Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 15 : กลับมาแล้ว

Run Away หัวใจไกลรัก 2 บทที่ 15 : กลับมาแล้ว

โดย : ภัสรสา

Run Away หัวใจไกลรัก 2 นิยายออนไลน์ โดย ภัสรสา ที่ อ่านเอา อยากให้คุณอ่านออนไลน์ เรื่องราวย้อนไปในสิบปีก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้อาศิรากับดารัณมีพันธะผูกพันต่อกันตามกฎหมาย ก่อนหญิงสาวจากไปอยู่ต่างแดนไม่เคยหวนกลับมา สิบปีผ่านไป ดารัณกลับมาอีกครั้งพร้อมความจริงอันน่าตกใจ และครั้งนี้ดารัณคนเดิมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

****************************

– 15 –

ดารัณเดินสะโหลสะเหลลงมาข้างล่างในตอนใกล้เที่ยง เห็นศีลนั่งให้นมสิงห์พลางดูทีวีอยู่บนโซฟาจึงเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เอนตัวลงนอนตักศีลไม่สนใจว่าเท้าน้อยๆ ของศตายุจะอยู่ตรงหน้าตนพอดี

“ง่วงก็ไปนอนต่อสิรัณ ไม่ต้องรีบตื่น”

เธอก็ไม่ได้อยากรีบตื่นหรอก แต่… “รัณหิว”

ศีลหัวเราะร่วน หันไปมองทางครัวแล้วค่อยบอกดารัณ “น่าจะใกล้เสร็จแล้วแหละ หลับไปก่อน เดี๋ยวพ่อปลุก”

แต่เหมือนดารัณจะหลับไปก่อนประโยคนั้นของศีลอีก เพราะตอนนี้เจ้าหล่อนเงียบกริบ แต่เงียบได้ครู่เดียวก็ต้องร้องโวยวายเพราะเหมือนศตายุจะคึกกับสัมผัสแผ่วๆ ที่เกิดตรงฝ่าเท้าตนจนดีดขาตัวเองขึ้นลงอย่างนึกสนุก ไม่ดูดนมต่อ แต่เปลี่ยนเป็นหัวเราะ ศีลต้องเอาขวดนมออกด้วยกลัวจะสำลัก รั้งตัวศตายุออกแม้ตอนนี้ดารัณจะลุกขึ้นนั่งจ้องมองศตายุด้วยหน้าตาบูดบึ้งแล้ว

“นิสัยไม่ดี ระราน เกเร เป็นเด็กเป็นเล็กเอาเท้ามาฟาดหน้าผู้ใหญ่… พ่อเราน่ะสอนเก่งนักไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ให้พ่อสอนล่ะเราน่ะ”

ศีลหัวเราะหึ ว่าลูกกระทบพ่อก็ได้ด้วย และไหนๆ ดารัณก็มีแรงพอจะทะเลาะกับเด็กศีลจึงส่งศตายุให้ “เอ้า ดูหลานหน่อย พ่อจะไปช่วยพี่เขาทำกับข้าว จะได้กินเร็วขึ้น”

ดารัณรับมาแล้วก็วางศตายุลงนอนกับโซฟา จับข้อเท้าศตายุไว้ทั้งสองข้างแล้วก้มลงไปเอาหน้าตนถูเท้าเล็กๆ นั้นจนทั่ว ไม่สนใจว่าเจ้าของเท้าจะดีดดิ้นกรี๊ดกร๊าดเสียงดังแค่ไหน พลางบอกไปด้วยเสียงอันคั่งแค้น “เป็นไง อยากเหยียบหน้ากันนักใช่ไหม นี่ไง ให้เหยียบแล้ว ดิ้นหนีทำไม แน่จริงอย่าดิ้นสิ”

ศตายุตอบกลับมาเป็นเสียงหัวเราะผสมเสียงกรี๊ด ก่อนนิ่งไปเหมือนกำลังงงเมื่อดารัณเอาหน้ามาซุกท้องแล้วนิ่งไป เด็กน้อยเลยทั้งเอาสองขาก่ายคอดารัณ สองมือขยำผมอย่างสนุกสนาน เห็นพ่อตนมายืนมองก็ส่งยิ้มหวานให้ ดึงผมดารัณแรงขึ้นอีกตามความคึกที่มากขึ้นจนเจ้าของผมร้องโอยทั้งที่ยังไม่ลืมตา แต่ก็ต้องลืมเมื่อหน้าตัวเองร่วงกระแทกพื้นโซฟา เหลือบตามองจึงรู้ว่าอาศิรามาอุ้มลูกตนไปและมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้ดารัณต้องลุกขึ้นนั่ง จัดเสื้อผ้าจัดผมจัดเผ้าให้เรียบร้อย… ดุอย่างกับซิสเตอร์ในคอนแวนต์

“ง่วงทำไมไม่ไปนอนให้มันดีๆ”

“หิวไงหิว เดี๋ยวอิ่มก็จะขึ้นไปนอนต่อแล้ว”

อาศิราไม่พูดอะไร แต่เห็นผมกระจุกหนึ่งชี้ดีดตัวออกมาจากกลุ่ม รู้ว่าเป็นกระจุกที่ศตายุดึงเมื่อกี้จึงเอื้อมมือไปขยี้เบาๆ เพื่อให้มันกลับไปรวมกับผมเส้นอื่น เอ่ยถาม “เจ็บมากหรือเปล่า เดี๋ยวนี้สิงห์เริ่มแรงเยอะ”

เจ็บเพราะลูกแต่ก็หายเจ็บเพราะพ่อนั่นแหละ แต่ที่พูดออกไปกลับเป็น “ลูกใครก็ไม่รู้ เกเร”

“สิงห์คงรำคาญคนนอนทับ”

อ้าว ความผิดเธอเฉย… นอนท้งนอนทับอะไร กล่าวหา เธอแค่เอาหัวแปะไว้เฉยๆ ถ้าทิ้งน้ำหนักลงไปหมดป่านนี้เด็กนั่นแบนไปแล้ว ดารัณไม่อยากพูดเรื่องนั้นอีก เอ่ยถาม “ข้าวเสร็จหรือยัง”

“เสร็จแล้ว” อาศิราบอกแล้วเดินไปเลย แต่รู้ว่าดารัณเดินตามมาติดๆ ตอนเขาหย่อนลูกลงเก้าอี้กินข้าวสำหรับเด็กดารัณก็นั่งลงบนเก้าอี้ตน หยิบช้อนกับส้อมอยู่ในท่าพร้อมกิน ท่าจะหิวมากจริงๆ

“ตำรวจติดต่อมาบ้างไหมพ่อ” ดารัณเอ่ยถาม หน้าเหี่ยวลงเมื่อศีลปฏิเสธ “ยังเลย แต่เมื่อเช้าสารวัตรโทรมาบอกแล้วว่ากระจายข่าวให้ตำรวจช่วยกันดูแล้ว ถ้าได้เรื่องยังไงจะรีบส่งข่าว”

“กินข้าวกันเถอะ” อาศิราบอกเสียงเรียบ แต่ดารัณกับศีลรู้ว่านั่นเป็นการขอให้หยุดพูดเรื่องนี้ เรื่องที่อาจจะทำให้กินข้าวได้ไม่อร่อยนัก ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของครอบครัวเขาศีลรู้ดี ช่วงเวลากินข้าวบ้านเขาจะไม่พูดเรื่องไม่ดี จะเลี่ยงไปคุยก่อนหรือหลังกินข้าวเท่านั้น

ดังนั้นช่วงเวลากินข้าวจึงเงียบงัน เพราะต่างก็ไม่มีใครอยากคุยเรื่องอื่น มีเพียงศตายุเท่านั้นที่ดูจะร่าเริงกว่าผู้ใหญ่ เอาข้าวตนเข้าปากไปพลาง ส่งเสียงอ้อแอ้ไปพลาง กระทั่งทุกคนรวบช้อน ดารัณจึงถือโอกาสบอก

“รัณรู้เรื่องหมดแล้วนะ เรื่องรันอีกคนน่ะ เมื่อคืนคุยกับพี่วินแล้ว”

อาศิราหันขวับ ถามเสียงเย็น “บอกว่าให้นอนเลยไม่ใช่เหรอ”

ซวยอีกจนได้… ดารัณหันไปเผชิญหน้าอาศิรา โบกมือพร้อมบอก “มา มาเลย จะด่าจะว่าอะไรรัณอีกก็มาเลย พร้อมแล้ว”

“พี่ไม่ถนัดสีซอ”

อุ… ดารัณอ้าปากค้าง มองอาศิราที่ลุกขึ้นยืนเก็บรวบรวมจานชาม ท้ายสุดก็ได้แต่หันไปทางศีล “พ่ออออ”

ศีลลุกขึ้นยืน หันไปอุ้มศตายุแล้วโบกมือเดินห่างไปพลางบอก “เดี๋ยวพ่อจะไปตามผิวมาเก็บ ศิราไปทำงานเถอะลูก”

แล้วเดินออกไปแทนการบอกว่าเรื่องนี้ศีลจะไม่ยุ่ง ดารัณเลยได้แต่นั่งนิ่ง พอเห็นอาศิราจะเอื้อมมาเก็บจานเบื้องหน้าตนก็ผลักให้ห่างจากมือเขา จ้องหน้าอาศิราอย่างอยากรู้ว่าเขาจะด่าอะไรเธออีกไหม เขาด่าด้วยสายตาแล้วเมินเธอไปเพื่อเก็บจานให้เสร็จโดยไม่สนใจคนที่มือไม่พายเอาเท้าราน้ำอีก ดารัณเลยว่าบ้าง

“ว่ารัณเป็นควาย ใจร้ายมากรู้ไหม”

“ใช่” อาศิราตอบกลับทันที “พี่ไม่ควรพูดแบบนั้น”

ดารัณเลยได้ที รีบบอก “ขอโทษน่ะเป็นไหม”

อาศิรายิ้ม “ขอโทษที พี่ไม่ควรเปรียบเรากับควาย… ควายมันพูดรู้เรื่อง จะสอนอะไรก็ฟัง ใช่ไหมล่ะ”

ดารัณยังนั่งกะพริบตาปริบอยู่ตอนเขาเดินห่างไป พอประมวลได้เขาเหมือนจะขอโทษน้องควายมากกว่าเธอ อาศิราก็เดินไปไกลเกินกว่าดารัณจะทำอะไรแล้ว จะให้วิ่งไปท้าต่อยท้าตีกับเขาตอนนี้เธอก็ไม่มีแรงพอหรือถึงมีแรงก็ไม่ทำหรอก… อาศิรายังหงุดหงิดอยู่ คงหงุดหงิดมากขึ้นหลังจากรู้ว่าขนาดทะเลาะกันก่อนนอนเธอก็ยังไม่เชื่อฟังเขา ดังนั้นเธอจะยังไม่สู้เขาตอนนี้ ได้แต่มองตามหลังเขาไปด้วยสายตาหมายมาด

อย่าให้มีโอกาสแล้วกัน เธอซัดเขาไม่ยั้งแน่!

 

ดารัณยังคงติดตามสื่อต่างๆ ที่มักจะลงข่าวคนหายอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะส่งข้อมูลมิรันตาไปให้ช่วยประกาศตามหาหรอกพอรู้ความเป็นมาแล้ว แต่เธอหวังว่าอาจเจอประกาศตามหาญาติของผู้หญิงที่ความจำเสื่อม มิรันตาอาจหลงทางจริงๆ แล้วยิ่งพยายามกลับก็อาจกลายเป็นยิ่งไกลไปเรื่อยๆ สัปดาห์แรกหลังจากมิรันตาหายไปดารัณเปิดดูแทบจะทุกชั่วโมง สัปดาห์ที่สองกลายเป็นทุกสองชั่วโมง สัปดาห์ที่สามก็สักวันละสองครั้ง สัปดาห์ที่สี่วันละครั้งก่อนเริ่มงานในแต่ละวัน เข้าเดือนที่สองสถิตินั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง แค่ความร้อนรนใจของเธอลดลงเรื่อยๆ ยังเป็นห่วงแต่ปลงได้มากขึ้น มองโลกในแง่ดีคืออย่างน้อยก็ยังไม่มีข่าวร้าย…

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ดารัณละสายตาจากคอมพิวเตอร์มามองหน้าจอที่เล็กกว่า พอเห็นว่าเป็นอาศิราโทรมาก็กดรับสาย “ค่ะ”

“เราเคยจัดสถานที่ทำแฟชั่นโชว์เองใช่ไหม”

“ใช่”

“ถ้าไม่ใช่งานแฟชั่นจัดได้หรือเปล่า”

ดารัณนิ่งไป รู้เลยว่าอาศิราถามเพราะอยากได้งานจากเธอแน่เลยตอบไปอย่างเอื้ออาทร “ก็แล้วแต่ว่าเงินถึงไหม”

บอกไปแล้วก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายหัวเราะหึ ตามด้วยการบอกคร่าวๆ

“เพื่อนพี่อยากให้พี่ช่วยจัดสถานที่เพิ่มเติมให้ เขาจะขอแฟนแต่งงาน ไม่รู้ว่ารัณรู้จักไหม เอ็ดดี้กับแลมเบิร์ต”

ดารัณตอบได้ทันที เธอจำผู้ชายทั้งสองคนได้ จำได้ว่าทางรายการให้ซีนเยอะพอๆ กับอาศิรากับผู้หญิงอีกคน “รู้จัก ที่แข่งเชฟออฟเดอะเชฟรุ่นพี่ศิรา สรุปเขารักกันจริงๆ เหรอ”

“ใช่ เอ็ดกับแลมบ์มากินเชฟส์เทเบิลของพี่ทุกปีด้วย พอเขาจะแต่งงานกันเลยอยากทำให้ดี คิดว่าถ้าใช้งานผ้าร่วมด้วยน่าจะโรแมนติกขึ้น เราเคยเห็นบ้านที่ใช้ทำเชฟส์เทเบิลแล้ว”

“เห็นแล้ว”

“พอจะทำได้ไหม”

“ไอเดียอย่างเดียวสามร้อย ให้ช่วยดูตอนผลิตชิ้นงานด้วยห้าร้อย ให้ลงไปดูหน้างานด้วยเจ็ดร้อย”

“บาท? ถูกจัง”

ดารัณส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเธอพูดถึงหน่วยเงินสกุลใดยังมีหน้ามารวน เกลียดเสียงหัวเราะนั่น! “ยูโร!”

“เอาไอเดียมาก่อน ถ้าผ่านถึงได้สามร้อย ไม่ผ่านเอาไปร้อยเดียว”

“โหด”

“อย่างน้อยก็บอกก่อนให้ทำงาน”

ก็จริง… อีกอย่างงานเธอตอนนี้ก็ซาๆ พอมีเวลาว่าง หาเงินกินขนมเล่นก็ดี “งานเมื่อไร”

“มีเวลาเตรียมงานเดือนหนึ่ง”

“ส่งรายละเอียดงานมา”

อีกฝ่ายตอบรับแล้ววางสายไป ไม่นานก็มีเอกสารส่งมาทางโปรแกรมสนทนาออนไลน์ ดารัณเปิดมันออกอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ พอรู้คร่าวๆ ว่าเจ้าของงานอยากได้แนวไหน พอลองนึกๆ พลันเกิดข้อสงสัยจึงส่งข้อความไปถาม

‘อาหารแนวไหน โทนสีเป็นไง’

เขาโทรกลับมา… ดารัณส่ายหน้า อดคิดไม่ได้ว่าบางทีที่อาศิราไม่ชอบเล่นโซเชียลเป็นเพราะไม่ชอบพิมพ์ กดรับสาย ไม่ทันพูดอะไรเขาก็พูดก่อน

“เขารีเควสต์มาเป็นล็อบสเตอร์กับทุเรียน พี่ยังไม่ได้คิดเมนู”

“ฮะ?” ดารัณร้องได้เพียงเท่านั้นกับความไม่เข้ากันของทั้งสองอย่าง แต่… ก็คงไม่แปลกอะไร ทำไมจะมีคนชอบกินทั้งล็อบสเตอร์และทุเรียนไม่ได้เล่า “แล้วพี่ศิราจะประชุมสรุปอาหารได้เมื่อไร”

“ไม่ประชุม ปกติถ้าเป็นเชฟส์เทเบิลพี่คิดเองคนเดียว มีปิ๊งกับเด็กอีกคนมาช่วยตอนลงครัว”

อันนั้นดารัณเพิ่งรู้ แต่เธอรู้ว่าเขาทำเชฟส์เทเบิลเพราะอยากทำ ราคาไม่ถือว่าแพงมากถ้าเทียบกับมาตรฐานเชฟส์เทเบิลที่เธอเคยรู้จัก ยิ่งถ้าเทียบกับความสามารถเขาด้วยแล้วยังบวกเพิ่มได้อีกเท่าตัวด้วยซ้ำ อาศิราคิดเหมาโต๊ะละสองหมื่นบาทสูงสุดแปดที่นั่ง “ทำไม ไม่อยากแบ่งกำไรกับใครเหรอ”

“กำไรจากเชฟส์เทเบิลพี่สมทบกับพ่อให้ทุนค่าเทอมเด็กแถวนี้… ถ้ามันมีกำไร”

“อ้อออ” ดารัณส่งเสียงลากยาว แล้วบอกไป “ไม่ลดให้หรอกนะ ยันราคาเดิม รัณเป็นนักธุรกิจและยังไม่คิดทำซีเอสอาร์ตอนนี้”

พอได้ยินเสียงเขาถอนใจยืดยาว ดารัณก็เบ้ปากอย่างหมั่นไส้แกมขบขัน แอบหัวเราะแบบไม่มีเสียงตอนได้ยินเขาตอบอย่างเหนื่อยหน่าย

“ยังไม่ทันพูดอะไรเลย”

“ก็ดักคอไง”

“คืนนี้พี่จะคิดเมนู สั่งล็อบสเตอร์กับทุเรียนไปแล้วมาถึงเมื่อไรก็ลงครัว คงได้ภาพอาหารให้เรา”

“โอเค แต่ก็คงโทนส้ม เหลืองใช่ไหม”

“เอาที่เราว่าสวย”

“งั้นเราเอาขาวดีกว่า” พูดแล้วก็แอบขำอีกเพราะได้ยินเขาถอนใจดังเฮือกก่อนบอก “พี่ทำงานต่อ แค่นี้นะ”

แล้วเขาก็วางสายไป ดารัณส่ายหน้าไปมาอย่างขบขัน ไล่เปิดอ่านอีเมลแจ้งช่วงเวลาที่ทางคู่ค้าส่งข่าวว่าจะจัดส่งเสริมการขาย มีจดหมายตอบรับว่าเธอต้องการเข้าร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเข้าร่วมรายได้ต่อชิ้นเธอจะลดลงแต่รายได้โดยรวมมีสิทธิ์เพิ่มขึ้นเพราะปริมาณการซื้อที่เพิ่มขึ้นจากส่วนลดหรือของแถมที่ล่อใจ อ่านเรียบร้อยแล้วไปเปิดหน้าต่างสนทนาคุยกับศราวินที่พิมพ์ข้อความทิ้งไว้แล้วว่าควรเข้าร่วม เธอจึงพิมพ์ตอบไปว่าเห็นด้วย

พอนั่งว่างๆ ดารัณก็หยิบโทรศัพท์มาพิมพ์ข้อความถึงอาศิรา ‘สั่งล็อบสเตอร์ไปกี่ตัว’

‘รอบเทสต์ สี่’

รอบเทสต์… เออ ก็ถึงว่าทำไมกำไรไม่เหลือ เทสต์อะไรกันหนักขนาดนี้ล่ะคุณเชฟ แต่… ก็น่าจะเป็นลาภปากเธอนะ ‘เผื่อรัณแล้วใช่ไหม’

‘50€’

ดารัณตาลุก หัวเราะขำแล้วพิมพ์กลับไป ‘หักจากค่างานแล้วกัน ทุเรียนคิดไหม’

‘15€’

‘งก’

เขาตอบกลับมาเพียง ‘:)’

ยิ้มอะไรยะ! ดารัณไม่พิมพ์ต่อ หันไปสนใจงานในคอมพิวเตอร์ต่อทว่านานๆ ไปชักเริ่มเหม่อเพราะมัวแต่คิดไปไกลว่าจะได้กินเมนูล็อบสเตอร์ใดจากอาศิราบ้าง อย่าว่าแต่ห้าสิบยูโร ร้อยยูโรเธอก็ยอมเพราะอย่างไรเธอก็ยังได้จากเขาอีกสองร้อยยูโรอยู่ดี งานเธอผ่านอยู่แล้ว ดารัณมั่นใจ!

อาศิราเริ่มด้วยล็อบสเตอร์บิสค์เสิร์ฟในถ้วยขนมปัง เป็นเมนูโปรดที่เอ็ดดี้กับแลมเบิร์ตรีเควสต์มาจึงไม่ต้องคิดสิ่งใดเพิ่มมากนัก ซึ่งขนมปังนั้นศีลเป็นคนช่วยทำ แต่เมื่ออบสำเร็จออกมาแล้วอาศิราเป็นคนเจาะตัวขนมปังก้อนใหญ่ให้เป็นถ้วย อันที่จริงดารัณก็มีส่วนช่วยหยิบจับทำโน่นนี่ มีหนีออกไปตอนเดียวคือตอนที่อาศิราผ่าล็อบสเตอร์ที่ยังดิ้นดุกดิกอยู่ เธอขอแค่รับรู้ว่ามันอร่อยแค่ไหน ไม่ขอรับรู้ว่ามันตายอย่างไร

บิสค์ที่เสิร์ฟมาในถ้วยขนมปังมีการใช้ครีมเพื่อตกแต่งด้านบนให้เป็นลวดลายไม่ต่างจากลาเต้อาร์ต วางตรงกลางด้วยเนื้อส่วนก้ามล็อบสเตอร์ที่แกะมาได้รูปทรงสวยงาม นำไปวางบนถาดไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนของขนมปังที่ถูกฝานออกไปนั้น แต่แรกอาศิราคิดจะตัดส่วนแกนออกแล้วนำส่วนด้านบนมาปิดกลับเพื่อให้ดูเป็นถ้วยยิ่งขึ้น แต่เขาตกแต่งหน้าตาบิสค์ไว้สวยงามแล้ว เกรงว่าหากวางฝากลับลงไปจะทำเสียของ ที่สุดจึงตัดสินใจปาดเนยกระเทียมที่ทำไว้แล้วเอาเข้าอบไฟอ่อน วางข้างๆ เป็นขนมปังกระเทียมแผ่นใหญ่ๆ อย่างนั้นโดยไม่หั่นแต่เจาะตรงกลางเป็นรูปหัวใจ นำหัวใจชิ้นเล็กนั้นวางตั้งพิงฐานใหญ่ไว้ให้จานดูน่ารักยิ่งขึ้น

เมนูที่สองอาศิราเลือกทำเป็นล็อบสเตอร์สับหยาบคลุกซอสไข่แดงเสิร์ฟกับข้าวเกรียบผักรวมและผลไม้ ผักที่ใช้ทำข้าวเกรียบนั้นมีผักโขม แคร์รอต หัวหอม มะเขือเทศปั่นรวมกันแล้วนำไปนวดกับแป้งปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล กระเทียม ข้าวเกรียบผลไม้เป็นอะโวคาโดกับทุเรียนซึ่งทำแยก แป้งข้าวเกรียบนี้เตรียมไว้ตั้งแต่วันที่แน่ใจว่าจะทำข้าวเกรียบ ที่ทำตอนนี้จึงเป็นการอบให้ข้าวเกรียบพองตัวเท่านั้น อาศิราจัดข้าวเกรียบลงจานโดยให้ข้าวเกรียบสีเดียวกันเรียงเป็นวงเดียวกัน ซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีวงเล็กลง ลักษณะการวางและสีสันทำให้นึกไปถึงดอกไม้ที่กำลังแย้มบาน วางตรงกลางแทนตำแหน่งเกสรด้วยถ้วยใส่ล็อบสเตอร์ที่คลุกซอสแล้ว

จานหลักของมื้อนี้เป็นล็อบสเตอร์ตัวโตผ่าครึ่งย่างถ่านทาด้วยซอสส้มตำไทยซึ่งให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานเผ็ดปลายลิ้นนิดๆ พอให้คนต่างชาติที่แจ้งมาว่ากินเผ็ดได้บ้างทนได้ โรยด้านหน้าด้วยถั่วลิสงบดหยาบเสิร์ฟพร้อมเส้นมะละกอสับปรุงรสด้วยซอสส้มตำโปะหน้าด้วยโฟมข้าวเหนียวมูนที่ให้รสชาติเค็มๆ มันๆ โดยไม่ลืมโรยถั่วลิสงบดหยาบด้วย มีเครื่องเคียงเป็นทุเรียนทอด

ของหวานอาศิราเล่นคำด้วยการเลือกใช้ขนมล็อบสเตอร์เทล ซึ่งมีลักษณะเป็นแป้งบางๆ ซ้อนกันหลายๆ ชั้นม้วนพันเป็นเกลียวก้นหอยข้างในสอดไส้ครีม โดยตัวไส้อาศิราทำเป็นครีมทุเรียน อาศิราตั้งใจจะทำข้าวเหนียวทุเรียนแถมให้ด้วยเพราะไม่ต้องหาวัตถุดิบเพิ่ม

“รัณชอบสฟอลเยียเตลล่าที่สุดเลย แป้งอร่อยบางกรอบแต่ก็นุ่ม ไส้ครีมทุเรียนนุ่ม แน่น เนียน ละมุนลิ้นมาก กลิ่นก็หอม รสทุเรียนฟุ้งๆ ในปาก”

อาศิราพยักหน้า พูดออกไปเหมือนจะคนละเรื่อง “กำลังจะถามพอดีว่าขนมนี่ที่อิตาลีเรียกอะไร จำไม่ได้แล้ว เรียกแต่ล็อบสเตอร์เทล”

“พ่อชอบบิสค์ที่สุด ไม่ใช่อะไรนะ แก่แล้ว กินง่าย คล่องคอ แต่ถ้าถามว่าเมนูไหนพ่อว้าวสุด พ่อว้าวล็อบสเตอร์ส้มตำ มันมาครบทุกรสเลย ไอ้โฟมข้าวเหนียวมูนนี่อร่อยแล้วก็หอมมาก แล้วถั่วเพิ่มความกรุบๆ ถ้าสมัยฟันดีๆ พ่อคงชอบ”

อาศิรายิ้มขำกับประโยคสุดท้ายของพ่อ หันไปจับมือลูกที่ส่งเสียงพลางโบกมือไม้ไปมาเหมือนอยากจะร่วมคุยกับพวกผู้ใหญ่เขาด้วยทั้งๆ ที่ตัวเองได้กินแค่ข้าวบดคลุกไข่แดงและมีผักให้แทะเล่นเหมือนเดิม ก่อนหันไปทางดารัณ “แล้วเราเป็นไง งานถึงไหน”

“ก็มีออกแบบไว้คร่าวๆ ตอนแรกว่าจะรอดูสีอาหารด้วย แต่อาหารก็มาหลากสีอยู่ดี รัณยึดสีขาวเหมือนเดิมดีกว่า ดูเป็นพวกผ้าซิลค์ผสมออร์แกนดี้ไว้ ผ้าพวกนี้แค่เอามาโรยๆ ไว้ก็สวยแล้ว”

“ผ้าไหมผสมผ้าแก้วใช่ไหม” อาศิราแปลตามภาษาอังกฤษเลย ไม่ว่าดารัณเรื่องพูดไทยคำอังกฤษคำเพราะเข้าใจว่าหญิงสาวพูดด้วยความเคยชินเหมือนที่บางทีเขาก็ไม่รู้จะเรียก Sloted Spoon เป็นภาษาไทยว่าอะไร ทัพพีมีรูจะฟังแปลกหูไปไหม แต่นั่นแหละ ถ้าเป็นอุปกรณ์ทำครัวแค่ชื่อเขาก็นึกหน้าตาออก แต่กับผ้า… “หน้าตาเป็นไง”

ดารัณหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาเปิดเสิร์ชเอนจิ้น พิมพ์คำว่า Silk organdy ลงไปแล้วกดค้นหารูปภาพ จากนั้นก็ยื่นให้อาศิราดู ซึ่งอีกฝ่ายพอเห็นก็พยักหน้ารับ เอ่ยถาม

“คิดว่าใช้ตกแต่งพวกโต๊ะเก้าอี้ได้ไหม”

“ก็ได้หมดแหละถ้าจะทำ… นี่รัณได้สามร้อยยูโรแล้วใช่ไหม”

อาศิราหักค่าอาหารให้ทันที “สองร้อยสามสิบห้า”

ดารัณเลยหันไปฟ้องศีลทันที “พ่อ มื้อนี้พี่ศิราคิดเงินรัณด้วยแหละ”

ศีลหัวเราะ ได้แต่ส่ายหน้า ยังไม่ทันพูดอะไรลูกชายก็บอกมาทันที

“ลูกบอกก่อนกินแล้ว ถ้าไม่อยากจ่ายก็ไม่ควรกิน”

“ไม่ได้ไม่อยากจ่าย รัณแค่บอกพ่อเฉยๆ ว่าพี่ศิราคิดเงินรัณ… แต่ไม่เป็นไร รัณทำงานนี้ได้เงินตั้งสามร้อย กับอาหารฟูลคอร์สมื้อละแค่หกสิบห้ายู จิ๊บมาก เดี๋ยวทิปให้อีกห้ายูยังได้”

“เหลือสองร้อยสามสิบ”

ดารัณถึงกับอึ้ง หันไปมองศีลอีกทีเหมือนจะฟ้อง ที่สุดศีลก็ได้แต่หัวเราะอีกครั้ง เดินไปอุ้มศตายุที่กินเสร็จแล้วมาเข้าสะเอว บ่นพึมพำก่อนพาเดินขึ้นชั้นบนไป

“สิงห์เอ๊ย ไม่รู้ว่าใครงกกว่ากันระหว่างพ่อกับอาสิงห์เนี่ย”

หลังเหลือกันอยู่สองคนและมองหน้ากันอยู่อีกพัก ดารัณก็เอ่ยถาม “จะคิดค่าอะไรอีกไหม”

อาศิราบอกไป “สามร้อยนั่นยังไม่ได้หักภาษี”

ดารัณหน้าบูดสนิท ไม่อยากพูดอะไรอีกแล้วเดี๋ยวเงินจะหายไปอีกเรื่อยๆ อาศิราเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีคำถามแล้วจึงถามแทน

“อีกสามวันส่งร่างแรกทันไหม”

“พรุ่งนี้ก็ได้ถ้าจะเอา”

“ก็ดี”

“งานด่วนจ่ายเพิ่มเจ็ดสิบยู”

ค่าอาหารที่เขาคิดพอดีสินะ… อาศิราเกือบถอนใจ แต่เท่าที่ทำก็เพียงบอกไป “อีกสามวันส่งร่างแรก”

บอกแล้วลุกไปเตรียมของ บิสค์อาศิราทำหม้อค่อนข้างใหญ่ ยังมีให้ทีมเขากินได้อีกคนละถ้วยสองถ้วย ข้าวเกรียบก็ยังมีส่วนที่เหลือทั้งที่ทอดแล้วและยังไม่ได้ทอด เอาไปกินกับซอสส้มตำและโฟมข้าวเหนียวมูนที่มีก็น่าจะอร่อยดี อาศิรารวบรวมข้าวเกรียบ ซอสส้มตำ เอสพูม่าบรรจุโฟมข้าวเหนียวมูนลงกล่องใส่อาหารใบใหญ่ ใช้เชือกพันเกี่ยวฝาหม้อบิสค์ไว้เพื่อกันร่วงหล่นระหว่างทาง หอบกล่องอาหารใบใหญ่ไปวางบนเบาะรถนั่งไฟฟ้า หันมาอีกทีก็เห็นว่าดารัณถือหม้อตามมาให้

“อันนี้ก็จะเอาไปใช่ไหม”

อาศิราพยักหน้ารับ เอ่ยขอบใจแล้วยื่นมือไปเตรียมรับ ดึงมือกลับมาเมื่อดารัณบอก

“เดี๋ยวถือไปส่งให้… เจ็ดสิบยู” และแค่เห็นเขาหรี่ตามองดารัณก็หัวเราะ รีบพูด “ล้อเล่น รัณแค่อยากไปดูว่าวันนี้ทีมพี่ศิราลองทำอะไรใหม่ๆ บ้าง อยากไปชิม”

อาศิราขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับ รอจนดารัณขึ้นมานั่งแล้วจึงออกรถ พลางบอก “วันนี้พี่ให้เด็กๆ เลือกอาหารมาคนละอย่างแล้วดีคอนสตรักต์มัน”

ก็โชคดีที่สายงานแฟชั่นก็มีการใช้วิธีดีคอนสตรักต์เช่นกัน ดารัณจึงเข้าใจ มันคือการจับแต่ละองค์ประกอบแยกออกจากกัน โดยมากทำเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงในสิ่งที่เรานำมาดีคอนสตรักต์ เพื่อที่จะได้สามารถรีคอนสตรักต์สิ่งนั้นไปเป็นหลายๆ อย่างที่หลากหลายขึ้นหรือสร้างสรรค์ขึ้น อาหารก็คงใกล้เคียงกัน แต่… “ไทยคำอังกฤษคำทำไม”

อาศิรานิ่งไป แล้วลองพูดใหม่อีกรอบ “พี่ให้เด็กแยกส่วนประกอบและวิธีทำอาหารแต่ละขั้นตอนออกมา”

ดารัณหัวเราะร่วน “ยาวเนอะ เห็นไหมล่ะ บางทีเราก็ต้องมีทับศัพท์มีไทยคำอังกฤษคำกันบ้าง”

อาศิราไม่เถียง ไม่อยากเถียง ได้แต่บอกไปเผื่อดารัณจะยังไม่รู้ตัว “เรานี่เจ้าคิดเจ้าแค้น”

“ไม่หยุดจนกว่าจะได้แก้แค้นด้วย”

อ้อ รู้ตัว… อาศิราส่ายหน้า บ่ายหน้ารถไปยังลานจอดด้านหลังสำนักงาน ซึ่งเป็นทางเข้าคนละทางกับลูกค้า เข้าไปในส่วนเตรียมอาหารก่อน เห็นปณิธิกำลังชงกาแฟอยู่พอดีจึงบอก

“ปิ๊ง มีล็อบสเตอร์บิสค์ ข้าวเกรียบกับโฟมข้าวเหนียวมูน เอาไว้กินช่วงเบรกตอนบ่ายกัน”

ปณิธิดวงตาแวววาวเมื่อได้ยินของอร่อย รีบเข้าไปรับหม้อจากดารัณนำมาวางบนเคาน์เตอร์ก่อนหันไปบอกอาศิรา “ผมให้เด็กๆ เข้าช้าเพราะไปกินข้าวกันช้านะครับ กว่าจะไปกินกันก็เที่ยงครึ่งแล้ว”

อาศิราหน้านิ่ว “ทำไมกินกันช้า”

ปณิธิยิ้มเจื่อน ทำงานกับอาศิรามานานรู้ว่าค่อนข้างตรงเวลาโดยเฉพาะเรื่องเวลาอาหาร “คุยกันเพลินจริงๆ ครับ รู้ตัวอีกทีคือเที่ยงครึ่งแล้ว พอรู้ก็รีบให้ไปกินข้าวเลย”

อาศิราพยักหน้า เอ่ยถาม “แล้วปิ๊งกินเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

“ครับ รีบกินเพราะกะว่าจะล่วงหน้ามาทำเอกสารสรุปให้พี่ศิราว่าแต่ละคนเลือกอาหารอะไร มีเหตุผลอะไร แล้วก็อยากต่อยอดยังไง”

อาศิราโบกมือ เขาไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องเอกสารระหว่างทางนัก จะจี้เอาจริงๆ ตอนทุกอย่างจบแล้วและต้องการเอกสารสรุปเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนมีความเข้าใจอย่างไร ตกหล่นประเด็นไหนไปบ้างมากกว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ให้เด็กพรีเซนต์ปากเปล่าก่อน… ทางสถานทูตส่งภาพงานกับคลิปมาให้แล้วนะ เดี๋ยวพี่ส่งต่อให้ จะได้ให้นวลเก็บทำเป็นโพรไฟล์”

นวลคือเด็กฝึกงานคนหนึ่งซึ่งนำแนวคิดเรื่องพวงมโหตรกับกระดาษฉลุของเขาไปประยุกต์ โดยทำเป็นโครงสร้างคล้ายกรงสี่เหลี่ยมขนาดจิ๋ว มีเสาตรงกลางหนึ่งต้น โดยมีพวงมโหตรปักอยู่ปลายยอดเสา ร้อยสายรุ้งบิดเกลียวจากพวงมโหตรเข้ากับเสากรงรอบนอกเป็นหลังคา ในกรงจัดเป็นดอกไม้ล้อมเสาตรงกลางไว้ สวย สดใส และยังให้ความรู้สึกสดชื่นจากดอกไม้ อาศิราเห็นแล้วตัดสินใจได้ทันทีว่าจะใช้อันนี้ และทั้งทีมก็มีมติเป็นเอกฉันท์ก่อนที่เขาจะบอกไปอีกว่าเลือกแล้ว

“สรุปวันนี้ไม่ได้ลงครัวกันใช่ไหมคะ” ดารัณถามด้วยหน้าตาที่บอกชัดว่าเสียดาย ปณิธิเลยรู้ว่าดารัณหวังจะได้กินของอร่อยๆ จึงบอกไป “แต่มีข้าวเหนียวทุเรียนนะ”

บอกแล้วปณิธิก็หันไปทางอาศิรา “พอได้ทุเรียนจากพี่ศิรามาเมื่อเช้าก็เกิดศึกเลย คนหนึ่งอยากกินทุเรียนเฉยๆ คนหนึ่งอยากกินข้าวเหนียวทุเรียน คนหนึ่งอยากทำลูกอมกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวทุเรียนเฉือนเมนูอื่นไปหนึ่งแต้ม”

“โห ถ้ารัณอยู่ด้วยจะโหวตลูกอม แต่ข้าวเหนียวทุเรียนก็โอเคค่ะ อยู่ที่ครัวใช่ไหมคะ”

ปณิธิพยักหน้า ก่อนบอก “เดี๋ยวพี่โทรบอกให้เด็กตักมาให้”

ดารัณโบกมือ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวรัณไปเอาแล้วกลับบ้านเลย”

“เอารถไปสิ” อาศิราบอกไปเพราะจากครัวเดินกลับบ้านก็ราวๆ หนึ่งกิโลเมตร ทว่าดารัณส่ายหน้า “ไม่เป็นไร เดินเล่นไปเรื่อยๆ”

ถ้าเจ้าหล่อนว่าแบบนั้นอาศิราก็ไม่อยากขัดศรัทธา แม้ระยะทางไกลพอสมควรแต่ก็จัดว่าเป็นระยะที่เดินได้ ทั้งทางเดินก็ร่มรื่นไม่ได้แห้งแล้งไร้ร่มเงา และอาศิราค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่ไปใช้ชีวิตฟากยุโรปมาแล้วต้องเดินเก่งประมาณหนึ่งเพราะมีสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เดินกว่าเมืองไทย ที่สุดจึงบอกเพียง “ไม่ต้องให้พ่อเห็นนะ วันนี้พ่อกินขนมไปแล้ว ไม่อยากให้กินเพิ่ม”

ดารัณพยักหน้า บอกให้เขาสบายใจ “เดี๋ยวรัณกินที่ครัวเลย”

“เราก็อย่ากินเยอะ”

ดารัณหันขวับ ค้อนควัก เกลียดเวลาที่กำลังจะกินอะไรแล้วมีคนทัก นิสัยไม่ดี ชาติก่อนเป็นจิ้งจกเหรอ “ทำไม รัณกินเยอะแล้วเกี่ยวอะไรกับพี่ศิราด้วย กลัวรัณอ้วนทำบันไดบ้านหักหรือไง”

อาศิรานิ่วหน้า อธิบายอย่างเหนื่อยหน่าย “เมื่อกี้เรากินเยอะมากนะ เยอะกว่าพี่อีก เบรดโบวล์ก้อนเบ้อเริ่มเรากินไปตั้งครึ่ง อันอื่นๆ ก็กินเรียบหมดเหลือแค่เปลือกล็อบสเตอร์ ยังจะต่อด้วยข้าวเหนียวทุเรียนอีก กินเยอะเกินไปจะปวดท้อง”

นั่น… เป็นห่วงหรือด่า แต่ไม่ว่าอย่างไรดารัณก็เถียงไม่ออกเพราะเธอก็กินตามที่เขาว่านั่นแหละ ที่สุดจึงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินหนีไปทางครัวทันที อาศิรามองแล้วก็ได้แต่ถอนใจและส่ายหน้า ส่วนปณิธิหัวเราะ อดบอกไม่ได้

“น้องรัณน่ารักดีนะครับ”

อาศิราหันมองปณิธิ เอ่ยถามทันทีเหมือนคิดไม่ทันด้วยซ้ำว่านั่นควรถามหรือไม่ “ชอบเหรอ”

ส่งผลให้ปณิธิยิ้มเจื่อน ส่ายหน้า “เปล่าครับ คือ ชอบ แต่ไม่ได้ชอบแบบอยากจีบ”

และสิ่งที่ปณิธิคิดต่ออยู่ในใจคือ… ใครจะไปกล้า เล่นถามด้วยน้ำเสียงและสายตาเย็นเยียบแบบนั้น ส่วนอาศิราคล้ายจะได้สติจึงไม่พูดอะไรเรื่องนี้อีก เสไปทำกาแฟของตน เรียบร้อยแล้วก็เดินเคียงกับปณิธิเข้าห้องประชุมเพื่อรอเวลาให้คนอื่นๆ กลับมารวมกลุ่ม

บ่ายโมงตรงเป๊ะทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้า อาศิราให้คนที่พร้อมพูดให้ฟังถึงทางเลือกของตน ให้คำเสนอแนะและชี้ข้อควรระวังไป ขณะที่คนสุดท้ายกำลังลุกขึ้นเตรียมจะพูด เสียงเคาะประตูก็ทำให้ทุกคนหันไปมอง

อาศิราขมวดคิ้วอย่างสงสัยเพราะคนเคาะประตูคือผิว ซึ่งปกติจะไม่กวนเขาเวลาอยู่ในห้องประชุม แต่ดูจากสีหน้าแล้วคิดว่ามีเรื่องด่วน อาศิราจึงรีบลุกไปเปิดประตูแล้วเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นป้าผิว”

“คุณศีลให้ป้ามาตามคุณศิรา”

พ่อ… ทำไมพ่อไม่โทรมา อาศิราเริ่มใจคอไม่ค่อยดี รีบออกมาจากห้องแล้วปิดประตูลงเพื่อไม่ให้คนข้างในได้ยินเสียงสนทนา “พ่อเป็นอะไรหรือเปล่า”

ผิวรีบโบกไม้โบกมือ บอกเสียงเบา “คุณฉัตรมา”

ปริยฉัตร… อาศิราพยักหน้า ท่าทีตกอกตกใจเยือกเย็นลง เอ่ยถาม “พ่อบอกให้ผมรีบไปหรือเปล่า”

ผิวส่ายหน้า “บอกแค่ให้ป้ามาส่งข่าวเฉยๆ”

“โอเค ป้าผิวกลับไปบอกพ่อว่าผมขอยี่สิบนาที” บอกผิวแล้วอาศิราก็เดินกลับเข้าห้อง พยักหน้ากับคนที่ยืนรออยู่พลางบอก “สิบห้านาทีนะ พี่ต้องรีบไป”

อาศิรานั่งฟังการพรีเซนต์อย่างตั้งใจ มีคำแนะนำและข้อควรระวังให้เหมือนเดิม มีเวลาเหลืออีกราวห้านาทีจึงเปิดโอกาสให้คนที่ยังมีคำถามหรือข้อสงสัยพูดคุย พอได้เวลาจึงลุกขึ้นแล้วบอกปณิธิ “ปิ๊งพาน้องๆ ลงครัวเลยก็ได้นะ ตกลงกันดูว่าจะลองทำของใครก่อน เมนูใครก็ให้คนนั้นนำ”

พอปณิธิตอบรับแล้วอาศิราก็รีบเดินไปยังรถนั่งไฟฟ้า ขับรถกลับบ้าน สองวันก่อนเขาโทรหาปริยฉัตรตามกำหนดการที่ตั้งใจไว้ ตอนเขาโทรไปปริยฉัตรไม่พูดไม่ตอบรับสิ่งใด กระทั่งเขาบอกว่าจะทำเอกสารข้อตกลงเรื่องสิทธิเลี้ยงดูของศตายุ ถ้าปริยฉัตรไม่สะดวกให้ส่งที่อยู่มาเพื่อให้เขาส่งเอกสารไปให้เซ็น วันนี้เอกสารนั้นยังไม่เสร็จ อยู่ในขั้นตอนการจัดทำซึ่งวิโรจน์ดูแลอยู่ แต่ปริยฉัตรมาแล้ว อาศิราไม่คิดว่าปริยฉัตรจะมาเพื่อเซ็นเอกสาร เขาไม่คิดว่าจะง่ายแบบนั้นจึงยังไม่โทรเร่งวิโรจน์ให้ทำเอกสารให้เสร็จและให้คนมาส่ง เขาอยากคุยกับปริยฉัตรให้แน่ใจก่อนว่าหญิงสาวต้องการอะไร

อาศิราเห็นดารัณอุ้มศตายุอยู่ในซุ้มการเวกข้างบ้าน ถ้าเป็นดารัณคนเดียวอาศิราอาจขึ้นไปคุยกับปริยฉัตรเลย แต่พอมีศตายุด้วยอาศิราจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา พอดารัณหันมาเห็นก็ยื่นมือไปแล้วออกปาก “เดี๋ยวพี่อุ้มเอง”

ดารัณส่ายหน้า เหลือบไปมองทางระเบียง บอกเสียงเบา “พี่ฉัตรพยายามจะอุ้มสิงห์ตั้งแต่มาถึง สิงห์ให้อุ้มแป๊บเดียวก็ร้องไห้โวยวายหนักมากจนพ่อขอให้รัณพาอุ้มลงมาเดินเล่น… พ่อกับพี่ฉัตรอยู่บนระเบียง พี่ศิราไปคุยให้เสร็จก่อนแล้วกัน”

อาศิราเห็นแล้วว่าลูกตนแม้จะหยุดร้องไห้แล้วแต่ก็ยังมีจังหวะหายใจตัวโยนบ่งบอกว่าเพิ่งหยุดร้องไห้ หน้าตายังแดงก่ำ และตอนนี้ก็เริ่มโผมาทางเขา “ไม่เป็นไร เอามาเถอะ พี่ทิ้งไปตอนนี้ก็ร้องไห้อีก”

“รีบไปคุยดีกว่า รัณจัดการได้ ลูกน่ะปล่อยให้ร้องบ้างก็ได้ อย่าสปอยล์นัก”

อาศิราไม่อยากเถียง จึงรีบบอก “งั้นขึ้นไปเอาเป้อุ้มมาใช้ดีกว่า เดี๋ยวปวดหลัง”

ดารัณบอกทันที น้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด “ไม่ เดี๋ยวสิงห์โอเครัณก็จะพาไปนั่งเล่นหน้าทีวี ไม่อุ้มทั้งวันหรอกน่า ไปคุยเร็วๆ สงสารพ่อ”

นั่นทำให้อาศิรานึกได้ว่าเขาเองก็ทิ้งให้พ่อรับมือปริยฉัตรอยู่นานแล้ว จึงรีบเดินแยกขึ้นบันไดมุ่งหน้าสู่ระเบียง ภาพที่เห็นคือปริยฉัตรนั่งร้องไห้กระซิกๆ มีพ่อเขากึ่งนั่งกึ่งนอนด้วยสีหน้าราวกับคนง่วงนอนแต่นอนไม่ได้ พอเห็นเขาพ่อก็กวักมือเรียกทันที ส่วนปริยฉัตรนั้นถึงกับลุกวิ่งมากอด… อาศิรายืนนิ่งไปเป็นครู่ ที่สุดก็ตบหลังปริยฉัตรสองทีก่อนดันตัวออก บอกเสียงเบา “ไปนั่งคุยกันเถอะ”

ประโยคแรกที่ออกมาจากปากปริยฉัตรหลังนั่งกันเรียบร้อยแล้วคือ…

“ฉัตรยกลูกให้คนอื่นง่ายๆ ไม่ได้นะคะ”

Don`t copy text!