สลักบุหลัน : บทนำ

สลักบุหลัน : บทนำ

โดย : ปองวุฒิ

สลักบุหลัน ผลงานนวนิยายแนวลึกลับเรื่องล่าสุดของ ปองวุฒิ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้อ่าน ‘ อ่านเอา ’ ที่นี่ ที่เดียวได้จบลงแล้ว แต่ปองวุฒิยังใจดีลง 5 ตอนแรกไว้เป็นน้ำจิ้มให้กับผู้อ่าน แต่หากนักอ่านท่านใดอยากได้ไว้ครอบครอง “สลักบุหลัน” วางจำหน่ายแล้วในรูปแบบหนังสือและอีบุ๊ก โดยสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง ที่ www.groovebooks.com

****************************

–  บทนำ –

กลิ่นโสโครกผสานกับกลุ่มควันสีแดงจางๆ ไม่ชวนพิสมัยเลยแม้แต่น้อย กระนั้นสีหน้าของชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อคลุมสีเขียวเข้มเปรอะเปื้อนฝุ่นและดินโคลนกลับไม่แสดงถึงความยี่หระต่อสภาพแวดล้อม ดวงตาส่อแวววิตกมองตรงไปข้างหน้าสลับกับระแวดระวังหลัง กระชับกริชในมือเตรียมพร้อมสำหรับเหตุไม่น่าไว้วางใจ

เขาควรใช้ปืน…ทว่าอาวุธอานุภาพร้ายสำหรับโจมตีในระยะไกลนั้นถูกใช้จนหมดกระสุนไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้จำใจต้องโยนทิ้ง แทนที่จะหอบหิ้วให้เป็นภาระ จึงเหลือเพียงกริชเล่มเดียวติดมือเท่านั้น

ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะต้านทาน ‘สิ่ง’ ที่กำลังไล่ตามได้นานเพียงใด

“คิรินทร์…พี่คิรินทร์”

เสียงพร่าอันคุ้นเคยดังแว่วตามสายลม ร้องเรียกด้วยท่วงทำนองปรารถนาล่อลวงให้เขาไปหา ทำเอาชายหนุ่มขบกรามแน่น คิ้วหนาขมวดชิดแทบติดกันเป็นเส้นเดียว อารมณ์ปั่นป่วน…เช่นเดียวกับจิตใจก่อเกิดความสับสน

หรือเขาควรยอมแพ้ ปล่อยให้เจ้าสิ่งนั้นไล่ล่าเขาสำเร็จ

หนีต่อไปจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อถึงตอนนี้ก็เหนื่อยล้าเต็มที เข้าใกล้ขีดจำกัดแล้ว เขาถามตัวเอง…

มิใช่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือกรรมที่ก่อขึ้นหรอกหรือ เขาสมควรยืดอกรับผลลัพธ์ แทนที่จะคอยหลบลี้เหมือนคนขลาด

ชายหนุ่มหลับตา พลันมีสิ่งที่สร้างความรู้สึกตรงกันข้ามเข้ามาแทรก ภาพใบหน้าหวานและแววตาแฝงความเชื่อมั่นคู่นั้นผุดพรายท่ามกลางความมืดมน เปรียบดั่งตะวันแรงกล้าสาดฉายสลายม่านหมอกแห่งความคลอนแคลนหมดสิ้น

‘ห้ามยอมแพ้นะคะ ฉันเชื่อมั่นในตัวคุณ’ เธอกุมมือ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

‘คุณยังไม่รู้จักผมดีพอ’ เขาส่ายศีรษะ เอ่ยเสียงหม่น ‘ผมอาจไม่ใช่คนดีอย่างที่คุณคิด’

‘ฉันเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น ทุกอย่างที่เราผ่านมาด้วยกันบอกให้รู้ว่าคุณไม่เหมือนคนอื่นๆ คนพวกนั้น…’ เธอหยุดพูด ก้มหน้ามองพื้น ก่อนเงยดวงหน้าหวานจับตามองเขาแน่วแน่ ‘เราจะผ่านเรื่องน่ากลัวพวกนี้ไปด้วยกัน ฉันสัญญาว่าจะไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเลวร้ายสักแค่ไหน คุณเองก็ต้องสัญญาด้วยนะคะว่าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ คิรินทร์’

ตอนนั้นเขาตอบเธอไปว่าอย่างไรกันนะ…

ถึงแม้ไม่อาจจำได้แน่ชัด แต่ภาพเก่าจากอดีตก็ปลุกเร้าให้เขาฮึดขึ้นสู้อีกครั้ง ชายหนุ่มไม่อาจทรยศความเชื่อมั่นที่หญิงสาวผู้นั้นมีให้ได้ เขาจะต้องรอด!

ควันโรยต่ำกระทบท่อนแขนจนปวดแสบปวดร้อน สภาพแวดล้อมรอบตัวที่เขาเผชิญอยู่ยามนี้แย่เหลือเกิน กระทั่งควันที่ลอยเอื่อยในอากาศยังเป็นพิษ เขาไม่เสียเวลาก้มสำรวจเพราะรู้ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหาทางบรรเทามันลงได้ มีแต่จะเจ็บปวดมากขึ้นถ้ายิ่งเอาใจจดจ่อ จึงเพียงดึงแขนเสื้อคลุมให้มิดชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้และทนข่มความเจ็บ มีเพียงหนทางเดียวที่จะหายขาดคือ…ต้องยุติเรื่องทั้งหมด และหนีออกไปจากโลกวิปริตนี้ก่อนจะสาย

แต่จะทำได้ยังไง เขายังไม่รู้แน่ ทุกอย่างที่เคยเผชิญและเคยเรียนรู้มาคล้ายเปลี่ยนแปลงไปหมด แม้กระทั่งสภาพของโลกแห่งนี้ก็ตาม

นี่คือผลกรรม…เสียงหยันดังก้องในหัวอีกหน

เขากัดฟัน ผลักถ้อยคำหยามเหยียดออกห่าง สูดลมหายใจเรียกกำลังกายและใจ ก่อนพุ่งตัวจากที่หลบซ่อน วิ่งฝ่าควันสีเลือดสุดฝีเท้า

ต้องหาทางออกให้เจอ!

ท่ามกลางควันพิษ เขาเหมือนคนตาบอด ได้เพียงมุ่งตรงไปอย่างไร้ทิศทาง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนไปถูกหรือผิดทางกันแน่ ตอนนี้ได้แต่ตั้งความหวังว่าโชคชะตาคงไม่ดึงรั้ง ยอมปล่อยให้เขาได้หวนกลับไปหาเธอคนนั้น

ทว่าเสียงอ้อนวอนในใจกลับไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะเพียงวิ่งไปได้อีกไม่เท่าไร รอบตัวก็ปกคลุมด้วยสีแดง…จากเพียงจางๆ ก็ค่อยเข้มข้น…ท้ายที่สุดก็แดงฉานราวกับจมอยู่ในทะเลโลหิต เหงื่อเม็ดกาฬผุดจากไรผมทั้งที่ไม่ได้ร้อนสักนิด ตรงกันข้ามอากาศค่อนข้างหนาวเย็นผิดธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ

ไม่แปลก…เพราะสถานที่แห่งนี้ห่างไกลจากคำว่า ‘ธรรมชาติ’ คนละขั้ว

ถ้าหากมีสวรรค์อยู่จริง…ที่นี่ก็อาจจะเป็นขุมนรก

ทว่าหากเขากำลังยืนอยู่ในขุมนรกแล้วละก็…สภาพที่เป็นอยู่ยามนี้ก็เลวร้ายกว่ามาก บางครั้งชายหนุ่มก็คิดว่าตัวเองยอมตกนรกในความเชื่อทางศาสนาอย่างที่ผู้คนเชื่อกัน หมกไหม้เสียเลยยังจะดีกว่า!

เสียงเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นสยดสยองยังคงดังก้องจับทิศทางไม่ได้ คิรินทร์คร้านจะคิดเรื่องหลบหลีกให้แนบเนียนเพราะรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ สายตาสอดส่ายมองหาหนทางรอด ในช่วงเวลาที่หัวใจดำดิ่งสู่ห้วงอนธการ พลันแสงสว่างดวงเล็กเพียงริบหรี่ที่มองเห็นไกลออกไปนั้นชวนให้รู้สึกประหนึ่งเห็นแสงจากประภาคารแห่งความหวัง

ชายหนุ่มรวบรวมกำลังวิ่งตรงไปยังแสงนั้น ก่อนต้องใจหายเมื่อพบว่า…อีกไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็จะสัมผัสได้ มันกลับสลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง

เสียงหัวเราะเย้ยหยันกึกก้อง เขาถูกหลอก!

“เป็นไปไม่ได้” เขาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้ากลับกลายเป็นเงามืดขนาดใหญ่ที่สามารถเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตและตั้งท่าเตรียมจับคว้าร่างเขา

คิรินทร์หลับตา ความเหนื่อยล้าผสานกับความสิ้นหวัง ก่อเกิดหินหนักหน่วงถ่วงร่างกายและจิตใจ ไม่มีแรงกำลังฝืนทนได้อีกต่อไป

เขากำลังจะตาย…และไม่มีหนทางหนีรอดได้อีกต่อไปแล้ว

Don`t copy text!