ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 2 : ความฝัน…แค่เอื้อม?

ตราบหัวใจไม่แพ้ บทที่ 2 : ความฝัน…แค่เอื้อม?

โดย : พรรณสิริ

ตราบหัวใจไม่แพ้ นวนิยายจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย พรรณสิริ แม้สังเวียนแห่งการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่องอาจก็ไม่เคยหวั่น หากเมื่อเป็นสังเวียนหัวใจกลับยิ่งยากกว่า ระหว่าง ‘รุ้ง’ ดอกฟ้าที่ทุกคนหมายปอง กับ ‘หลี’ เด็กสาวธรรมดาที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาไปไหน ใครคือคนที่ใช่…นิยายออนไลน์ที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

แม้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่การซ้อมในค่ายเกียรติประชาดำเนินไปอย่างเข้มข้นไม่ต่างจากปกติ องอาจออกวิ่งตั้งแต่เช้ามืด แวะช่วยหลีเก็บร้าน กินข้าวเช้ากับย่าเสร็จก็รีบกลับค่าย

หลังอุ่นเครื่องช่วงสั้นๆ นั่งพักคุยเล่นกับนักมวยรุ่นเด็กพอให้หายเหนื่อย ก็ถูกพี่เลี้ยงลากขึ้นเวทีซ้อมปล้ำอยู่นานจนกล้ามเนื้อเต้นระริกไปทั่วทุกอณู ปิดท้ายด้วยการเตะกระสอบทรายจนแข้งขาเปลี้ย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรมในช่วงเช้า

แทนที่จะพักผ่อน เจ้าตัวกลับลากสายยางจากก๊อกน้ำมาฉีดล้างรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ขัดถูซี่ล้ออย่างตั้งอกตั้งใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อคิดถึงช่วงเวลาที่ได้โฉบเฉี่ยวอวดโฉมทั้งรถและรุ้งซึ่งนั่งซ้อนท้ายไปทั่วเมือง

อดีตตำรวจเกษียณอายุราชการกอดอกยืนมองดูนักมวยที่ดูแลมาตั้งแต่เก้าขวบอย่างชั่งใจ องอาจมีแววว่ากำลังจะขึ้นมาเป็นนักมวยดาวรุ่ง หากไม่เพริดไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียก่อน

“เงินค่าชกที่ได้มาตอนเดินสาย เอ็งให้ย่าแล้วหรือยัง หรือเอาไปซื้อรถหมด”

“แบ่งเรียบร้อยแล้วละน่า ไม่อย่างนั้นฉันไม่กล้าดาวน์มอเตอร์ไซค์หรอก กลัวลุงด่า” เจ้าตัวทำเป็นพูดเล่นติดตลก ทั้งที่แอบเสียวสันหลังวาบอยู่

“โรงเรียนอยู่ใกล้แค่นี้ นั่งรถสองแถวไปก็ได้ จะขี่มอเตอร์ไซค์ให้เปลืองเงินโดยใช่เหตุทำไม”

“แหม มันเป็นความใฝ่ฝันของฉันตั้งแต่เด็ก ลุงก็รู้ไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงคนอายุน้อยเริ่มรวน เมื่อรู้สึกได้ว่าจ่าประชาไม่ใคร่ชอบใจที่เขาตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์

องอาจเข้าสู่วัยที่อยากเป็นตัวของตัวเอง การซ้อมมวยอย่างเคร่งครัดตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่มีเวลาเที่ยวเล่นสนุกสนานเหมือนเด็กทั่วไป จึงหงุดหงิดง่ายเวลาที่รู้สึกว่าถูกบังคับ

“จะซื้ออะไร ข้าไม่ว่า มันเป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของเอ็ง แต่แบ่งเวลาให้ดี ไม่ใช่มีมอเตอร์ไซค์แล้วก็เที่ยวเล่นควงสาวไปทั่ว กินเวลาซ้อม” น้ำเสียงของผู้สูงวัยอ่อนลง

“หมาตัวไหนมันปากมอมคาบข่าวมาฟ้องลุง” เจ้าตัวตะโกนเสียงดัง หันมองคู่ปรับอย่างนักมวยรุ่นพี่ซึ่งกำลังกระโดดเชือกอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าท้าทาย

“มึงจ้องหน้ากูแบบนี้ จะหาว่ากูสาระแนใช่ไหม” คนรูปร่างล่ำสัน เนื้อตัวเต็มไปด้วยมัดกล้าม ขว้างเชือกในมือลง ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับองอาจอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมเช่นกัน

“หยุดเลย กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ เสือกกัดกันเหมือนหมา ไอ้ธี โดดเชือกเสร็จแล้ว ไปลงนวมต่อ” จ่าประชาสั่งพลางส่งสายตากำราบยอดนักมวยของค่าย ก่อนหันไปตะโกนเรียกพี่เลี้ยง “ส่ง มาเอาไอ้ธีไปซ้อมล่อเป้าหน่อย”

พี่เลี้ยงผิวเข้ม ลงพุงนิดๆ เดินอาดๆ เข้ามา ใช้เป้าในมือสะกิดไหล่หนาของสุธี “ไปกับข้าดีกว่า ขืนเอ็งยังอยู่แถวนี้ เดี๋ยวใครเขาจะหาว่ารังแกเด็กนะเว้ย”

สุธีมีสีหน้าฮึดฮัด จ้องนักมวยรุ่นน้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ก็ยอมเดินตามพี่เลี้ยงไปโดยดี

จ่าประชาถอนหายใจออกมาเบาๆ ช่วงสองสามปีหลัง แรงกระเพื่อมในค่ายเกิดขึ้นเป็นระยะ เมื่อองอาจมีท่าทีจะขึ้นมาเทียบรัศมีสุธี เจ้าของฉายา ‘แข้งสะท้านโลกันตร์’ ยิ่งตอนนี้ทั้งคู่กำลังแย่งกันจีบสาวคนเดียวกัน ยิ่งเข้าหน้ากันไม่ติด แค่เดินสวนก็แทบจะวางมวยกันแล้ว

รายได้ที่นำมาหล่อเลี้ยงค่ายขึ้นอยู่กับผลงานของนักมวย ถ้าหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งได้ จ่าประชาก็ไม่อยากให้นักมวยเบอร์หนึ่งของค่ายต้องขุ่นข้องหมองใจ

ค่ายมวยเกียรติประชาแทบไม่ต่างจากสถานสงเคราะห์เด็กชายขนาดย่อมๆ จ่าประชายื่นมือช่วยเหลือเด็กที่ถูกทิ้งขว้างเนื่องจากพ่อแม่ต้องดิ้นรนทำมาหากิน ด้วยการชักชวนให้มาฝึกมวยแลกกับการเลี้ยงดูและส่งเสียให้เรียนหนังสือ หวังให้ห่างไกลจากอาชญากรรมและยาเสพติด สถานะทางการเงินของค่ายจึงไม่ใคร่ดีนัก เพราะมีนักมวยรุ่นเด็กมากกว่านักมวยที่ใช้งานได้จริง

“เดือนหน้าข้าจะพาเอ็งไปโคราช ชกเป็นคู่เอกของงาน ต้องตั้งใจเต็มที่นะ ถ้าชนะ นัดต่อไปจะได้เข้ากรุงเทพ ไม่ต้องตระเวนชกต่างจังหวัดแล้ว”

“ไม่ได้หลอกฉันเล่นใช่ไหม ลุง ถ้าเข้ากรุงเทพ หมายความว่าฉันจะได้ขึ้นเวทีมวยสี่มุมเมือง ได้ออกทีวีน่ะสิ” เจ้าตัวดีใจกระโดดตัวลอย

การได้ขึ้นชกในเวทีใหญ่ๆ ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศเป็นความฝันของเขา นอกจากจะได้ค่าตัวเพิ่ม ยังถือเป็นหน้าเป็นตาเอาไปอวดเพื่อนฝูงได้อีกต่างหาก แน่นอนว่ารุ้งย่อมพอใจที่ได้คบหากับคนดังของโรงเรียน

“รู้แล้วก็อย่าเหยาะแหยะ มอเตอร์ไซค์น่ะ ข้าอนุญาตให้ขี่ได้หลังซ้อมเสร็จเท่านั้น อย่าให้ใครมาฟ้องอีกว่าโดดซ้อมพาสาวไปเที่ยว ไม่อย่างนั้นข้าจะริบกุญแจรถและฟ้องย่าเอ็งด้วย คราวนี้ละไม่ต้องขี่ไปอีกนานเลย”

“โอ๊ย ลุง ตารางซ้อมแน่นจนแทบกระดิกไปไหนไม่ได้ ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปซิ่ง อย่างดีก็แค่ขี่ไปหาอะไรกินแถวตลาดโต้รุ่งช่วงหัวค่ำเท่านั้นแหละ” เจ้าตัวโอดครวญ เหมือนงูแพ้เชือกกล้วย พอจ่าประชาขู่ว่าจะฟ้องย่า องอาจก็ไม่กล้าหืออีก

ย่ากับลุงจ่าเหมือนคู่หูเล่นไม้กระดก ในขณะที่ลุงจ่าเข้มงวด ย่ากลับตามใจ องอาจอยากได้อะไร ย่าไม่เคยขัดถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ขอเพียงเขาตั้งหน้าตั้งตาซ้อมมวยและเรียนหนังสือ

สมัยมัธยมต้น องอาจเคยโดดเรียนหนีไปตีสนุกเกอร์กับเพื่อนแล้วถูกสารวัตรนักเรียนจับได้ ย่าซึ่งต้องถ่อไปถึงโรงเรียนในฐานะผู้ปกครอง นั่งคอตกให้ครูฝ่ายปกครองตำหนิ

‘ครู ถ้าจะด่าก็ด่าผม ย่าไม่เกี่ยว’ องอาจฮึดฮัดเมื่อย่าถูกตำหนิว่าไม่ดูแลหลานให้ดี

‘เอ้ นั่งลง อย่าเถียงครู’

ย่าฉุดข้อมือเขา น้ำตาคลอเบ้าสบสายตาแข็งกร้าวของหลานชาย ไม่ดุด่าว่ากล่าวเขาต่อหน้าครูสักคำ

เมื่อกลับถึงห้องเช่า ย่าคดข้าวจากหม้อ เจียวไข่และอุ่นห่อหมกที่ขายไม่หมดเพราะต้องรีบแจ้นไปโรงเรียนเสียก่อนให้กิน อบรมเขาเสียงเรียบ

‘ข้าไม่อยากให้เอ็งเป็นเหมือนพ่อ ชกมวยเก่งแต่หนังสือหนังหาไม่เอาเลย พอเกิดเหตุไม่คาดฝัน ชกมวยไม่ได้อีก ความรู้สักกระผีกก็ไม่มีติดตัว ทำอย่างอื่นไม่เป็นต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง’

องอาจกลืนข้าวลงคอพร้อมน้ำตา สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำให้ย่าต้องร้องไห้อีก

 

ตลาดโต้รุ่งหน้าศาลากลางจังหวัดคึกคักตั้งแต่หัวค่ำ รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่โฉบเข้ามาเสียบจอดในช่องที่ว่างอยู่พอดี

หญิงสาวที่คร่อมอยู่บนอาน เหวี่ยงขาเรียวยาวลงมายืนข้างๆ รถ ถอดหมวกกันน็อกออกด้วยท่าทีกระบึงกระบอน

“อุตส่าห์แต่งตัวเสียดิบดี จะหาอะไรกินแถวนี้จริงๆ หรือ”

“เราแวะมาหาหลีแป๊บเดียว รุ้งเดินเล่นเพลินๆ รอประเดี๋ยวนะ หรือว่าจะไปด้วยกัน”

เมื่อได้ครอบครองมอเตอร์ไซค์ในฝัน กิจวัตรประจำวันของเขาเปลี่ยนแปลงไป หลังซ้อมวิ่งเสร็จ เขาบิดรถไปรับหญิงสาวในดวงใจไปโรงเรียนด้วยกัน ส่วนช่วงเย็น หลังส่งเธอที่โรงเรียนกวดวิชาแล้ว ต้องตะลีตะลานกลับไปซ้อมมวยต่อ เสร็จแล้วก็รีบบึ่งกลับไปรับ เที่ยวเล่นหาอะไรกินยามดึกก่อนกลับเข้าค่าย องอาจจึงใช้เวลากับหลีน้อยลงไปโดยปริยาย

“เดี๋ยวรุ้งเดินไปดูเสื้อผ้าทางโน้นนะ คุยกับหลีเสร็จ เอ้เดินไปตามก็แล้วกัน”

องอาจมองตามหลังรุ้งที่แยกออกไปอีกทาง แล้วจึงสาวเท้ามุ่งไปยังรถเข็นขายน้ำเต้าหู้ที่จอดอยู่ไม่ไกล

เตี่ยของหลีกำลังสาละวนกับการทอดปาท่องโก๋ ในขณะที่หลีเองก็ตักน้ำเต้าหู้มือเป็นระวิง พอเงยหน้าขึ้นมายื่นถุงให้ลูกค้าก็สบสายตากับองอาจที่ยืนมองอยู่พอดี แววตาของเธอสว่างวาบขึ้น แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเผลอแสดงความดีใจออกมาเกินไป จึงหุบยิ้มฉับพลัน ปั้นหน้านิ่ง

“แวะมาหาอะไรกินหรือ เอ้”

เสียงทักทายของเธอ ทำให้เตี่ยเงยหน้าขึ้นจากกระทะ

องอาจยกมือไหว้บุพการีของเพื่อนสนิท กวาดสายตามองโต๊ะข้างที่ต่อยื่นจากรถเข็นออกมา มีขนมขบเคี้ยวบรรจุถุงพลาสติกใสหน้าตาน่ากินหลายอย่างรวมถึงห่อหมกซึ่งรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของย่า

“ขายดีไหม ท่าทางยุ่งน่าดู” พูดพลางยื่นถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้าส่งให้

“อะไร” หลีเช็ดไม้เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่ เปิดถุงกระดาษออกดู ดึงกล่องกระดาษหุ้มพลาสติกใสไว้อีกชั้นออกมา “อุ้ย! หูฟังไร้สาย” เจ้าตัวอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น

“ถอยโทรศัพท์ใหม่ทั้งที ก็ควรมีหูฟังดีๆ เอาไว้ใช้คู่กันด้วย” องอาจยิ้มเผล่

เขาซื้อหูฟังนี้จากร้านตัวแทนจำหน่าย ระหว่างพารุ้งไปเลือกซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่

“ขอบใจนะ” หลีหายงอนเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้รับของกำนัลถูกใจ

“เก็บใบรับประกันไว้ด้วย เผื่อเสียจะได้ส่งเคลมศูนย์ได้”​

องอาจดีใจที่เห็นเธอชอบ เขารู้สึกผิดอยู่นิดๆ ที่พักหลังๆ ไม่ค่อยได้ปลีกเวลามาหาเธอ พอจะชวนให้ทดลองซ้อนมอเตอร์ไซค์ หลีกลับปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า

‘ไม่เอา เนื้อหุ้มเหล็กชัดๆ เราไม่กลัวตายหรอกนะ กลัวพิการมากกว่า เดี๋ยวครอบครัวจะเดือดร้อนเอา’

“เดี๋ยวนี้อู้ฟู่นะ อาเอ้ ชกมวยท่าทางจะเงินดี แต่อุตส่าห์เจ็บตัวทั้งทีแล้ว ได้เงินมาก็เก็บเอาไว้บ้าง ไม่ใช่นึกอยากซื้ออะไรก็ซื้อ”

“แหม เตี่ย ก็ไม่ได้ซื้ออะไรพร่ำเพรื่อ หูฟังโทรศัพท์ มันเป็นของจำเป็นต้องใช้ อีกอย่างอันละไม่กี่ร้อยเอง ใช่ไหม เอ้” หลีพยายามแก้ต่างให้เพื่อน

อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าบ้านนี้รักลูกไม่เท่ากัน ข้าวของเครื่องใช้ของน้องชายต้องเป็นของใหม่และดีที่สุดเท่าที่เตี่ยจะมีปัญญาหาให้ ส่วนลูกสาวอย่างเธอนั้นมีอะไรอยู่ก็ใช้ๆ ไป ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องซื้อใหม่ให้สิ้นเปลือง

“ลูกค้ามาแล้ว ขายของๆ มัวแค่คุยเล่นกัน เสียเวลาทำมาหากินหมด”

เหมือนถูกไล่กลายๆ องอาจจำต้องถอยออกจากหน้าร้านเปิดทางให้ลูกค้า “ถ้าอย่างนั้น เราไปก่อนนะ รุ้งรอกินข้าวอยู่”

เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความปีนเกลียวระหว่างพ่อลูก ซึ่งเขาอาจเป็นต้นเหตุ

เตี่ยของหลีดูเหมือนไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขา ทั้งๆ ที่เห็นเขาวิ่งเล่นกับหลีมาตั้งแต่เด็ก องอาจต่อยมวยก็จริงแต่ไม่เคยทำตัวเกกมะเหรกเกเร เที่ยวไล่อัดชาวบ้านเหมือนวัยรุ่นเลวๆ หลังตลาด

คนเราก็แปลก เป็นเพื่อนบ้านกันมานับสิบๆ ปี แทนที่จะเห็นอกเห็นใจคนปากกัดตีนถีบเหมือนกัน กลับมาดูแคลนกันเอง นับประสาอะไรกับคนที่รวยกว่า เขาคงเป็นแค่เศษขี้ดินในสายตาคนเหล่านั้น

จู่ๆ องอาจก็อดที่จะคิดถึงครอบครัวของรุ้งขึ้นมาไม่ได้



Don`t copy text!