รสอมฤต บทที่ 43 : พยานสำคัญ

รสอมฤต บทที่ 43 : พยานสำคัญ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

รสอมฤต นวนิยายเรื่องล่าสุดที่ร้อยเรียงเรื่องราวและทุกตัวอักษร โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 นักเขียนอาชีพผู้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการวรรณกรรมและประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี นวนิยายออนไลน์ทรงคุณค่าที่ อ่านเอา อยากให้ผู้รักการอ่าน ได้อ่านออนไลน์

*******************************

ผ่านหลุมบ่อบนถนนซอยไปเพียงไม่ถึงร้อยเมตร ก็พบหมู่บ้านไม่เล็กนักทั้งสองฟาก ท่ามกลางหมู่ไม้ที่ฝนสองสายแรกเคยโปรยลงมาบ้าง จึงเริ่มเขียวสดใสใบสะอาด

ในที่สุด คนขับก็จอดสนิทตรงหน้าบ้านหลังหนึ่งซ้ายมือ คนข้างๆจึงกดกระจกลงยื่นหน้าถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดัง หากก็สุภาพ

“คุณครับ นี่บ้านคุณดุรงค์ใช่ไหมฮะ”

หญิงกลางคนกำลังไกวเปลที่ผูกโยงกับเสาใต้ถุนบ้าน จึงร้องตอบ

“ไม่ใช่จ้ะ…ลูกชายลุงเด่นใช่ไหมจ๊ะ…อยู่ถัดไปอีกสองหลังจ้ะ”

“ขอบคุณครับ” คนถามตอบพลางกดกระจกลง…รถจึงแล่นช้าๆตรงไปจนถึงหลังที่สามข้างหน้า

มีรั้วไม้ขัดแตะไม่สูงนักกั้นไว้พอให้แลเห็นเป็นเขตบ้านที่มีเรือนใต้ถุนสูงหลังใหญ่ แวดล้อมด้วยต้นไม้สูงสองสามต้น ทั้งหน้าบ้านและข้างบ้าน

ดังนั้น คราวนี้ ผู้ที่นั่งข้างคนขับจึงต้องเปิดประตูรถก้าวลงไปยืนหน้าประตูไม้ขัดแตะ ยืดคอขึ้นร้องถามถึงดุรงค์

“ไม่อยู่จ้ะ อยู่กรุงเทพฯนี่จ๊ะ”

“เห็นบอกว่าพ่อเจ็บ มาเยี่ยมพ่อ” คนถามชักจะขึ้นเสียงหงุดหงิด

“ไม่เจ็บจ้ะ”ครั้นแล้วหญิงกลางคนก็เดินออกจากใต้ถุนบ้านที่ตนเองกำลังกวาดพื้นโบกปูนรอบๆแคร่ตัวใหญ่ที่ตั้งไว้ตรงกลาง ใช้เป็นที่นั่งนอน รับแขก และอื่นๆพร้อมด้วยเก้าอี้ไม้แกะลายหลายตัว ถัดจากม้ายาวมีพนัก “เขาแค่ไปธุระค้างสองสามคืน คุณมีอะไรจะติดต่อก็สั่งฉันไว้ได้”

“ไม่มีครับ…พอดีมาธุระแถวนี้ คิดว่าดุรงค์มานี่ก็เลยลองมาแวะดู”

“เขาอยู่กรุงเทพฯจ้ะ นานๆมาที” หญิงกลางคนยืนยัน “ฉันเป็นแม่เขาจ้ะ”

“เขามาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ”

อีกฝ่ายก็เลยทำท่านิ่งนึก

“ก็…ซักสามสี่เดือนได้มั้ง” หากก็บอกกล่าว “คุณมีธุระก็ไปหาเขาที่กรุงเทพฯดีกว่ามังจ๊ะ”

“ครับ…ถ้างั้นผมก็ลาละนะฮะ” พลางยกมือไหว้

เพียงแค่รถคล้อยลับไป นางก็รีบขึ้นบันไดหลังเรือน เปิดประตู…จึงประจันหน้ากับลูกชายผู้เพิ่งลุกจากท่าหมอบอยู่ใต้หน้าต่าง พลางยืดตัวขึ้น

“มันไปแล้ว” นางกระซิบกระซาบ

อีกฝ่ายก็เลยถอนหายใจอย่างโล่งอก หากก็ยังทำท่าเหมือนหมดแรง เลยต้องทรุดตัวลงพิงฝา ขัดสมาธิด้วยสีหน้าอมทุกข์

มาบ้านคราวนี้ มาพร้อมความขุกเข็ญในชีวิตอย่างแท้จริง ทั้งอาลัยในอดีตอันเคยดี รวมทั้งทวีความสลดใจในอนาคตที่เพิ่งอับปาง จึงพลอยสร้างความล่มสลายให้แก่เมียและลูกชายวัยสิบสี่ปี หากก็ยังดีอยู่บ้างที่อำไพศรีมีการงานมั่นคง โดยพลันที่เขาล้มครืนลงไปเพราะ…หนึ่ง ทรยศต่อนาย สอง นอกใจภรรยา สาม มีคดีเสียบติดอยู่กลางหลัง…ด้วยเหตุที่หลงไหลในหญิงนามสว่างสร้อย เป็นพริตตี้อายุน้อยแต่ติดการพนัน ดึงเขาเข้าไปสู่การผันเงินจนผันเพลิน กระทั่งได้แต่เลือดกลับออกมา…ก็ยังอุ่นใจได้ว่าลูกชายคนเดียวคงไม่ถึงกับถูกพ่อแท้ๆของเขาฆ่าจนตายทั้งเป็น

“แต่ก็อย่าไว้ใจนะแม่” เสียงเขาแหบแห้ง แววนัยน์ตาแล้งโรยอย่างคนอดนอน ด้วยว่าคืนที่ผ่านมา เขาได้แต่ถอนสะอื้นจนตัวสั่น

อันความบรรลัยของคนเรา หากหลงเข้าไปจมอยู่ที่นั่นจนร่างกายและหัวใจกลายเป็นทาสมันไปสิ้น ก็ยากจะบินกลับออกมาได้ ไม่ว่าจะหาปีกครุฑาพญาแร้งตนใดมาใส่มาสวม ก็มักจะหลวมไปคับไปอยู่เสมอ

กว่าจะตามด้วยประโยคเครือสั่น ก็ต้องหยุดยั้งกลืนน้ำลาย

“มันอาจกลับมาอีกก็ได้…”

นางบุญเราพยักหน้า

“ใช่…ยังไว้ใจไม่ได้ ว่าแต่ว่า หิวหรือยัง แม่จะได้ไปเอาข้าวมาให้”

“ขออาบน้ำก่อนดีกว่า” ลูกชายพึมพำพลางปาดน้ำที่ซึมออกมาเปียกชื้นนัยน์ตาหลังจากจมอยู่กับความโศกตรมตลอดคืน

เขามาถึงบ้านตั้งแต่วานซืน มารถประจำทางเที่ยวเย็น กะให้ถึงดึก เพื่อว่าจะได้ใช้ความมืดพรางตัวด้วยกลัวคนจะรู้ว่าเขามา แม้บอกนายไว้ว่าจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อ โกหกเขาว่าพ่อป่วยหนัก อาจจะลางานนาน ครั้งแรกนี้ราวสี่ห้าวัน ถ้าค่อยยังชั่วจะรีบกลับ หากนั่นก็เพียงแต่มาเพื่อจะไปต่อไป…พร้อมด้วยเงินสดๆในกระเป๋าเดินทางที่แม้จะพร่องไปมากแล้วด้วยอิทธิฤทธิ์ของตัณหา หากก็ยังเหลือมากพอที่จะแอบให้แม่ไว้ห้าหมื่นบาท แม่รับไปด้วยหน้าตาราวฟ้าสะอาดหลังเมฆหมอก เขาก็เลยบอกแม่ว่า ขอนอนพักสักสองวันแล้วจะกลับ…แต่ห้ามแม่บอกใครว่าเขามา

ในบ้านนี้ เหลือเพียงพ่อแม่กับป้าสะใภ้ที่เคยอยู่สีคิ้ว แต่หลังลุงตาย ป้าสะใภ้ก็เลย้ายมาอยู่ด้วย มาอาศัยหน้าบ้านขายหมูปิ้ง แต่อาทิตย์นี้ หยุดขายสามวันเพื่อไปวัดในเมืองแล้วเลยค้างคืนกับเพื่อน

ดุรงค์ก็เลยจำต้องหาทางขยับขยาย กะว่าจะไปต่อไปในยามดึกวันรุ่งขึ้น

ครู่ต่อมา เขาก็เข้าห้องอาบน้ำที่อยู่ถัดชานเรือนออกไปเรือนใหญ่ปลูกแบบไทยโบราณด้วยเงินน้ำพักน้ำแรงของเขาล้วนๆ ชวนให้ยิ่งตรอมตรมขณะนั่งยองๆรดน้ำลงบนเรือนกาย ด้วยเกรงกลัวไปร้อยแปด กลัวบ้านถัดไปจะได้ยินแม้มีต้นไม้ใหญ่กั้นบัง…แต่ใครจะรู้…ขึ้นชื่อว่า คน มิว่ามีจนยิ่งใหญ่หรือต้อยต่ำ ล้วนแล้วไว้ใจมิได้ว่าจะเก็บงำเรื่องราวใดที่รู้เห็นไว้เพียงลำพัง

เขากำลังขยาดมนุษย์ถึงเพียงนี้

คงจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเกี่ยวร้อยเขาไว้ในลมหายใจทั้งหลับและตื่น นั่นก็คือสว่างสร้อย

แม้ปูนปั้นจะมีเบอร์มือถือพยานสำคัญคือดุรงค์ที่ส่งต่อมาจากพลังและพลแล้วก็ตาม หากยามนี้ก็เงียบสนิทด้วยเจ้าของปิดเครื่องรับ มิอาจติดต่อได้ ต้องรอฟังจากเครือข่ายตำรวจที่ผู้การธนูสั่งให้ติดตามรถสีดำไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเท่านั้น

แต่จนถึงชั่วโมงนี้ยังเงียบกริบ

มีแต่พลบอกมา

“รถดำมันแล่นกลับจากทางไปบ้านดุรงค์แล้วละแก…สงสัยไม่เจอหมอนั่น”

เขาก็เลยนิ่งคิด จึงตอบรุ่นพี่

“ถึงกับค้นบ้านเขาหรือเปล่าล่ะฮะ” ชายหนุ่มเพิ่งพาร้อยรัดกลับมาที่บ้านเจียมจิตเดี๋ยวนี้ จึงมีโอกาสได้นั่งพักพร้อมหญิงสาว

สิบตำรวจตรีแสนสุขกลับมาอยู่โยงเฝ้าทรัพย์สินและควบคุมดูแลเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันพร้อมสิบตำรวจตรีโรมรัน มีเสื้อผ้าติดมาด้วยสำหรับค้างคืน

ก่อนอื่นก็ตรวจตราอย่างละเอียดที่กระดาษอันคาดไว้หน้าห้องของทั้งแม่และลูกซึ่งเมื่อครู่ยิ้มเป็นผู้รายงาน

“ไม่มีใครเข้ามาเลยตั้งแต่คุณไปแล้วน่ะค่ะ…ยิ้มก็เลยปิดบ้านกดล็อกเลย ไม่ออกไปข้างนอเลยเพราะของกินก็มีตุนไว้พอรับทาน”

ตำรวจสองนายมีบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูป ข้าวต้ม โจ๊กเป็นซองๆ ไส้กรอก แฮม ไข่ไก่ โยเกิร์ต ที่พลจ่ายมาให้กับเงินค่าแรงประจำวันซึ่งบริษัทดำดินผู้จ้างพิเศษต้องรับผิดชอบอย่างครบครัน เพื่ออาศัยกันอีกในวันข้างหน้า ช่วยให้ตำรวจผู้น้อยค่อยมีเรี่ยวแรงทำงาน

ยิ้มมาทำที่นอนปูฟูเดี่ยวไว้ที่พื้นเหมือนคืนก่อน

“เผื่อคุณจะมานอนก็ได้นะคะ” แม่บ้านบอกกล่าวกับปูนปั้นอย่างชอบใจอัชฌาสัยของเขา พร้อมกันก็ติดใจหญิงสาวสวยผู้ คงเป็นแฟนกัน จึงกระซิบกระซาบสรวลสันต์กันอยู่ในครัวกับผง

“คงไม่แล้วละยิ้ม” ชายหนุ่มบอกกล่าว “แต่คงมาดูแลทุกวันจนกว่า…จะรู้ว่าใครเอาของไป”

ดูเอาเถิด เขาก็เลยนึกในใจ ยิ้มดูแลบ้านนี้แท้ๆก็ยังไม่รู้เลยว่ามี ห้องลับ อยู่ในบ้าน

วันนี้ ร้อยรัดจึงจะลองถาม

หล่อนจะถามเอง เพราะนึกขึ้นได้เอง รวมทั้งวันนี้พอจะมีเวลา หลังจากได้ข่าวจากพลว่า รถคันดำกลับออกมาจากบ้านดุรงค์เพราะเขาไม่ได้ไปที่นั่น

ตำรวจผู้สะกดรอยตามจะเชื่อหรือไม่ หรือแกล้งเชื่อเพื่อรอโอกาสต่อไป นี่ก็ยังต้องคอยฟังข่าว

แต่หญิงสาวมากับเขา เท่ากับมาเป็นผู้ช่วย จะช่วยชี้ทางอย่างคนช่างสังเกต หรือช่วยวิเคราะห์ข่าวด้วยเหตุและผลอย่างคนไม่เคยรู้หลักการสืบสวนสอบสวน แต่ชวนให้คิดก็ต้องคิด สะกิดตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย เพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยความลับลี้ที่ซ่อนอยู่ ให้ค่อยๆพรูตามกันออกมา ก็สามารถทำได้

ดังนั้น หล่อนจึงเริ่มหาคำตอบจากแม่บ้านเพื่อว่า…จะได้หมดกังขาเป็นเรื่องๆไป

“ตอนที่ฉันเข้าไปดูของที่พวกนั้นรื้อไว้กระจุยกระจาย ก็ได้แต่รู้สึกว่า คุณผู้หญิงของยิ้มนี่ร้วยรวยนะยิ้ม…แต่ทำไมมันไม่เอาของไปยังงงอยู่เหมือนกัน” หญิงสาวใช้คำถามดุ่มเดา…เพื่อว่า…ถ้าไม่ใช่…แม่บ้านผู้คงรู้เรื่องของนายมากเหมือนกันจะได้แย้งขึ้นมา “ยิ้มคิดว่าใครกันนะที่มันบังอาจขนาดนี้…มันเข้ามาในบ้านได้ยังไง…โดยยิ้มกับผงไม่รู้ แปลกใจจริงๆ”



Don`t copy text!