รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 3 : ปักใจ

รัก (จัง) ปักใจ บทที่ 3 : ปักใจ

โดย : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

รัก (จัง) ปักใจ นวนิยายรักโรแมนติกเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม ที่นักอ่านรอคอย กับเรื่องวุ่นๆ ของเจ้าคอร์กี้ตัวเปี๊ยกนาม “รักจัง” และ “ปักใจ” ที่ป่วนปั่นอลวนอลเวง พาให้เจ้าของของทั้งสองมาพบกัน ตกหลุมรักกันและเผชิญกับอุปสรรคมากมายด้วยกัน นิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

*****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เมื่อเซ็นสัญญาจ้างเรียบร้อย ปลื้มใจก็ขอเดินดูรอบ ๆ บริเวณ เธออยากทำความคุ้นเคยกับสถานที่ให้มากที่สุด และพรุ่งนี้เธอก็พร้อมจะมาเริ่มงาน

ผู้ที่แนะนำเธอมาที่นี่เป็นสัตว์แพทย์รุ่นพี่…ก็รุ่นเดียวกับพี่รวิพร หรือหมอรวี เจ้าของ ซันนี่ พรีเมียร์ เพ็ดแคร์ นั่นแหละ เมื่อเขามีงานล้นมือทั้งงานสอน งานวิจัย และงานคลีนิกในโรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่อีกแห่งประกอบกับได้ทราบว่าบ้านของปลื้มใจอยู่ในละแวกนี้ การลาออกจากที่เดิมมารับงานประจำเต็มเวลาที่นี่น่าจะเหมาะสมกับเธอ

การทำธุรกิจไม่ง่าย หญิงสาวได้เห็นความกลัดกลุ้มใจในดวงตาของรวิพร จึงตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของรุ่นพี่ผู้เป็นผู้บริหาร

ปลื้มใจรู้ดีว่าเธอคงไม่สามารถทำอย่างรวิพรได้ เรื่องธุรกิจไม่มีอยู่ในสมองเลย และในใจก็มีแต่เพียงความน่ารักน่าสงสารของสรรพสัตว์เท่านั้น บรรดาสรรพสัตว์ที่ไม่สามารถพูดไม่สามารถบอกเราได้ว่าเจ็บตรงไหน ปวดที่ใด

โรงพยาบาลสัตว์แห่งนี้ตั้งมานานกว่าห้าปีแล้ว รวิพรลงทุนกับมันไปมากมาย ที่นี่คืออาคารเดี่ยวรูปสี่เหลี่ยมหน้ากว้างขนาดอาคารพาณิชย์ประมาณสี่ห้อง แต่ลึกกว่ามาก

สถานที่ตั้งถือว่ามีทำเลดีเพราะนอกจากด้านหน้าจะติดกับถนนใหญ่แล้ว ด้านข้างยังเป็นซอยที่จะทะลุออกไปยังถนนอีกด้านได้สะดวก ทั้งยังพอใช้เป็นที่จอดรถลูกค้าหากที่จอดรถด้านหน้าและด้านข้างอาคารเต็มได้อีกด้วย

เมื่อเข้ามาในตัวตึก ชั้นล่างเป็นโถงกว้าง ด้านชิดหัวมุมใช้เป็นส่วนต้อนรับ อีกด้านหนึ่งเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ และลึกเข้าไปคือส่วนขายอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า อาหาร ของเล่นต่าง ๆ นานา น่ารักน่าซื้อราวของใช้เด็กอ่อน

ลึกเข้าไปเป็นห้องตรวจห้าห้อง ทุกห้องมีอุปกรณ์ครบครัน และทุกห้องสามารถเปิดออกไปยังห้องยาและห้องแล็บได้ สุดทางเดินเป็นลิฟท์ตัวเล็ก ๆ สองตัว และด้านในสุดของอาคารเป็นห้องโถงเปิดโล่ง มีสระว่ายน้ำเล็ก ๆ ลึกเพียงประมาณเอว อีกด้านเป็นห้องสำหรับอาบน้ำตัดขน

ชั้นสองเป็นห้องทำงานฝ่ายจัดการ ห้องเอ็กซเรย์ ห้องตรวจ ห้องผ่าตัด ปลื้มใจได้ดูสถานที่ทำงานใหม่ของเธอทั่วทั้งสองชั้นแล้ว จึงขอให้พรรษาซึ่งจะเป็นผู้ช่วยประจำของเธอพาขึ้นไปดูชั้นสาม ชั้นสี่ และดาดฟ้าชั้นห้า

“ชั้นสามเป็นห้องพักสัตว์ป่วยมีทั้งแบบพักเดี่ยวพักรวมค่ะ และเราก็มีห้องให้เจ้าของพักได้ด้วยอีกเก้าห้อง เจ้าของบางคนเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวเหมือนลูกหลาน ไม่ยอมทิ้งไว้ ส่วนชั้นสี่ก็เป็นสต็อกของกับส่วนรับฝากเลี้ยงค่ะ”

แพทหรือพรรษาเป็นสาวน้อยวัยประมาณยี่สิบต้น ๆ น่าจะอ่อนกว่าปลื้มใจสักสองสามปี ท่าทีว่องไวและยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร ทำให้คุณหมอคนใหม่ของที่นี่เบาใจและถูกชะตา เจ้าหล่อนเลือกไม่ใช้ลิฟท์หากเปิดประตูพาขึ้นบันใดไปชั้นสาม

หญิงสาวได้เห็นห้องพักเล็ก ๆ สำหรับสัตว์ป่วยที่พักได้พร้อมเจ้าของ ห้องพักเดี่ยวเฉพาะสำหรับสัตว์ และห้องโถงใหญ่ที่ตั้งกรงรวมกัน ทุกห้องมีระบบระบายอากาศดีเยี่ยม

“ชั้นสี่ก็คล้าย ๆ กันค่ะ” พรรษาว่า รู้สึกสนิทและถูกชะตากับหญิงสาวสูงโปร่ง ดวงตาดำสนิททั้งสุขุมและอ่อนโยนคนนี้ แค่ดูก็รู้ได้ว่า‘หมอปลื้ม’คงทำงานกับผู้ช่วยทุกคนได้อย่างกลมกลืน ไม่เชิดไม่วางตัวว่าเหนือกว่าใคร

เธอพาเดินขึ้นบันไดไปอีกชั้น พาปลื้มใจไปดูห้องเล็ก ๆ ที่จัดไว้สำหรับฝากเลี้ยงพวกหมาใหญ่ และห้องโถงตั้งกรงเรียงรายสำหรับพวกหมาเล็กที่อยู่ในกรงได้

“ทั้งชั้นสามและชั้นสี่ดัดแปลงใช้แทนกันได้ค่ะ ถ้าสัตว์ไข้เยอะก็เอามากั้นส่วนไว้ที่นี่บ้างก็ได้” พรรษาพาเธอเดินลึกเข้าไปถึงด้านในสุดที่เป็นห้องเก็บของขนาดใหญ่ ปลื้มใจเปิดออกดูแล้วบอก

“จัดของไว้เป็นระเบียบหาง่ายดีจังนะคะ…” หญิงสาวสะดุดคำพูดตัวเองเมื่อรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่ตรงมุมห้องด้านในสุด แล้ววินาทีนั้นเองก็มีเสียงเห่าแหลมดังมาจากตรงนั้น…เห่าต่อเนื่องไม่ยอมหยุด

แล้วในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาทั้งชั้นก็ระเบ็งเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงเห่า บรรดาสุนัขที่ฝากไว้ซึ่งเมื่อครู่แค่กระดิกหางรับเธอหรืออย่างมากก็ร้องงื้ด ๆ ต่างพากันตะเบ็งเสียงเห่ารับกันทุกห้อง

ปลื้มใจรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวที่มุมห้องเก็บของนั้นและรู้สึกถึงกระแสใจที่ส่งผ่านดวงตาคู่หนึ่ง…ดวงตาที่มองตรงมาด้วยความตื่นเต้นและการต้องการเรียกร้องความสนใจ อาจกินความไปถึงการร้องขอความช่วยเหลืออย่างสุดจิตสุดใจแม้จะไร้ความหวัง

…ยังมองเห็นอะไรไม่ชัดนัก หากก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่ท้องจนจุก คงเป็นกระแสใจที่ส่งถึงกันก็ได้ที่ทำให้หญิงสาวเดินตรงเข้าไปภายในห้องราวกับตนเองเป็นเศษเหล็กที่ถูกดูดด้วยแม่เหล็กแท่งมหึมา

อึดใจถัดมาพรรษาก็กดเปิดสวิชต์ไฟช่วยเพิ่มความสว่าง ส่องให้เห็นว่าตรงมุมห้องมีกรงกรงหนึ่งตั้งอยู่ และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกรงนั้นกำลังทั้งกระโดด ทั้งหมุนตัว ทั้งเห่าอย่างตื่นเต้นลนลาน

ปลื้มใจทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วเธอก็ได้เห็นร่างเล็ก ๆ สีน้ำตาลแซมขาว หางยาวโค้ง แต่ขาทั้งสี่ข้างสั้นอย่างน่าขัน…หญิงสาวจุ๊ปากเบา ๆ พูดด้วยเสียงอ่อนโยนนุ่มนวลแบบที่ทำให้ทุกคนและทุกตัวสงบลงได้

“ชู่ว์…มาแล้ว มาแล้วจ้ะ ไม่ต้องโดด…อยู่นิ่ง ๆ ให้ดูหน้าหน่อยซิ…”

หญิงสาวได้เห็นลิ้นสีชมพูแลบยาว ได้เห็นเนื้อตัวสั่นและอาการหอบหายใจด้วยความตื่นเต้น ได้เห็นจมูกเล็ก ๆ ดำสนิท ได้เห็นหูขนาดใหญ่ตั้งกางผึ่งราวกับจานดาวเทียม

…และได้เห็นดวงตาสีน้ำตาลใสฉ่ำน้ำ…คงเป็นเพราะแสงสะท้อนจากไฟกลางห้องที่พรรษาเพิ่งกดเปิด ปลื้มใจจึงเห็นเป็นเงารื้นราวกับมีน้ำตาคลอคลองเต็มตา และยังเปี่ยมไปด้วยแววแห่งการโหยหาแกมอ้อนวอน

“หมา…คอร์กี้ของใครคะ”

“ของคุณหมอค่ะ”

“พี่หมอรวีน่ะหรือคะ” ปลื้มใจถามอย่างงงงัน “แล้วทำไมมาอยู่ที่นี่”

“เวลามีคนมามันจะเห่าไม่ยอมหยุด และทำเอาตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในชั้นพลอยเห่าวุ่นวายไปด้วย ก็เลยต้องตัดปัญหา เวลาจะมีคนหรือหมาหน้าใหม่มาก็ต้องเอาเข้ามาเก็บไว้ที่นี่ก่อน”

“แล้วทำไม พี่หมอรวีไม่เอาเขากลับบ้าน…” ปลื้มใจถาม ปวดหนึบไปทั้งใจ นี่คือสิ่งมีชีวิตที่มีหัวจิตหัวใจ ไม่ใช่กล่องกล่องหนึ่งที่จะยกไปเก็บไว้ที่ไหนก็ได้

“ก็…มันไม่ใช่หมาของคุณหมอรวีค่ะ” พรรษาพยายามอธิบาย แต่ยิ่งพูดตัวเองก็ยิ่งสับสน “มันเป็นหมาของโรงพยาบาลค่ะ คือคุณหมอคนก่อนหน้ารับฝากมันไว้ แล้วเจ้าของตัวจริงเขาไม่มารับกลับบ้าน มันก็เลยอยู่ที่นี่เป็นหมาของโรงพยาบาลค่ะ”

คือหมาถูกทิ้ง…คนคิดปวดไปทั้งใจ…คนประเภทไหนหนอจึงทิ้งสิ่งมีชีวิตที่น่ารักน่าสงสารอย่างนี้ได้ ปลื้มใจพูดคุยปลอบโยน สื่อสารด้วยท่าทีและกระแสเสียงกับมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดใจลุกขึ้น

เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที แต่หญิงสาวก็สังเกตเห็นสะโพกที่แบนลีบกว่าที่ควรเป็น…และเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเธอก็รู้สึกถึงขนที่ค่อนข้างมันแต่มีความหยาบกระด้างเป็นปุ่มปมอยู่ทั่วไป

ปลื้มใจรู้สึกถึงความลังเลพะว้าพะวังเมื่อมีความคิดต่าง ๆ นานามากมายผ่านเข้ามาในห้วใจ หากงานก็คืองานเธอไม่อาจก้าวก่ายอะไรที่เกินหน้าที่ และหน้าที่ของเธอในตอนนี้ก็คือทำความรู้จักกับสถานที่ทำงานใหม่ของตนเองให้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุม นี่ยังเหลือดาดฟ้าชั้นห้าที่ที่ยังไม่ได้ขึ้นไปสำรวจ…ปลื้มใจตัดใจ…

ทว่า ในวินาทีที่หญิงสาวลุกขึ้นและเดินผละออกมาหัวใจของเธอก็ปวดหนึบ เป็นการปวดแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสุนัขน้อยแผดเสียงร้องราวกับมีใครเสียบหลาวเข้าไปกลางหัวใจของมัน ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่มันสงบลงได้ด้วยกระแสเสียงของเธอ…สงบลงได้ด้วยการสัมผัสจากนิ้วเล็ก ๆ ที่อบอุ่นของเธอลอดผ่านตาลูกกรงเข้ามาลูบไล้

ร่างเล็ก ๆ ในกรงมุมห้องคร่ำครวญสลับการเห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้ร่างสูงโปร่งที่กำลังเดินออกจากห้องนั้นหวนกลับมา…มันเรียกร้องหาความรัก การสัมผัส และความเอาใจใส่…นี่คือสิ่งที่โหยหามานานตลอดเวลาที่ผ่านไป…นานแค่ไหนเกินปัญญาที่มันรับรู้ได้

ปลื้มใจอยากร้องไห้ อะไรบางอย่างพุ่งเข้าสู่หัวใจของเธอ ปักมั่นลงมาราวเสาเข็มสักต้นตอกตรึงลงบนพื้นดิน…มันมั่นคงยากจะโยกคลอนเสียแล้ว

นี่เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่จู่ ๆ ก็เกิดขึ้น หญิงสาวไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเห็นสัตว์ถูกทิ้ง ไม่เคยเห็นความป่วยไข้…บาดเจ็บ…น่าเวทนา….

ตลอดเวลาที่เรียน เธอต้องศึกษาผ่านซาก บางครั้งจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และตลอดเวลาร่วมสองปีในโรงพยาบาลสัตว์อีกฟากหนึ่งของตัวเมืองที่เคยไปทำงาน ปลื้มใจก็ได้เห็นสัตว์ถูกทิ้ง ถูกทารุณกรรม และเจ็บไข้ได้ป่วยและตายมาแล้วมากมาย

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง หญิงสาวเกือบใจลอยเมื่อเดินตามหลังพรรษาขึ้นบันไดไปยังชั้นห้าซึ่งเป็นดาดฟ้า เธอดูบริเวณกว้างขวางที่จัดแบ่งไว้ด้วยรั้วตาข่าย มีหลายขนาดหลายส่วนด้วยกัน ทั้งใหญ่ กลางและเล็ก

ส่วนที่ใหญ่และกว้างหน่อยก็สำหรับสุนัขขนาดใหญ่ได้วิ่งเล่นตามใจชอบ กับพื้นที่ที่เป็นส่วนรวมใช้ร่วมกันได้ ส่วนที่เหลือก็กันไว้เป็นพื้นที่สำหรับหมาขนาดเล็กและขนาดกลาง ชั้นดาดฟ้านี้เป็นส่วนที่สร้างขึ้นมาให้เจ้าของหรือเจ้าหน้าที่ได้พาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นผ่อนคลายสูดอากาศใต้ท้องฟ้ากว้างโดยไม่รบกวนกัน ทุกส่วนมีพื้นที่ขับถ่าย มีต้นไม้ใบหญ้า สวนหย่อม เก้าอี้ โขดหิน และชิงช้าให้ความรู้สึกรื่นรมย์

ตลอดเวลานั้นปลื้มใจ‘ดู’แต่มิได้‘เห็น’เลย

หญิงสาวมองเห็นแต่ร่างเล็ก ๆ สีน้ำตาลแซมขาวมีแขนขาสั้นป้อมหางยาวโค้งที่กระโดดโลดเต้นหมุนตัวอยู่ในกรง เห็นหูที่ตั้งผึ่ง เห็นลิ้นสีชมพูที่แลบยาว เห็นจมูกเล็ก ๆ สีดำที่หอบหายใจเร็วแรงด้วยความตื่นเต้น และที่สำคัญเธอมองเห็นแต่ดวงตาสีน้ำตาลใสฉ่ำน้ำ มันเปี่ยมไปด้วยความว้าเหว่ ความโหยหาอาวรณ์ และการร้องขอความช่วยเหลือ

สุนัขทุกตัวล้วนต้องการบ้าน ต้องการเจ้าของ ต้องการความรัก…ต้องการที่จะมอบชีวิตทั้งชีวิตให้ใครสักคน…ดวงตาของมัน ความในใจของมัน พุ่งเข้ามาปักใจเธอแรงและเร็วราวกับลูกธนู ปลื้มใจตัดสินใจในวินาทีนั้น

เธอไม่กดลิฟต์ตรงไปยังชั้นล่างสุดเพื่อเดินทางกลับบ้าน กลับกดลิฟต์ไปเพียงแค่ชั้นสองเพื่อขอพบรวิพร อีกครั้ง

“พี่หมอรวีคะ ปลื้มอยากถามเรื่องหมาที่อยู่ในห้องเก็บของ”

“ร็อคโคน่ะหรือ” รวิพรเงยหน้าจากตารางตัวเลขผลการประกอบการของโรงพยาบาลขึ้นมาถาม สีหน้าของเธอยังงง  ๆ เหมือนกับยังไม่สามารถถอดจิตกลับมาจากความหมกมุ่นในตัวเลขตรงหน้าได้

“ใช่ค่ะ คอร์กี้สีส้ม พี่จะเอามันกลับบ้านไหมคะ”

“โอ๊ย! ไม่เอาหรอก ให้มันอยู่ที่นี่แหละ ช่วย ๆ กันเลี้ยงไป” ผู้พูดคงอยากบ่นอยากระบายกับใครสักคนเหมือนกัน เธอจึงพูดพรั่งพรู

“หมอกันต์น่ะซิ รับฝากมันไว้ เจ้าของเอามาทำหมัน ให้ค่าฝากเอาไว้สามเดือนแล้วก็ไม่มารับกลับ หมอกันต์ก็ลาออกไปเรียนต่อ มันก็เลยอยู่ที่นี่ ทุกคนก็ช่วย ๆ กันเลี้ยงไป”

“ปลื้มขอกลับบ้านเอาไปเลี้ยงนะคะ แต่ก็ไม่ยึดเอาไว้เลยหรอกค่ะ เอาไปเลยทุกคนคงคิดถึง ปลื้มจะให้เขามาอยู่ที่นี่ด้วย มาและกลับพร้อม ๆ กันค่ะ”

เธอไม่ทันได้สังเกตว่าผู้ฟังทำหน้างง ๆ …ทุกคนคงคิดถึงหรือ? อาจเป็นไปได้สำหรับพรรษาที่มักจะรับหน้าที่เป็นคนให้อาหาร และนำตัวออกมาอาบน้ำ วิ่งเล่นที่ดาดฟ้านาน ๆ ครั้ง

หมอบางคนที่นี่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีมันอยู่ในโรงพยาบาลนี้ ส่วนตัวรวิพรเองนานครั้งเธอจึงจะสมองว่างพอให้นึกขึ้นมาได้ว่าบนชั้นสี่ของตึกหลังนี้มีสุนัขน้อยไร้เจ้าของอยู่หนึ่งตัว

“หมอปลื้มเอาไปเลี้ยงได้เลยค่ะ จะทำยังไงก็แล้วแต่ใจพี่ไม่ขัดข้อง เอามาเลี้ยงที่นี่ก็ไม่มีปัญหาอะไร หมาพันธุ์นี้ไม่ก้าวร้าว และมันคุ้น…อยู่มานานจนเป็นหมาของโรงพยาบาล พนักงานน่าจะเคยเห็นมันทุกคน…”

“ปลื้มขอเปลี่ยนชื่อมันด้วยนะคะ” หญิงสาวได้ยินเสียงตนเองพูดก่อนสมองจะสั่งการ “ให้มันชื่อปักใจ…เป็นหมาของปลื้มใจนะคะ”   

 

Don`t copy text!