังร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจจากการสูญเสียสามี

“มีอันใดกันป้า” ชายวัยกลางคนหนึ่งในสยามมุงที่มาไม่ทันเหตุการณ์เอ่ยถาม

“อ้ายพวกจีน มันมาเรียกพ่ออิน คุยกันไม่นานก็เกิดเรื่อง พวกมันแทงไอ้อินตายเลย” นางสาเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตระหนกเสียขวัญ แต่ก่อนที่ใครจะถามอะไรเพิ่มเติมก็มีเสียงเฉียบขาดของชายผู้หนึ่งดังขึ้น

“ญาติคนตาย หรือผู้ใดที่อยู่ในเหตุการณ์ จงมารวมกันเพื่อให้การด้วย” พลตระเวนที่น่าจะไม่ใช่ชาวสยามเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัด ทว่าสำเนียงกลับแปลกแปร่งไปเล็กน้อย

ด้วยกรมกองตระเวนนั้นเพิ่งตั้งขึ้นได้ไม่กี่ปี สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงมีพระราชดำริให้จ้างพลตระเวนต่างด้าวอย่าง ชาวอินเดีย พม่า และ สิงคโปร์ มาฝึกเพื่อทำงาน โดยแรกเริ่มตั้งกองก็ได้แต่งตั้งกัปตัน เอมส์ ชาวอังกฤษให้เป็นผู้วางโครงสร้างจนภายหลังเขาได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงรัฐยาภิบาลบัญชา ซึ่งโนรีก็มีโอกาสได้เห็นตัวจริงของคุณหลวงชาวอังกฤษผู้นั้นคราวที่เธอยังเรียนหนังสืออยู่กับมิสซิสเฮาส์ด้วยเพราะหลวงรัฐยาภิบาลบัญชาเป็นสหายกับสามีของครูแหม่มของเธอ

ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่โนรีได้เห็นการทำงานของกองตระเวนกับตา คณะนี้ประกอบด้วยชายหนุ่มร่างกำยำในชุดเครื่องแบบเหมือนกัน สะพายดาบไว้ที่หลัง บ้างเป็นดาบเดี่ยว บ้างเป็นดาบคู่ บ้างก็ถือปืนคาบศิลา คะเนดูด้วยสายตาคาดว่าคงมากันราวห้าหกคน พลตระเวนแยกกันทำงานแข็งขัน บ้างสำรวจศพผู้วายชนม์ บ้างก็จดข้อมูล ส่วนบางคนกำลังสอบถามเรื่องราวกับผู้เห็นเหตุการณ์อยู่

“เป็นญาติรึ” สุ้มเสียงเฉียบขาดเรียกสายตาโนรีให้ปะทะกับชายชาวสยามร่างสูงใหญ่ลักษณะท่าทางผึ่งผาย มุมที่โนรีมองขึ้นไปทำให้เห็นใบหน้าซีกบนที่เงาตกทับ ทำให้ดวงตาคมนั้นแลดูดำสนิทเพิ่มความดุดันอีกขุมหนึ่ง แม้องคาพยพทั้งห้าจะเหมาะเจาะรับกันแต่กลับเสริมให้ดูเคร่งขรึมไปอีกส่วนจนยากที่ใครจะกล้าสบตา

โนรีรีบก้มหน้าหลบด้วยผู้น้อยไม่อาจจ้องดูผู้มีศักดิ์ใหญ่ได้ตามใจ ดูจากความนอบน้อมของพลตระเวนคนอื่นเห็นทีว่าท่านผู้นี้คงเป็นพลตระเวนระดับสูงกระมัง

“มิได้เจ้าค่ะ” สายตาที่เหมือนกราดมองทะลุทุกสิ่งทำให้โนรีอดตอบกลับไปด้วยเสียงเจื่อนลงเพราะรู้สึกราวกับตนเองตัวหดเท่ามดไม่ได้

“หากมิใช่ก็ออกไปเสียให้พ้น” ผู้พูดกล่าวห้วนๆ ก่อนละความสนใจจากโนรี

หญิงสาวเดินตัวลีบออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยงึมงำเบาๆ อย่างแสยงใจ

“คนอะไรดุนัก ข้ามิได้แทงใครตายเสียเมื่อไหร่ พวกโปลิศนี่ น่ากลัวกันทุกคนเลยรึ” จะว่าไปหลวงรัฐยาภิบาลบัญชาก็มีบุคลิกเฉียบขาดเช่นนี้ เห็นจะเป็นสิ่งที่ต้องมีไว้ต่อกรผู้ร้ายกระมัง

“โนรี” เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น เมื่อมองไปก็พบกับคนที่เพิ่งคุยกันเมื่อเช้า

ลมก้าวท้าวเร็วๆ เข้ามาหาหญิงสาว ชายหนุ่มกวาดสายตามองเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นก่อนถามอย่างเป็นห่วง

“เอ็งเป็นอันใดหรือไม่”

“ข้าเพียงเข้าไปดูเหตุการณ์เท่านั้น ลูกเขยของป้าสา พี่อินน่ะเขาตายแล้วหนา เห็นว่าพวกจีนมันมาแทงเอา” โนรีบอกเล่า

“คงเป็นเพราะเรื่องที่พี่อินไปติดพันผู้หญิงที่โรงโสเภณีกระมัง” ลมวิเคราะห์

“หา พี่อินไปเที่ยวโรงชำเราด้วยหรือ” โนรีแปลกใจ ก็ปกติแล้วชายหนุ่มรายนั้นออกเป็นคนธรรมะธัมโม อีกทั้งยังดูตาขาว แค่โดนเมียบ่น แม่ยายด่าก็ทำท่าราวกับกลัวเต็มประดา คนในละแวกนี้ต่างรู้กันทั้งสิ้น

เห็นทีท่าราวกับแปลกใจหนักหนาของเพื่อนสนิท ลมจึงดักคอ

“คิดอยู่ละสิว่าทำไมเอ็งไม่เคยเจอ”

“เฮ้ย ลม เอ็งอย่าพูดไปนะเว้ย เดี๋ยวใครมาได้ยิน” โนรีโวยวายเบาๆ ก่อนพูดจาเปลี่ยนเรื่อง “เอ็งกินข้าวกินปลามาหรือยัง มากินข้าวที่เรือนข้าไหม”

หญิงสาวเอ่ยชวน

“ขอบใจเอ็งมาก” ลมเอ่ย เขายิ้มบางๆ ก่อนต่อความ “แต่ที่ข้ามาที่นี่เพียงอยากมาลา”

“อ้าวแล้วเอ็งจะไปที่ใดเล่า” โนรีถาม “ไปทำงานให้หมอท่านหรือ”

“ก็ทำนองนั้น แต่จะไปบ่อยหน่อย เพราะมีกิจต้องไปจัดการ” เขาบอกพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ข้าอยากฝากสิ่งนี้ให้เอ็งช่วยเก็บไว้”

สัมผัสเย็นทันทีที่แตะฝ่ามือทำให้โนรีให้ความสนใจกับสิ่งที่ลมมอบให้ สิ่งนั้นคือป้ายหยกขาวรูปวงกลมสลักลายเป็นรูปปี่เซียะที่ถูกร้อยไว้ด้วยเชือกสีแดงเป็นป้ายห้อย

“ของชาวจีนโพ้นทะเลมีความเชื่อว่าปี่เซียะ คือสัตว์เทพมงคลที่มีอิทธิฤทธิ์ช่วยกำจัดความชั่วร้าย” ลมเล่าที่มา

หญิงสาวทำท่าราวกับมีข้อสงสัย ทว่าก็เปลี่ยนใจไม่เอ่ยออก

“เอ็งสบายใจได้ ข้าจะเก็บให้เป็นอย่างดี” โนรีรับอย่างแข็งขัน ตั้งแต่เด็กจนโตมาตนก็มีเพื่อนอยู่กับเขาไม่กี่คน ยิ่งเพื่อนที่คอยดูแลช่วยเหลือกันมาอย่างชายหนุ่มผู้นี้ หญิงสาวก็พร้อมทำตามคำขอได้เสมอ

“ห้อยติดตัวไว้เสมอ และรักษาตัวด้วยนะ โนรี”

 

คนเรานี่หนารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ จิบเอ่ยขึ้นหลังจากเล่าเรื่องราวจบ

โนรีใส่เนื้อไก่ลงในหม้อ เอาจวักคนเล็กน้อยก่อนปิดฝา

ชาวบ้านร้านตลาดร่ำลือกันหนาหูว่านายอินนั้นแท้จริงเป็นลูกค้าประจำของโรงโสเภณีชื่อดัง เงินที่หาได้ก็มิดเม้มแอบนำไปหาความสุขใส่ตัว โดยที่เมียและแม่ยายไม่รู้ถึงพฤติกรรมนี้เพราะเขามักแสดงตัวเป็นคนเอางานเอาการ ขยันขันแข็ง ยามว่างก็ชอบเข้าวัดทำบุญ แต่แท้จริงกลับกลายเป็นว่าเขาเลือกจะทำบุญกับหญิงงามเมืองแทน

พักหลังๆ เขาก็เริ่มเล่นการพนัน เมื่อเสียมากเข้าก็ไม่มีเงินมาจ่ายหนี้ พวกนักเลงจีนมาทวงหลายครั้งไม่ได้ก็เป็นเหตุให้นายอินถึงแก่ชีวิต

“สงสารพวกเขานะ” โนรีหมายถึงนางสาและลูกสาว ถึงแม้ว่าจะยังเหลือนายกล่ำผัวของนางสา แต่นายอินเองก็นับเป็นแรงงานสำคัญของเรือน นับเป็นเสาหลักคนหนึ่งที่เมื่อขาดไปก็คงเดือดร้อนไม่น้อย

“แม่โนรีก็ช่างใจกว้าง” จิบเอ่ยอย่างชื่นชม ใครๆ ต่างรู้ว่านางสานั้นชอบตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับสองยายหลานเสมอ

“ฉันก็มิใช่คนดีกระไรนักหรอก” เธอกล่าว “แต่ฉันก็แปลกใจยิ่งนัก ละแวกนี้มิเคยเกิดเรื่องน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน”

หญิงสาวกล่าวอย่างกังวลใจ ทว่าก็รีบปิดก้อนความประหลาดใจนั้นทิ้งไปก่อนเร่งมือทำกับข้าวเพื่อไปทำบุญ เพราะหลังเกิดเรื่องโนรีรู้สึกไม่สบายใจนัก

 

บ่ายแก่วันถัดมาโนรีพบว่าที่เรือนของเธอมีแขกมาเยือน เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ผิดกับท่าทางที่ดูเป็นคนซื่อไม่มีพิษมีภัย ใบหน้าคร้ามแดดนั้นมีแววแห่งความกังวลเด่นชัด ซึ่งพบได้ในลูกค้าหลายๆ รายของยายแถมที่มักจะโดนกีดกันเรื่องความรักจึงมาว่าจ้างยายแถมเพื่อทำให้รักสมหวัง ประมาณว่ามีคนในใจแล้วเพียงอยากอยู่ด้วยกันตามใจปรารถนา

“นี่ลูกค้าใหม่ แต่เป็นคนกันเองบ้านอยู่แถวนี้นี่เอง” ยายแถมแนะนำ “พ่อเชิดนี่แม่โนรีหลานฉันเอง”

“เชิดรึ” โนรีว่าเสียงสูงอย่างประหลาดใจ คงไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง “ที่มีนามากใช่หรือไม่”

“แม่โนรีรู้จักข้าได้เช่นไร” เชิดถามอย่างประหลาดใจ ใครๆ ก็บอกแหละว่ายายแถมเป็นคนกว้าง แต่คงไม่ใช่เพราะมีหลานสาวเป็นผู้มีฌาณหยั่งรู้หรอกนะ

“ฉันไม่ได้ใช้ไสยศาสตร์อันใด” สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามทำให้โนรีรีบแก้ตัว

…นั่นไงรู้ด้วยว่าข้าคิดอันใด

ลูกค้ารายใหม่มองมาอย่างกล่าวหา

“บังเอิญว่าหลายวันก่อนฉันเจอป้านิ่มที่เป็นบ่าวอยู่ในเรือนท่านเจ้าพระยาปรีชาติวงค์ พี่เป็นหลานป้านิ่มใช่หรือไม่” โนรีรีบบอกก่อนลูกค้าจะมองเธอเป็นจอมขมังเวท

“อ้าว บังเอิญนัก ข้ามีป้าชื่อนิ่มจริงๆ นั่นแหละ” เชิดเข้าใจ อุทานเบาๆ ว่าบังเอิญจริง

“ว่าแต่มาหายายแถมแบบนี้ อยากมีเมียขึ้นมาแล้วใช่ไหม” เธอจำได้ว่าป้านิ่มพยายามชวนเชื่อว่าหลานชายยังโสดอยู่

“ใช่ แต่ไม่ได้ให้หาให้นะ มีคนแล้ว” โนรีตบมือเบาๆ อย่างเริงร่าด้วยเพราะเธอเดาถูก

“ลูกสาวบ้านไหนล่ะพี่” เธอถาม

“เป็นกำพร้า ทำงานอยู่ที่โรงยายแฟง” สถานที่ทำงานของนางในดวงใจของเชิดทำเอายายแถมตบเข่าฉาด

“เอาละเหวย รักกับนางโลม งานนี้ต้องเอ็งจัดการแล้วละโนรี”

หากจะเอ่ยถึงหอนางโลมที่โด่งดังและกิจการใหญ่โตที่สุดในย่านสำเพ็ง หากบอกว่าโรงยายแฟงเป็นที่สองรับรองว่าไม่มีใครกล้าบอกว่าเป็นที่หนึ่ง กิจการที่นี่คึกคักรุ่งเรืองขนาดไหนก็คิดเอาว่ายายแฟงและนางคณิการวมเงินกันสร้าง ‘วัดใหม่ยายแฟง’ ขึ้นมาได้ แม้ปัจจุบันกิจการจะสืบต่อมาถึงรุ่นลูกอย่างยายกลีบและมีคู่แข่งมากขึ้น แต่ก็นับว่ายังมีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งอยู่

…ว่าไปแล้วโนรีก็ได้ข่าวคราวจากสถานที่นี้มากอยู่เหมือนกัน

คนทุกระดับชั้นล้วนมาเที่ยวหาความสำราญที่โรงโสเภณี หากจะถามความเกี่ยวข้องกับงานแม่สื่อ คำตอบคือหากชายใดเป็นลูกค้าประจำของที่นี่แล้วกล่าวอ้างว่าตนเป็นคนธรรมะธัมโมละก็เห็นจะไม่จริงดังปากว่า แต่การมาเที่ยวหาความสำราญกับสตรีนั้นหาใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่การปฏิบัติกับสตรีต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ

นอกจากนี้ข่าวสารจากที่นี่รู้จริงยิ่งกว่าแห่งใดในพระนคร โนรีไปมาหาสู่กับหญิงสาวโรงยายแฟงมานาน ส่วนหนึ่งคือลึกๆ หญิงสาวเชื่อว่าเบาะแสความเป็นมาของตนอาจอยู่ในที่แห่งนี้

ที่ใดเล่าจะให้กำเนิดหญิงลูกผสมได้ดีเท่าซ่องโสเภณี และโรงยายแฟงแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวที่พวกฝรั่งมาใช้บริการเพราะแม้ราคาจะสูงกว่าที่อื่น แต่ห้องหับก็สะอาด อีกทั้งมีความเป็นสัดส่วนและไม่ได้รวมกันกับโรงฝิ่นเหมือนโรงโสเภณีบางแห่ง

แม้นยายแถมจะเคยวิเคราะห์ให้ฟัง ว่ากิริยาอันชดช้อยของลำดวนไม่น่าใช่หญิงที่มาจากโรงโสเภณี ทว่าโนรีก็เคยพบเห็นหญิงสาวที่งามพร้อมด้วยกิริยามารยาท บ้างเป็นลูกสาวขุนนางที่ต้องโทษฟันคอริบเรือน บ้างเป็นหญิงผู้ดีที่ถูกสามีขายแลกกับเงินจึงเห็นว่าการคบค้ากับคนที่นี่ก็ไม่มีข้อเสียหายหากทำอย่างรอบคอบก็จะได้ประโยชน์มากกว่าผลเสีย

เมื่อยังไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการโนรีจึงมักตีสนิทบรรดาคณิกาเพื่อหาข่าวของตน แลกกับการจับคู่ให้ชายหนุ่มที่ไม่เลวสักคนได้ไถ่ตัวหญิงนางโลมผู้ต้องการเลิกอาชีพนี้ไปเป็นภรรยา เป็นเหตุให้ข่าวนี้รู้ถึงหูนายเชิดผู้ตกหลุมรักแม่ปิ่น หญิงนางโลมชื่อดังแห่งโรงยายแฟง

เดิมทีปิ่นเป็นลูกสาวของขุนนางคนหนึ่ง ด้วยเพราะบิดาของเชิดและปิ่นเป็นสหายกัน หนุ่มสาวทั้งคู่จึงเติบโตมาด้วยกันและมีจิตใจปฏิพัทธ์ต่อกันไม่น้อย ทว่าก็มีเหตุให้ห่างกันไปเพราะเชิดต้องไปบวชอยู่หลายพรรษาเพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้บิดาที่ป่วยด้วยโรคประหลาดมีอาการทุเลาลง หลักสึกมาจึงพบว่าครอบครัวของหญิงสาวคนรักต้องโทษฐานกบฏ บิดาของปิ่นต้องโทษประหาร ลูกเมียและบริวารแตกฉานซ่านเซ็น และปิ่นเองก็ถูกขายเข้าโรงยายแฟงเสียแล้ว

โดยปกติโนรีเองก็ไม่ค่อยจะมาที่โรงยายแฟงบ่อยนัก ส่วนมากจะให้จั่นเป็นผู้ส่งสาส์นเสียมากกว่า แต่ด้วยความที่ถูกอัธยาศัยกับป้านิ่ม เมื่อนายเชิดขอร้องมา โนรีจึงมาที่โรงยายแฟงด้วยตัวเอง

“เหตุใดจึงไม่ตกปากรับคำเขาเสีย ฉันรู้มาว่าแม่ปิ่นมิได้เต็มใจทำงานนี้มิใช่หรือ แล้วพ่อเชิดก็มีเงินเพียงพอที่จะไถ่แม่ปิ่นออกไปได้ ทั้งยังเลี้ยงให้แม่สุขสบายอีกด้วย” โนรีถามอย่างไม่เข้าใจ หญิงสาวเพิ่งสบโอกาส ลอบพบกับปิ่นได้จากความช่วยเหลือของคณิการายอื่นที่คุ้นเคย

“ฉันทำอย่างนั้นมิได้ดอก” ปิ่นว่า มือกำผ้าผืนหนึ่งไว้แน่น คล้ายอัดอั้นเต็มที

“หากไม่รักไม่ชอบ ฉันจะไม่เซ้าซี้ เพียงแปลกใจเพราะพี่เชิดท่านก็ว่า ทั้งสองมีไมตรีให้กันแต่เยาว์วัย หากมิใช่พ่อของปิ่นต้องโทษฟันคอริบเรือนคงได้ลงเอยกันแล้ว”

ฟังถึงตรงนี้น้ำตาที่เก็บกลั้นไว้ก็ไหลอาบแก้มนวลของปิ่น

“ใช่ว่าฉันไม่รักพี่ท่าน ใช่ว่าฉันไม่อยากพ้นจากที่แห่งนี้ เพียงแต่ฉันขัดท่านไม่ได้” ปิ่นว่าพลางร้องไห้โฮ

การที่นางโลมจะเป็นที่ถูกใจของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่นั้นมีให้เห็นได้ทั่วไป ซึ่งยามที่ขึ้นหม้ออยู่บางครั้งนางโลมอาจถูกไถ่ตัวไปเป็นอนุภรรยาของคนผู้นั้นเลยก็ได้

“นี่คงไม่ใช่…” โนรีถามเสียงเบา

ปิ่นกลั้นสะอื้นก่อนตอบ

“ท่านซื้อฉันต่อจากแม่ใหญ่แล้ว เพียงยังไม่สะดวกพากลับเรือน” แม่ใหญ่คือชื่อที่เหล่านางโลมใช้เรียกเจ้าของกิจการหรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าแม่เล้า

โนรีพอเดาได้แล้วว่าเหตุใดแรมเดือนมานี้เชิดจึงไม่สามารถพบหน้าปิ่นได้

“คุณพระคุณเจ้า” อะไรมันจะบังเอิญเช่นนั้น และเมื่อถามชื่อเสียงเรียงนามของท่านผู้นั้นโนรีก็ได้แต่หนักใจ

…เห็นทีอุปสรรครักของพี่เชิดจะหนักหนาเสียแล้ว

“ท่านมาแล้ว” เสียงเตือนจากต้นห้องทำให้สตรีที่กำลังหารือกันต้องหยุดชะงัก โนรีพยักหน้าเป็นเชิงว่าเธอต้องไปก่อน ปิ่นส่งสัญญาณแบบเดียวกันก่อนจะหันไปเช็ดหน้าเช็ดตาเพื่อให้สวยพร้อมต้อนรับแขก

โนรีมุดช่องประตูเล็กด้านในสุดออกมา พบกับช่องทางแคบเล็ก หญิงสาวปัดหยากไย่ที่ติดตัวก่อนจะใช้ผ้าคลุมหน้าให้มิดชิด แล้วค่อยๆ ลอบเดินอย่างรวดเร็วไปทางท่าน้ำด้านหลังที่เจ้าจั่นรอเธออยู่

ที่โรงชำเราบุรุษเหล่านี้ใครก็ต่างคิดว่ามันคงเป็นอันตรายกับหญิงสาวที่ไม่ใช่โสเภณี ผู้หญิงส่วนใหญ่จะกลัวไม่กล้าแม้จะเฉียดใกล้ ทว่าโนรีกลับรู้จุดที่ปลอดภัย และทางหนีทีไล่ในนี้เป็นอย่างดี เพราะตนมักแอบมาส่งข่าว แรกเริ่มโนรีเพียงต้องการมาสืบหาที่มาของตน

เริ่มจากให้เด็กขอทานเพื่อนๆ ของจั่นเป็นสายให้ก่อน แต่หลังๆ ก็มีการส่งเพลงยาว และส่งข่าวของหญิงสาวในนี้ให้ญาติๆ ได้รู้ความเป็นไปด้วย โนรีเองก็สะดวกใจที่จะมาด้วยตนเองเพราะสาวๆ ที่นี่ยินดีอำนวยความสะดวกเป็นที่ยิ่ง

อย่างก่อนจะไปพบปิ่น เธอก็ตรวจสอบข่าวของพระฤทธิรงค์รณยุทธ์เป็นที่เรียบร้อย พบว่าเขามาเที่ยวที่นี่เสมอ อีกทั้งยังโหดร้ายกับนางโลมยิ่ง เห็นทีว่าที่คนเข้าใจว่าเขาออกปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดคงจะเป็นการปฏิบัติงานที่นี่กระมัง

…แม้จะยังไม่เคยเจอหน้าค่าตา ทว่าข้อเท็จจริงก็พิสูจน์ได้ว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็นสามีของใคร โนรีก็หวังใจให้ยายยกเลิกงานนี้เสีย

“อุ๊ย ท่าน อย่าสิเจ้าคะ”

เสียงครางกระเส่าของหญิงชายไม่ได้ทำให้โนรีรู้สึกกระดากอายแต่อย่างใด แม้ว่าตนเองจะยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยต้องมือชายใดก็ตาม กรรมวิธีเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ที่ล้วนต้องการสืบพันธุ์ แต่ที่น่าขันคือมนุษย์ผู้กล่าวว่าตนเป็นสัตว์ประเสริฐกลับใช้สิ่งนี้หาประโยชน์เข้าตัวโดยการขายสิ่งนี้ล่อใจชาย

…แต่เห็นทีเธอคงไม่มีอารมณ์ในด้านนี้กับเขา หญิงสาวจะไม่แปลกใจเลยหากตนจะขึ้นคานไปจริงๆ

โนรีคิดอย่างขันๆ พลางเร่งฝีเท้าออกไป ด้วยทราบดีว่าที่แห่งนี้ มาเร็วต้องไปเร็วไม่ควรจะรั้งรออยู่นานเกินไป

 

อ๊ะยังไม่ทันเดินพ้นเขตห้องชำเรา ม่านแดงของห้องหนึ่งก็พลิ้วไหว ปรากฏมือและแขนแข็งแรงฉุดดึงโนรีที่มัวแต่รีบเดินและไม่ทันระวังเข้าห้องไปด้วยกัน

โนรีคิดอยู่เสมอว่าตนเก่งกล้ากว่าหญิงสยามคนอื่น คิดเสมอว่าโรงชำเราบุรุษไม่ใช่สถานที่น่ากลัว เพราะห้องด้านในเป็นสถานที่ซึ่งชายหญิงที่ตกลงกันได้จะมาใช้บริการ ไม่คิดเลยว่าตนจะได้มาอยู่ในห้องนี้กับบุรุษผู้ไม่รู้ที่มาที่ไป

“แม่อย่าดิ้นสิ” เสียงเฉียบขาดที่เหมือนเคยได้ยินมาก่อนสั่งแผ่วเบาอย่างไม่ต้องการให้ใครได้ยิน โนรีทำตัวนิ่งคล้ายยินยอมคล้อยตามแต่โดยดี จนมือหนานั้นคลายปราการที่ขังหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนของตนออก

“ไม่ดิ้นกับพ่อเอ็งน่ะสิ” เมื่อเขาคลายความระวัง โนรีก็ฉวยจังหวะใช้นิ้วจิ้มตาชายคนนั้น ก่อนออกวิ่งสุดชีวิต

หญิงสาวเกือบออกมาพ้นประตูแล้วเชียวทว่าชายหนุ่มในห้องเร็วกว่ากอปรด้วยกำลังที่มากอย่างผู้ที่ฝึกฝีมืออยู่เสมอทำให้เขาคว้าเอวแบบบางเหวี่ยงร่างโนรีลงกับเตียง เหวี่ยงผ้าคลุมให้เกิดกระแสลมดับตะเกียงก่อนจะทิ้งร่างลงมาทาบทับ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่หญิงสาวไม่เคยพบเห็นว่าใครจะจัดการสิ่งใดได้เร็วขนาดนี้มาก่อน

“ชะ ช่วยดะ…” ก่อนจะได้แหกปากสมใจริมฝีปากของหญิงสาวก็ถูกประกบปิดไว้อย่างแนบแน่น แรงอัน น้อยนิดของโนรีไม่อาจต้านทานแรงดั่งพญาช้างสาร ร่างบางตกอยู่ใต้อาณัติของร่างแกร่งกำยำอย่างสมบูรณ์

Don`t copy text!