สาป บทที่ 5 : ฝีเท้าในบ้าน

สาป บทที่ 5 : ฝีเท้าในบ้าน

โดย : เยาวเรศ

สาป นวนิยายลึกลับ โดย เยาวเรศ เรื่องราวของสาวไทยที่ต้องไปเผชิญกับความลึกลับในบ้านชนบท ประเทศอังกฤษ โดยมีความรัก…ความแค้น…และความอาฆาตพยาบาทที่มาเดิมพันกับชีวิตของเธอ นิยายออนไลน์จากเว็บไซต์อ่านเอาที่เราอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์อีกเรื่อง

*************************

– 5 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หลังจากได้คุยกับบ๊อบในวันนั้น ไอลดาก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องที่ ‘เขาเล่าว่า’ เกี่ยวกับบ้านหลังนี้เท่านั้น แต่บ๊อบยังให้รายละเอียดของครอบครัวที่เคยทำงานรับใช้ในบ้านของลอร์ดเรย์ลีย์มาหลายชั่วคน และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้หล่อนต้องมานั่งดักรอพบ ‘แหล่งข้อมูล’ ที่มักจะมาปรากฏตัวที่ผับประจำหมู่บ้านในเวลาเย็นๆ อันถือเป็นกิจกรรมที่เขาทำมานานหลายสิบปี

ไอลดารออยู่นานพอสมควร ก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่หล่อนรอคอย หล่อนรู้สึกกระสับกระส่ายด้วยความร้อนใจ ไม่รู้สึกว่าตนเองตกเป็นเป้าสายตาของบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่เฝ้ามองหล่อนอยู่เงียบๆ

หญิงสาวเดินไปสั่งน้ำผลไม้อีกแก้วหนึ่ง จ่ายเงินแล้วก็กลับมานั่งรอที่เดิม นึกในใจว่า หล่อนจะให้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมง หากบุคคลผู้นั้นไม่มาที่ผับในวันนี้ ไอลดาคงต้องอดใจรอไปอีกสองสามวัน ก่อนจะค่อยมาดักพบเขาใหม่ เพราะหล่อนมีงานวิจัยที่คั่งค้างอยู่ ข้อมูลหลายอย่างยังไม่ลงตัว หล่อนจะต้องกลับไปแก้ไขและเสนอให้ที่ปรึกษาตรวจดูใหม่ ซึ่งขั้นตอนนี้คงกินเวลาหลายวันอยู่กว่าหล่อนจะว่าง

“มารอใครอยู่หรือครับ”

บาร์เทนเดอร์หนุ่มเดินมาเก็บแก้วที่โต๊ะข้างๆ เขาถามหล่อนเหมือนกับจะชวนคุยตามมารยาท

“เอ่อ…เปล่าค่ะ” หล่อนอ้อมแอ้มตอบ ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรต่อไปจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ

“ผมนึกว่าคุณมารอใคร เห็นดูนาฬิกาบ่อยๆ” ชายหนุ่มพยักหน้า “ผับนี้ไม่ค่อยมีคนแปลกหน้ามาเท่าไรหรอกครับ หมู่บ้านเราเล็กๆ เงียบๆ ถนนนี้ก็ไม่ได้เป็นทางผ่านหลักไปเมืองอื่นตั้งแต่มีทางหลวงโทตัดผ่าน ขาประจำก็จะมีแต่คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเท่านั้น แล้วพอดีวันนี้เป็นวันจันทร์ซึ่งถือว่าเป็นวันที่เงียบมากๆ สำหรับธุรกิจประเภทเราๆ”

“ฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ได้สามเดือนละค่ะ…ฉันชอบที่นี่”

“ผมทราบ” เขาพยักหน้าอีก ในขณะที่หญิงสาวเลิกคิ้วเหมือนจะเป็นคำถาม “หมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้ ใครไปใครมา รู้ทั่วกันหมดแหละครับ”

“อ้อ…เป็นอย่างนี้นี่เอง” ไอลดาหัวเราะเสียงใส “ชนบทประเทศไหนก็คงคล้ายๆ กันนะคะ ประเทศฉันก็เป็นเหมือนกันค่ะ คนรู้จักกันหมดทั้งหมู่บ้าน”

“ที่นี่ก็เป็นแบบนั้นครับ เพราะหมู่บ้านเราเล็กมาก เมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ ในละแวกเดียวกันนี้ แม้ว่าเราจะอยู่ใกล้กับเมือง แต่เราก็เป็นหมู่บ้านที่เงียบๆ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่คนหนุ่มสาวก็จะย้ายไปอยู่ในเมือง ทำงานในเมือง สะดวกกว่า แต่ผับก็ยังเป็นศูนย์กลางของคนในหมู่บ้านแหละครับ คนมาพบปะคุยกันเรื่องการเมืองบ้าง เรื่องสัพเพเหระต่างๆ…”

“ถ้าเช่นนั้นคุณก็คงรู้จักทุกคนในหมู่บ้านสิคะ…”

“มันเป็นส่วนหนึ่งของงานครับ” เขาหัวเราะจนเห็นฟันสวยงามเป็นระเบียบ “ผมชื่อลุค ยินดีต้อนรับสู่เดอะ สวอน ผับเล็กๆ ในหมู่บ้าน”

“ไอลดาค่ะ” หล่อนยื่นมือออกไปให้เขาจับ “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะลุค”

“ตกลงคุณมานัดพบใครที่นี่” ชายหนุ่มเดินกลับมาจากบาร์ พร้อมวางน้ำผลไม้อีกแก้วลงตรงหน้าไอลดา “แก้วนี้ไม่ต้องจ่ายครับ ถือว่าเป็นเครื่องดื่มต้อนรับจากผม…ใครกันที่กล้าผิดนัดกับผู้หญิงน่ารักๆ อย่างคุณ”

“ฉันไม่ได้นัดพบใครจริงๆ ค่ะ” หล่อนหัวเราะเบาๆ “แต่ก็รอว่าเผื่อใครบางคนจะมาปรากฏตัว”

“ว่าแล้ว….ผมก็คิดว่าผมดูไม่ผิด”

คราวนี้หญิงสาวถอนใจยาว

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะมานั่งดักรอพบเขาเพื่ออะไร หน้าตาก็ไม่เคยเห็น รู้จักก็ไม่รู้จัก…เสียเวลาแท้ๆ เทียว เผลอๆ เขาอาจจะไม่อยากพูดกับฉันก็ได้”

“คุณมาผิดที่แล้วแหละไอลดา” ลุคส่ายหน้า “คนระดับนั้นเขาไม่มาที่ผับผมหรอก มันไม่ได้หรูหราอะไรที่เขาจะเสียเวลามาเหยียบ”

“อ้าว…จริงเหรอคะ” หล่อนอุทานอย่างผิดหวัง “งั้นข้อมูลที่ฉันได้ยินมาก็ผิด”

“เขาเป็นพวกผู้ดีมีเงิน ไฮโซ เขาจะมาที่นี่ทำไมให้เสียเวลา โดยเฉพาะทริสตัน เรย์ลีย์น่ะ คุณไม่รู้หรอกเหรอว่าเขาชื่อดังขนาดไหน คุณมารอที่นี่ก็เสียเวลาเปล่าๆ…สาวๆ ในหมู่บ้านกรี๊ดกร๊าดเขานักหนาตอนเขามากับตาลอร์ดนั่น มาเปิดสวนสาธารณะในหมู่บ้าน”

“ฉันไม่ได้มารอทริสตัน หรือมากรี๊ดกร๊าดอะไรใส่เขาหรอกนะคะ” ไอลดาพูดเสียงเรียบ รู้สึกไม่พอใจนิดๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามด่วนสรุปไปเช่นนั้น “เขาเป็นแฟนของเพื่อนฉันเอง ถ้าฉันอยากจะเจอเขา เมื่อไหร่ก็เจอได้ค่ะ ไม่ต้องมานั่งรอที่นี่หรอก ฉันมารอคนชื่อมาร์คต่างหาก”

ดูเหมือนลุคจะคาดไม่ถึงกับคำตอบ ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วขณะ

“คุณคงไม่คิดว่าฉันมารอกรี๊ดกร๊าดมาร์คหรอกนะคะ ฉันได้ยินมาว่าเขาอายุเกือบๆ เก้าสิบปีแล้ว!”

คราวนี้ชายหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

“ปู่ผมคงจะดีใจมากอะนะ ถ้ามีสาวๆ สวยๆ อย่างคุณมากรี๊ดกร๊าดใส่น่ะ…ว่าแต่ว่าคุณมีธุระอะไรกับปู่ผมเหรอ แกมาที่นี่ประจำทุกวันก็จริง แต่ช่วงนี้เป็นไข้หวัดใหญ่ ก็เลยต้องพักผ่อนอยู่กับบ้าน หมอก็สั่งงดดื่มเด็ดขาด แกก็เลยไม่ได้มาที่นี่เกือบจะอาทิตย์นึงแล้ว”

“มาร์คคือปู่คุณเหรอคะ”

“ใช่ ถ้ามาร์คที่อายุเกือบจะเก้าสิบปีก็มาร์คนี้แหละ ส่วนมาร์คอื่นๆ ที่ผมรู้จักและมาที่ผับนี้ไม่มีใครอายุเกินห้าสิบสักคน มีอยู่สองคน…”

“เอาละค่ะ” หญิงสาวยกมือห้ามเมื่อเห็นลุคทำท่าจะอธิบายชีวประวัติของสองหนุ่มมาร์คที่เขากล่าวถึง “ฉันมารอพบปู่คุณนี่แหละค่ะ เป็นอันว่าถ้าท่านไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่ ฉันก็ค่อยมารอพบใหม่วันหลังก็แล้วกัน”

พูดจบ ไอลดาก็ลุกขึ้น ด้วยเสียเวลานั่งรอมาเกือบสองชั่วโมงเต็มๆ โดยไม่ได้อะไรเลย

“อย่าเพิ่งไปๆ คุณจะไม่บอกผมหน่อยเลยหรือว่า คุณอยากจะพบปู่ผมเรื่องอะไร ผมรู้แค่ว่าคุณไม่ได้มากรี๊ดกร๊าดแก” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นมองหล่อนนิ่งๆ เหมือนจะหยั่งใจ “ปู่แกแก่ป่านนี้แล้ว ยังจะมีเรื่องอะไรอีก”

ไอลดาไม่ตอบคำถามนั้น หล่อนถอนใจยาวก่อนจะหันไปยิ้มกับเขา แล้วกล่าวคำอำลาก่อนจะเดินออกจากผับมาอย่างเงียบๆ ทิ้งให้ลุคมองตามด้วยความงุนงง…ประหลาดจริง…เขาคิด หญิงสาวชาวเอเชียผู้นี้มีธุระอะไรกับปู่วัยเก้าสิบกว่าปีของเขากันนักหนา ถึงได้มาคอยอยู่ถึงตั้งสองชั่วโมงเนี่ย

แต่เมื่อหล่อนไม่ยอมบอกก็ไม่เป็นไร เขายักไหล่ อีกหน่อยเขาก็รู้เองแหละ ปู่ของเขาแกเก็บความลับเป็นเสียที่ไหน!

หญิงสาวถอนหายใจยาว หล่อนไขกุญแจประตูด้านหน้าเข้าไปอย่างช้าๆ เสียงหัวเราะใสๆ ของแดฟนีดังมาพอได้ยินแว่วๆ จากห้องนั่งเล่น

นั่นแสดงว่าเพื่อนสาวของเธอมีแขกมาเยี่ยมเยือนอีกแล้ว เสียงหัวเราะนั้นบ่งบอกถึงความร่าเริงเต็มที่ ไอลดาไม่อยากคิดเลยว่าแขกที่มาเยือนคือใคร ที่สามารถทำให้เพื่อนสนิทของหล่อนร่าเริงได้ขนาดนั้น เขาคือคนสุดท้ายที่หล่อนอยากจะพบเจอในเวลานี้จริงๆ

คำภาวนาของหล่อนไม่เป็นผล ทริสตันเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นพร้อมกับแดฟนี ไอลดาพึมพำทักทายก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างมีมารยาทเมื่อเห็นชุดที่เพื่อนสาวของหล่อนสวมใส่อยู่ กำลังคิดจะหาทางขอตัวเลี่ยงไปที่อื่น

“ลดา…กลับมาแล้วเหรอ” แดฟนีทักเสียงใส พลางกอดทริสตันหลวมๆ ที่เอว “ฉันนึกว่าไม่มีใครอยู่บ้าน…”

หล่อนได้แต่ยิ้มแห้งๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ เรือนร่างสูงโปร่ง งดงามของเพื่อนสาว มีแต่ชุดชั้นในตัวน้อยนิดปกคลุมอยู่

ส่วนคู่เดตของแดฟนีนั้น สูทแจ็กเก็ตทีเขาใส่ประจำหายไป กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดลงมาจนเกินครึ่ง เผยให้เห็นช่วงอกกำยำ และหน้าท้องอันแบนราบ แข็งแรง…

ไม่มีอะไรจะให้เดาอีก นอกจากหล่อนกลับมาผิดเวลา หญิงสาวรู้สึกโกรธตัวเองทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าทำไม…ถ้ารู้เช่นนี้หล่อนก็จะแวะไปคุยกับบ๊อบเสียหน่อย กะเวลามาพอดีให้ไม่ต้องเห็นภาพอะไรเช่นนี้ จะได้ไม่ต้องกระอักกระอ่วนใจ ครั้นจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หล่อนก็ยังไม่สามารถจะควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติได้

ส่วนฝ่ายข้างทริสตัน เขาได้แต่ยืนนิ่ง ไม่ได้แม้จะพยายามแต่งตัวให้เรียบร้อย ดวงตาสีฟ้าเข้มจัดเป็นประกายเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของไอลดา เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะกระชับเรือนร่างเกือบเปลือยเปล่าของแดฟนีเข้ามาใกล้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าดูเหมือนว่าเขาจะเดินหนีเธอมาเสียด้วยซ้ำ ชายหนุ่มทักไอลดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“สวัสดีครับไอลดา”

หญิงสาวมองสบตาที่เป็นประกายนั้นอย่างงงๆ ก่อนจะพึมพำสวัสดีตอบไป หล่อนลดสายตาลงต่ำอย่างมีมารยาท แล้วรีบ เดินเลี่ยงไปยังห้องตัวเองอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มถอนใจยาว ปลดมือแดฟนีที่พยายามโอบคอเขาไว้เพื่อจะดึงเขาเข้ามาใกล้

“ผมว่าเราหยุดแค่นี้เถอะ”

“อะไรกันคะ” แดฟนีลืมตัว ขึ้นเสียงนิดๆ “คุณหมายความว่ายังไง…หยุดอะไร”

“ก็หยุด”

“ไม่หยุด” หญิงสาวส่ายหน้า รู้สึกโกรธจนแทบจะกรีดร้องออกมา “ฉันไม่หยุด”

ก่อนจะเขาจะเอ่ยปากอะไรต่อไป แดฟนีก็โยน ‘ไพ่ไม้ตาย’ ที่หล่อนใช้ได้เสมอกับชายทุกคน และหล่อนก็แน่ใจว่า ทริสตันก็คงจะเป็นเหมือนชายอื่นๆ ที่จะยอมจำนนให้กับไพ่ไม้ตายอันนี้

ทริสตันถอนใจยาว คร้านที่จะเอ่ยปากห้ามเมื่อเห็นอีกฝ่ายค่อยๆ ปลดชุดชั้นในที่เหลือออกจนร่างกายเปลือยเปล่า หล่อนเดินตรงเข้ามาประชิดหน้าเขาด้วยสายตายั่วยวน

ชายหนุ่มรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า เขาตัดสินใจกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังประตูหน้า พร้อมกับวิ่งออกไปโดยเร็ว ทิ้งให้แดฟนียืนตะลึงตาค้างอยู่ตรงนั้นคนเดียว!

เสียงกรีดร้องอันต่อเนื่องของเพื่อนสาว ทำให้ไอลดาที่หลบอยู่ในห้องของหล่อนสะดุ้งสุดตัว จากนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นเสียงของวัตถุหนักๆ ที่ล้มลงกับพื้นไม้โอ๊กอายุกว่าร้อยปี หล่อนได้ยินเสียงเหมือนจานชามแตกเปรื่องปร่าง เฟอร์นิเจอร์ล้มโครมคราม ตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างต่อเนื่องของแดฟนี

หญิงสาวเดินตรงไปหยิบผ้าห่มไหมพรมที่วางอยู่บนโซฟาตัวที่อยู่ห่างออกไป ก่อนจะค่อยๆ เดินหลบหลีกเศษแก้ว กระเบื้องที่แตกเกลื่อนอยู่บนพื้น หล่อนคลี่ผ้าผืนนั้นคลุมร่างเพื่อนสาวที่ยังคงกรีดร้องอย่างไร้สติแล้วกอดแดฟนีไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนพลางค่อยๆ ประคองร่างอันสั่นเทานั้นออกไปจากห้องรับแขก

แดฟนีที่หยุดกรีดร้องเกาะแขนหล่อนไว้แน่น หล่อนร้องไห้ไม่หยุดจนไอลดารู้สึกสงสารเพื่อนสนิทขึ้นมาจับใจ หญิงสาวกอดแดฟนีไว้เช่นนั้นอยู่เป็นครู่จนกระทั่งอีกฝ่ายเริ่มสงบลงบ้าง

แดฟนีสะอึกสะอื้น หล่อนพยายามจะพูดอะไรออกมาแต่แล้วก็ไม่สามารถ ความรู้สึกภายในพลุ่งพล่านขึ้นมาจนเกินระงับทำให้หล่อนเริ่มร้องไห้เสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง

คราวนี้ไอลดาจับร่างเพื่อนสาวให้นอนลงบนเตียง หล่อนห่มผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะลูบกลุ่มผมสีทองสลวยไปมาอย่างปลอบโยน หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในท่านั้นนานเท่าไร หล่อนรู้เพียงแต่ว่าต้องทำให้แดฟนีสงบลงให้ได้

แม้แดฟนีจะเป็นคนใจร้อน รักง่ายหน่ายเร็ว เอาแต่ใจตัวเองอยู่บ้าง แต่ไอลดาเองก็ไม่เคยเห็นเพื่อนของหล่อน ‘หลุด’ ขนาดนี้มาก่อน เพื่อนสนิทของหล่อนไม่ใช่คนอารมณ์ร้าย หล่อนแค่เป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้นและต้องได้ดังใจหล่อน นั่นก็เป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูของเลดี้ไวโอเล็ตที่ตามใจลูกสาวคนเดียวไปเสียทุกอย่างตั้งแต่หล่อนยังเด็กๆ แต่โดยพื้นฐานแล้ว แดฟนีไม่ใช่คนที่โมโหร้ายจนควบคุมตนเองไม่ได้ขนาดนี้

เมื่อเห็นแดฟนีปรือตาทำท่าเหมือนจะหลับ ไอลดาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนจะเหน็บผ้าห่มให้ขึ้นมาปกคลุมถึงคอ หญิงสาวหันหลังเพื่อจะไปจัดการเก็บกวาด ทำความสะอาดห้องนั่งเล่นที่แดฟนี ‘ทำลาย’ ไปก่อนหน้า พลางถอนใจเบาๆ อะไรหนอ…ที่ทำให้เพื่อนรักของหล่อนโกรธถึงขนาดนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ชายหนุ่มคนนั้น! ทริสตัน เรย์ลีย์! เขาทำอะไรให้เพื่อนรักของหล่อนโกรธมากมายขนาดนี้

‘ลดา…อย่าเพิ่งไป’ แดฟนีเปล่งเสียงแหบแห้งพร้อมกับไอเบาๆ ‘อย่าเพิ่งไป’

‘ฉันคิดว่าเธอหลับแล้ว…ฉันจะไปเก็บกวาดห้องนั่งเล่น เธอหลับไปก่อนนะ เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันจะมาอยู่เป็นเพื่อน’

‘ไม่’ อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างดื้อดึง ‘ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยโทรเรียกบริษัททำความสะอาดมาจัดการ เธออยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนนะ’

ไอลดาไม่โต้เถียง หล่อนนั่งลงบนพื้นหน้าเตียงของเพื่อนสาวแต่โดยดี สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้อีกฝ่ายหนึ่งน้ำตาไหลริน

“ลดา…ฉันขอโทษ”

“ไม่มีอะไรต้องขอโทษฉันหรอก” หล่อนบีบมือแดฟนีเบาๆ “เธอพักผ่อนนะ ฉันจะรอจนเธอหลับแล้วจะค่อยออกไป ตกลงไหม”

“ฉันคงต้องพึ่งยานอนหลับ” คนตอบสะอื้นขึ้นมาอีกเบาๆ “ใครจะไปหลับลง…”

“ไม่เอานะ…ไม่ร้องไห้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับด้วย” ไอลดาขึ้นเสียงนิดหนึ่งเหมือนดุเด็กเล็กๆ “มีอะไรพูดกับฉันได้ ระบายมันออกมาบ้างเธอจะได้รู้สึกดีขึ้น…จำได้ไหม….เหมือนตอนที่ฉันต้องนั่งอดทนฟังเธอตอนเราอยู่ด้วยกันในหอมหาวิทยาลัยไง”

คนฟังหลบสายตาหล่อน เบือนหน้าไปอีกทาง ก่อนจะตัดสินใจพูดเบาๆ

“มันน่าอายเหลือเกินลดา…ฉันเกลียดตัวเองมาก”

“ฉันเข้าใจ….เป็นใครที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้นก็คงจะอายแหละนะ แต่ฉันก็มีส่วนผิดนะแดฟนี ถ้าฉันไม่กลับมาก่อน เธอก็คงไม่ต้องมานอนร้องไห้แบบนี้…เขา…เอ้อ…เขา ก็คง…”

แดฟนีหัวเราะเสียงแหลมเหมือนเหยียดหยันตัวเอง

“เธอคิดว่า หากเธอไม่กลับบ้านมาแล้วขัดจังหวะ เขาจะ ‘ทำ’ กับฉันอย่างนั้นหรือ ขอบอกเลยว่าเธอคิดผิด มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเธอจนนิดเดียว แต่มันเกี่ยวกับฉันเต็มๆ นี่แหละ”

“แดฟนี…”

“ใช่…เธอฟังไม่ผิดหรอก มันเกี่ยวกับฉันคนเดียว” คนพูดแค่นหัวเราะออกมาอีก ทั้งๆ ที่น้ำตาเต็มตา “นี่ไม่ใช่หนเดียวนะที่มันเกิดขึ้นแบบนี้ ฉันพยายามไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หน แต่เขาก็ปฏิเสธทุกครั้ง…เขาทำเหมือนฉันน่าเกลียด น่ารังเกียจ…”

“ใครว่า…”

“ฉันนี่แหละ…ถ้าเขาไม่คิดอย่างนั้นจริง เขาจะวิ่งหนีฉันไปทำไม ฉันทอดสะพานให้เขาขนาดนี้ โดยเฉพาะวันนี้นี่ฉันทุ่มสุดตัว แต่เขากลับวิ่งหนีไปเหมือนฉันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง คนอื่นๆ มีแต่เขาอ้อนวอน มีแต่เขาอยากจะได้โอกาสที่อยู่กับฉัน ใครๆ ก็อยากได้ฉัน…จริงๆ นะลดา” แดฟนีจับต้นแขนหล่อน บีบจนแน่นด้วยความรู้สึกภายใน “มีแต่เขานี่แหละ ที่ทำแบบนี้กับฉันคนเดียว ไม่มีใครเลย ไม่มีใครกล้า…นี่ถ้าเขาไม่ได้รังเกียจฉัน จะให้ฉันคิดว่ายังไง”

“ไม่จริงหรอก เธอไม่ได้เป็นคนน่ารังเกียจเลย ทำไมถึงดูถูกตัวเองแบบนั้น”

“ก็กี่ครั้งกี่หนแล้วล่ะ ฉันก็พยายามมองโลกในแง่ดี คิดว่าเขาอาจจะยังไม่พร้อม เขาอาจจะรอให้เรารู้จักสนิทสนมกันมากกว่านี้หน่อย แต่นี่เราก็รู้จักกันสามเดือนได้แล้วนะ มันก็นานพอสมควรแล้ว…”

“เธอแน่ใจนะ ว่าเขาชอบผู้หญิง”

แดฟนีพยักหน้า

“แน่ใจสิ…ฉันบ้าถึงขนาดจ้างนักสืบไปสืบประวัติส่วนตัวเขามาด้วยแหละ เขาก็เคยเดตผู้หญิงมาบ้างนะ นักสืบฉันไปคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเคยเดตด้วยนานมาแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทริสตันนี่ชายแท้ ฉันก็เลยเดินหน้าต่อ แต่มันน่าขันนะ ผู้หญิงคนนั้นดูธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ ไม่ได้สวยอะไรมากมาย ทำไมเขามีอะไรกับเธอได้…แต่กับฉัน…เขาปฏิเสธมาตลอด มาวันนี้เขาถึงขั้นวิ่งหนีฉัน…คงกลัวฉันจะวิ่งตามไปปล้ำเขา มันน่าสมเพชไหมล่ะลดา”

ไอลดาถอนใจยาว

“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป”

“ฉันก็ไม่รู้” คนฟังร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางตอบ “จะให้ฉันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็คอยโทรศัพท์หรือไม่ก็ไปเฝ้าเขาที่ทำงานอย่างที่เคย หรือจะให้ฉันตัดใจจากเขา ฉันก็คิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ ฉันคิดว่าเขาไม่ได้รักฉันเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์แบบนี้คงไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า…เธอว่าไหม”

“ฉันว่าเขาก็น่าจะรู้สึกชอบเธอเหมือนกันนะ แต่อาจจะไม่พร้อม…”

“ไม่พร้อม…”

“ฮื่อ” หล่อนพยักหน้า “เขาอาจจะรอให้ถึงเวลาที่สมควร แบบรอให้จนถึงเวลาที่เขาคิดว่าเขาพร้อมที่สุด เพราะเขาอยากให้เธอเป็นคนพิเศษน่ะ”

แดฟนียันตัวขี้นอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน พร้อมกับจ้องหน้าไอลดาอย่างจริงจัง

“เธอว่าเขาคิดแบบนี้เหรอ”

“ก็อย่างนั้นสิ ถ้าเขาไม่รู้สึกอะไรกับเธอเลย ทั้งๆ ที่เธอก็…เอ้อ…พยายาม…แล้วทำไมเขาไม่เลิกคบเธอล่ะ ทำไมเขายังไปมาหาสู่เธอ ไปดินเนอร์ ไปงานเลี้ยง ไปไหนมาไหนกับเธอบ่อยๆ เขาก็ต้องรู้สึกอะไรบ้างแหละ ฉันคิดนะ….ว่าเขาอยากจะให้มันเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ ระหว่างเธอกับเขาอะไรแบบนั้นน่ะ แล้วอีกอย่าง…เธอต้องไม่ลืมนะ ว่าครอบครัวเธอ ครอบครัวเขา รู้จักกันเป็นอย่างดี หากเขาบุ่มบ่ามทำอะไรตามใจตัวเองลงไปแล้วมันเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เขาก็คงจะเกรงใจฝ่ายครอบครัวเธอน่ะ โดยเฉพาะคุณแม่เธอ….ฉันว่าอย่างนี้นะ”

คนฟังยิ้มออกมาได้ แดฟนีปาดน้ำตา

“ไม่ใช่เธอพยายามจะปลอบใจฉันนะลดา มันเหมือนเธอมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือเปล่า…”

“ไม่ใช่หรอก เธอลองคิดตามที่ฉันพูดดูแล้วกัน ว่ามันมีความจริงแค่ไหน กับคนอื่นๆ ที่เธอคบน่ะ มันต่างกับผู้ชายคนนี้หรือไม่ ยังไง”

การสนทนาดำเนินอยู่เป็นครู่ ไอลดาได้แต่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าชายหนุ่มไม่ได้รังเกียจเพื่อนสนิทของเธอเลย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเน้นย้ำให้แดฟนีหยุดทำการยั่วยวนชายหนุ่มโดยเด็ดขาด เพราะการกระทำเช่นนั้นมีแต่จะผลักไสให้เขาห่างออกไป หญิงสาวพยายามปลอบให้แดฟนีใจเย็นลง ปล่อยให้กาลเวลาค่อยๆ ทำหน้าที่ของมัน ด้วยหล่อนมีความเชื่อมั่นว่า ไม่มีใครที่จะไม่รักแดฟนี แม้หล่อนจะเอาแต่ใจตัวเองไปบ้างในบางครั้ง นอกจากนั้น แดฟนีก็มีคุณสมบัติ รูปสมบัติ ทุกอย่าง ทุกประการที่จะเป็นภรรยาที่ดีของคนอย่างทริสตัน เรย์ลีย์ได้

“เอาแหละๆ ฉันพอเข้าใจแล้ว” แดฟนียิ้มน้อยๆ “ฉันจะพยายามใจเย็น แล้วก็จะไม่ทำแบบนี้อีกอย่างที่เธอบอก แต่พูดตรงๆ เลยนะลดา ตอนนี้ฉันเข้าหน้าเขาไม่ติดแล้ว ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เธอคงเข้าใจนะ ฉันอายมาก…ไอ้ครั้นจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่รู้จะวางหน้ายังไง เธอช่วยคิดหน่อยว่าจะทำยังไงดีให้เขาติดต่อมาก่อน”

หล่อนนั่งคิดอยู่เป็นครู่ รู้สึกจำนนต่อคำถามนั้น ในที่สุดก็จำต้องตอบไปก่อนเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

“เรื่องนี้เธอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน ขอเพียงให้เธออยู่เฉยๆ ทำใจเย็นๆ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องติดต่อเขาไปก่อนนะ เพราะฉันคิดว่าเธอก็คงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรต่อจากนี้เหมือนกัน ตกลงไหม”

“เธอจะทำยังไง”

“เอาน่ะ” ไอลดาฝืนยิ้ม “รับรองว่าฉันจะจัดการให้นะ”

“ฉันรักเขามากนะลดา” แดฟนีสารภาพเสียงอ่อย “รักเขาอย่างที่ไม่เคยรักผู้ชายคนไหนมาก่อนในชีวิต ฉันทำได้ทุกอย่าง ขอให้ได้เขามาเป็นของฉัน เธอก็รู้…ฉันเคยคิดเรื่องแต่งงานที่ไหน ฉันก็สนุกกับชีวิตโสดไปอย่างนี้ คุณแม่จะบ่น คุณพ่อจะบ่นก็ไม่สนหรอก แต่กับทริสตันมันไม่ใช่…ฉันรักเขามาก ฉันอยากเป็นของเขาคนเดียว ฉันอยากได้เขา…”

“โอเคเลยจ้ะแม่คุณ” หญิงสาวตัดบท “เธอพักผ่อนได้แล้ว สบายใจแล้วนะ ฉันก็เหนื่อยเหมือนกัน ต้องไปทำงานวิจัยต่อด้วย ขอตัวก่อน”

เพื่อนสาวยอมให้หล่อนปลีกตัวไปแต่โดยดี แดฟนีหัวเราะคิกคักก่อนจะล้มตัวนอนลง ปล่อยให้ไอลดาเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่ยังเต็มไปด้วยข้าวของแตกหักกระจัดกระจาย ไอลดาถอนใจยาวเมื่อเห็นสภาพที่ไม่น่าดูนั้น หล่อนเองก็รู้สึกเหนื่อยใจและขี้คร้านที่จะทำความสะอาดวันนี้ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้หล่อนจะลงมือทำเองแต่เช้าก่อนแดฟนีตื่น หากเหลือบ่ากว่าแรงค่อยเรียกบริษัททำความสะอาดมาทีหลัง

ทันใดนั้นเอง หล่อนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเหมือนคนวิ่งออกจากห้องนั่งเล่น ผ่านไปยังชั้นสองของตัวบ้าน

ไอลดาหันขวับไปมอง หางตาจับภาพเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ วิ่งจากไป หากแต่ภาพนั้นดูพร่ามัวอย่างประหลาด จนในที่สุดก็เหมือนกับเด็กคนนั้นเลือนหายไปจนหล่อนมองไม่เห็นอะไรอีกเลย!

Don`t copy text!